LOGINนิยายชุด ราคะสามบุปผา ประกอบไปด้วยนิยาย 3 เรื่อง ดังนี้ เรื่อง หลงราคะดอกบัวขาว ไป๋เหลียนฮวา x จ้าวหลงเหว่ย (หญิงชาวบ้านกับฮ่องเต้หนุ่ม) ................................................. เรื่อง ลมราคะกลิ่นดอกท้อ เถียนเถาฮวา x จางเจื่อรุ่ย (นักปรุงเครื่องหอม กับ ราชครูหนุ่ม) ................................................. เล่ห์ราคะดอกโบตั๋น มู่ตานฮวา x เจากงกง (ไทเฮายังสาว กับ ขันทีหนุ่มผู้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา) .......................................................
View Moreแสงอาทิตย์ยามอรุณลอดผ่านแนวไผ่ ตกกระทบลงบนผิวน้ำเหนือสระบัวขนาดใหญ่ทอประกายระยิบระยับ สอดรับกับม่านหมอกบางเบาที่คลี่คลุมเรือนร่างบอบบางของสตรีนางหนึ่ง ซึ่งยามนี้กำลังนั่งหย่อนเท้าเปล่าเปลือยอยู่ปลายสะพานไม้เล็ก ๆ ที่ยื่นออกไป
ดวงตากลมใสไร้เดียงสาทอดมองไปเบื้องหน้า สายตาไปหยุดอยู่บนใบบัวเขียวสดวาววับพร่างพราวไปด้วยหยาดน้ำ ล้อแสงแดดอ่อนจาง ช่างเป็นภาพที่น่าดูชมยิ่ง ไป๋เหลียนฮวา[1] หลายดอกชูช่อส่งกลิ่นหอมบริสุทธิ์หวานละมุนล่อเหล่าภมรนับร้อยให้บินมาเชยชมกักเก็บน้ำหวานหยดแล้วหยดเล่า ไม่เว้นแม้แต่ดอกที่เจ้าของร่างบางกำลังถืออยู่... “ช่างรู้ความเสียจริง” เสียงหวานกระซิบผะแผ่วผ่านสายลม เอ่ยชมผีเสื้อสีเหลืองทองตัวน้อย ยามมันบินมาเกาะลงตรงไหล่มนของนาง “คุณหนูเจ้าคะ” “ได้ความอย่างไรบ้าง” นางเอ่ยถามโดยที่ไม่ละความสนใจไปจากบุปผาในมือ สาวใช้นามหลิงเอ๋อร์เห็นเช่นนั้นก็รายงานต่อในทันที “คนที่นายท่านส่งมารายงานว่าคนผู้นั้นจะมาเยือนหมู่บ้านเหลียนฮวาแน่แล้วเจ้าค่ะ” “หึ ไม่เสียแรงที่เป็นท่านลุงของข้า” “คุณหนูจะให้บ่าวตอบกลับไปว่าอย่างไรเจ้าคะ” หลิงเอ๋อร์เอ่ยถามพลางเข้าไปประคองผู้เป็นนาย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะลุกขึ้นยืน “ท่านลุงย่อมรู้ดีว่าควรทำสิ่งใดต่อไป เราก็กลับบ้านกันเถอะ ท่านแม่คงรอกินข้าวแย่แล้ว” นางกล่าวพลางวางมือข้างหนึ่งลงบนแขนเล็กของสาวใช้ ส่วนมืออีกข้างยังคงถือดอกไม้งามเอาไว้แนบอก ค่อย ๆ ย่างเท้าออกเดินไปตามสะพาน ก่อนจากไปยังไม่ลืมหันกลับไปมองเหล่าภมรที่กำลังเด็ดดมบุปผางามขาวบริสุทธิ์ พลันนั้นก็เผยรอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มีออกมา สิ่งที่ควรมาก็มาแล้ว ต่อจากนี้ก็คอยดูแล้วกัน ว่าโอรสสวรรค์ยามอยู่ใต้ชายกระโปรงหญิงชาวบ้านสามัญ จะมีสภาพเช่นไร! ................................................................... “ทูลฝ่าบาท สนมอวี้เจาอี๋ กับสนมจวงผิน มีปากเสียงกันถึงขั้นลงไม้ลงมือในอุทยานหลวงพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเล็กของหลี่กงกง ขันทีร่างท้วมข้างพระวรกายกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน ทว่าผู้เป็นฮ่องเต้เพียงชะงักพระหัตถ์ไปชั่วอึดใจก่อนจะตวัดพู่กันลงบนฎีกาต่อไป พลางเอ่ย “รายงานฮองเฮา บอกว่าเราทราบเรื่องแล้วให้ฮองเฮาจัดการตามสมควร” “พ่ะย่ะค่ะ เอ่อ...คือว่า” “มีสิ่งใดให้รีบพูด อึกอักให้ใครดูกัน ถ้าเจ้าไม่พูดก็ไม่ต้องพูดแล้ว” [1] ไป๋เหลียนฮวา แปลว่า ดอกบัวขาว“หึ ๆ แค่นี้ก็หอบแล้วหรือ”มู่ตานฮวายกมือฟาดไหล่หนาไปเต็มแรง เขายังมีหน้ามาเย้าแหย่นางอีก!ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันจะอ้าปากด่าก็ต้องตาเบิกโพลงเพราะมือหนาขยับไวถลกชายชุดวิวาห์ของนางขึ้นมากองอยู่เหนือสะโพกเสียก่อน“อ๊ะ..อาเจา...”“อืม กลิ่นกายท่านช่างหอมเสียจริง”เขากล่าวกระซิบชิดเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นล้นทะลักเอี๊ยมตัวบางออกมามากกว่าครึ่ง ก่อนจะเคล้นคลึงบีบขยำความนุ่มนิ่มราวกับนวลแป้ง ปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาจนมู่ตานฮวาครางหวิว แอ่นปทุมถันคู่งามป้อนถึงปากของเขาอย่างเคยชิน“อ๊ะ...อะ อาเจา”“อืม อวบอิ่มนุ่มนิ่มเหลือเกิน”เว่ยเจาหลุนเอ่ยชมไปพลางก็ลากปลายลิ้นไปจนถึงแผ่นท้องแบนราบ เมื่อเห็นว่านางตัวเกร็งเพราะความหวามไหว เขาก็ยิ่งนำริมฝีปากเลื่อนลงไปคลุกเคล้าเย้าหยอกบุปผางามกลางกายนางหนักหน่วงแนบแน่น ดูดกลืนเกสรเต่งตูมเข้าปากกรีดเคล้นเอาน้ำหวานจนหญิงสาวดิ้นพล่านหวีดร้องเสียงใส“อ๊า!! อะ ไม่ อื้อ”“อืม...อามู่ คืนนี้โบตั๋นเช่นท่านจะถูกภมรเช่นข้าเชยชมจนกลีบช้ำแน่นอน”“อื้อ คน...อา ลามก อ๊า!”ร่างเล็กดิ้นเร่าบิดสะโพกโยกรับลิ้นร้อนที่สอดลึกเข้ามาภายใน ราวกับเชื้อไฟผ่าวร้อนที่แผดเผาลามเลียไปทั่วสรรพางค์
ทางฝั่งมู่ไทเฮาที่หนีออกจากวังมาได้ก็รู้สึกปลอดโปร่งไม่น้อย ทว่าส่วนลึกในจิตใจยังอดจะรู้สึกวูบโหวงมิได้ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทิวาราตรีในที่สุดมู่ตานฮวาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง“ชุนเถา เหตุใดเรายังไม่ออกจากเมืองหลวงอีก”“ทูลไทเฮา ผู้คนในเมืองค่อนข้างพลุกพล่านทำให้การเดินทางล่าช้าเพคะ”“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ…”ชุนเถาพยักหน้ารับประหนึ่งไก่จิกข้าวสาร ในเวลาเดียวกันนั้นเองรถม้าที่นางโดยสารมาพลันชะงักกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่มู่ตานฮวาจะได้กล่าวสิ่งใด ร่างสูงของใครบางคนก็ปรากฏสู่สายตาเสียก่อน“อาเจา! เหตุใดจึงเป็นเจ้า”“ข้ามาได้อย่างไรนะหรือ สตรีสกุลมู่ ไม่สิ สตรีสกุลหรงรับราชโองการ...”มู่ตานฮวายังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกก็ต้องเบิกดวงตากว้างเมื่อเขาเอ่ยสกุลมารดาของนาง ครั้นสติกลับคืนมาชุนเถาก็ดึงนางลงไปคุกเข่าเบื้องหน้าเว่ยเจาหลุนเสียแล้ว“อะแฮ่ม! เวินกงกง เจ้ารีบถ่ายทอดราชโองการของเรา”“พ่ะย่ะค่ะ”ขันทีข้างพระวรกายเจาหลุนฮ่องเต้เดินขึ้นหน้ามาสองก้าว ก่อนจะเปิดม้วนผ้าแพรสีทองอร่ามออกอ่าน“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้มีบัญชา มู่ไทเฮาทรงละอายพระทัยที่ไม่สามารถดูแลวังหลังไม่อยู่ใน
เรื่องราวเร่าร้อนริมหน้าต่างในตำหนักโซ่คัง ไม่มีใครได้ล่วงรู้นอกจากหญิงสาวที่นอนหมดเรี่ยวแรงสลบไสลกับชายหนุ่มที่ใช้ท่อนแขนของตนเองต่างหมอนให้คนงามใช้หนุนเว่ยเจาหลุนกวาดสายตาพินิจดวงหน้างามปานล่มเมืองด้วยแววตาอ่อนหวาน รักใคร่นางจนไม่สามารถหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกตนเองได้ มีเพียงการกระทำตลอดสิบปีมานี้ที่เขาคิดว่าได้บอกหญิงสาวไปจดหมดสิ้นแล้วทว่านี่ก็ยังไม่สามารถทำให้นางล้มเลิกความคิดที่จะจากเขาไป หากถามว่าเว่ยเจาหลุนรู้ได้อย่างไรเช่นนั้นหรือ…เขาบอกแล้วว่าหลงรักนางมาตั้งแต่เยาว์วัย การกระทำและความคิดของนางมีหรือเขาจะไม่ล่วงรู้ ทั้งชุนเถานางกำนัลคนสนิทของนางก็แอบมาบอกเขาเมื่อไม่นานมานี้อีก“อามู่ ท่านคิดจะหันหลังให้ข้า ก็ต้องดูก่อนว่าข้ายินยอมหรือไม่”ร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมาร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมา“เอาเถอะ ท่านอยากจะหนีก็หนีต่อไป แต่หากข้าตาม
“อื้อ...”“อืม...”เว่ยเจาหลุนคำรามต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ ยามนางตอบสนองกลับมาอย่างเร่าร้อนกอดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งเรียวลิ้นของเขาเข้าไปพัวพันพลิกพลิ้วดุจเถาวัลย์ในพงไพรเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่เริ่มถี่กระชั้น มือไม้เคลื่อนไหวพัลวันดึงทึ้งอาภรณ์กันและกันจนกระจัดกระจายเต็มพื้น“อ๊ะ...จะทำตรงนี้หรือ”“ท่านไม่อยากชมจันทร์หรือ หึ ๆ อ่า...อามู่”นางถูกเขาหยอกล้อจนหน้าแดงจึงเอาคืนอีกฝ่ายด้วยการคว้าจับส่วนแข็งขืนเอาไว้เต็มมือ ก่อนจะรูดรั้งรัวเร็วไม่ปล่อยให้เขาตั้งตัวชายหนุ่มกัดฟันกรอดก้มหน้าเข้าหาซอกคอขาวผ่อง สูดดมดูดดึงความหอมหวานจากเนื้อนวลอย่างหื่นกระหาย กลางกายปวดหนึบจวนเจียนจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ“อ่า อามู่...อืม”“อาเจา เจ้า...อ๊ะ”หญิงสาวผวากายส่งเสียงครางรับยามเขาครอบปากงับยอดถันสีหวานดูดกลืนเก็บกินความเต่งตึงของนางจนเสียวซ่านสั่นสะท้านไปถึงกลางกายจนต้องขยับขาบดเบียดเสียดสีกันไปมา“อามู่...หวาน อืม...”“อ๊ะ พะ พอแล้ว”หญิงสาวแอ่นอกอวบเข้าหาริมฝีปากร้อนตามสัญชาตญาณ ร่างสูงเห็นนางตัวอ่อนระทวยหวิดจะตกขอบหน้าต่างจึงรั้งเอวบางเข้ามา จงใจถูไถความใหญ่โตร้อนผ่าวของตนเข้าหาบุปผางามที่กำลังเปียกชื

















