เข้าสู่ระบบอาหยุนหลังจากป้อนข้าวกงเพ่ยจิ้นเรียบร้อยแล้ว เขาก็คิดจะออกไปเอายาต้มด้านนอกมาให้กิน แต่ถูกกงเพ่ยจิ้นรั้งเอาไว้เสียก่อน
“เจ้าหยิบยกลูกกลอนบนโต๊ะมาให้ข้า” เขาชี้มือที่ไร้เรี่ยวแรงไปที่ยาบนโต๊ะ ที่ม่านม่านนางวางทิ้งเอาไว้
“หืม...ยาอันใดกัน รูปร่างประหลาดนัก ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็น”
“เป็นยาลูกกลอนที่ท่านหมอให้มา” เขาไม่อาจพูดออกมาได้ว่าเป็นยาที่มู่ลี่ม่านนางทิ้งเอาไว้ให้ ถึงแม้ไม่รู้ว่านางได้มาจากที่ใด แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาเชื่อว่านางไม่มีทางทำร้ายเขา หากนางอยากให้เขาตายคงไม่ยื้อชีวิตเอาไว้มาถึงตอนนี้ นางไม่จำเป็นต้องช่วยตอนที่อยู่บนเกวียนวัว
“พี่จิ้น ไหนท่านบอกพี่สะใภ้ไม่ชอบท่านอย่างไรเล่า นางยอมนำของมีค่าไปขายเพื่อหาเงินมารักษาท่านถึงห้าสิบตำลึงเงิน แม้แต่ตอนที่ท่านหมอจะรักษาท่าน นางยังพูดเลยว่า...หากทำให้ท่านตาย นางจะตัดมือของท่านหมอทิ้งเสีย เดิมทีนางเป็นคนโหดเหี้ยมเช่นนี้เลยหรือ” อาหยุนอดสงสัยไม่ได้
แม้แต่กงเพ่ยจิ้นก็ดูจะประหลาดใจไม่น้อย ของมีค่าที่มู่ลี่ม่านนำติดตัวมาเหลือเพียงแค่ปิ่นที่เกาตงหยวนเคยมอบให้นางไว้เท่านั้น เขาไม่อยากเชื่อว่านางจะยอมตัดใจขายเพื่อช่วยชีวิตของเขา
“อีกอย่าง...นางซื้อรถม้าด้วยราคาที่สูงถึงเจ็ดสิบตำลึงทองโดยตาไม่กะพริบเลยพี่จิ้น” อาหยุนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กงเพ่ยจิ้นฟัง ทั้งยังบอกอีกด้วยว่าเขาห้ามนางหลายหนแต่นางไม่เชื่อ
“หืม...” ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ปิ่นที่เกาตงหยวนมอบให้แม้จะมีราคา แต่คงไม่มากเกินกว่าสามสิบตำลึงทองไปได้ แล้วนางนำสิ่งใดไปขายถึงได้มีเงินมากเพียงนี้
“ท่านยังไม่หายดี นอนพักเถิด ข้าจะนอนอยู่ข้างล่าง หากท่านปวดหนักปวดเบาก็เรียกข้าก็แล้วกัน” อาหยุนเดินไปหยิบข้าวของที่เตรียมมาออกมาปูที่พื้นเพื่อเตรียมพักผ่อน
กงเพ่ยจิ้นยังคงนอนลืมตามองเพดานห้องครุ่นคิดเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากของมู่ลี่ม่าน แม้แต่บุตรชายฝาแฝดยามนี้ยังไม่เข้ามาหาเขาเลยสักนิด ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่
เด็กแฝดจะทำสิ่งใดได้ ทั้งคู่ตามม่านม่านเข้าไปในห้องพักของนางแล้ว ตอนนี้กำลังนั่งดูการ์ตูนกินขนมและนมไปด้วย
ม่านม่านนางทิ้งเด็กทั้งสองให้ดูโทรทัศน์ ส่วนตัวนางเข้าไปตรวจสอบทองคำที่ตู้เซฟ เมื่อเปิดดูถึงได้รู้ว่า ทองคำหายไปสองก้อน ไม่ใช่ทุกสิ่งที่อยู่ภายในห้องพักที่จะยังคงอยู่ตลอดไป แต่ของมีค่าอย่างทองคำหากนำออกไปใช้ย่อมจะหมดไปได้ทุกเมื่อ
นางไม่ร้อนใจเลยสักนิด ทองคำแท่งตรงหน้ายังมีอีกหลายสิบแท่ง เพียงพอให้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยไปจนตาย พอคิดถึงความแค้นใจของเจ้าของร่างเดิม ม่านม่านจึงคิดที่จะตอบแทนนางบ้างเล็กน้อย เอาไว้ค่อยหาหนทางเอาคืนคนตระกูลตู้ ยิ่งกับตู้ลี่เจียวน้องสาวที่แสนดีด้วยแล้ว นางต้องคืนให้สักร้อยเท่าถึงจะสาสมกับที่นางถูกดึงเข้ามาอยู่ในร่างของมู่ลี่ม่าน
ม่านม่าน นางคิดเช่นนี้จริงๆ หากมู่ลี่ม่านไม่แค้นใจจนนางตายลง วิญญาณของนางจะถูกดึงเข้ามาอยู่ในร่างของมู่ลี่ม่านได้อย่างไร ในเมื่อตระกูลตู้ยึดครองการค้าของเมืองหลวงมากกว่าครึ่ง นางก็ควรจะทำลายเส้นทางการเงินของตระกูลตู้เสียทั้งหมด นางเริ่มทบทวนจากความทรงจำเดิมของมู่ลี่ม่านว่าการค้าของตระกูลมู่มีสิ่งใดบ้าง แล้วเริ่มเขียนจดลงใส่กระดาษ เพื่อวางแผนเล่นงาน
การค้าของตระกูลตู้เรียกได้ว่าครึ่งหนึ่งที่ขายอยู่ในเมืองหลวง ล้วนเป็นของเขาทั้งหมด เครื่องหอม เครื่องประทินโฉม นางยังพอจะใช้สิ่งที่อยู่ภายในมิติเข้าสู้ได้ แต่พอเป็นเรื่องข้าว ผ้าไหม ใบชา นางไม่มีของพวกนี้อยู่ในมิติ
ม่านม่าน เดินวนหาของในมิติของนาง ก่อนจะพบเข้ากับใบชาที่เคยได้รับมาตอนปีใหม่ที่ผ่านมา “คงใช้ได้กระมัง” นางเองก็ไม่ได้ชอบดื่มชาถึงเพียงนั้น นางรวบรวมน้ำหอม เครื่องอาบน้ำ ครีมทาผิว ใบชาที่มีอยู่ มากองบนโต๊ะ แล้วเริ่มคิดว่าจะใช้ประโยชน์เช่นใด จากนั้นก็เขียนร่างลงใส่ในกระดาษเอาไว้
“ท่านแม่ ข้าง่วงนอนแล้วขอรับ ท่านเสร็จแล้วหรือยัง” กงหนิงอวี่เดินขยี้ตาเข้ามาหานางที่ห้องทำงาน
“อืม ไปนอนกัน” นางวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่เดินนำเด็กทั้งสองไปนอนที่ห้องนอน
หลังจากที่นางล้มตัวลงนอนที่เตียงพร้อมเด็กแฝดที่ซุกเข้าหาไออุ่นจากร่างของนางแล้ว ม่านม่านเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงของนางในตอนนี้เกิดขึ้นจากเด็กทั้งสองคน โดยที่นางแทบไม่รู้ตัวเลยสักนิด ไม่ว่าพวกเขาต้องการอะไร หรืออยากทำสิ่งใด นางล้วนแต่ยอมลงให้พวกเขาสองส่วน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ชีวิตนางก็มีสิ่งอื่นที่ดึงดูดได้มากกว่างานฆ่าคนอีก
รุ่งเช้า ม่านม่าน พาเด็กแฝดที่อาบน้ำล้างหน้าเรียบร้อยแล้วออกจากห้องพักของนางเร็วกว่าปกติ ด้วยมีอาหยุนอยู่ภายในเรือนด้วย พอออกมานางแสร้งเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเช้าทันที ทิ้งให้เด็กแฝดอยู่เล่นกับบิดาของพวกเขาภายในห้องพัก
“พี่สะใภ้ข้าช่วย” อาหยุนเดินเข้ามาจะช่วยนางในห้องครัว
“ข้าทำเสร็จแล้ว เจ้าช่วยยกออกไปก็พอ” นางชี้ไปที่อาหารที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เอ๊ะ...ท่านมิได้จุดฟืน ท่านทำอาหารได้อย่างไร” เขามองไปที่เตาไฟอย่างสงสัย มันเหมือนไม่เคยถูกใช้งานมาเลย
“พูดมากเสียจริง จะกินหรือไม่” นางมองเขาอย่างเย็นชา
“ข้าจะรีบยกไปประเดี๋ยวนี้เลย” เขารีบยกอาหารเดินออกไป ด้วยกลัวว่าม่านม่านนางจะเปลี่ยนใจไม่ให้เขากินด้วย
ระหว่างที่กินอาหาร อาหยุนคิดอยากจะเอาใจม่านม่านจึงได้เอ่ยออกมา “พี่สะใภ้ ฝีมือการทำอาหารของท่านเปิดเหลาอาหารได้เลยขอรับ” เขาเคี้ยวจนแก้มพอง ปากก็เอ่ยชมไปด้วย
“อืม...ความคิดของเจ้าไม่เลว ที่นี่ใกล้จากเมืองหลวงมากน้อยเพียงใด”
อาหยุนรีบกลืนอาหารที่อยู่ในคอก่อนที่จะสำลักออกมา เขารู้ประวัติของกงเพ่ยจิ้นและมู่ลี่ม่านก่อนที่จะมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ ว่าทั้งสองถูกขับไล่ออกมาจากในเมืองหลวง แต่ไม่คิดว่ามู่ลี่ม่านยังมีความคิดที่จะกลับไป “ท่านจะกลับเมืองหลวงหรือ”
“ไม่หรอก ข้าแค่อยากรู้ก็เท่านั้น ข้าเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าอยู่ห่างมากเพียงใด” เจ้าของนร่างเดิมเสียใจที่ถูกขับไล่ นางไม่สนใจจำด้วยซ้ำว่าเดินทางทั้งหมดกี่วัน ตัวม่านม่านเองจึงไม่รู้เรื่องนี้ไปด้วย
“รถม้าของท่านใช้เวลาเดินทางคงจะประมาณห้าวันกระมัง ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เคยได้ยินเพียงคนอื่นพูดเท่านั้น ข้ายังไม่เคยไปเลยสักครั้ง” เขาเกาหัวแก้เก้อ
“เจ้าอยากไปหรือไม่เล่า” ม่านม่านเงยหน้าขึ้นมองอาหยุนที่ยามนี้จ้องมองนางตาปริบๆ
“ข้าจะไปทำอันใดเล่า ความรู้ก็ไม่มี เงินก็ไม่มี ข้ามีครอบครัวอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนหรอก” นางโบกมือปฏิเสธ
ม่านม่านนางจึงไม่สนใจที่จะพูดสิ่งใดกับเขาต่อ หลังจากไปดูบาดแผลของกงเพ่ยจิ้นแล้ว นางจึงคิดที่จะเดินทางเข้าตัวเมือง เพื่อไปจัดการธุระของตนเอง แต่เด็กแฝดสองคนที่เดินตามก้นนาง ทำให้นางไม่อาจจะหลบออกไปได้
“พวกเจ้าไปอยู่เป็นเพื่อนบิดาของเจ้า ข้าจะออกไปข้างนอก แล้วจะรีบกลับมา”
“ท่านแม่ให้พวกข้าไปด้วยนะขอรับ” กงหนิงอวี่เดินเข้ามาจับมือนางเอาไว้
“ไม่ได้ ถ้าพาพวกเจ้าไปด้วยต้องใช้รถม้า ท่านอาหยุนของพวกเจ้าต้องดูแลท่านพ่อ พาพวกเราไปไม่ได้ วันหน้าข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยวดีหรือไม่” นางต้องหลอกล่อให้พวกเขาตายใจ
เถียนเฉียวเป็นอีกคนที่ยินดีไม่ต่างจากบิดา เขารู้สึกผูกพันกับพี่ชายคนใหม่ของเขา และเด็กแฝดทั้งสองที่ยังไม่เกิดมา ถึงกับตั้งตารอ และเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ หากหลานแฝดถึงวัยเรียนตำรา ข้าขอสอนเขาเองนะขอรับ”“หึหึ ย่อมได้” กงเพ่ยจิ้นยิ้มอย่างยินดี ทุกสิ่งดูเหมือนจะเริ่มกลับเข้าทีอย่างช้าๆ ทุกคนได้กลับมานั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันอีกครั้งระหว่างที่ทุกคนกำลังกินอาหารและพูดคุยอย่างสนุกสนาน ม่านม่านที่กำลังกินข้าวฝีมือจินซื่อก็เกิดเจ็บท้องขึ้นมา“เอ๊ะ!!! ข้าว่า...ข้าจะคลอดแล้วเจ้าค่ะ” นางก้มมองที่หว่างขาของตนเอง ก็เห็นว่าน้ำคร่ำแตกเสียแล้วทั้งจวนวุ่นวายกัน วิ่งกันแตกตื่น คนที่มีหน้าที่ตามหมอ ก็ดูเหมือนจะลืมไปหมด แม้แต่หมอตำแยที่มาร่วมดื่มในงานเลี้ยงด้วย ก็ลืมตัวไปเลยว่าตนเองเป็นหมอตำแย ต่างก็ช่วยกันวิ่งตามหาหมอตำแยให้วุ่น“ก็พวกเจ้าอย่างไรเล่าที่เป็นหมอตำแย!!!” อาสือแทบจะลากคอเสื้อของหมอตำแยทั้งสามโยนเข้าไปในห้องคลอดม่านม่านนางถูกพาเข้าไปอยู่ภายในห้องรอคลอด ด้านในมีจินซื่อที่เข้าไปอยู่ดูแลไม่ห่าง และยังมีป้าเหยาที่รอรับเด็กที่จะเกิดมาหน้าห้องรอคลอดมิได้มีเพียงกงเพ่ยจิ้นเท่านั้นที่กระวนกระวายใจ บุรุษต
ม่านม่านนางพักอยู่ที่จวนตระกูลหวงหลายวันก่อนจะยอมกลับจวนของนาง กงเพ่ยจิ้นกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว นางเองก็เอาแต่นอนพักอยู่ภายในเรือน งานในร้านค้าก็ไม่มีอะไรที่ต้องจัดการ ด้วยอาเว่ย อาโหยว่ อาจื่อ ล้วนทำได้ดีตระกูลตู้ที่ประกาศเรื่องเปลี่ยนตัวเจ้าสาวออกไปแล้ว ก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา จางซื่อยังไม่ทันได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นฮูหยินเอกเลย ก็มีข่าวลือว่านางเคยเป็นนางโลมเก่า และมีบุรุษที่เคยซื้อค่ำคืนของนางออกมาประกาศเรื่องที่เป็นบิดาของตู้ลี่เจียว หากมีเพียงคนเดียวตู้หยางก็คงจะจัดการผิดกลบเกลื่อนไปได้ แต่มีถึงห้าคนที่ออกมาเรียกร้องว่าตนเป็นบิดาของตู้ลี่เจียวตู้หยางไม่อาจรับคำนินทาที่ว่าเขาถูกสวมหมวกเขียวได้ ถึงได้ออกมาประกาศว่า ตนถูกจางซื่อวางยาและบอกว่าเด็กในท้องเป็นบุตรของเขา หลอกลวงเขามาหลายปี การแสดงร้องไห้คร่ำครวญที่น่าสงสาร ทำให้คนหลงเชื่อไม่น้อยจางซื่อที่ทนรับความผิดและชื่อเสียงที่ย่อยยับเอาไว้เพียงลำพังไม่ได้ ก็ประกาศไปทั่ว ว่าตู้หยางเป็นบุรุษหน้าเนื้อใจเสือ โหดเหี้ยมยอมสละบุตรสาวแท้ๆ ของตนเองเพื่อผลประโยชน์ทำให้ตู้หยางต้องส่งคนไปรับตู้ลี่ม่านกลับมายืนยันว่าเรื่องไม่ได้เป็นที่นางจา
บุรุษตระกูลหวงทั้งสาม เมื่อลากม่านม่านมาถึงเรือนของนางแล้ว ต่างก็มองนางกันอย่างมีคำถาม“ข้าพูดเรื่องจริงท่านพี่ ต่อให้ท่านไม่เห็นด้วย ข้าก็จะแต่งกับพี่จิ้น ข้าซื้อเรือนเอาไว้แล้ว”“เจ้าวางแผนทั้งหมดโดยไม่บอกพวกข้าหรือ” หวงเหลียงโมโหไม่น้อยที่นางปิดบังเขา“ข้าบอกพวกท่านมาตลอด แต่พวกท่านฟังข้าหรือไม่เล่า”“น้องเล็กการแต่งงานของเจ้ามิใช่ว่าพวกพี่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เจ้าเองเป็นท่านหญิงที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง และยังเป็นน้องสาวบุญธรรมของหนิงอ๋อง เจ้าต้องให้หนิงอ๋องพยักหน้ายินยอมเสียก่อน” หวงเทียนกล่าวออกมาอย่างจริงจัง“มันจะไปยากอันใด ข้าจัดการเอง ท่านพี่พวกท่านเชื่อข้า พี่จิ้นจะไม่มีวันทำให้ข้าเสียใจ พวกท่านก็รู้หากมีวันนั้นชะตาของเขาคงขาด” ตอนนี้ทั้งสามเริ่มจะนึกเห็นใจกงเพ่ยจิ้นเสียแล้วเมื่อครู่ที่ม่านม่านนางเหมือนจะเป็นลมนางไม่ได้แกล้ง แต่เพียงแค่นางไม่อยากให้พี่ชายและคนอื่นในจวนตกใจเท่านั้น จึงได้เก็บเงียบเอาไว้วันต่อมา กงเพ่ยจิ้นก็ขอเข้าพบหนิงอ๋องทันที ในตอนแรกหนิงอ๋องก็ชั่งใจไม่น้อย ด้วยเพิ่งจะเคยพบกงเพ่ยจิ้นเป็นครั้งแรก แต่พอกงเพ่ยจิ้นยื่นสิ่งหนึ่งให้หนิงอ๋องเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที“ม
กงเพ่ยจิ้นที่รออยู่ในห้องที่ถูกจัดฉากเอาไว้ พอสาวใช้พาตัวตู้ลี่ม่านมา เขาก็ให้คนของเขาจัดการทำให้นางหมดสติแล้วลากไปซ่อนตัวเอาไว้ ที่ห้องโถง เกาตงหยวนที่ยังคงนั่งพูดคุยกับตู้ลี่เจียว ไม่นานก็หมดสติไป เป็นกงเพ่ยจิ้นที่ได้ยาสลบชนิดเบามาจากม่านม่าน นำมาใช้กับคนทั้งสองพอพาทั้งสองเข้าไปอยู่ในห้องที่เตรียมเอาไว้ให้กงเพ่ยจิ้นและตู้ลี่ม่านแล้ว ยาสลบก็ไม่อาจต้านทานยากำหนัดชนิดรุนแรงได้ ร่างของคนทั้งสองเริ่มได้สติ ไฟราคะภายในห้องก็ดังขึ้น เสียงครางหวานและเสียงคำรามอย่างพอใจของทั้งสองดังออกมา จนสาวใช้ที่ผ่านไปผ่านมาต้องรีบนำเรื่องไปรายงานที่เรือนหลัก ตู้หยางกับจางซื่อเมื่อรู้เรื่องแล้วก็ไม่ได้คิดที่จะรีบร้อนไปดู ด้วยต้องการทำให้ทั้งคู่กลายเป็นข้าวสุกเสียก่อน“ข้ายอมสละอาม่านแล้ว เจ้าต้องให้เจียวเจียวทำให้อาหยวนเร่งจัดการเรื่องการค้าให้ข้า”“ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” จางซื่อยิ้มหวานให้ตู้หยาง “ท่านอย่าลืมมอบตำแหน่งฮูหยินเอกให้ข้านะเจ้าคะ”“หึหึ ย่อมได้” ทั้งสองหัวเราะกันอย่างมีความสุข แต่ไม่รู้เลยว่าแผนการจะไม่เป็นไปตามที่หวังเมื่อตู้หยางกับจางซื่อไปถึงที่เรือนเกิดเหตุ กลายเป็นว่าบุรุษและสตรีในห้
ภายในห้องทำงานถูกกงเพ่ยจิ้นและม่านม่าน ทำให้ข้าวของเละเทะไปหมด ร่างเปลือยเปล่าของม่านม่านถูกจับหันหลังพิงอยู่กับผนัง ด้านหลังมีกงเพ่ยจิ้นที่ตั้งใจทำลูกอย่างที่เขาว่าเอาไว้จริงๆนางหันมามองเขาอย่างอ้อนวอน “อาจิ้น...ข้าต้องกลับแล้ว” นางไม่อยากล้มป่วยเช่นในครั้งที่แล้ว“ใกล้แล้ว...ม่านม่าน อื้มมมมม” เขาคำรามออกมาอย่างพอใจกงเพ่ยจิ้นยอมปล่อยม่านม่านอย่างว่าง่าย ด้วยรู้ดีว่าร่างกายของนางตอนนี้ยังไม่สมควรจะมีบุตร แม้ในตอนนั้นตู้ลี่ม่านจะมีกงหนิงเจี้ยนและกงหนิงอวี่ตอนอายุใกล้เคียงกับนางในตอนนี้ก็ตาม แต่ในภายหลังตู้ลี่ม่านก็ร่างกายอ่อนแอไม่น้อยเลยเขาเชื่อว่าอย่างไรบุตรชายทั้งสองจะต้องกลับมาอยู่กับเขาและม่านม่านอีกครั้ง อีกอย่างยังไม่ได้แต่งนาง ไม่ควรจะให้นางตั้งครรภ์เสียก่อนแต่กงเพ่ยจิ้นคงลืมนึกไป ว่าเขาปล่อยน้ำรักในร่างของกายของทุกหยาดหยด ม่านม่านกลับมาถึงเรือนพักนางก็หลับเป็นตาย รุ่งเช้านางจึงตื่นสายกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อพี่ชายทั้งสามของนางมาดูนางที่เรือนพัก เห็นว่านางไม่ได้ล้มป่วย เพียงแต่โหมงานหนักมาหลายวันเท่านั้นจึงปล่อยให้นางพักผ่อน และสั่งงานให้ทุกคนทำแทนหลังจากวันนั้น ม่านม่านนางก
นายหน้าค้าทาสได้ยินนางอ้างถึงท่านอ๋อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านอ๋องคนใด ในเมื่อหนิงอ๋องประกาศออกมาเองว่านางเป็นน้องสาวบุญธรรม ตระกูลตู้จะนับเป็นอันใดได้ เขาเองก็ไม่อยากมีปัญหากับตำหนักหนิงอ๋องม่านม่านนางจึงได้ตัวสองคนกลับมาโดยง่าย พอกำลังจะหมุนตัวกลับ นางก็พบกลุ่มคนที่กำลังถูกต้อนเข้ามาในโรงค้าทาส“ข้าซื้อเจ็ดคนนั้นด้วย” นางไม่รู้ว่าเหตุใดทั้งหมดถึงมารวมตัวกันได้ แต่นับเป็นเรื่องดีที่นางไม่ต้องวุ่นวายย้อนกลับไปซีซวงในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อซื้อคนของตนกลับมาทั้งหมดอาซือ อาอู่ อาลิ่ว อาชี อาปา อาจิ่ว อาซือ คือคนในสำนักคุมกันที่ถูกทางการตัดสินให้กลายมาเป็นทาส ภายหลังพวกเขาอยู่ในโรงค้าทาสในเมืองหลวง หลายปีก็ไม่มีผู้ใดกล้าซื้อ ด้วยไม่อยากมีปัญหากับขุนนางที่ลงดาบกับสำนักคุ้มกัน จึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงค้าทาสที่ซีซวงม่านม่านนางพาทุกคนกลับมาที่จวน แล้วตั้งชื่อให้พวกเขาเช่นเดิม งานที่นางให้ทำก็คงเป็นงานดเม อาโหยว่และอาจื่อ เตรียมตัวไปเป็นหลงจู๊ของร้านค้าที่ยังไม่ได้เปิด คนที่เหลือนางให้เป็นองครักษ์ส่วนตัวของพี่ชายนางทั้งสามคน ส่วนอาสือนางให้อยู่ข้างกายของนางตอนนี้ในเรือนของนางจึงอัดแน่นไปด้วยบุ







