LOGINบทที่สี่สิบเก้าสี่จากห้าเป้าหลังจากช่วงร่วมดื่มน้ำชากับฮองเฮาสิ้นสุดลง เหล่าสตรีและบุรุษทั้งหลายก็ได้รับคำเชื้อเชิญให้เคลื่อนตัวไปยังลานกว้างด้านหลังศาลาบุปผาสุกสงบ ซึ่งตกแต่งด้วยผืนพรมยาวและพุ่มบุปผาชาติบานสะพรั่ง ลมฤดูใบไม้ผลิพัดแผ่วอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ สองข้างทางส่วนใหญ่มีต้นหลี่ที่ดอกผลิบานตามทางทอดไปยังสนามจัดกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นทหารองครักษ์ยืนเรียงเป็นแถวเตรียมพร้อมดูแลความปลอดภัยอยู่สองฟากทางเดิน หากแหงนหน้าขึ้นไปหน่อยจะเห็นเป้าธนูถูกแขวนอยู่ตามกิ่งต้นหลี่ พร้อมรอให้ผู้กล้าทั้งหลายทดสอบฝีมือในกิจกรรมต่อไปเสียงฆ้องดังก้องกังวานไปทั่วลานฝึกอันกว้างใหญ่ของวังหลวง ขันทีน้อยผู้ทำหน้าที่แทนฮองเฮาก้าวขึ้นมายังแท่นประกาศ สีหน้าขึงขังกล่าวเสียงดังฟังชัด“วันนี้คือวันฤกษ์งามยามดี ตามพระดำรัสของฮองเฮาแห่งแคว้นหาน ทรงจัดงานขี่ม้าชมบุปผา เพื่อสร้างความรื่นเริงผ่อนคลายแก่เหล่าคุณชายคุณหนูทั้งหลาย และทรงประสงค์จะทอดพระเนตรความสามารถของบุตรหลานขุนนางอันเป็นเสาหลักของแผ่นดิน”เสียงปรบมือเบา ๆ ดังขึ้นจากผู้คนโดยรอบขันทีผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย ก่อนยกมือชี้ไปยังสนามกลางซึ่งตกแต่งด้วยธงผ้าและริ้ว
บทที่สี่สิบแปดเจ้าสนิทสนมกับพระโอรสของเรารึ“องค์หญิงหนิงเยว่เสด็จ”เสียงขันทีผู้หนึ่งขานก้องพร้อมโค้งตัวถวายคำนับก่อนนำนางเข้าสู่ลานด้านในจัดงานเหล่าสตรีที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างลอบมองกันตาไม่กะพริบ บางคนซุบซิบนินทา บางคนดวงตาจ้องจับผิดอย่างเงียบงัน "นี่หรือ…คุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลจางที่ไปอยู่บ้านนอกเสียหลายปี พอกลับมาก็กลายเป็นองค์หญิงไปเสียแล้วรึ"“ข้าเหมือนได้ยินว่านางได้รับแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงตั้งแต่ยังเด็กไม่ใช่หรือ”“ข้ามิเห็นได้ยินข่าวนั้นเลยแม้แต่น้อย”"อ้าวหรือ ข้าคงจำผิดกระมังแต่เห็นว่าที่นางได้รับพระราชทานตำแหน่งครานี้เพราะถวายผ้าไหมชิงหลัวล้ำค่า…""เพียงเพราะผืนผ้า ถึงกับได้รับพระราชทานนามองค์หญิง…หรือว่ายังมีเหตุอื่นแอบแฝง"เสียงเหล่านั้นลอยมาเป็นระลอกเบา ๆ จางจิ่วเม่ยเพียงแค่นยิ้มมิได้ใส่ใจใด ดวงตาคมทอดมองผ่านสวนดอกไม้ตามฤดูที่เบ่งบานอย่างเต็มที่"คุณหนู…เอ่อ…องค์หญิงเพคะ" อาซิ่นที่เดินเคียงข้างเอ่ยเบา ๆ "พวกเขามองมาทางนี้หมดเลยเพคะ""ให้มองไปเถิด เจ้าไม่ต้องสนใจใคร" หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ "ตราบใดที่ข้าไม่คิดทำผิด ก็ไม่มีเหตุผลใดต้องหลบสายตา"จางจิ่วเม่ยก้าวเข้าสู่ลาน
บทที่สี่สิบเจ็ดข้าแทบจะควักปิ่นเสียบหัวนางช่วงสายของวันภายในเรือนบัวขาว อันเป็นเรือนของคุณหนูใหญ่จวนตระกูลจางอาซิ่นเพิ่งต้มน้ำชาเสร็จ ยังไม่ทันจะยกกาน้ำออกจากเตา เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็วิ่งเข้ามาตามทางเดินของสวนด้านข้าง ก่อนจะปรากฏร่างของสาวใช้จากเรือนฮูหยินใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายเรียบ ๆ ใบหน้าเรียบตึงแฝงความไม่สบอารมณ์ยามต้องมายังเรือนของคุณหนูใหญ่ซึ่งไม่ถูกกับเจ้านายตนเอง“คุณหนูเจ้าคะ...สาวใช้จากเรือนฮูหยินใหญ่นำของมาเจ้าค่ะ” จางจิ่วเม่ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างหน้าต่างทำเพียงเอ่ยเสียงเบา “ให้เข้ามา”สาวใช้จากเรือนฮูหยินใหญ่ยกกล่องไม้ลายสลักโบราณมาวางตรงหน้า พร้อมกับพับผ้าห่อผืนหนึ่งที่ห่อหนังสือหลายเล่มเอาหไว้“ฮูหยินให้ข้าน้อยนำหนังสือบัญชีสินเดิมของอดีตฮูหยินที่ล่วงลับมามอบให้เจ้าค่ะ...รวมถึงกุญแจเรือนเก็บเจ้าค่ะ” จางจิ่วเม่ยรับของอย่างเงียบงัน ก่อนจะหันไปสั่ง “อาเหมย ไปหยิบรายการสินเดิมที่มารดาข้าเคยเขียนเอาไว้มาเทียบ และเดินไปตรวจสอบสินทรัพย์ในเรือนเก็บของทั้งหมดก่อนรับเดี๋ยวนี้”“!!”“เจ้าค่ะคุณหนู”อาเหมยรับคำ ก่อนจะเดินไปพร้อมกับสาวใช้ของแม่เลี้ยงที่ดูท่าทางไม่ใคร่เต็มใจนักเว
บทที่สี่สิบหกฮูหยินใหญ่สำคัญตัวผิดไปหรือไม่ถึงเวลาที่จางจิ่วเม่ยต้องกลับมายังจวนตระกูลจางซึ่งเปรียบเสมือนบ้านแต่เพียงในนามของนางเท่านั้น รถม้าคันเล็กเคลื่อนตัวช้า ๆ เข้าจอดหน้าจวนตระกูลจาง เมื่อจางจิ่วเม่ยก้าวลงจากรถม้า สายตาของนางทอดมองไปรอบ ๆ อย่างเฉยเมยหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือจางจิ่วเม่ยต้องกลับมาคือนางมีธุระต้องเร่งสะสางก่อนที่เรื่องจะบานปลายนำหายนะมาให้นางในที่สุดเสียงรองเท้ากระทบพื้นศิลาอย่างมั่นคงดังขึ้นจากด้านใน ไม่นานนักร่างสูงของจางเซียวเจ๋อก็ปรากฏตัวขึ้น เขาแต่งกายด้วยชุดขุนนางเรียบร้อย มีบ่าวคนสนิทเดินตามหลังมาสองสามคนดวงตาของบิดาและบุตรสาวสบกันเพียงครู่เดียวเนื่องจากชายชรารีบเบือนสายตาหนีราวกับไม่เห็นบุตรีคนโตหรือไม่ก็คิดว่านางเป็นอากาศธาตุหนึ่งเท่านั้นเขาเดินผ่านนางไปโดยไม่เอ่ยแม้แต่คำทักทายสั้น ๆ ไม่หยุดชะงัก และไม่ชายตามองบุตรีคนนี้อีกเลยจางจิ่วเม่ยยืนนิ่ง นางไม่ได้เรียก ไม่ได้ขยับ ยังคงยืนอยู่ที่เดิมให้บิดาเดินผ่านไปราวรูปปั้นแกะสลักบ่าวผู้หนึ่งที่คอยเปิดประตูให้จางเซียวเจ๋อเห็นเหตุการณ์นั้นเต็มตา แต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดราวกับคุ้นชินกับภาพเช่นนี้มานานแล้วหญิงสาวหล
บทที่สี่สิบห้าฤดูแล้งจะผันเปลี่ยนรถม้าสีดำคันใหญ่เคลื่อนตัวต่อเนื่องเข้าสู่เส้นทางซับซ้อนที่โอบล้อมด้วยแมกไม้แน่นหนา สองข้างทางมีต้นไม้สูงใหญ่เรียงรายบดบังทิวทัศน์ไม่ให้เห็นทางเข้าออกได้ง่าย ภายในรถยังคงเงียบงัน องค์ชายใหญ่เอนหลังนิ่งเฉย ดวงตาเหม่อมองนอกหน้าต่าง ทว่าแววตากลับเฉียบคมและเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะเมื่อรถม้าเคลื่อนตัวมาถึงคฤหาสน์ตากอากาศ ทหารเวรประจำการที่ประตูหน้าเคลื่อนตัวเข้ามาทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงชายหนุ่มผงกศีรษะรับก่อนหันไปสั่งทหารของตน“พาตัวนางลงมา”ทหารสองนายก้าวขึ้นรถม้า ใช้ผ้าดำเนื้อหนาผืนหนึ่งปิดดวงตาของสตรีผู้ที่เพิ่งถูกประมูลก่อนานางลงมา“ทำ...ทำไมต้องปิดตาข้าน้อยด้วยเจ้าคะ...” นางเปล่งเสียงออกมาสั่นเครือ ร่างกายสั่นน้อย ๆราวกับกำลังหวาดกลัวทว่าไม่มีผู้ใดตอบ ทำเพียงลากแขนพาร่างบอบบางนั้นลงจากรถม้า ท่ามกลางการเฝ้ามองขององค์ชายหวางเสี่ยวเฟิงพอเท้าเหยียบพื้นหินของลานในจวน ทหารสองนายดันหลังพานางเดินอ้อมผ่านเรือนใหญ่ไปยังส่วนท้ายสุดของคฤหาสน์ ที่ซึ่งมีเรือนหลังหนึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากจุดอื่น อยู่ในบริเวณที่ห่างไกลสายตาผู้คนในจวนเรือนหลังนั้นแม้มีขนาดไม่ใหญ่
บทที่สี่สิบสี่ชดใช้หนี้หนึ่งข้อบรรยากาศภายในรถม้าเงียบงันราวกับทุกสรรพเสียงถูกกลืนหายไปกับบทสนทนาก่อนหน้า มีเพียงเสียงล้อรถเคลื่อนผ่านถนนดินเบา ๆ เท่านั้นที่ย้ำเตือนว่ายามนี้โลกภายนอกยังคงหมุนต่อไปหวางเสี่ยวเฟิง ยกมือขึ้นประสานนิ้วไว้บนตัก พลางปรายตามองเด็กชายตัวน้อยที่หลับสนิทอยู่ข้างกายสตรีผู้กล้าทำเรื่องบ้าบิ่นราวกับไม่กลัวว่าตนเองจะเดือดร้อน“หากเจ้ายังคิดไม่ออกว่าจะให้เด็กผู้นั้นไปอยู่ที่ใดต่อเช่นนั้นเจ้า…ยกเขาให้ข้าเถอะ”จางจิ่วเม่ยที่กำลังห่มผ้าผืนบางให้เด็กน้อยชะงักมือทันที ดวงตางามวาววับหันมาจ้ององค์ชายหนุ่มอย่างระแวดระวัง“ยกให้พระองค์หรือเพคะ...หม่อมฉันควรเชื่อใจท่านหรือ” นางยิ้มน้อย ๆ ทว่าดวงตากลับไม่ยิ้มตาม “ที่องค์ชายขอเด็กผู้นี้เพราะเหตุใด หรือแท้จริงแล้วท่านก็มีความคิดไม่ต่างจากบุรุษหื่นกามในโรงประมูล...”หวางเสี่ยวเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ“เจ้ากล้าพูดวาจาเหล่านั้นออกมาได้ ช่างใจกล้ายิ่งนัก…หากข้าคิดอย่างคนพวกนั้น เจ้าไม่มีทางเห็นเด็กนั่นนั่งหลับตาพริ้มพิงเจ้าสบายใจเช่นนี้หรอกกระมัง”“หม่อมฉันก็เพียงพูดดักป้องกันเอาไว้ก่อนเพคะ” จางจิ่วเม่ยตอบ