Se connecterหมอเพียงแค่เห็นสภาพของกงเพ่ยจิ้นเท่านั้น แต่ยังมิทันได้ตรวจดูบาดแผล เห็นเขาหลับตานิ่งก็คิดว่าไม่อาจช่วยได้แล้ว พอม่านม่านนางพูดออกมา เขาถึงได้เดินเข้ามาตรวจดูบาดแผลของกงเพ่ยจิ้นอย่างละเอียด
“ไม่น่าเชื่อ...ว่าเลือดจะหยุดไหลได้” บาดแผลลึกจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเลือดจะหยุดไหล “ห้าสิบตำลึง ข้าจะรักษาให้ แต่ถ้าไม่มีก็หามเขาไปรักษาที่อื่น”
อาหยุนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ต่อให้เข้าป่าล่าสัตว์ก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินห้าสิบตำลึงมาครบเมื่อใด แต่ก่อนที่เขาจะร้องขอความเมตตาจากท่านหมอ เสียงเย็นของสตรีก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“ได้...แต่หากเจ้ารักษาเขาไม่ได้...ข้าขอมือของเจ้าแทน” นางจ้องมองท่านหมอราวกับจะตัดมือเขาเสียตั้งแต่ตอนนี้
“ได้” ท่านหมอจำต้องกัดฟันตอบกลับไป เขาไม่เชื่อว่าสตรีตรงหน้าจะเอามือของเขาไปได้
กงเพ่ยจิ้นถูกหามเข้าไปรักษาด้านใน ม่านม่านนางฝากเด็กแฝดไว้ในความดูแลของอาหยุน
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
“ไปหาเงินไง หรือเจ้าจะออกให้ข้า” นางเลิกคิ้วถาม
อาหยุนจำได้ว่ามู่ลี่ม่านนางเป็นคุณหนูตระกูลคหบดีมาก่อน อย่างน้อยก็ต้องมีของมีค่าแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาได้ จึงได้แต่หลบสายตาของนาง พาเด็กแฝดทั้งสองคนเข้าไปรอที่หน้าห้องของกงเพ่ยจิ้นแทน
ม่านม่าน เดินไปหาเสี่ยวเอ้อที่อยู่หน้าโรงหมอ “มีที่ใดรับซื้อก้อนทองหรือไม่”
“เจ้าลองไปถามร้านรับแลกเงินดู ร้านหัวมุม ห่างจากที่นี่ไปสองตรอกซอย” เขาชี้มือไปยังทิศทางของร้านแลกเงิน
ม่านม่านเอ่ยขอบคุณก่อนจะเดินหายออกจากโรงหมอไปที่ร้านแลกเงินทันที ร้านไม่ได้อยู่ไกลมาก เพียงเดินหนึ่งเค่อ (ประมาณ15นาที) ก็ถึง
“ที่นี่ รับซื้อก้อนทองหรือไม่”
หลงจู๊เงยหน้าขึ้นมามองหน้านางก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย ม่านม่านนางจึงนำทองแท่งที่อยู่ภายในมิติออกมาวางตรงหน้าของเขา
เดิมทีหลงจู๊คิดว่าก้อนทองที่นางว่าเป็นทองที่ขุดมาได้ ชาวบ้านที่มีโชคมักจะนำมาขายที่ร้านของเขา แต่ทองของนางเป็นทองคำบริสุทธิ์กว่าทองที่เขาเคยเห็นมาเสียอีก
ม่านม่านเห็นสีหน้าของหลงจู๊นางก็รู้แล้วว่าทองของนางต้องมีราคา ไม่ว่ายุคสมัยใดทองคำล้วนเป็นของมีค่าเสมอ สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม
หลงจู๊ลูบคลำทองในมืออยู่ครู่ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเคร่งเครียดแล้วเอ่ยพูดออกมา “ข้ารับซื้อ ห้าร้องตำลึงทอง ดะ เดี๋ยว...”
ม่านม่าน จะรู้ไม่ทันได้อย่างไร ว่าทองของนางต้องมีราคามากกว่าที่เขาเอ่ยออกมา นางแย่งทองมาเก็บเอาไว้ แล้วเตรียมจะหมุนตัวออกจากร้านไป หลงจู๊รีบร้องเรียกนางเอาไว้เสียงหลงอย่างรวดเร็ว
“หนึ่งพันตำลึงทอง ข้าให้หนึ่งพันตำลึงทอง”
“ท่านแน่ใจใช่หรือไม่ คิดให้ดีเล่า...ข้ามิได้มีเพียงก้อนเดียว อีกอย่างร้านแลกเงินของเจ้าก็คงไม่ได้มีแห่งเดียวเช่นกัน” นางเลิกคิ้วถามอย่างใจเย็น
หลงจู๊อ้าปากหุบปากอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยออกมา “สองพันตำลึงทอง มากกว่านี้ข้าให้ไม่ได้แล้ว และไม่มีร้านใดให้เจ้าได้มากกว่าข้าแน่”
ม่านม่านนางไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใด แต่นางโยนทองไปตรงหน้าเขาสองก้อนเป็นคำตอบ “รับเป็นตั๋วเงินและก้อนเงินตำลึง”
หลงจู๊รีบพาลูกน้องไปจัดการตั๋วเงินให้นางทันที อย่างน้อยหลงจู๊ก็ยังรู้ความที่เตรียมก้อนเงินมาให้ม่านม่านนางสองร้อยตำลึงเงิน ตั๋วเงินยังมี ห้าสิบตำลึงเงินและหนึ่งร้อยตำลึงเงินร่วมอยู่ด้วยหลายใบ
นางเดินออกมาจากร้านแล้วเก็บเงินเข้าไปไว้ในห้องพักของนาง โดยที่ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาไม่ทันได้มองเห็น นางเก็บตั๋วเงินห้าสิบตำลึงเงินและเงินตำลึงสองร้อยตำลึงที่ได้มาไว้กับตัวเพื่อใช้จ่าย
พอมาถึงโรงหมอ เป็นเวลาที่ท่านหมอเดินออกมาจากห้องรักษาของกงเพ่ยจิ้นพอดี ม่านม่านนางจึงนำตั๋วเงินห้าสิบตำลึงไปมอบให้เขา
“เจ้าพาสามีของเจ้ากลับได้แล้ว”
“หืม...เจ้าเรียกค่ารักษาสูงเพียงนี้ เพียงเพื่อทำแผลให้เขาเท่านั้นหรือ...เจ้าต้องรักษาเขาจนกว่าจะฟื้นขึ้นมาแล้วหายดีเสียก่อน” ม่านม่านกอดอกมองท่านหมอ
“โรงหมอของข้าไม่มีห้องพักให้คนป่วยหรอก เขาไม่ตายแล้ว เจ้าพากลับไปดูแลตามที่ข้าบอกก็พอ”
“เช่นนั้น...ข้าจะไปถามเจ้าหน้าที่ทางการ ว่าค่าทำแผลห้าสิบตำลึงเหมาะสมหรือไม่”
“ดะ เดี๋ยว” หมอร้องเรียกม่านม่านเสียงหลง
หากนางไปแจ้งทางการจริง ถูกตรวจสอบขึ้นมาโรงหมอของเขาจะต้องปิดลงเป็นแน่ อย่างที่นางว่า เขาเพียงแค่ทำแผลให้เท่านั้น อาการของคนป่วยไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิดเอาไว้ ยาก็ยังไม่ทันได้ต้มให้กินเลย เรียกสิบตำลึงยังนับว่าแพงเกินไป
“ข้าคิดเจ้าเพียงสิบตำลึงพอ โรงหมอของข้าไม่มีห้องพักจริงๆ อีกอย่างสามีเจ้าก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต ถึงแผลจะน่ากลัวก็ตาม”
ม่านม่านแบมือไปรอรับเงินคืน ต่อให้ทิ้งกงเพ่ยจิ้นเอาไว้ที่โรงหมอก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ แล้วสายตาของเด็กแฝดที่มองมาทางนางเพื่อขอร้องให้พาบิดากลับเรือน ก็ทำให้นางไม่โต้เถียงกับท่านหมอต่อ
พอรู้ว่าจะต้องนั่งเกวียนวัวเดินทางกลับอีก ม่านม่านก็อยากจะเบ้ปากเสียแล้ว เกวียนวัวเดินทางเข้าตัวเมืองใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม เสียเวลาของนางไปไม่น้อย
“เจ้าพาข้าไปซื้อรถม้าหน่อย” นางหันไปพูดกับอาหยุน
“จะ เจ้าจะซื้อรถม้าหรือ เช่ากลับก็พอแล้วกระมัง” เขาร้องออกมาอย่างตกใจ
“ข้าจะซื้อ เจ้าพาไปก็พอ” นางส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“ท่านแม่ ข้าไปด้วยขอรับ” กงหนิงอวี่อยากจะเลือกม้าด้วยตนเอง กงหนิงเจี้ยนเองก็เช่นกันเพียงแต่เขาเป็นห่วงบิดามากกว่า
“เจี้ยนเออร์อยากไปด้วยหรือไม่”
เขาเม้มปากแน่น ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้าจะอยู่ดูท่านพ่อขอรับ”
“หึ พ่อของเจ้าอยู่ในมือหมอ หากเขาตายก็เป็นความผิดของหมอ เจ้าไม่อยากไปเลือกม้าหรือ” หมอถึงกับสะดุ้งในคำพูดของม่านม่าน เขาอดถลึงตาใส่นางไม่ได้
สตรีเช่นม่านม่านท่านหมอเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก นางทั้งปากร้ายและเฉลียวฉลาด แม้เขาอยากจะจัดการนาง แต่มีบางอย่างเตือนเขาเอาไว้อย่าได้ยุ่งกับนางจะดีกว่า
กงหนิงเจี้ยนได้ยินมารดาพูดเช่นนั้นก็เดินจูงมือนางไปเลือกดูม้าด้วยกันอย่างวางใจ ลุงไฉเมื่อรู้ว่าม่านม่านนางจะซื้อรถม้า เขาก็เดินทางกลับหมู่บ้านพร้อมกับบุรุษที่ตามมาด้วยอีกคนไปแจ้งข่าวก่อนแล้ว
ตลาดค้าสัตว์มีให้เลือกซื้อหลายร้าน อาหยุนพาสามแม่ลูกไปร้านที่เขาเคยมาขายสัตว์กับกงเพ่ยจิ้น นายหน้าค้าสัตว์เมื่อเห็นเขาก็เดินเข้ามาพูดคุยอย่างสนิทสนม
“อาหยุนเจ้าเอาสิ่งใดมาขายเล่า”
“พี่ต้วน ข้ามิได้เอาสิ่งใดมาขาย แต่จะมาซื้อรถม้าขอรับ”
“ได้” เขามองอาหยุนอย่างสงสัย ด้วยรู้ดีว่าอาหยุนคงมิใช่จะเป็นคนซื้อเองแน่ “แม่นางจะซื้อรถม้าหรือ”
“ใช้แล้ว ข้าอยากได้รถม้าขนาดใหญ่ ม้าสองตัว ท่านพาบุตรชายของข้าไปเลือกก็แล้วกัน”
“หืม...ให้เด็กแฝดคู่นี้เลือกหรือ”
“อืม...พวกเจ้าไปเลือกม้าที่ชอบที่สุดมาคนละตัว ข้าจะเดินเล่นรอ” ม่านม่านหมุนตัวไปเดินดูสัตว์ภายในโรงค้าสัตว์แทน
แม้นายหน้าค้าสัตว์จะมึนงงกับสิ่งที่ม่านม่านตัดสินใจ แต่เขาก็พาเด็กแฝดและอาหยุนไปเลือกม้าที่จะใช้เทียมรถ
กงหนิงเจี้ยนกับกงหนิงอวี่ ตื่นเต้นไปตลอดทางที่เดินไปคอกม้า สายตาของเขาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความดีใจ ไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันที่มารดาตามใจพวกเขามากถึงเพียงนี้
เถียนเฉียวเป็นอีกคนที่ยินดีไม่ต่างจากบิดา เขารู้สึกผูกพันกับพี่ชายคนใหม่ของเขา และเด็กแฝดทั้งสองที่ยังไม่เกิดมา ถึงกับตั้งตารอ และเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ หากหลานแฝดถึงวัยเรียนตำรา ข้าขอสอนเขาเองนะขอรับ”“หึหึ ย่อมได้” กงเพ่ยจิ้นยิ้มอย่างยินดี ทุกสิ่งดูเหมือนจะเริ่มกลับเข้าทีอย่างช้าๆ ทุกคนได้กลับมานั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันอีกครั้งระหว่างที่ทุกคนกำลังกินอาหารและพูดคุยอย่างสนุกสนาน ม่านม่านที่กำลังกินข้าวฝีมือจินซื่อก็เกิดเจ็บท้องขึ้นมา“เอ๊ะ!!! ข้าว่า...ข้าจะคลอดแล้วเจ้าค่ะ” นางก้มมองที่หว่างขาของตนเอง ก็เห็นว่าน้ำคร่ำแตกเสียแล้วทั้งจวนวุ่นวายกัน วิ่งกันแตกตื่น คนที่มีหน้าที่ตามหมอ ก็ดูเหมือนจะลืมไปหมด แม้แต่หมอตำแยที่มาร่วมดื่มในงานเลี้ยงด้วย ก็ลืมตัวไปเลยว่าตนเองเป็นหมอตำแย ต่างก็ช่วยกันวิ่งตามหาหมอตำแยให้วุ่น“ก็พวกเจ้าอย่างไรเล่าที่เป็นหมอตำแย!!!” อาสือแทบจะลากคอเสื้อของหมอตำแยทั้งสามโยนเข้าไปในห้องคลอดม่านม่านนางถูกพาเข้าไปอยู่ภายในห้องรอคลอด ด้านในมีจินซื่อที่เข้าไปอยู่ดูแลไม่ห่าง และยังมีป้าเหยาที่รอรับเด็กที่จะเกิดมาหน้าห้องรอคลอดมิได้มีเพียงกงเพ่ยจิ้นเท่านั้นที่กระวนกระวายใจ บุรุษต
ม่านม่านนางพักอยู่ที่จวนตระกูลหวงหลายวันก่อนจะยอมกลับจวนของนาง กงเพ่ยจิ้นกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว นางเองก็เอาแต่นอนพักอยู่ภายในเรือน งานในร้านค้าก็ไม่มีอะไรที่ต้องจัดการ ด้วยอาเว่ย อาโหยว่ อาจื่อ ล้วนทำได้ดีตระกูลตู้ที่ประกาศเรื่องเปลี่ยนตัวเจ้าสาวออกไปแล้ว ก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา จางซื่อยังไม่ทันได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นฮูหยินเอกเลย ก็มีข่าวลือว่านางเคยเป็นนางโลมเก่า และมีบุรุษที่เคยซื้อค่ำคืนของนางออกมาประกาศเรื่องที่เป็นบิดาของตู้ลี่เจียว หากมีเพียงคนเดียวตู้หยางก็คงจะจัดการผิดกลบเกลื่อนไปได้ แต่มีถึงห้าคนที่ออกมาเรียกร้องว่าตนเป็นบิดาของตู้ลี่เจียวตู้หยางไม่อาจรับคำนินทาที่ว่าเขาถูกสวมหมวกเขียวได้ ถึงได้ออกมาประกาศว่า ตนถูกจางซื่อวางยาและบอกว่าเด็กในท้องเป็นบุตรของเขา หลอกลวงเขามาหลายปี การแสดงร้องไห้คร่ำครวญที่น่าสงสาร ทำให้คนหลงเชื่อไม่น้อยจางซื่อที่ทนรับความผิดและชื่อเสียงที่ย่อยยับเอาไว้เพียงลำพังไม่ได้ ก็ประกาศไปทั่ว ว่าตู้หยางเป็นบุรุษหน้าเนื้อใจเสือ โหดเหี้ยมยอมสละบุตรสาวแท้ๆ ของตนเองเพื่อผลประโยชน์ทำให้ตู้หยางต้องส่งคนไปรับตู้ลี่ม่านกลับมายืนยันว่าเรื่องไม่ได้เป็นที่นางจา
บุรุษตระกูลหวงทั้งสาม เมื่อลากม่านม่านมาถึงเรือนของนางแล้ว ต่างก็มองนางกันอย่างมีคำถาม“ข้าพูดเรื่องจริงท่านพี่ ต่อให้ท่านไม่เห็นด้วย ข้าก็จะแต่งกับพี่จิ้น ข้าซื้อเรือนเอาไว้แล้ว”“เจ้าวางแผนทั้งหมดโดยไม่บอกพวกข้าหรือ” หวงเหลียงโมโหไม่น้อยที่นางปิดบังเขา“ข้าบอกพวกท่านมาตลอด แต่พวกท่านฟังข้าหรือไม่เล่า”“น้องเล็กการแต่งงานของเจ้ามิใช่ว่าพวกพี่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เจ้าเองเป็นท่านหญิงที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง และยังเป็นน้องสาวบุญธรรมของหนิงอ๋อง เจ้าต้องให้หนิงอ๋องพยักหน้ายินยอมเสียก่อน” หวงเทียนกล่าวออกมาอย่างจริงจัง“มันจะไปยากอันใด ข้าจัดการเอง ท่านพี่พวกท่านเชื่อข้า พี่จิ้นจะไม่มีวันทำให้ข้าเสียใจ พวกท่านก็รู้หากมีวันนั้นชะตาของเขาคงขาด” ตอนนี้ทั้งสามเริ่มจะนึกเห็นใจกงเพ่ยจิ้นเสียแล้วเมื่อครู่ที่ม่านม่านนางเหมือนจะเป็นลมนางไม่ได้แกล้ง แต่เพียงแค่นางไม่อยากให้พี่ชายและคนอื่นในจวนตกใจเท่านั้น จึงได้เก็บเงียบเอาไว้วันต่อมา กงเพ่ยจิ้นก็ขอเข้าพบหนิงอ๋องทันที ในตอนแรกหนิงอ๋องก็ชั่งใจไม่น้อย ด้วยเพิ่งจะเคยพบกงเพ่ยจิ้นเป็นครั้งแรก แต่พอกงเพ่ยจิ้นยื่นสิ่งหนึ่งให้หนิงอ๋องเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที“ม
กงเพ่ยจิ้นที่รออยู่ในห้องที่ถูกจัดฉากเอาไว้ พอสาวใช้พาตัวตู้ลี่ม่านมา เขาก็ให้คนของเขาจัดการทำให้นางหมดสติแล้วลากไปซ่อนตัวเอาไว้ ที่ห้องโถง เกาตงหยวนที่ยังคงนั่งพูดคุยกับตู้ลี่เจียว ไม่นานก็หมดสติไป เป็นกงเพ่ยจิ้นที่ได้ยาสลบชนิดเบามาจากม่านม่าน นำมาใช้กับคนทั้งสองพอพาทั้งสองเข้าไปอยู่ในห้องที่เตรียมเอาไว้ให้กงเพ่ยจิ้นและตู้ลี่ม่านแล้ว ยาสลบก็ไม่อาจต้านทานยากำหนัดชนิดรุนแรงได้ ร่างของคนทั้งสองเริ่มได้สติ ไฟราคะภายในห้องก็ดังขึ้น เสียงครางหวานและเสียงคำรามอย่างพอใจของทั้งสองดังออกมา จนสาวใช้ที่ผ่านไปผ่านมาต้องรีบนำเรื่องไปรายงานที่เรือนหลัก ตู้หยางกับจางซื่อเมื่อรู้เรื่องแล้วก็ไม่ได้คิดที่จะรีบร้อนไปดู ด้วยต้องการทำให้ทั้งคู่กลายเป็นข้าวสุกเสียก่อน“ข้ายอมสละอาม่านแล้ว เจ้าต้องให้เจียวเจียวทำให้อาหยวนเร่งจัดการเรื่องการค้าให้ข้า”“ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” จางซื่อยิ้มหวานให้ตู้หยาง “ท่านอย่าลืมมอบตำแหน่งฮูหยินเอกให้ข้านะเจ้าคะ”“หึหึ ย่อมได้” ทั้งสองหัวเราะกันอย่างมีความสุข แต่ไม่รู้เลยว่าแผนการจะไม่เป็นไปตามที่หวังเมื่อตู้หยางกับจางซื่อไปถึงที่เรือนเกิดเหตุ กลายเป็นว่าบุรุษและสตรีในห้
ภายในห้องทำงานถูกกงเพ่ยจิ้นและม่านม่าน ทำให้ข้าวของเละเทะไปหมด ร่างเปลือยเปล่าของม่านม่านถูกจับหันหลังพิงอยู่กับผนัง ด้านหลังมีกงเพ่ยจิ้นที่ตั้งใจทำลูกอย่างที่เขาว่าเอาไว้จริงๆนางหันมามองเขาอย่างอ้อนวอน “อาจิ้น...ข้าต้องกลับแล้ว” นางไม่อยากล้มป่วยเช่นในครั้งที่แล้ว“ใกล้แล้ว...ม่านม่าน อื้มมมมม” เขาคำรามออกมาอย่างพอใจกงเพ่ยจิ้นยอมปล่อยม่านม่านอย่างว่าง่าย ด้วยรู้ดีว่าร่างกายของนางตอนนี้ยังไม่สมควรจะมีบุตร แม้ในตอนนั้นตู้ลี่ม่านจะมีกงหนิงเจี้ยนและกงหนิงอวี่ตอนอายุใกล้เคียงกับนางในตอนนี้ก็ตาม แต่ในภายหลังตู้ลี่ม่านก็ร่างกายอ่อนแอไม่น้อยเลยเขาเชื่อว่าอย่างไรบุตรชายทั้งสองจะต้องกลับมาอยู่กับเขาและม่านม่านอีกครั้ง อีกอย่างยังไม่ได้แต่งนาง ไม่ควรจะให้นางตั้งครรภ์เสียก่อนแต่กงเพ่ยจิ้นคงลืมนึกไป ว่าเขาปล่อยน้ำรักในร่างของกายของทุกหยาดหยด ม่านม่านกลับมาถึงเรือนพักนางก็หลับเป็นตาย รุ่งเช้านางจึงตื่นสายกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อพี่ชายทั้งสามของนางมาดูนางที่เรือนพัก เห็นว่านางไม่ได้ล้มป่วย เพียงแต่โหมงานหนักมาหลายวันเท่านั้นจึงปล่อยให้นางพักผ่อน และสั่งงานให้ทุกคนทำแทนหลังจากวันนั้น ม่านม่านนางก
นายหน้าค้าทาสได้ยินนางอ้างถึงท่านอ๋อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านอ๋องคนใด ในเมื่อหนิงอ๋องประกาศออกมาเองว่านางเป็นน้องสาวบุญธรรม ตระกูลตู้จะนับเป็นอันใดได้ เขาเองก็ไม่อยากมีปัญหากับตำหนักหนิงอ๋องม่านม่านนางจึงได้ตัวสองคนกลับมาโดยง่าย พอกำลังจะหมุนตัวกลับ นางก็พบกลุ่มคนที่กำลังถูกต้อนเข้ามาในโรงค้าทาส“ข้าซื้อเจ็ดคนนั้นด้วย” นางไม่รู้ว่าเหตุใดทั้งหมดถึงมารวมตัวกันได้ แต่นับเป็นเรื่องดีที่นางไม่ต้องวุ่นวายย้อนกลับไปซีซวงในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อซื้อคนของตนกลับมาทั้งหมดอาซือ อาอู่ อาลิ่ว อาชี อาปา อาจิ่ว อาซือ คือคนในสำนักคุมกันที่ถูกทางการตัดสินให้กลายมาเป็นทาส ภายหลังพวกเขาอยู่ในโรงค้าทาสในเมืองหลวง หลายปีก็ไม่มีผู้ใดกล้าซื้อ ด้วยไม่อยากมีปัญหากับขุนนางที่ลงดาบกับสำนักคุ้มกัน จึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงค้าทาสที่ซีซวงม่านม่านนางพาทุกคนกลับมาที่จวน แล้วตั้งชื่อให้พวกเขาเช่นเดิม งานที่นางให้ทำก็คงเป็นงานดเม อาโหยว่และอาจื่อ เตรียมตัวไปเป็นหลงจู๊ของร้านค้าที่ยังไม่ได้เปิด คนที่เหลือนางให้เป็นองครักษ์ส่วนตัวของพี่ชายนางทั้งสามคน ส่วนอาสือนางให้อยู่ข้างกายของนางตอนนี้ในเรือนของนางจึงอัดแน่นไปด้วยบุ







