Se connecterเมื่อคืน... กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบ ๆ เที่ยงคืน ใบหน้างามของเธอจึงดูเหมือนยังไม่ตื่นดีเท่าไร สติที่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ค่อยเต็มร้อย เหตุเพราะแม่บังเกิดเกล้าของเธอกลับมาตอนสี่ทุ่มก็จริง แต่ท่านก็ต้องสระผม อาบน้ำ และลบเครื่องสำอางออกจากใบหน้าให้หมดจดซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น มักจะเป็นหน้าที่ของคนที่ประโคมมันเข้าไปอย่างชื่นชีวาไง
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยหรอก นานทีมีหน หญิงสาวจะต้องปรนนิบัติคนเป็นแม่ก็ตอนที่ท่านออกงานสังคมกับคุณลุงโดยลูกสาวอย่างเธอก็มีหน้าที่อย่างที่ได้บอกไป ซึ่งทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าทำผมหรือกระทั่งงานบ้านงานเรือนที่เธอได้ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ถูกบังคับขู่เข็ญให้ต้องเรียนเสริมทั้งนั้น ชื่นชีวาจึงทำกับข้าวเก่ง แต่งหน้าเก่ง ทำผมเก่ง ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ต้องเรียนไว้เผื่อว่าวันไหนวรรณรสาจะเรียกใช้ อีกทั้งยังเรียนเก่งมาก ๆ เพื่อเป็นที่เชิดหน้าชูตา และในส่วนของการเรียนเธอทำได้อย่างดี หากในที่ทำงานเธอกลับกลายเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ยิ่งคนที่เพิ่งจบมาได้ไม่กี่วันอย่างเธอ แถมยังเป็นเด็กเส้นที่ถูกเจ้าของบริษัทฝากเข้าทำงาน ท้ายที่สุดแล้วพอเข้าไปทำงานก็กลายเป็นเบ๊ของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าใครจะสั่งให้ทำอะไรเธอก็ต้องพยักหน้ารับ วันที่สองของการทำงานจึงไม่ต่างอะไรจากวันแรกเท่าไรนัก หน้าที่หลักของชื่นชีวาในตอนนี้ก็คือการชงกาแฟให้กับพี่ ๆ ในส่วนต่าง ๆ ถ่ายเอกสาร เดินเอกสาร ลงข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่คนไม่รู้ระบบอะไรสักอย่างจะทำได้ ต่อให้มีคนสอนงานก็จริง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะว่างมาเอาใจใส่เธอเสียเมื่อไร หญิงสาวเลยจำเป็นต้องจดต้องจำอันไหนที่เรียนรู้เองได้ก็เรียนรู้ไปซึ่งอันที่จริงเธอก็ไม่ได้อึดอัดใจกับการทำงานหรือคนในองค์กรหรอก แต่รู้สึกสบายจนเกรงใจคนอื่นมากกว่า “แจ่มใส พี่ขออเมริกาโน่อีกสักแก้วจะได้ไหม” ระหว่างที่นั่งหาวอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ชื่นชีวาก็เด้งตัวขึ้นเมื่อมีคนเอ่ยเรียกชื่อเล่นพร้อมกับสั่งกาแฟที่ต้องการซึ่งคนที่รอคำสั่งอยู่แล้วก็รีบเด้งตัวขึ้นตอบรับ “ได้ค่ะ” แล้วดูสิ่งที่เธอต้องทำก่อนเถอะ แต่ละวันแต่ละอย่าง จะไม่คิดว่าแม่เพ้อเจ้อจนน่าหัวเราะเยาะได้อย่างไรกับการวางแผนให้เธอเข้าไปอยู่ในบอร์ดบริหารในระยะเวลาห้าปีอย่างที่ท่านวางไว้ แต่ก่อนที่จะก้าวเดินไปยังห้องพักพนักงาน ร่างอวบอัดภายใต้เสื้อเชิ้ตและกระโปรงทรงเอเรียบร้อยก็หันไปมองเหล่าพี่ ๆ กราฟิกที่นั่งเรียงรายเป็นสัดเป็นส่วนอยู่ในคอกของตัวเองซึ่งแต่ละคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสบาย ๆ เป็นตัวของตัวเอง คงมีแต่เธอเท่านั้นแหละที่เรียบร้อยเหมือนผ้าที่พับไว้... ก่อนจะตะโกนถาม “มีใครเอาอะไรอีกไหมคะ แจ่มจะทำมาให้...” เพราะตอนนี้เธอว่างอยู่ เมื่อคนที่ต้องสอนงานมีงานล้นมือ ส่วนงานที่สั่งไว้ตั้งแต่เช้าชื่นชีวาก็ทำเสร็จหมดแล้ว ทั้งที่จริงพี่เลี้ยงหนุ่มตั้งใจให้เธอทำมันทั้งวัน และทันทีที่สิ้นเสียงของเธอ เหล่าบรรดาพี่ ๆ กราฟิกฯ ก็ตะโกนลั่นสั่งการส่งผลให้พนักงานชงกาแฟตาลีตาเหลือกจำเป็นต้องหากระดาษกับปากกามาจดพัลวัน เพราะบ่ายแก่ ๆ อย่างนี้ใคร ๆ ก็คงต้องการคาเฟอีนทั้งนั้น แต่ที่ไม่ลุกไปสั่งก็คงเป็นเพราะงานที่ล้นมือจนขยับไม่ได้ “ลาเต้ 3 อเมริกาโน่ 4 คาปูฯ 4 ...” ชื่นชีวาเอ่ยทวนระหว่างที่เดินไปข้างหน้าพร้อมกับพยายามนึกว่าแต่ละอย่างมันต้องใส่ส่วนผสมอะไรลงไปบ้าง และด้วยความที่ใจจดจ่ออยู่กับหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมาย หัวสมองก็เอาแต่คิดว่าจะทำแต่ละอย่างออกมาให้อร่อยที่สุด หญิงสาวจึงไม่ได้ระวัง... รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่หน้าผากของเธอชนเข้ากับอะไรบางอย่าง “อุ๊ย” เป็นการอุทานที่ไม่ได้สื่อถึงความเจ็บปวดหรือตกใจ ชื่นชีวาเพียงแค่รู้สึกผิดที่เป็นคนซุ่มซ่าม ไม่ดูตาม้าตาเรือ เช่นนั้นแล้วตอนที่เห็นว่าระดับสายตาจองตัวเองอยู่ที่หน้าอกของอีกฝ่าย เธอจึงหยุดนิ่งเอาไว้ก่อนเพื่อพิจารณาว่าควรพูดอะไรออกมา “ซุ่มซ่าม” หากเสียงที่คุ้นเคยของคู่กรณีทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันควัน ไม่เพียงเท่านั้นเรียวปากสวยยังยิ้มกว้าง ในใจก็โลดแล่นด้วยความดีใจเพราะไม่คิดมาก่อนว่าเธอจะมีโอกาสเจอกับฌานในที่ทำงานแห่งนี้ได้ เพราะปกติแล้วเธอกับเขาจะอยู่กันคนละชั้นละแห่ง ฌานทำในส่วนของงานบริหารและดูภาพรวมของงานที่จะปล่อยออกไป ส่วนชื่นชีวาก็อย่างที่เห็น... วัน ๆ เธอวนเวียนอยู่กับงานบริการจนไม่เป็นอันทำอะไร กว่าจะมีโอกาสได้เจอกันก็ตอนที่กลับไปเจอเขาที่คอนโดฯ ซึ่งเป็นเวลาหลังเลิกงาน “คุณฌา...”เสียงคลื่นซัดสาดเข้าฝั่งอย่างแผ่วเบา กลิ่นไอทะเลพัดปะทะปลายจมูกพร้อมละอองน้ำเค็ม ชื่นชีวายืนอยู่บนผืนทรายสีขาวละเอียด พร้อมกับปล่อยตัว ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสายลมที่พัดพาเข้ามาปะทะตามใบหน้าและร่างกายในวินาทีนี้ ดวงตาที่ใช้กวาดมองสิ่งรอบข้าง ทำให้ความรู้สึกของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมามันหนักหน่วงเกินกว่าจะบรรยายได้… เหตุการณ์วันนั้นยังฝังรากลึกราวกับรอยแผลที่ไม่มีวันเลือน ภาพแม่ที่เธอรัดเปลือยเปล่าบนเตียงกว้าง ในห้องที่มีพ่อบังเกิดเกล้าที่เลิกราไปนานอยู่ด้วย มันทำลายความเชื่อหลายอย่างที่เธอเคยคิดเอาไว้หลังจากเรื่องแตก ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็พังยับ วรรณรสาถูกโตมรฟ้องหย่าและตัดขาดทุกสิทธิ์ และกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่กรอกหูลูกคนนี้มาตลอดว่าเกลียดชัง แต่เวลาไม่กี่เดือนที่พ้นผ่าน พ่อแท้ ๆ ของเธอก็หายไปเฉกเช่นวันวานอีกครั้ง เหมือนในอดีตที่เคยทำนับครั้งไม่ถ้วน… การกระทำของผู้ใหญ่สร้างปมในใจให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว ซึ่งชื่นชีวาเคยคิดเล่น ๆ ว่าจะมีบ้างไหมที่ความอดทนของเธอหมดลง และจะมีวันไหนที่เธอหลุดพ้นจากเงาของท่าน ในเมื่อเธอทั้งรัก ทั้งหวาดกลัว จะให้แลกกับอะไรก
แต่คนที่วางตัวเป็นเจ้าเหนือหัวมาตลอดกลับไม่คิดกลัว วรรณสราตวาดกลับไปบ้างเมื่อเห็นท่าทีของชื่นชีวา หากแต่วินาทีต่อมาเธอก็ต้องช็อกจนตาตั้ง เมื่อมองเห็นว่าภายในห้องชุดสุดหรูในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สามคน หากแต่ยังมีร่างสูงใหญ่ของฌานที่มองมาด้วยสายตาอาฆาต “นังแจ่ม!”ชื่นชีวาสะอื้นฮัก เธอส่ายหน้าแรง ๆ น้ำตาไหลไม่หยุด ไม่อยากฟังคำพูดของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป “แม่… ทำไมต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องกลับไปหาผู้ชายคนนี้อีก… ทั้งที่แม่เคยสัญญา”“แกไม่ต้องมาสาระแนเรื่องของฉัน” วรรณรสาลุกขึ้นยืนพร้อมกับจับจ้องไปที่ร่างสูงใหญ่ของฌานที่ยืนอยู่ไม่ไกล และกำลังจะเอื้อมมือเข้าไปกระชากหรือไม่ก็ตบตีลูกสาวคนโต คนที่เป็นสาเหตุของความฉิบหายทุกอย่าง… แต่เรื่องมันยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้นน่ะสิ ผ่านไปไม่นานก็เป็นเธอเสียเองที่หมดเรี่ยวแรง ร่างกายที่มีเพียงผ้าห่มคลุมไว้ทรุดลงกับพื้นพร้อมกับหยุดน้ำตาที่ไหลพราก เมื่อข้างนอกไม่ได้มีแค่ฌานยืนอยู่อีกต่อไป หากแต่มีร่างสูงใหญ่อันคุ้นตาเดินเข้ามาสมทบอีกขั้น และคราวนี้ก็กลายเป็นเธอที่ยอมจำนนต่อทุกอย่าง… “คุณใหญ่”ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเต็
หลังจากที่ได้ปฏิเสธคะนึงนิจไป หลังจากที่ได้กลายเป็นที่พึ่งหลักของชื่นชีวา และหลังจากที่รู้ว่าเธอไม่คิดที่จะปิดบังความจริงจากเขา แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของตัวเองก็ตาม ฌานก็เข้าใจบางอย่าง…“ไม่ต้องกลัว ชีวิตของเธอหลังจากนี้จะดีขึ้นกว่าเดิมฉันรับประกัน…”หลังจากที่ให้คำยืนยัน ฌานก็ยกมือเคาะประตูสองสามครั้ง แม้ไม่มีเสียงตอบรับแต่เขาก็ได้ยินฝีเท้าของใครสักคนเดินเข้ามาใกล้ราวกับคนที่อยู่ข้างในรอคอยการมาเยือนของชื่นชีวาอย่างใจจดใจจ่ออย่างไรอย่างนั้น ไม่นานประตูบานใหญ่ก็เปิดออกก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะโผเข้ากอดคนที่มาเยือนทันทีแสร้งทำเป็นคิดถึงเต็มกำลัง“แจ่มใสลูกพ่อ… นี่หนูโตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย” พยัคฆ์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ยินดีมาก ๆ ก่อนจะรั้งร่างอวบอัดของคนเป็นลูกเข้ามาในห้องพักสุดหรู “มาลูกเข้ามาในนี้เถอะ พ่อเพิ่งสั่งอาหารลงไปเดี๋ยวก็คงขึ้นมาส่ง”“แล้วแม่ล่ะคะ” ชื่นชีวาฝืนตัวเอาไว้ เพราะอยากรู้เสียก่อนว่าคนเป็นแม่อยู่ที่นี่จริง ๆ หรือเปล่า หากไม่จำเป็นต้องรอให้อีกฝ่ายตอบคำถามอะไรออกมา เธอก็สะท้านในอกเมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้ของคนเป็นแม่วางเกลื่อนกลาด ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเ
ถ้าไม่หวังให้คนเป็นลูกเลี้ยงดู พ่อที่เพิ่งออกมาจากคุกจะหวังอะไรกัน แต่ท่านอาจจะลืมไปว่าเธอไม่ใช่แม่… ชื่นชีวาไม่ใช่วรรณรสา ผู้หญิงที่ขาดความยับยั้งชั่งใจและมองว่าคนอื่นโง่กว่าตัวเองเสมอมาซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์พิศวาสให้ต้องระลึกถึงยามเมื่อเจอหน้ากัน ถึงขั้นที่ต้องมารื้อฟื้นความทรงจำอะไรอย่างนั้น และเธอเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตอย่างนี้มากใครจะว่าอกตัญญูก็ช่างเถอะ… ชื่นชีวาสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อาณัติของแม่ได้คนเดียวเท่านั้น แค่ถูกวรรณรสาจิกหัวใช้ในทุกวัน อย่างไรเธอก็ตั้งใจว่าจะทนไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย แต่เท่าที่ดูในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีพ่อเพิ่มเข้ามาอีกคน บอกตรง ๆ ว่าเธอไม่มีทางรับไหว และที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้น คือเธอรังเกียจและรับไม่ได้กับสิ่งที่พวกท่านทำ“แจ่มขอโทษค่ะแม่ แต่แจ่มรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ไหวอีกต่อไป”เพราะมีน้องต้องปกป้อง มีชีวิตที่เหลือของตัวเองเป็นเดิมพัน… ทันทีที่คนเป็นพ่อวางสายไป โดยที่แม่ไม่มีโอกาสได้ทราบว่าเราสองคนคุยกัน ชื่นชีวาก็ตัดสินใจปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มทิ้งเป็นครั้งสุดท้ายรวบรวมความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน และพยายามนึกถึงความเจ็บช้ำของตัวเองกับใบหน้า
ทันทีที่ปลายสายเอ่ยทัก ชื่นชีวาก็วางโดยอัตโนมัติ… เพราะต่อให้นานเหลือเกินที่ไม่ได้เจอหน้า แต่เธอก็จำเสียงของท่านได้เป็นอย่างดี มือเรียวสั่นน้อย ๆ ขณะที่ดึงกลับมาไว้ที่เดิม และภาพของท่านก็วนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้งคืนที่ฝนตกในห้องเช่ารูหนูกลางชุมชนแออัด เสียงของแม่ที่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดยังคงชัดเจนในความทรงจำ เด็กหญิงชื่นชีวาในวัยสิบขวบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าหลังเก่าเห็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองถูกกระชากผม ตบตี ไม่เพียงเท่านั้นยังกระทืบซ้ำด้วยฝีมือของคนเป็นพ่อที่พ่นถ้อยคำหยาบคายออกมาสารพัดอย่างภาพเหล่านั้น นอกเหนือจากที่มันจะทำให้เธอรักแม่มาก ในทางเดียวกันมันก็ทำให้ภาพของพ่อ ไม่ต่างอะไรจากอสุรกายที่เจอเมื่อไรก็จำเป็นต้องวิ่งหนีสุดกำลัง… และสิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็คือบอกให้แม่รู้ตัวเสียก่อน ท่านจะต้องทราบว่าพ่อออกมาจากคุกแล้ว ก่อนที่อะไร ๆ มันจะแย่ลง ก่อนที่ชีวิตของเราสองคนแม่ลูกจะย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายเหมือนวันวานชื่นชีวาจึงตัดสินใจกดโทรหาแม่ของตนทันทีทันใด แต่คนที่อยู่ปลายสายก็ไม่มีท่าทีว่าจะรับ ดังนั้นเธอเลยตัดสินใจโทรเข้าบ้านหลังใหญ่ของลุงโตมรซึ่งคนที่มารับกลับเป็นนิ
แน่นอนว่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อน มันส่งผลให้ชื่นชีวาอกสั่นขวัญแขวนยังไม่หาย แต่ด้วยความเอาใจใส่ที่ฌานมี ในตอนนี้ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง อย่างน้อยที่สุดเธอก็สามารถเดินทางมาทำงานได้ด้วยตัวเอง แม้จะเปลี่ยนจากการขึ้นรถเมล์เป็นการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันแทนก็ตาม และในเวลากลับก็อาศัยเจ้านายหนุ่มกลับบ้าน ซึ่งไม่รู้จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานถึงเมื่อไรชื่นชีวาไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง ไม่แน่ เธออาจจะใช้ความหวาดกลัวของตัวเองเป็นข้ออ้างอาศัยความใจดีของเขาตีเนียน เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเขาต่อไป ต่อให้ไม่ได้มีอะไรกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ไม่อยากตัดความสัมพันธ์นี้จนขาดสะบั้น หากแต่เป็นเพราะลืมไปแน่ ๆ เลยว่าแท้จริงแล้วโลกนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับเขาสองคนเธอเพิ่งมาตื่นก็ในวันที่หญิงงามอย่างคะนึงนิจปรากฏในสายตา“แจ่มใส ช่วยทำเครื่องดื่มไปเสิร์ฟให้แขกหน่อยได้ไหมจ๊ะ”แน่นอนว่าหน้าที่ของเด็กใหม่อย่างเธอมันย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แม้ไม่อยากจะไปแค่ไหน แต่ชื่นชีวาก็จำเป็นต้องตกปากรับคำ ร่างอวบอัดจึงต้องเดินสะโหลสะเหลไปชงเครื่องดื่ม เตรียมน้ำและขนมเข้าไปบริการ ‘ตัวจริง’ ของผู้เป็นนาย ทันทีที่เดินไปถึงหน







