เข้าสู่ระบบ“เอ๋...พฤกษ์จะไม่ไปฮ่องกงหรือคะพรุ่งนี้” “อืม...ก็จะอยู่อีกสักอาทิตย์หนึ่งน่ะ ทำไมเหรอ ไม่ดีใจหรือยังไงล่ะ ที่ผมอยู่ด้วย เราไม่ได้อยู่ด้วยกันนานมากแล้วนะ” เสียงของคู่หมั้นถามอย่างสงสัย กับสีหน้าของทองอุไร เธอรีบสั่นหน้า ก่อนจะยิ้มแย้มส่งให้เขา “ก็คิดว่าพฤกษ์จะไปทำงานต่อเลยน่ะสิ เห็นว่างานยุ่งๆ อยู่ไม่ใช่เหรอคะ” “ก็ยุ่งอยู่ แต่...” เขาเหลือบมองเธอ แล้วดึงเธอเข้ามากอด ดูทองอุไรจะตัวแข็งเล็กน้อย เมื่อเขาก้มลงหอมแก้มเธอ แต่พฤกษ์ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะเขามีเรื่องร้อนใจอยู่เช่นกัน จนไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนไปเล็กๆ น้อยๆ ของคนรัก “อยากมีเวลาให้มิ้นบ้าง” “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยว...เราก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว” ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ถ้าก่อนหน้านี้ ประโยคนี้เธอคงจะพูดด้วยความสุข ด้วยความหวัง ว่าเธอกับเขาจะได้มาอยู่สร้างครอบครัวเล็กๆ ด้วยกัน เธอจะยอมปิดร้าน กิจการที่ทำอยู่ ติดสอยห้อยตามไปอยู่กับเขาที่ฮ่องกง แต่ตอนนี้ มันกลับเป็นสิ่งที่ทองอุไร ยังไม่อยากให้มันถึงเร็วนัก “มิ้น...ถ้าแต่งงานแล้ว เอ่อ...มิ้นจะยังไม่ปิดร้านก็ได้นะ ผมไม่ได้ว่าอะไร ผ
“อรุณสวัสดิ์ครับ” “ค่ะ อื้อ...ใครคะ” ใครโทรมาหาเธอตั้งแต่ตีห้านะ ใครวะ! เสียงคุ้นๆ อชิรญางัวเงียรับสายไปอย่างมึนๆ “วันนี้ผมใส่ชุดสูทสีน้ำเงิน เสื้อตัวในสีฟ้านะครับ คุณก็เลือกชุดที่เข้ากับผมด้วยก็แล้วกัน” “หะ...อะ...เอ่อ...ใครคะ” “บอสของคุณยังไงล่ะครับ คุณแม่อยากให้ผมปรับลุค เพื่อให้เหมาะสมกับงาน คุณในฐานะเลขาของผม ก็ต้องปรับลุคเอาใจผมด้วย ผมไม่ชอบชุดที่คุณแต่งตัว มันทำให้ผมห่อเหี่ยวไม่มีกำลังใจทำงาน โอเคนะครับ” “ดะ เดี๋ยว เดี๊ยว โอ๊ย...อะไรกันนี่” อชิรญาตาตื่นทันทีกับโทรศัพท์ในยามเช้า อะไรของเค้ากันนะ! เลขานุการผู้ไม่คาดคิดว่าเธอจะต้องมาถูกบงการอะไรขนาดนี้เสียเอง จึงจำต้องลุกขึ้นแต่งตัว ให้เจ้านายตามคำขอ เมื่อคืนเนื่องจากกลับมาดึก แถมวิ่งหนีเตลิดขึ้นมาบนห้องก่อนที่เขาจะทันเรียก ดีนะที่เขายังส่งของตามขึ้นมาอีก กว่าเธอจะขนเสร็จก็สองรอบ ชีวิตนี้ไม่เคยช้อปปิ้งเยอะขนาดนี้มาก่อน แถมนี่ไม่ใช่เงินตัวเองด้วย จำได้ว่าเธอเข้าห้องลองไปแค่ชุดเดียว แล้วพอเหมือนเขารู้ไซซ์ของเธอแล้ว เขาก็จัดการกันเองกับพนักงานขาย ไม่ป
ชาลีแอบมองเลขานุการของเขา ที่กำลังนั่งหน้าเง้า อยู่ตรงกันข้ามเขา เธอดูเหมือนจะไม่อร่อยกับขนมที่เขาสั่งมาให้สักนิด เพราะหน้างอๆ นั่นบ่งบอกถึงอารมณ์ว่าหล่อนกำลังอารมณ์ไม่ดีมากขนาดไหน เขาก็ไม่ได้เย้าแหย่ ชวนวกไปถึงเรื่อง ที่ทำให้หล่อนต้องหน้าซีดบ้าง หน้าแดงบ้าง ทำอาการเหมือนอยากจะกรี๊ดดังๆ ใส่เขาแต่ข่มไว้แล้วนี่นา ที่เขาไม่ทำ เพราะเกรงว่าขืนแหย่มากไปเย้ามากเข้า เจ้าหล่อนโมโหขึ้นมา หาอะไรทุ่มหัวเขา แล้วพานไปลาออกกับแม่เขาเข้า เขาก็จะซวยน่ะสิ ชาลีลอบยิ้ม ขณะที่ชวนเธอเช็คบิล ตอนนี้เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว วันนี้ถือว่าเธอทำงานนอกเวลา คุณท่านคอยเช็คมาเป็นระยะ ว่าเธออยู่กับลูกชายท่านที่ไหน เธอแอบถ่ายรูปส่งไปรายงานแล้วหลายรูป รวมถึงรูปยี่ห้อแบรนด์สูท และสีเสื้อสูท รุ่นของสูท ไปให้คุณท่าน แบบละเอียดยิบกันเลยทีเดียว พาเขาไปร้านรองเท้าเลือกรองเท้าหนังให้เขาตามคำสั่งของคุณท่าน เขาตอนแรกก็กวนแหย่เธอ แต่สักพักก็ดูเหมือนว่าเขาจะสนุกและสนใจกับการเลือกเสื้อผ้าให้ตัวเองเสียมากกว่าเย้าเล่นเธอแล้ว เฮ้อ... “มานี่สิ ก่อนกลับคุณยุ่งกับผมมาทั้งวันแล้วเรื่องเสื้อผ้า ไหนๆ เจ้าน
“มันอะไรยังไงกันยะยัยมิ้น แกจะต้องอธิบายให้ฉันฟังนะ ด่วนๆ ด้วย เด็กแกด้วย” “ใจเย็นๆ อะไรของแก แป๊บหนึ่ง ขอรวบรวมสติก่อนสิ” ทางนั้นโวย ก่อนจะได้ยินเสียงเดินเร็วๆ เหมือนว่าทองอุไรกำลังเคลื่อนตัวไปหาที่สงบๆ คุยกับเธอ “มาๆ คุยมาดีๆ เมื่อกี้นี้อยู่กับคุณพฤกษ์” “เอ่อๆ ขอโทษไม่รู้นี่นาว่าอยู่กับคู่หมั้นอะ” “ว่ามาใหม่ แกว่าโฮสต์ที่ฉันออฟให้แกคืนนั้นคือลูกของบอสของแก หืม? มันใช่เหรอยะยัยวาววา หน้าคล้ายหรือเปล่า” “ไม่หน้าคล้ายอะ ใช่เลยล่ะ แต่เด็กแกนี่แบบยังไงกันนะ ถึงได้พาคนแบบนั้นมารับงานพิเศษอะไรแบบนี้ได้อะ ไม่แปลกใจบ้างเหรอ” คำถามของเพื่อน เพิ่งทำให้ทองอุไรฉุกใจคิด ก็ปรกติแล้วเธอเจอกับเขา คุยกับเขาก็แต่เรื่อง...เรื่องพรรณนั้น แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นเธอเสียมากกว่าที่เล่าเรื่องของเธอให้เขาฟัง จริงสินะ กับเธอ ธอร์ทำอะไรนอกจากงานโฮสต์ ก็แทบจะเป็นความลับ เออ...ชักจะสงสัย “เค้าอยากทำอะไรสนุกๆ เล่นหรือเปล่า ถึงได้รับงานแบบนี้อะ” “โอ๊ย แต่คนไม่สนุกมันฉันสิตอนนี้ ฉันควรทำยังไงดีอะแก นี่คุณท่านก็บอกว่าให้ฉันป้องกันค
“เอ่อ...คุณวาววา เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยทัก อชิรญากัดริมฝีปาก ก่อนจะรีบสั่นหน้า เธอก้มหน้าก้มตาอยู่แต่กับเอกสารตรงหน้า ไม่ยอมมองสบตาบอสใหม่แม้สักแว้บ “เอ ไม่น่าจะเคยนะคะ” เธอตอบเขาไปส่งๆ ใจยังคงเต้นตุบๆๆ เอ... อย่างระดับเขาจะไปทำงานแบบนั้นทำไมนะ เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในสติที่ปลิวเตลิดวับไปของเธอ ตั้งแต่เห็นหน้าเขาชัดเจน หรือว่าแค่คนหน้าคล้าย คิดได้หนนี้ เธอจึงเงยหน้าขึ้นมา แล้วดันสบตาเข้ากับชาลีพอดี เธอจึงรีบยกแฟ้มเอกสารขึ้นบังหน้า ทำให้เอกสารด้านในที่ไม่ได้ร้อยเข้าแฟ้มให้เรียบร้อย หล่นร่วงลงพื้นกราว “อุ๊ยตาย ขอโทษค่ะ วาววาเก็บเองค่ะ” เธอรีบลงไปควานรวบรวมเอกสารอยู่ใต้โต๊ะ หูก็ได้ยินคุณมัทนาคุยกับ เจ้านายใหม่ไปด้วย “พอจะเข้าใจบ้างหรือยัง ตาชาลล์ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง” “ครับ ผมคิดว่าเลขาของคุณแม่จะช่วยผมได้มากเลย...” เขาอมยิ้ม แอบลอบมองคนที่กำลังง่วนอยู่กับการเรียบเรียงเอกสารที่หล่อนทำร่วง “แม่รู้ไหมครับว่า ตอนที่ผมไปค้างที่บ้านเพื่อน ผมแอบทำงานพิเศ
“เตรียมเอกสารอะไรไว้ให้พร้อมเลย วาววา เดี๋ยวฉันกับเด็กฝึกงานกำลังจะขึ้นไปล่ะ” “เลขาของแม่ชื่อเก๋ดีนะครับ วาววา” เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ เมื่อทางท่านกดวางสายการสั่งงาน ท่านหันมามองค้อนขวับ ก่อนจะเกริ่นเสียงเข้ม “แม่จะบอกอะไรไว้อย่างนะตาชาลล์ อย่ายุ่งกับเลขานุการของแม่ มันจะเสียการปกครอง” “ยุ่งที่แม่หมายถึงนี่ ยุ่งยังไงหรือครับ” เขาแสร้งทำหน้าไม่เข้าใจ คุณมัทนาอยากจะตีสักหนนักกับการตีหน้าซื่อใส่ท่าน แน่ล่ะชาลีไปเรียนที่เมืองนอกตั้งแต่เข้าวัยรุ่น แต่ก็ไปๆ มาๆ เมืองไทยอยู่ไม่ได้ห่างนัก จะมาบอกว่าไม่เข้าใจก็ไม่ใช่ล่ะ “หมายถึงห้ามจีบ ห้ามเกาะแกะกับเลขาของแม่” “อ๋อ แม่หมายถึงห้ามไม่ให้ผมชวนหล่อนเมคเลิฟ แม้ว่าหล่อนจะสวยขนาดไหน อะไรแบบนั้นหรือครับ” คำถามลุ่นๆ หน้าตายนั่น เล่นเอาคุณมัทนากรี๊ดลั่นรถ แล้วก็หยิกๆ จนพ่อตัวดีต้องร้องโอดโอย “แม่ครับผมเจ็บนะครับ ผมก็แค่ไม่เข้าใจภาษาไทย ผมอธิบายในแบบของผมเท่านั้น แม่อย่าหยิกสิครับ อูยๆ” “แกนี่มัน...โอ๊ย กวนประสาทเหมือนพ่อจริงๆ” “ผมไม่ได้กวนนะครับ แค่ไม่เข้าใจเอง” “สาบา







