مشاركة

บทที่ 7

last update تاريخ النشر: 2026-07-31 15:31:01

ลู่หว่านถิงกลับเข้ามาในห้องนอน นางเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ทอดสายตามองไปยังกล่องกำมะหยี่ที่ว่างเปล่า ปิ่นปักผมหยกขาวลายดอกเหมยสินเดิมของมารดาผู้ล่วงลับ บัดนี้ตกไปอยู่ในมือลู่ซือฉิงเสียแล้ว

นางยกมือขึ้นลูบแก้มของตนเองแผ่วเบา พลันในหัวก็ฉายภาพความทรงจำอันเจ็บปวดจากชาติก่อน

ในตอนนั้นเมิ่งชิงเหยาบุกมาอาละวาดด้วยเพลิงโทสะ สหายรักได้เขวี้ยงปิ่นหยกขาวเล่มนี้ใส่หน้านางอย่างแรง ปลายแหลมของปิ่นครูดผ่านแก้มจนโลหิตซึมเป็นทางยาว ก่อนที่ชิงเหยาจะสะบัดหน้าหนีและประกาศตัดสัมพันธ์ ตอนนั้นลู่หว่านถิงทั้งเจ็บปวด ทั้งมึนงง และเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปิ่นของตนไปอยู่กับคุณชายกู้ได้อย่างไร นางทำเพียงก้มลงเก็บปิ่นที่เปื้อนฝุ่นขึ้นมาเช็ดเงียบ ๆ และซ่อนมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของกล่องเครื่องประดับดั่งขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่อยากมองเห็นอีก

‘ที่แท้ เหตุการณ์ทั้งหมดในชาติก่อน มันเริ่มมาจากเจ้าเองรึ ลู่ซือฉิง’

นัยน์ตากลมเปล่งประกายกร้าว ชาตินี้นางยอมปล่อยให้ลู่ซือฉิงชิงปิ่นไปหน้าตาเฉย ไม่ใช่เพราะนางพ่ายแพ้ นางกำลังปล่อยให้งูพิษย่ามใจจนเผยพิษออกมาทั้งหมดต่างหาก

"ปิ่นของท่านแม่ ข้าปล่อยให้เจ้าเก็บรักษาไว้ชั่วคราวเท่านั้น วันใดที่ข้าฉีกหน้ากากเจ้าออกมา วันนั้นข้าจะหักมือของเจ้าแล้วชิงมันคืนมา"

ลู่หว่านถิงพึมพำรอดไรฟัน

อีกด้านหนึ่ง ณ เมืองซูโจว

หยาดฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายทำให้บรรยากาศภายในจวนที่พักแรมของขุนนางหลวงดูอึมครึมและอึดอัด ใต้เท้าลู่เยี่ยนถัง เสนาบดีกรมคลังกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะอักษร ใบหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะชนกัน ในมือถือกระดาษจดหมายฉบับหนึ่งที่เพิ่งส่งตรงมาจากเมืองหลวงฉางอัน

จดหมายฉบับนั้นเขียนด้วยลายมืออ่อนช้อยนุ่มนวลของลู่ซือฉิง บุตรสาวคนรองที่เขาทั้งรักและเอ็นดู แต่เนื้อความด้านในกลับทำให้เสนาบดีใหญ่ถึงกับกุมขมับด้วยความกังวล

‘ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกทุกข์ใจและร้อนรนใจยิ่งนัก ยามนี้ที่เมืองหลวงเกิดข่าวลือฉาวโฉ่ไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ผู้คนพากันซุบซิบว่าพี่หญิงใหญ่ไร้ยางอาย ลอบนัดพบคุณชายกู้เหวินเยี่ยนลับหลังพี่ชิงเหยาสหายรักของนาง ซ้ำยังมีคนเห็นคุณชายกู้ถือวิสาสะเข้าใกล้ชิดรถม้าของพี่หญิงที่ท้ายตลาด ลูกสงสารพี่หญิงเหลือเกินเจ้าค่ะ เมื่อวานพี่ชิงเหยาบุกมาอาละวาดถึงจวน ลูกกลัวว่าชื่อเสียงของตระกูลเราจะย่อยยับ และกลัวพี่หญิงจะโดนทำร้าย ลูกจึงออกหน้ารับแทน แสร้งบอกทุกคนว่าปิ่นหยกขาวเล่มนั้นเป็นของลูกที่ทำหายไปเอง เพื่อช่วยกู้หน้าให้พี่หญิง แต่ผู้คนก็ยังไม่เลิกนินทา ลูกควรทำอย่างไรดีเจ้าคะท่านพ่อ ลูกห่วงพี่หญิงเหลือเกิน’

ใต้เท้าลู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทุบโต๊ะดังสนั่นด้วยความโมโห

"หว่านถิงนะหว่านถิง เหตุใดจึงทำตัวเหลวไหลเช่นนี้ สร้างแต่เรื่องงามหน้าให้ตระกูลไม่เว้นแต่ละวัน ผิดกับซือฉิง ช่างแสนดีและยอมเสียสละเพื่อพี่สาวถึงเพียงนี้"

ในขณะที่ใต้เท้าลู่กำลังเดือดดาลและเป็นกังวลกับข้อครหา ร่างสูงโปร่งของเสิ่นหร่งเจียก็เดินเข้ามา

"ใต้เท้าลู่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ เหตุใดท่านจึงดูเคร่งเครียดถึงเพียงนี้"

เสิ่นหร่งเจียเอ่ยถามเสียงเรียบ สายตาคมเหลือบมองกระดาษจดหมายในมือของเสนาบดีกรมคลังอย่างเงียบเชียบ

ใต้เท้าลู่เห็นเสิ่นหร่งเจียก้าวเข้ามา ก็ถอนหายใจยาวอย่างคนไร้ทางออก

"คุณชายเสิ่น ข้าละอายใจยิ่งนัก เรื่องภายในเรือนแท้ ๆ แต่ข้ากลับกลุ้มใจจนไม่มีสมาธิทำงาน เจ้าช่วยข้าดูจดหมายฉบับนี้ทีเถิด ลูกสาวคนรองของข้าส่งข่าวมาจากเมืองหลวง บอกว่าพี่สาวนางไปก่อเรื่องฉาวโฉ่แย่งบุรุษของสหายจนชื่อเสียงตระกูลแทบป่นปี้"

เสิ่นหร่งเจียรับจดหมายฉบับนั้นมาตามคำเชิญ ชายหนุ่มกวาดสายตามองตัวอักษรทุกบรรทัดอย่างเชื่องช้า สมองเริ่มวิเคราะห์ถ้อยคำเหล่านั้นทันที

สำนวนในจดหมายของลู่ซือฉิงสะกิดใจเขาอย่างรุนแรงจนน่าประหลาด

'แปลกยิ่งนัก’

เสิ่นหร่งเจียคิดในใจ แววตาคมปลาบลุ่มลึกขึ้น

‘หากสตรีผู้นี้รักและเป็นห่วงพี่สาวอย่างที่เขียนจริง เหตุใดเนื้อความเก้าในสิบส่วน จึงเป็นการบรรยายความฉาวโฉ่ พฤติกรรมไร้ยางอาย และความผิดพลาดของพี่สาวอย่างละเอียดยิบ เพื่อให้บิดาเกิดโทสะ มิหนำซ้ำยังเน้นย้ำความดีความชอบและความเสียสละของตนเองในทุกประโยค ถ้อยคำเหล่านี้ดูจงใจเหยียบย่ำผู้เป็นพี่ให้จมดินมากกว่าจะช่วยปกป้อง’

ชื่อของลู่ซือฉิงปักลงในสมองของเสิ่นหร่งเจียเป็นครั้งแรก ในฐานะสตรีหน้าเนื้อใจเสือที่ต้องระแวงระวัง ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มกลับนึกถึงดวงหน้าของลู่หว่านถิง คุณหนูใหญ่ผู้มีดวงตาทะนงตนที่เขาเคยได้ยินชื่อเสียง สตรีที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนั้น จะทำเรื่องตื้นเขินด้วยการลอบส่งปิ่นปักผมไปทอดสะพานให้บุรุษไร้ค่าลับหลังสหายจริง ๆ หรือ หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรง ความไม่ชอบมาพากลลอยอยู่เหนืออักษรในจดหมายฉบับนี้

"ใต้เท้าลู่ขอรับ ข่าวลือในเมืองหลวงมักจะบิดเบือนเกินจริงเสมอ โปรดอย่าเพิ่งด่วนตัดสินคุณหนูใหญ่เลยขอรับ"

เสิ่นหร่งเจียเอ่ยเสียงนุ่ม คืนจดหมายให้

"บางที เรื่องนี้อาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่พวกเรายังไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า"

หลังจากเสิ่นหร่งเจียส่งคืนจดหมายพร้อมเอ่ยเตือนสติเสนาบดีลู่ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง บรรยากาศในห้องหนังสือที่ซูโจวก็ยังคงจมดิ่งอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายฝนภายนอกที่ยังคงตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง

"หว่านถิงเป็นเด็กเย่อหยิ่งแข็งกระด้าง และมักใช้อำนาจกับผู้อื่น ต่างกับซือฉิง ที่อ่อนโยน เข้าใจผู้อื่นได้ดี"

ใต้เท้าลู่เล่าถึงความแตกต่างของบุตรสาวทั้งสองให้เสิ่นหร่งเจียฟัง เป็นการระบายความกังวลกับคนที่เขาให้ความสนิทสนมแล้ว

"เป็นธรรมดาของบุตรสาวคนโตขอรับ ขอใต้เท้าอย่าได้กังวล เมื่อนางเติบโตขึ้นก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นขอรับ"

เสิ่นหร่งเจียออกความเห็นในฐานะคนนอกที่มองอย่างเป็นกลาง เขาจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมทำไม่ได้เพราะไม่รู้จักตระกูลลู่ดีพอ แม้จดหมายของลู่ซือฉิงจะทำให้เขาพอจะอ่านนางออก แต่แค่จดหมายฉบับเดียวไม่สามารถตัดสินอะไรได้มากนัก

"ข้าก็หวังว่าอย่างนั้น"

ใต้เท้าลู่เอ่ยน้ำเสียงยังไม่คลายกังวลก่อนขอตัวเข้าพักผ่อน

ในเวลาเดียวกันที่จวนตระกูลเมิ่ง

บรรยากาศภายในเรือนนอนของคุณหนูเมิ่งชิงเหยาเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ว่าเหตุการณ์ที่จวนตระกูลลู่จะจบลงโดยที่ลู่ซือฉิงออกหน้ารับแทนและเอ่ยอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดจากบ่าวไพร่ แต่ภายในใจของเมิ่งชิงเหยากลับยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยตกค้างอยู่ ไม่จางหายไปง่าย ๆ

นางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาคมกริบแต่ฉายแววสับสนทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ท่าทางสงบนิ่งผิดปกตินั้นทำให้สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายรู้สึกใจคอไม่ดี

"คุณหนูเจ้าคะ ท่านยังเคืองคุณหนูใหญ่ลู่อยู่อีกหรือเจ้าคะ ในเมื่อคุณหนูรองลู่ก็ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากบ่าวชั่วคนหนึ่ง"

"ข้าไม่ได้เคือง แต่ข้าแปลกใจ"

เมิ่งชิงเหยาเอ่ยขัดขึ้น เสียงของนางนิ่งเรียบ คล้ายซ่อนความนัย

"ปรกติแล้วหว่านถิงเป็นคนหยิ่งทะนงตนยิ่งนัก หากนางทำจริง นางย่อมไม่มีวันยอมให้สตรีอื่นมาออกรับแทน โดยเฉพาะน้องสาวต่างมารดาที่ไม่ค่อยสนิทใจด้วย ท่าทางของนางในวันนี้มันนิ่งสงบเกินไป จนข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง"

เมิ่งชิงเหยาปาดคราบน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้ว ก่อนจะหันไปสั่งการสาวใช้คนสนิทด้วยสีหน้าจริงจัง

"เจ้าส่งคนสนิทที่ไว้ใจได้และฝีมือดี ไปคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวที่จวนตระกูลลู่ไว้ โดยเฉพาะรอบ ๆ เรือนของหว่านถิง ดูว่านางมีพิรุธใดหรือไม่ แอบส่งคนไปติดต่อคุณชายกู้อีกหรือไม่ หากนางไม่ได้มีพิรุธและใช้ชีวิตตามปรกติ เรื่องทั้งหมดก็คงจะเป็นอย่างที่ลู่ซือฉิงพูดจริง ๆ และข้าก็คงต้องหาทางขอโทษนางอย่างจริงจัง"

"เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ"

สาวใช้รับคำก่อนจะรีบถอยออกไป

เมิ่งชิงเหยาถอนหายใจยาว ในใจได้แต่หวังว่ามิตรภาพหลายปีระหว่างนางกับลู่หว่านถิงจะไม่ใช่เพียงภาพลวงตาที่ถูกบุรุษเพียงคนเดียวทำลายลง

ณ เรือนตะวันออก จวนตระกูลลู่

ในขณะที่คนภายนอกกำลังว้าวุ่นและสืบหาความจริง บรรยากาศภายในห้องนอนของลู่ซือฉิงกลับเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ เด็กสาวนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดั่งผู้ชนะซ่อนอยู่ลึก ๆ

ในมือเรียวเล็กของนางกำลังลูบไล้ปิ่นปักผมหยกขาวฉลุลายดอกเหมยอย่างทะนุถนอม ประกายของหยกขาวสะท้อนกับแสงเทียนดูงดงามและล้ำค่าสมเป็นสินเดิมของอดีตฮูหยินเอก

"หึ หว่านถิงหนอหว่านถิง สุดท้ายเจ้าก็ต้องยอมอ่อนข้อให้ข้าอยู่ดี"

ลู่ซือฉิงหัวเราะคิกคักในลำคออย่างผู้มีชัย

นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ สะบัดชายกระโปรงผ้าไหมเนื้อดีสีสันสดใสที่เพิ่งตัดมาใหม่ ร่างบอบบางที่ยังไม่โตเต็มวัยหมุนตัวไปมาหน้ากระจกอย่างภูมิใจในความงามของตนเอง จากนั้นจึงค่อย ๆ บรรจงปักปิ่นหยกขาวเล่มงามลงบนมวยผมอย่างประณีต

เมื่อมองเงาของตนเองในกระจกที่สวมทั้งชุดสวยและปิ่นหยกล้ำค่าของพี่สาว ลู่ซือฉิงก็ยิ่งแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจในแผนการอันแยบยลของตนเอง

"ทั้งได้หน้าว่าเป็นน้องสาวผู้เสียสละ ทั้งได้ของล้ำค่าของท่านแม่มาครอบครองอย่างถูกต้อง พี่หญิงใหญ่ ท่านช่างแสนดีกับข้าเสียจริง ต่อไปนี้ สิ่งใดที่เป็นของท่าน ข้าลู่ซือฉิงคนนี้ จะชิงมันมาเป็นของข้าให้หมด ไม่เว้นแม้แต่ความรักของท่านพ่อ"

เสียงหัวใจที่พองโตของเด็กสาวดังก้องอยู่ในห้องส่วนตัว นางมั่นใจเต็มเปี่ยมว่านับจากนี้ไปจะมีแต่สิ่งดี ๆ วิ่งเข้าหานาง

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • เมื่อชะตารักย้อนคืน   บทที่ 51

    หลังจากนั้นมาหนุ่มสาวทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนด้วยกันเปิดเผย วันหนึ่งเสิ่นหร่งเจียจึงพาลู่หว่านถิงออกไปเที่ยวชมธรรมชาติแถบชานเมือง บรรยากาศยามบ่ายคล้อยเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ลมขุนเขาพัดโชยมาอ่อน ๆ พาเอาผืนป่าและทุ่งดอกไม้ป่าสีขาวบริสุทธิ์เอนลู่ไปตามแรงลม เสียงลำธารสายเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านโขดหินด

  • เมื่อชะตารักย้อนคืน   บทที่ 50

    หลังจากพายุร้ายพัดผ่านพ้นไป ความสงบเงียบแสนอบอุ่นก็กลับคืนสู่จวนเสนาบดีลู่อีกครั้ง ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ เงาร่างสูงใหญ่ของเสิ่นหร่งเจีย ที่บัดนี้เข้าออกจวนเสนาบดีลู่เพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของคนในครอบครัวลู่หว่านถิงอย่างเปิดเผยและเต็มใจอย่างยิ่ง ชายหนุ่มมักจะหิ้วขนมที่นางชอบมาฝาก คอ

  • เมื่อชะตารักย้อนคืน   บทที่ 49

    ท้องฟ้าเหนือจวนเสนาบดีลู่ยามนี้ดูขุ่นมัวราวกับจะเกิดพายุใหญ่ เสิ่นหร่งเจียก้าวย่างผ่านประตูใหญ่เข้ามาด้วยแววตาที่เรียบนิ่งจนน่ากลัว ในมือของเขาถือกล่องขนมเปี๊ยะที่ซื้อมาใหม่แทนที่กล่องเดิมซึ่งถูกส่งไปตรวจสอบพิษในกองปราบหลวงเรียบร้อยแล้ว เขามุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ ที่ซึ่งใต้เท้าลู่และลู่หว่านถิงนั่งหาร

  • เมื่อชะตารักย้อนคืน   บทที่ 48

    "เจ้ากำลังจะนำขนมนี้ไปให้ใคร" "ข้าเพียงแค่มาซื้อขนมไปกินเองขอรับ" ชายผู้นั้นโป้ปดเสียงสั่น เขาชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายเงินวาววับสะท้อนเข้าตาของชายหนุ่มจนตัวสั่น เสิ่นหร่งเจียโน้มตัวลงมา สายตาคู่นั้นไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย "กองปราบหลวงมีวิธีง้างปากคนอยู่ร้อยวิธี โทษฐานสมรู้ร่วมคิดกับผู้ต้องข

  • เมื่อชะตารักย้อนคืน   บทที่ 47

    บริเวณท้ายจวนเสนาบดีลู่ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดไร้ผู้คน มีเพียงเสียงจักจั่นร้องระงมชวนให้รู้สึกอึดอัด ลู่ซือฉิงในชุดรุ่มร่ามแอบมายืนหลบอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ใกล้กับบานประตูเล็กท้ายจวน นัยน์ตาคู่งามฉายแววกระวนกระวายพลางชะเง้อคอมองลอดช่องไม้เป็นระยะ ๆ ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูเบา ๆ สามครั้งก็ดังขึ้นตามน

  • เมื่อชะตารักย้อนคืน   บทที่ 46

    ‘ควบคุมข้า หลอกใช้ข้าอย่างนั้นรึ’ เสิ่นหร่งเจียขบฟันกรอดจนเกิดเสียงดัง จิตใจของสตรีผู้นี้ช่างต่ำช้าและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ในความโกรธแค้นนั้น หัวใจของเสิ่นหร่งเจียพลันบังเกิดความฉงนและสงสัยอย่างลึกล้ำ เขารู้เพียงแค่นางมาขอยาเบื่อหนูจากสหาย และป่าวประกาศว่าจะหลอกใช้เขา แต่ตัวเขาในหาได้ล่วงรู้ถึง

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status