تسجيل الدخول“ข้าถูกท่านย่ำยีไปแล้ว จะให้หน้าด้านบากหน้าไปหาเขาข้าทำไม่ได้หรอก” “ข้าถามว่าเจ้ารักเขาหรือไม่” “ความรู้สึกนี้มันอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของข้า ท่านกรุณารู้จักขอบเขตด้วยเจ้าค่ะ เราสองคนผูกพันกันไม่ใช่เพราะความรักหรือความหลงใหลด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นอย่ามาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันแบบนี้ ข้าไม่ชอบ!” สะบัดน้ำเสียงและหางตาใส่เขาอย่างต้องการระบายความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกออกไปบ้าง มือใหญ่ที่ประคองศีรษะนางในตอนแรกจิกหมอนแน่น พยายามระงับอารมณ์โกรธที่เกิดจากความหึงหวงสุดกำลัง
عرض المزيدภายในรถม้าราคาแพงคันหนึ่ง
“แบบนี้มันหมายความว่าไงต้าเกอ”
“ก็ตรง ๆ ตัวอย่างที่บอกไปนั่นแหละ จะให้อธิบายอะไรอีกเล่าเสี่ยวเอ๋อร์”
“ก็อธิบายมาให้มากกว่านี้สิ ทำไมข้าต้องไปนอนกับตาเฒ่าหลางที่แก่คราวพ่อคนนั้นด้วย ในเมื่อข้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับงานของพี่เลย”
“ท่านหลางไม่ได้แก่ขนา..”
“ไม่ต้องพูดถึงเขา! บอกเหตุผลของท่านมาก็พอ”
พี่ชายถอนหายใจกับอารมณ์ฉุนเฉียวของน้องสาวคนงาม แต่ทั้งหมดก็เพราะตนคือต้นเหตุ
“..ถ้าเจ้าซานต้องออกจากโรงเรียนในวังหลวงที่กำลังเรียนอยู่ตอนนี้ แล้วต้องไปเรียนในวัดแทน ถ้าเสี่ยวเปาต้องหย่านมแม่ตั้งแต่ตอนอายุไม่ถึงสองเดือน และต้องไปฝากเขาเลี้ยงเพื่อแม่จะได้ไปหางานทำแทนบิดาที่จะต้องติดคุก..เจ้ารับได้ใช่ไหมที่ต้องเห็นหลาน ๆ ของเจ้าลำบาก”
หญิงสาวใบหน้าถมึงทึง เขม้นมองพี่ชายด้วยสายตาเรืองรองบ่งบอกความโกรธ
“...โธ่เว้ย!!! แล้วท่านทำแบบนั้นทำไมเล่า ทำไมต้องยักยอกเงินของเขาด้วย” สบถอย่างบ้าคลั่งและจนปัญญา
“ข้าไม่ได้ยักยอก แค่เอาไปหมุนก่อนก็เท่านั้น ใครจะไปคิดเล่าว่าอยู่ดี ๆ จะถูกท่านหลางเรียกไปตรวจสอบแบบนี้ ก็ทำมาตั้งห้าหกปีไม่เคยจะโดนเลยนี่นา”
ต้าหยางอธิบายสีหน้าเคร่งเครียด ผมเผ้าหนวดเครายุ่งเหยิงจนไม่เหลือเค้าความหน้าตาดี นึกโทษตัวเองที่ไม่น่าถลำลึกจนเลยเถิดมาถึงขนาดนี้ และนึกสงสัยว่าเบื้องบนระแคะระคายได้อย่างไร ในเมื่อเขามั่นใจมากว่าไม่เคยเผยพิรุธใด ๆ ในการทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ
“เขาให้เวลาท่านเท่าไหร่”
“ภายในสามวัน ถ้าสามวันแล้วยังหาเงินมาคืนไม่ได้จะจับข้าส่งศาลหลวง”
“บ้าไปแล้ว! เงินตั้งเป็นหมื่นตำลึงเนี่ยนะให้เวลาสามวัน”
“ข้าถึงต้องมาขอร้องเจ้านี่ไงเสี่ยวเอ๋อร์น้องรัก ช่วยข้าหน่อยนะ แค่สองเดือนเท่านั้น”
“พี่ใหญ่ไม่มีเงินเก็บบ้างเลยหรือ หลายปีมานี่ข้าเห็นพี่เฟื่องฟูจะตาย ไปเที่ยวต่างเมืองบ่อยอย่างกับอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก”
ทุกครั้งที่ไปเที่ยวเขาก็จะพานางไปด้วยตลอด อยากซื้ออะไรก็ตามใจทุกอย่างจนนางต้องเกรงใจ แต่อยู่ ๆ จะมาตกม้าตายเพราะเงินหนึ่งหมื่นตำลึง มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ
ตั้งแต่พี่ชายทำงาน เขาก็ไม่เคยให้นางกลับไปพึ่งใบบุญของลุงที่ชอบพูดว่าพวกตนสองพี่น้องเป็นภาระที่มารดาทิ้งไว้ให้ ทั้ง ๆ ที่สมบัติเป็นของมารดาตน แต่พอท่านตายทำไมถึงกลายไปเป็นของลุงก็ไม่รู้ แต่ถึงเวลานี้นางกับพี่ชายก็ไม่คิดจะไปฟ้องร้องแก่งแย่งอะไรกับเขา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเวรกรรมตามจัดการ
พวกนางที่ยังเด็กก็ได้ลุงที่ใจดีด้วยความจำใจให้อาศัยอยู่ด้วย พี่น้องสองคนอาศัยอยู่ห้องนอนเดียวกันภายในบ้านหลังใหญ่ของเขา ในวันหยุดพี่ชายต้องช่วยเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ส่วนนางเป็นเด็กผู้หญิงก็ต้องช่วยทำงานบ้าน ถ้าถึงหน้าเก็บเกี่ยวก็ต้องไปช่วยทำไร่ไถนา ไม่ได้ไปวิ่งเล่นสนุกสนานเหมือนดั่งลูก ๆ ของลุง
ส่วนพ่อนั้นไม่ต้องพูดถึง ตายตั้งแต่นางยังอยู่ในท้อง แม่จึงต้องให้ลุงที่เป็นลูกติดของเมียรองท่านตาเข้ามาช่วยบริหารงานต่อจากบิดา และทุ่มเทเลี้ยงดูพี่ชายในวัยสิบขวบกับตน แต่แม่ก็จากไปหลังจากนั้นเพียงห้าปี
ตอนนั้นนางยังเด็ก จำอะไรได้ไม่ค่อยมากนัก แต่ที่จำได้จนโตก็มีแต่พี่ชายที่ไม่เคยทิ้งขว้างนาง ดูแลให้ความรักอย่างดีเสมอแม้จะแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ตาม นางจึงรักและเคารพเขามากกว่าใครทั้งหมด แล้วตอนนี้เขากำลังตกที่นั่งลำบาก นางจะทำใจดำกับคนที่เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองได้อย่างไร
“เจ้าก็รู้ว่าข้าโดนจับได้แล้ว ข้าจะเอาเงินที่ไหนมาหมุนได้อีกเล่า ส่วนที่มีอยู่ก็มีติดบัญชีไว้ใช้จ่ายประมาณพันตำลึงเท่านั้น บ้านเช่าในตลาดที่เพิ่งซื้อเมื่อต้นปี ผู้เช่าเพิ่งเข้ามาอยู่เมื่อเดือนที่แล้ว เก็บค่าเช่าได้แค่เดือนละไม่กี่ร้อยตำลึง ทุกอย่างที่ข้ามีมันอยู่ระหว่างกลางทางทั้งนั้น ถ้าข้าล้มไปตอนนี้มันอาจจะไม่เหลืออะไรสักอย่างก็ได้”
น้ำตาลูกผู้ชายเริ่มคลอเบ้าพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างสุดจะฝืนกลั้น ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากยกน้องสาวสุดที่รักที่ทะนุถนอมดั่งไข่ในหินมาตลอดให้เจ้านายจอมเจ้าชู้สักนิด แต่ถ้าเขาไม่ทำทุกอย่างก็จะพังไม่มีชิ้นดี ความพยายามที่ทำเพื่อครอบครัวมาตลอดก็จะสูญเปล่า
ยอมทนแค่สองเดือนเพื่อแลกกับอนาคตที่สุขสบาย หวังว่านางจะเข้าใจและไม่เกลียดเขา
“ไม่ต้องร้อง เงียบเดี๋ยวนี้เลยนะ” เห็นน้ำตาของพี่ชายนางก็พลอยจะร้องไห้ตามไปด้วย จึงรีบปลอบใจเสียงห้วนก่อนที่จะพูดไม่ออก “แล้วพี่สะใภ้รู้เรื่องนี้หรือเปล่า” ถามด้วยความเป็นห่วง
ศีรษะได้รูปของหยางส่ายไปมา “พอข้ารู้คำตอบจากเขาก็รีบเรียกเจ้าออกมาคุยนี่แหละ”
ดวงตากลมโตหลับลง ปิดแน่นด้วยความรู้สึกปวดศีรษะ มือเรียวคลึงขมับแรง ๆ เรียกสติก่อนจะลืมตาขึ้น
“ข้าต้องไปเจอเขาเมื่อไหร่”
เมื่อจัดการนางอยู่หมัดแล้วก็รีบอุ้มนางไปที่เตียง วางลงอย่างทะนุถนอม มองบุปผาดอกงามที่นอนหายใจระรินด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างไม่มีปิดบังต้าเทียนเอ๋อร์สะท้านอายระคนขัดเคืองใจตัวเองอยู่บ้าง ที่หลงระเริงกับความวาบหวามหวั่นไหวที่เขามอบให้ อยากขัดขืนแต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวเขาจะเล่นงานพี่ชายของตน นางหาข้ออ้างบอกกับใจตัวเองทั้งที่ลึก ๆ นั้นแอบคิดว่าไม่ใช่เพราะพี่ชายหรอก แต่เป็นเพราะนางเองนั่นแหละที่โหยหา“กอดข้าสิเอ่อร์เอ๋อร์”เสียงกระซิบข้างหูสั่นพร่าก่อนจะถูกเลียเบา ๆ ทำให้นางสะดุ้งวาบ เผลอตอบสนองต่อความต้องการของเขาทันควัน เมื่อรู้สึกตัวก็เผลอชะงักเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะทำตาม ปล่อยเนื้อปล่อยใจไปกับเขา“อา..” ครางสะท้านแผ่วเบาเมื่อความเจ็บแปลบเล็กน้อยสายหนึ่งเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน.. ทั่วเรือนร่างของนางวาบหวาม ร้อนรุ่มไปทุกอณูที่เขาไล่สัมผัส เพลิดเพลินจนไม่รู้ตัวว่าอาภรณ์หลุดจากร่างไปตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นเขายืนขึ้นปลดอาภรณ์ของตัวเองนางสะท้านอายต่อสายตาพราวระยับที่เต็มไปด้วยแววตัณหาจนสุดจะสู้สายตา จึงเลื่อนมองต่ำที่ลูกกระเดือกกลางลำคอ..แม่เจ้า! แค่ลูกกระเดือกทำ
“จะให้ข้าทำอย่างไรเล่าเสี่ยวเอ๋อร์ มันเป็นความต้องการของท่านหลาง”“แต่ข้าไม่ต้องการ!”พี่ชายมองหน้าน้องสาวด้วยสายตาขึ้งเครียดกังวล“แล้วเจ้าจะขัดคำสั่งเขาหรือ”สายตาและคำถามของพี่ชายทำให้อาการตึงตังของหญิงสาวเพลาลง นางหลับตาสูดลมหายใจลึก ๆ เข้าปอด.. มันมาถึงขั้นนี้แล้ว นางกลายเป็นสตรีของเขาไปแล้ว นางจะต้องทนทำตามคำสั่งของเขาไปอีกสองเดือนเพื่อพี่ชาย นางต้องทำให้ได้“ข้าเข้าใจแล้ว..” มองเรือนหลังเล็กกะทัดรัดแต่ดูสวยงามและเงียบสงบ เรือนหลังนี้น่าจะเป็นเรือนที่อยู่หลังในสุดภายในคุ้มซินหลางแห่งนี้ “ข้าต้องอยู่ที่นี่ใช่ไหมต้าเกอ”“ใช่ คิดว่าอยู่ได้ไหมเสี่ยวเอ๋อร์ ถ้าเจ้าอยู่ไม่ได้ข้าจะไปขอร้องท่านหลางให้เขาเปลี่ยนเรือนให้เจ้า” เรือนหลังนี้อยู่ห่างจากเรือนหลังอื่นมาก ได้ยินว่าเป็นเรือนหลังโปรดของท่านหลาง ในยามที่ท่านต้องการความเป็นส่วนตัว ตัดขาดจากความวุ่นวาย ท่านมักจะมาพักอยู่ที่เรือนหลังนี้แต่ความเป็นส่วนตัวแบบนี้ถ้าถึงยามค่ำคืน น้องสาวของเขาต้องรู้สึกกลัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย“จะไปขอร้องเขาทำไม ท่านมีสิทธิ์ต่อรองเขาขนาดนั้นเชียวหรือ”“ข้าก็คิดว่าน่าจะพูดได้”“ถ้าท่านพูดได้จริง เขาคงไม่ทำก
หัวใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผาสะท้านวาบ มองไปที่หญิงสาวบนเตียงแล้วยิ่งปวดใจ ที่นางเพ้อแบบนี้ก็เพราะเขาเป็นต้นเหตุสินะ“..นางร้องไห้”“เจ้าค่ะ”“..เพราะข้าสินะ” รำพันเบา ๆ แล้วรีบดึงสติให้กลับมาสุขุมเยือกเย็นดั่งซินหลางคนเดิม “รีบเช็ดตัวให้นางเถิด” บอกกับหญิงสาวและเฝ้ามองนางปรนนิบัติคนป่วยอย่างเอาใจใส่.. แล้วคิ้วหนาก็ค่อย ๆ ขมวดมุ่น หรี่ตามองจ้องคนที่นอนนิ่งอย่างจับผิด “เสี่ยวปา”“ท่านหลาง”“ส่งผ้ามาให้ข้า ข้าจะเช็ดตัวให้นางเอง”เสี่ยวปาไม่กล้ายื่นผ้าในมือให้แม้จะเกรงกลัวเขาอยู่เป็นนิจ นั่นเพราะคนป่วยที่นอนซมไร้สติอยู่บนเตียงเป็นสตรีนั่นเอง“แต่นางเป็นสตรี.. บุรุษสตรีที่ไม่ใช่คู่สามีภรรยากันไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกันนะเจ้าคะ” เตือนสติเขาเสียงเบาหวิว ใบหน้าหวาดหวั่นแดงซ่านอย่างสะท้านอาย“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ากับนางไม่ใช่สามีภรรยากัน” บุรุษรูปงามแสร้งถามเสียงดัง มองร่างระหงอวบอิ่มที่นอนอยู่บนเตียงไปด้วย.. กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัยเมื่อเห็นเปลือกตาที่ปิดสนิทขยับไหว ปากที่ประกบกันก็เผลอเม้มเข้าหากัน แม้จะเพียงแค่เล็กน้อยแต่เขาก็มองเห็นชัดเจนกว่าในตอนแรกมากทีเดียวที่แท้นางก็แค่แกล้งหลับอยู
เขารีบเดินไปเปิดตู้ หยิบชุดผาวที่ใส่ง่ายที่สุดออกมา “ไปหาหมอกันเถิด อาการเจ้าไม่ดีเลย”“ใส่ชุดชั้นในให้ข้าก่อน” รีบท้วงคนที่กำลังสวมเสื้อให้“จะใส่ทำไม เสียเวลา เอาผ้าห่มคลุมอีกชั้นก็ดูไม่ออกแล้ว”หญิงสาวไม่มีสิทธิ์โต้ใด ๆ เพราะไร้เรี่ยวแรงและปวดศีรษะเจียนระเบิด ไม่มีอารมณ์จะเถียงเขาสักนิด ได้แต่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาทำอะไรกับตัวเองด้วยสติที่ไม่เต็มร้อยนัก......................สถานพยาบาลฉิ่งหยา“นางเป็นอย่างไรบ้างหมอฉิ่ง” ซินหลางถามอาการของหญิงสาวหลังจากเห็นหมอฉิ่งวางแขนนางลงและห่มผ้าให้หมอฉิ่งบอกให้ผู้ช่วยออกไปจากห้องเพื่อเตรียมยา รอจนนางปิดประตูสนิทแล้วจึงมองหน้าหนุ่มใหญ่ผู้สง่างาม ผู้เป็นเจ้าของคุ้มการค้าซินหลางที่ยิ่งใหญ่“ท่านหลางนี่นะ..” พูดพร้อมกับส่ายศีรษะ สายตาติดตำหนิ “ทำไมไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาเสียบ้าง นางบอบบางดั่งปุยนุ่นท่านน่าจะรู้ดีที่สุด” หมอฉิ่งตำหนิเสียงเบา“ข้าก็ถนอมนางอย่างที่สุดแล้วนะท่านหมอ” บุรุษวัยกลางคนรีบแก้ตัวจริงจัง เขาถนอมนางที่สุด ละมุนละม่อมอย่างที่ไม่เคยทำกับสตรีใดมาก่อนด้วยซ้ำ“ถ้าท่านถนอมนางจริงนางคงไม่ป่วยหนักขนาดนี้ ร่างกายของนางบอบบาง จิตใจก็กำล











