FAZER LOGINรุ่งเช้า นางตื่นขึ้นมาก็พบดวงตาสองคู่ที่กำลังจ้องมองนางอยู่ พวกเขาตื่นกันนานแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะปลุกท่านแม่ อีกทั้งอ้อมกอดของท่านแม่ก็อบอุ่นจนไม่อยากลุกจากที่นอน
“ตื่นกันนานแล้วหรือยัง” นางบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้น
“เพิ่งตื่นขอรับ” กงหนิงอวี่ร้องบอกเสียงใส
“ไปล้างหน้ากันก่อน ข้าจะไปเตรียมอาหารเช้า จะได้ออกไปด้านนอก”
เด็กทั้งสองลุกขึ้นเก็บผ้าห่ม ม่านม่านมองพวกเขาเก็บอย่างสนใจ หากอยู่ในยุคสมัยของนางเด็กห้าขวบคงยังมิรู้ความเช่นนี้ หากพวกเขาได้รับความรักจากผู้เป็นมารดาอย่างเต็มที่ ก็คงไม่ต้องโตเร็วกว่าอายุ
ทั้งสามกินข้าวอาบน้ำแล้วออกจากมิติ ออกมาได้เพียงไม่นาน เสียงโวยวายที่หน้าประตูเรือนก็ดังขึ้น
“พวกเจ้ารออยู่ในเรือน ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย”
“ขอรับ/ขอรับ”
ม่านม่าน ยังเดินไม่ถึงหน้าประตูเรือน ประตูเรือนก็ถูกคนด้านนอกเปิดเข้ามาแล้ว คนนับสิบส่งเสียงดังจนจับใจความไม่ได้ มีคนเจ็บที่ถูกหามเข้ามาด้านใน ตรงหน้าอกของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ใบหน้าของเขาไร้สีเลือด มีเพียงหน้าอกที่ยังขยับอยู่เล็กน้อยที่บ่งบอกว่ายังมีลมหายใจอยู่
"อาม่าน อาจิ้นสามีเจ้าถูกหมีตะปบเข้าที่หน้าอกอาการมิสู้ดีนัก” บุรุษวัยกลางคนเดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
“หืม...สามีข้า” นางเลิกคิ้วขึ้น ปรายตามองไปทางคนเจ็บเล็กน้อย เพื่อดูว่าเขามีหน้าตาเช่นใด “เหตุใดไม่พาไปหาหมอเล่า ข้ามิใช่หมอเสียหน่อย” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่ได้แสดงอาการแตกตื่นเมื่อเห็นกงเพ่ยจิ้นกลับมาด้วยสภาพใกล้ตาย
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าบอกท่านแล้วว่านางใจดำเพียงใด ท่านเห็นหรือไม่ แม้แต่ความตายของอาจิ้นนางก็ไม่สนใจ ข้าจะไปตามเกวียนวัวมาพาอาจิ้นไปหาหมอในเมืองเอง” บุรุษหนุ่มชี้หน้าม่านม่านอย่างโกรธแค้น
“ข้าคิดว่านางเป็นภรรยาสมควรจะต้องรู้” หัวหน้าหมู่บ้านมองม่านม่านอย่างดูแคลน
“มีเพียงเกวียนวัวหรือ?” นางเลิกคิ้วขึ้นถาม
“เพ้ย...หมู่บ้านจนๆ เช่นนี้ มีเพียงเกวียนวัวก็ดีเพียงใดแล้ว อาหยุนเจ้าไม่ต้องฟังนางแล้ว รีบไปตามเกวียนลุงไฉมาเร็วเข้า” ชายที่ชี้หน้าด่าม่านม่านเมื่อครู่มีนามว่าอาหยุน เขารีบวิ่งออกจากเรือนไปทันที
เสียงโวยวายของชาวบ้านทำให้เด็กแฝดเดินมาแอบมองอย่างสนใจ เมื่อเห็นบิดานอนเจ็บอยู่บนแคร่ไม้ ทั้งสองก็ไม่สนใจคำสั่งของม่านม่านที่บอกให้รออยู่ในเรือน รีบวิ่งเข้ามาดูเข้าทันที
“ท่านพ่อ!!!” กงหนิงเจี้ยนร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง กงหนิงอวี่เองก็ไม่ต่างจากผู้เป็นพี่ชาย
พวกเขาจะเข้าไปสวมกอดกงเพ่ยจิ้น แต่ถูกม่านม่านดึงคอเสื้อของทั้งคู่เอาไว้
“หากเจ้าเข้าไปโดนตัวท่านพ่อ เขาจะยิ่งเจ็บหนัก” พอได้ยินว่าบิดาจะเจ็บมากกว่าเดิม ทั้งสองก็ยืนร้องไห้อยู่ด้านข้างแทน
ม่านม่าน เดินเข้าไปสำรวจบาดแผลของกงเพ่ยจิ้น นางกระชากเสื้อของเขาออกท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่มองมาที่นางอย่างตกใจ
“นะ นั่น นั่นเจ้าทำอันใด” บุรุษหนุ่มสองสามคนจะเข้ามาดึงตัวของม่านม่านออก
แต่พอจะจับที่แขนของนาง นางก็หันไปจ้องหน้าพวกเขานิ่งๆ แววตาของนางที่เย็นชาปล่อยไอสังหารออกมาโดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว ทำให้บุรุษทั้งสองที่จะเข้ามากระชากร่างของนางหยุดอยู่กับที่ด้วยความตกใจ
“โดนมากี่วันแล้ว” นางเงยหน้าขึ้นไปถามหัวหน้าหมู่บ้าน
บุรุษที่อยู่ด้านข้างนางเป็นผู้เอ่ยตอบแทน “สองวันแล้ว”
“หึ สองวัน...นับว่าดวงแข็งไม่น้อย เหตุใดถึงไม่ห้ามเลือดให้เขาก่อนเล่า หรือว่า...พวกเจ้าที่เป็นพรานเข้าป่าประจำทำไม่เป็น” นางกวาดสายตาไปมองพวกบุรุษรอบตัวอย่างรอคอยคำตอบ
“ขะ ข้า ข้าตกใจเกินไปจึงลืมเรื่องนี้” เดิมก็ไม่มีผู้ใดคิดว่ากงเพ่ยจิ้นจะอดทนมาได้ถึงวันนี้
“น่าขันเสียจริง”
“เจ้าเป็นสตรีอยู่กับเรือนจะรู้อันใด!!!” บุรุษอีกคนร้องโวยวายขึ้น
“อ้อ...แล้วบุรุษเช่นเจ้ารู้อันใดบ้างเล่า หากเขา...” นางชี้ไปที่กงเพ่ยจิ้น “ตายขึ้นมา คนที่ขึ้นเขาไปพร้อมกับเขาทั้งหมดจะต้องรับผิดชอบ ที่ทำให้บุตรชายของข้าสองคนต้องเสียน้ำตา” นางยิ้มเย็นออกมา
รอยยิ้มของม่านม่านทำให้บุรุษที่ขึ้นเขาไปพร้อมกับกงเพ่ยจิ้นถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มู่ลี่ม่านที่ปรากฏตัวด้านนอกน้อยครั้ง ไม่คิดว่ายามนี้นางจะดูน่าหวาดกลัวมากถึงเพียงนี้
เพียงไม่นานอาหยุนก็กลับมาพร้อมเกวียนวัว หัวหน้าหมู่บ้านจึงสั่งให้คนแบกกงเพ่ยจิ้นขึ้นไปวางไว้บนเกวียนวัว
“ท่านแม่ ข้าอยากไปกับท่านพ่อด้วย” กงหนิงเจี้ยนดึงแขนเสื้อของม่านม่าน
นางเม้มปากแน่น ด้วยรู้ดีว่าไปก็ไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ ม่านม่านกำลังจะอ้าปากปฏิเสธกงหนิงอวี่ที่ยังคงสะอื้นไม่หยุดก็เดินเข้ามาดึงแขนอีกข้างของนาง
“ท่านแม่ ข้าจะไม่ร้องดูการ์ตูนอีกแล้วขอรับ ให้ข้าไปกับท่านพ่อด้วยนะขอรับ” เขาสะอื้นอย่างน่าสงสาร
สุดท้ายนางก็ทนการรบเร้าของทั้งสองไม่ได้ “เกวียนวัวพอให้ข้ากับลูกไปด้วยได้หรือไม่” นางหันไปถามอาหยุนที่พาตัวกงเพ่ยจิ้นขึ้นไปอยู่ด้านบนเรียบร้อยแล้ว
“เหอะ อยากไปก็ขึ้นมา แต่หากเจ้าทำให้พี่จิ้นตายระหว่างทาง ข้าจะฆ่าเจ้าแน่” เขาถลึงตามองนาง
“เขาไม่ตายด้วยน้ำมือข้าแน่ แต่เจ้า...ไม่แน่” ม่านม่านปรายตามองอาหยุนเล็กน้อย ด้วยรำคาญเสียงของเขา นางพาเด็กแฝดทั้งสองขึ้นไปนั่งด้านใน แล้วตามขึ้นไปนั่งด้วยอีกคน
พอด้านในมีสามคนแม่ลูกนั่งอยู่ และกงเพ่ยจิ้นนอนก็เกือบเต็มพื้นที่แล้ว คนที่จะไปด้วยอีกสองคนจึงต้องออกไปนั่งด้านหน้ากับคนขับแทน
ลุงไฉบังคับเกวียนวัวอย่างเร่งรีบเพื่อให้แข่งกับความตายของกงเพ่ยจิ้น ม่านม่านที่เพิ่งเคยนั่งเกวียนวัวเป็นครั้งแรกก็ต้องยึดเกาะผนังเกวียนเอาไว้แน่น ด้วยกลัวว่าจะไปกระแทกกับร่างของกงเพ่ยจิ้นเข้า
“ท่านแม่...ท่านช่วยท่านพ่อได้หรือไม่” กงหนิงเจี้ยนเงยหน้าขึ้นขอร้อง
มารดาเขาราวกับเทพธิดาที่มีข้าวของแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน นางอาจจะช่วยบิดาของเขาให้รอดพ้นจากความตายได้
ม่านม่านมองไปทางกงเพ่ยจิ้นอย่างชั่งใจ นางเรียกยาห้ามเลือดในห้องพักของนางออกมา แล้วฉีดเข้าไปที่แขนของกงเพ่ยจิ้น เลือดที่บาดแผลของเขาพอผ่านไปชั่วครู่ก็ค่อยๆ หยุดไหล
กงเพ่ยจิ้นที่คิดว่าไม่ได้สติ หรี่ตาขึ้นมามองเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าตนเองไม่อาจรอดมาเจอพบเจอบุตรชายทั้งสองได้แล้ว คงเป็นเพราะความห่วงบุตรชายทั้งสอง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นเช่นใดหากทิ้งให้อยู่กับมู่ลี่ม่านที่ไม่ไยดีพวกเขา ถึงได้แข็งใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
เมื่อครู่เขาทันเห็นมู่ลี่ม่านใช้สิ่งของหน้าตาประหลาดทิ่มมาที่แขนของเขาแล้วรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ไม่รู้ว่านางกำลังทำสิ่งใด เขาไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยเต็มที
“ทนมาได้สองวัน ก็ต้องทนต่อไปได้ ใกล้จะถึงมือหมอแล้ว ข้าห้ามเลือดให้แล้ว หากปวดมากข้าจะให้ยา ต้องการหรือไม่” นางเห็นเปลือกตาของเขาขยับจึงรู้ว่าเขาคงรู้สึกตัวแล้ว
กงเพ่ยจิ้นไม่รู้ว่านางทำเช่นใดเลือดของเขาถึงได้หยุดไหล และนางก็คงช่วยให้เขาหายปวดได้ เขาจึงส่งเสียงออกมาเบาๆ “อืม”
ม่านม่านนางฉีดยาแก้ปวดอย่างแรงให้เขา จากนั้นไม่นานกงเพ่ยจิ้นก็หลับสนิทจนถึงโรงหมอ
เมื่อหมอเห็นสภาพของกงเพ่ยจิ้น เขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อย “มาช้าเกินไป”
“ท่านหมอช่วยพี่ชายของข้าด้วย ท่านคิดค่ารักษาเท่าใด ข้าจะหามาให้ท่าน” อาหยุนคุกเข่าลงขอร้อง หากมิใช่ว่ากงเพ่ยจิ้นช่วยรับกรงเล็บหมีควายแทนเขา ก็คงไม่ต้องบาดเจ็บเช่นนี้
“เลือดหยุดไหลแล้ว ท่านรักษามิได้หรือ” ม่านม่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางจ้องหน้าหมออย่างดุดัน
เถียนเฉียวเป็นอีกคนที่ยินดีไม่ต่างจากบิดา เขารู้สึกผูกพันกับพี่ชายคนใหม่ของเขา และเด็กแฝดทั้งสองที่ยังไม่เกิดมา ถึงกับตั้งตารอ และเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ หากหลานแฝดถึงวัยเรียนตำรา ข้าขอสอนเขาเองนะขอรับ”“หึหึ ย่อมได้” กงเพ่ยจิ้นยิ้มอย่างยินดี ทุกสิ่งดูเหมือนจะเริ่มกลับเข้าทีอย่างช้าๆ ทุกคนได้กลับมานั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันอีกครั้งระหว่างที่ทุกคนกำลังกินอาหารและพูดคุยอย่างสนุกสนาน ม่านม่านที่กำลังกินข้าวฝีมือจินซื่อก็เกิดเจ็บท้องขึ้นมา“เอ๊ะ!!! ข้าว่า...ข้าจะคลอดแล้วเจ้าค่ะ” นางก้มมองที่หว่างขาของตนเอง ก็เห็นว่าน้ำคร่ำแตกเสียแล้วทั้งจวนวุ่นวายกัน วิ่งกันแตกตื่น คนที่มีหน้าที่ตามหมอ ก็ดูเหมือนจะลืมไปหมด แม้แต่หมอตำแยที่มาร่วมดื่มในงานเลี้ยงด้วย ก็ลืมตัวไปเลยว่าตนเองเป็นหมอตำแย ต่างก็ช่วยกันวิ่งตามหาหมอตำแยให้วุ่น“ก็พวกเจ้าอย่างไรเล่าที่เป็นหมอตำแย!!!” อาสือแทบจะลากคอเสื้อของหมอตำแยทั้งสามโยนเข้าไปในห้องคลอดม่านม่านนางถูกพาเข้าไปอยู่ภายในห้องรอคลอด ด้านในมีจินซื่อที่เข้าไปอยู่ดูแลไม่ห่าง และยังมีป้าเหยาที่รอรับเด็กที่จะเกิดมาหน้าห้องรอคลอดมิได้มีเพียงกงเพ่ยจิ้นเท่านั้นที่กระวนกระวายใจ บุรุษต
ม่านม่านนางพักอยู่ที่จวนตระกูลหวงหลายวันก่อนจะยอมกลับจวนของนาง กงเพ่ยจิ้นกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว นางเองก็เอาแต่นอนพักอยู่ภายในเรือน งานในร้านค้าก็ไม่มีอะไรที่ต้องจัดการ ด้วยอาเว่ย อาโหยว่ อาจื่อ ล้วนทำได้ดีตระกูลตู้ที่ประกาศเรื่องเปลี่ยนตัวเจ้าสาวออกไปแล้ว ก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา จางซื่อยังไม่ทันได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นฮูหยินเอกเลย ก็มีข่าวลือว่านางเคยเป็นนางโลมเก่า และมีบุรุษที่เคยซื้อค่ำคืนของนางออกมาประกาศเรื่องที่เป็นบิดาของตู้ลี่เจียว หากมีเพียงคนเดียวตู้หยางก็คงจะจัดการผิดกลบเกลื่อนไปได้ แต่มีถึงห้าคนที่ออกมาเรียกร้องว่าตนเป็นบิดาของตู้ลี่เจียวตู้หยางไม่อาจรับคำนินทาที่ว่าเขาถูกสวมหมวกเขียวได้ ถึงได้ออกมาประกาศว่า ตนถูกจางซื่อวางยาและบอกว่าเด็กในท้องเป็นบุตรของเขา หลอกลวงเขามาหลายปี การแสดงร้องไห้คร่ำครวญที่น่าสงสาร ทำให้คนหลงเชื่อไม่น้อยจางซื่อที่ทนรับความผิดและชื่อเสียงที่ย่อยยับเอาไว้เพียงลำพังไม่ได้ ก็ประกาศไปทั่ว ว่าตู้หยางเป็นบุรุษหน้าเนื้อใจเสือ โหดเหี้ยมยอมสละบุตรสาวแท้ๆ ของตนเองเพื่อผลประโยชน์ทำให้ตู้หยางต้องส่งคนไปรับตู้ลี่ม่านกลับมายืนยันว่าเรื่องไม่ได้เป็นที่นางจา
บุรุษตระกูลหวงทั้งสาม เมื่อลากม่านม่านมาถึงเรือนของนางแล้ว ต่างก็มองนางกันอย่างมีคำถาม“ข้าพูดเรื่องจริงท่านพี่ ต่อให้ท่านไม่เห็นด้วย ข้าก็จะแต่งกับพี่จิ้น ข้าซื้อเรือนเอาไว้แล้ว”“เจ้าวางแผนทั้งหมดโดยไม่บอกพวกข้าหรือ” หวงเหลียงโมโหไม่น้อยที่นางปิดบังเขา“ข้าบอกพวกท่านมาตลอด แต่พวกท่านฟังข้าหรือไม่เล่า”“น้องเล็กการแต่งงานของเจ้ามิใช่ว่าพวกพี่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เจ้าเองเป็นท่านหญิงที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง และยังเป็นน้องสาวบุญธรรมของหนิงอ๋อง เจ้าต้องให้หนิงอ๋องพยักหน้ายินยอมเสียก่อน” หวงเทียนกล่าวออกมาอย่างจริงจัง“มันจะไปยากอันใด ข้าจัดการเอง ท่านพี่พวกท่านเชื่อข้า พี่จิ้นจะไม่มีวันทำให้ข้าเสียใจ พวกท่านก็รู้หากมีวันนั้นชะตาของเขาคงขาด” ตอนนี้ทั้งสามเริ่มจะนึกเห็นใจกงเพ่ยจิ้นเสียแล้วเมื่อครู่ที่ม่านม่านนางเหมือนจะเป็นลมนางไม่ได้แกล้ง แต่เพียงแค่นางไม่อยากให้พี่ชายและคนอื่นในจวนตกใจเท่านั้น จึงได้เก็บเงียบเอาไว้วันต่อมา กงเพ่ยจิ้นก็ขอเข้าพบหนิงอ๋องทันที ในตอนแรกหนิงอ๋องก็ชั่งใจไม่น้อย ด้วยเพิ่งจะเคยพบกงเพ่ยจิ้นเป็นครั้งแรก แต่พอกงเพ่ยจิ้นยื่นสิ่งหนึ่งให้หนิงอ๋องเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที“ม
กงเพ่ยจิ้นที่รออยู่ในห้องที่ถูกจัดฉากเอาไว้ พอสาวใช้พาตัวตู้ลี่ม่านมา เขาก็ให้คนของเขาจัดการทำให้นางหมดสติแล้วลากไปซ่อนตัวเอาไว้ ที่ห้องโถง เกาตงหยวนที่ยังคงนั่งพูดคุยกับตู้ลี่เจียว ไม่นานก็หมดสติไป เป็นกงเพ่ยจิ้นที่ได้ยาสลบชนิดเบามาจากม่านม่าน นำมาใช้กับคนทั้งสองพอพาทั้งสองเข้าไปอยู่ในห้องที่เตรียมเอาไว้ให้กงเพ่ยจิ้นและตู้ลี่ม่านแล้ว ยาสลบก็ไม่อาจต้านทานยากำหนัดชนิดรุนแรงได้ ร่างของคนทั้งสองเริ่มได้สติ ไฟราคะภายในห้องก็ดังขึ้น เสียงครางหวานและเสียงคำรามอย่างพอใจของทั้งสองดังออกมา จนสาวใช้ที่ผ่านไปผ่านมาต้องรีบนำเรื่องไปรายงานที่เรือนหลัก ตู้หยางกับจางซื่อเมื่อรู้เรื่องแล้วก็ไม่ได้คิดที่จะรีบร้อนไปดู ด้วยต้องการทำให้ทั้งคู่กลายเป็นข้าวสุกเสียก่อน“ข้ายอมสละอาม่านแล้ว เจ้าต้องให้เจียวเจียวทำให้อาหยวนเร่งจัดการเรื่องการค้าให้ข้า”“ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” จางซื่อยิ้มหวานให้ตู้หยาง “ท่านอย่าลืมมอบตำแหน่งฮูหยินเอกให้ข้านะเจ้าคะ”“หึหึ ย่อมได้” ทั้งสองหัวเราะกันอย่างมีความสุข แต่ไม่รู้เลยว่าแผนการจะไม่เป็นไปตามที่หวังเมื่อตู้หยางกับจางซื่อไปถึงที่เรือนเกิดเหตุ กลายเป็นว่าบุรุษและสตรีในห้
ภายในห้องทำงานถูกกงเพ่ยจิ้นและม่านม่าน ทำให้ข้าวของเละเทะไปหมด ร่างเปลือยเปล่าของม่านม่านถูกจับหันหลังพิงอยู่กับผนัง ด้านหลังมีกงเพ่ยจิ้นที่ตั้งใจทำลูกอย่างที่เขาว่าเอาไว้จริงๆนางหันมามองเขาอย่างอ้อนวอน “อาจิ้น...ข้าต้องกลับแล้ว” นางไม่อยากล้มป่วยเช่นในครั้งที่แล้ว“ใกล้แล้ว...ม่านม่าน อื้มมมมม” เขาคำรามออกมาอย่างพอใจกงเพ่ยจิ้นยอมปล่อยม่านม่านอย่างว่าง่าย ด้วยรู้ดีว่าร่างกายของนางตอนนี้ยังไม่สมควรจะมีบุตร แม้ในตอนนั้นตู้ลี่ม่านจะมีกงหนิงเจี้ยนและกงหนิงอวี่ตอนอายุใกล้เคียงกับนางในตอนนี้ก็ตาม แต่ในภายหลังตู้ลี่ม่านก็ร่างกายอ่อนแอไม่น้อยเลยเขาเชื่อว่าอย่างไรบุตรชายทั้งสองจะต้องกลับมาอยู่กับเขาและม่านม่านอีกครั้ง อีกอย่างยังไม่ได้แต่งนาง ไม่ควรจะให้นางตั้งครรภ์เสียก่อนแต่กงเพ่ยจิ้นคงลืมนึกไป ว่าเขาปล่อยน้ำรักในร่างของกายของทุกหยาดหยด ม่านม่านกลับมาถึงเรือนพักนางก็หลับเป็นตาย รุ่งเช้านางจึงตื่นสายกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อพี่ชายทั้งสามของนางมาดูนางที่เรือนพัก เห็นว่านางไม่ได้ล้มป่วย เพียงแต่โหมงานหนักมาหลายวันเท่านั้นจึงปล่อยให้นางพักผ่อน และสั่งงานให้ทุกคนทำแทนหลังจากวันนั้น ม่านม่านนางก
นายหน้าค้าทาสได้ยินนางอ้างถึงท่านอ๋อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านอ๋องคนใด ในเมื่อหนิงอ๋องประกาศออกมาเองว่านางเป็นน้องสาวบุญธรรม ตระกูลตู้จะนับเป็นอันใดได้ เขาเองก็ไม่อยากมีปัญหากับตำหนักหนิงอ๋องม่านม่านนางจึงได้ตัวสองคนกลับมาโดยง่าย พอกำลังจะหมุนตัวกลับ นางก็พบกลุ่มคนที่กำลังถูกต้อนเข้ามาในโรงค้าทาส“ข้าซื้อเจ็ดคนนั้นด้วย” นางไม่รู้ว่าเหตุใดทั้งหมดถึงมารวมตัวกันได้ แต่นับเป็นเรื่องดีที่นางไม่ต้องวุ่นวายย้อนกลับไปซีซวงในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อซื้อคนของตนกลับมาทั้งหมดอาซือ อาอู่ อาลิ่ว อาชี อาปา อาจิ่ว อาซือ คือคนในสำนักคุมกันที่ถูกทางการตัดสินให้กลายมาเป็นทาส ภายหลังพวกเขาอยู่ในโรงค้าทาสในเมืองหลวง หลายปีก็ไม่มีผู้ใดกล้าซื้อ ด้วยไม่อยากมีปัญหากับขุนนางที่ลงดาบกับสำนักคุ้มกัน จึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงค้าทาสที่ซีซวงม่านม่านนางพาทุกคนกลับมาที่จวน แล้วตั้งชื่อให้พวกเขาเช่นเดิม งานที่นางให้ทำก็คงเป็นงานดเม อาโหยว่และอาจื่อ เตรียมตัวไปเป็นหลงจู๊ของร้านค้าที่ยังไม่ได้เปิด คนที่เหลือนางให้เป็นองครักษ์ส่วนตัวของพี่ชายนางทั้งสามคน ส่วนอาสือนางให้อยู่ข้างกายของนางตอนนี้ในเรือนของนางจึงอัดแน่นไปด้วยบุ







