Masukแต่เพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มของชื่นชีวาก็ต้องหายวับ เรียวปากโค้งมนเมื่อสักครู่ก็กลับกลายเป็นเหยียดตรง แก้มที่แดงระเรื่อตลอดเวลาก็แปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด ไม่เพียงเท่านั้นดวงตาเฉี่ยวสวยคู่งามก็ยังเต็มไปด้วยความหม่นหมอง เมื่อมีโอกาสได้เห็นว่าฌานไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากยังมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนข้างกาย
แถมแขนของทั้งสองคนยังเกาะเกี่ยวกันไว้ ไม่บอกก็ควรรับรู้ได้ ว่าความสัมพันธ์ที่มีให้กันนั้น มันลึกซึ้งเกินกว่าที่จะเป็นคนรู้จัก ซึ่งความใกล้ชิดในระดับนี้... แม้แต่เพื่อนสนิทก็เป็นไม่ได้ เพียงแต่ชื่นชีวาไม่เคยเห็นมาก่อน อันที่จริงไม่ยักจะรู้ด้วยว่าเขามีผู้หญิงคนอื่น เมื่อความสัมพันธ์ลับ ๆ ของเธอกับเขายังคงดำเนินต่อไปเช่นปกติ ชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีว่าจะเลิกรากับเธอ ความต้องการของเขายังคงสม่ำเสมอ และบางทีก็มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเธอไม่ได้เป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อน หากแต่อยู่ในวัยทำงานที่ไปไหนมาไหนแบบอิสระได้ “หมายความว่ายังไง...” ชื่นชีวาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกชัดเจนว่าเสียใจด้วยความที่ยังเป็นเด็ก ด้วยอายุที่ห่างกันถึงสิบปี... เธอจึงไม่สามารถควบคุมสีหน้าและความรู้สึกของตัวเองได้อย่างที่อีกฝ่ายทำ แม้จะทราบดีว่าอย่าให้ใครรู้ลึกตื้นหนาบางของความสัมพันธ์ที่มีให้กันไปมากกว่าการที่เธอเป็นน้องสาวต่างสายเลือดของเขา หากในยามที่เข้าตาจนจริง ๆ คนที่ชัดเจนมาตลอดว่ารู้สึกอย่างไร ก็เก็บสีหน้าไม่ได้ นอกจากความขาวซีด ยังเหยเก อีกทั้งคำถามที่เอ่ยออกไปยังทำให้ชายหนุ่มเกิดความไม่พอใจ “ไปกันเถอะครับ” นอกจากนั้นฌานยังเมินเฉย ไม่คิดจะตอบคำถามและเลือกที่จะเดินผ่านหน้าเธอไปพร้อมกับปล่อยให้แขนล่ำถูกสาวสวยคนนั้นควงไว้อย่างไม่เกรงใจสายตาชาวบ้าน ซึ่งชื่นชีวาได้แต่มองตามด้วยความเจ็บช้ำจะว่าไปแล้วนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอมีโอกาสได้เข้าใจแบบจริงจังว่าเรื่องราวของเธอกับเขาคงเป็นไปไม่ได้ ที่ผ่านมาเธอก็เอาแต่หลอกตัวเองว่าสักวันเขาคงใจอ่อน ช่วงเวลาดี ๆ ที่มีร่วมกันคงทำให้เกิดความผูกพัน และมันน่าจะเหนียวแน่นมากพอที่จะยึดโยงสองใจไว้ ทั้งที่ความเป็นจริงก็รู้อยู่แก่ใจ ชายหนุ่มเองก็พูดตั้งแต่ต้น... เขาไม่คิดจะแต่งงาน ไม่อยากมีครอบครัว และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนก็เป็นแค่เพียงความต้องการทางร่างกาย จะไม่มีการพัฒนาไปเป็นอย่างอื่นที่มากกว่านี้ ชื่นชีวารู้มาตลอดมากกว่านั้นเธอยังเข้าใจเขาดีด้วยความรัก ความหลงใหล ความสงสาร ความเห็นใจ ที่มากที่สุดก็คงเป็นความเข้าใจที่เธอมีให้ เพราะรู้ว่าที่ผ่านมาเขาต้องพบเจอเรื่องราวเลวร้ายอะไรบ้างจึงทำให้เธอยอมรับเงื่อนไขของเขา และยัดเยียดตัวเองให้อยู่เคียงข้างกับชายหนุ่ม ทั้งที่สิ่งเดียวที่เขาต้องการจากเธอก็คือปลดปล่อยความต้องการทางกายก็เท่านั้น เธอไม่ได้คิดเผื่อเลยว่าวันหนึ่งสิ่งที่เขาเคยพูดไว้อาจกลายเป็นแค่ลมปากลอย ๆ ถ้าวันหนึ่งฌานได้มีโอกาสเจอคนที่ถูกใจ เจอผู้หญิงที่ตรงใจเขาจริง ๆ อะไรพวกนั้นอาจกลายเป็นโมฆะ และเธอเองก็ต้องเป็นฝ่ายที่เสียใจ เมื่อเธอแสดงออกชัดเจนว่ารักเขาตลอดมา ตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้ากระทั่งวันนี้... แม้จะต้องเจอกับการหักหาญน้ำใจสักกี่ครั้ง แต่มันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของเธอได้เลย โง่จริง ๆ ด้วย โง่เหมือนอย่างที่ท่านพูดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน “แจ่มใส ช่วยหาน้ำหาท่าไปเสิร์ฟให้แขกหน่อยได้ไหมจ๊ะ” “ได้ค่ะ” ชื่นชีวารับคำสั่งด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะภาพที่เห็นก่อนหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะงานชงกาแฟแล้วด้วยเรียกได้ว่า เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ชื่นชีวาไม่เพียงแค่ถามว่าแต่ละคนจะเอากาแฟประเภทไหน แต่ทุกครั้งของทุกคนเธอจะถามด้วยว่าเอาหวาน ไม่หวาน แล้วถ้าหวานจะเอากี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ต่างจากพนักงานร้านกาแฟทั่วไป ถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก เข้าขั้นชำนิชำนาญก็ว่าได้ เพราะนอกจากหญิงสาวจะเรียนเก่ง ทำงานบ้านเก่งแล้ว งานอื่น ๆ ชื่นชีวาก็เก่งไม่แพ้กันด้วยความที่เป็นคนที่ชอบเรียนรู้ ชอบทำงานเก็บเงินเนื่องจากเข็ดขยาดกับความจนที่เคยเผชิญก่อนหน้า เมื่อมีเวลา เมื่อมีโอกาส เธอก็จะหางานพิเศษทำ... และร้านกาแฟก็เป็นตัวเลือกที่ทำได้อันดับต้น ๆ ของเด็กพาร์ตไทม์อย่างเธอ การชงกาแฟจึงเป็นอะไรที่ง่ายมาก ชื่นชีวาทำให้คนในแผนกพอใจจนเป็นที่กล่าวขาน และมันคงดังไปถึงหูเลขาฯ สาวของผู้เป็นนายอย่างฌาน เพราะเพียงไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้รับมอบหมายในการเตรียมน้ำ เตรียมขนมเข้าไปให้ชายหญิงที่เพิ่งเดินเข้าไป ชื่นชีวารู้อยู่แล้วว่าฌานดื่มแค่กาแฟดำ ส่วนผู้หญิงคนนั้นเธอก็เลือกที่จะเตรียมน้ำส้มกับกาแฟส้มโดยเสิร์ฟคู่กับขนมเค้กชิ้นสวยที่พี่เลขาไว้วานให้เด็กคนอื่นไปซื้อให้ เรียกได้ว่าเอาอกเอาใจแขกสาวคนนี้ราวกับเป็นคนสำคัญของเจ้านาย เมื่อเสร็จแล้วก็ยกไปเสิร์ฟ แน่นอนว่าจิตใจของชื่นชีวาย่อมห่อเหี่ยว เพราะต่อให้ไม่รู้ว่าชายหนุ่มคิดอย่างไรกับตน แต่ก็เธอก็มั่นคงในความรู้สึกของตัวเอง กับฌานแล้ว... เขาเป็นยิ่งกว่ารักแรกพบของเธอเลยด้วยซ้ำพอบวกกับความรู้สึกผิดที่แม่ของเธอได้ทำกับเขาไว้ ไม่ว่าเขาต้องการอะไร เธอก็พร้อมจะมอบให้ทุกอย่าง เช่นนั้นแล้ว ตอนที่เดินเข้าไปหลังจากที่ได้รับอนุญาตแทนที่จะทำสีหน้าไม่พอใจเหมือนที่เผลอทำก่อนหน้า หญิงสาวกลับเลือกที่จะยิ้มออกมาให้อีกฝ่าย ยิ่งกับผู้หญิงที่นั่งเคียงข้างเขาที่โซฟากว้างแล้วด้วยยิ่งแสดงถึงความเป็นมิตรอย่างไม่ปิดบัง “ขอบคุณนะคะ” คะนึงนิจกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ไม่เพียงเท่านั้นยังเอ่ยชมเสียงคลื่นซัดสาดเข้าฝั่งอย่างแผ่วเบา กลิ่นไอทะเลพัดปะทะปลายจมูกพร้อมละอองน้ำเค็ม ชื่นชีวายืนอยู่บนผืนทรายสีขาวละเอียด พร้อมกับปล่อยตัว ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสายลมที่พัดพาเข้ามาปะทะตามใบหน้าและร่างกายในวินาทีนี้ ดวงตาที่ใช้กวาดมองสิ่งรอบข้าง ทำให้ความรู้สึกของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมามันหนักหน่วงเกินกว่าจะบรรยายได้… เหตุการณ์วันนั้นยังฝังรากลึกราวกับรอยแผลที่ไม่มีวันเลือน ภาพแม่ที่เธอรัดเปลือยเปล่าบนเตียงกว้าง ในห้องที่มีพ่อบังเกิดเกล้าที่เลิกราไปนานอยู่ด้วย มันทำลายความเชื่อหลายอย่างที่เธอเคยคิดเอาไว้หลังจากเรื่องแตก ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็พังยับ วรรณรสาถูกโตมรฟ้องหย่าและตัดขาดทุกสิทธิ์ และกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่กรอกหูลูกคนนี้มาตลอดว่าเกลียดชัง แต่เวลาไม่กี่เดือนที่พ้นผ่าน พ่อแท้ ๆ ของเธอก็หายไปเฉกเช่นวันวานอีกครั้ง เหมือนในอดีตที่เคยทำนับครั้งไม่ถ้วน… การกระทำของผู้ใหญ่สร้างปมในใจให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว ซึ่งชื่นชีวาเคยคิดเล่น ๆ ว่าจะมีบ้างไหมที่ความอดทนของเธอหมดลง และจะมีวันไหนที่เธอหลุดพ้นจากเงาของท่าน ในเมื่อเธอทั้งรัก ทั้งหวาดกลัว จะให้แลกกับอะไรก
แต่คนที่วางตัวเป็นเจ้าเหนือหัวมาตลอดกลับไม่คิดกลัว วรรณสราตวาดกลับไปบ้างเมื่อเห็นท่าทีของชื่นชีวา หากแต่วินาทีต่อมาเธอก็ต้องช็อกจนตาตั้ง เมื่อมองเห็นว่าภายในห้องชุดสุดหรูในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สามคน หากแต่ยังมีร่างสูงใหญ่ของฌานที่มองมาด้วยสายตาอาฆาต “นังแจ่ม!”ชื่นชีวาสะอื้นฮัก เธอส่ายหน้าแรง ๆ น้ำตาไหลไม่หยุด ไม่อยากฟังคำพูดของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป “แม่… ทำไมต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องกลับไปหาผู้ชายคนนี้อีก… ทั้งที่แม่เคยสัญญา”“แกไม่ต้องมาสาระแนเรื่องของฉัน” วรรณรสาลุกขึ้นยืนพร้อมกับจับจ้องไปที่ร่างสูงใหญ่ของฌานที่ยืนอยู่ไม่ไกล และกำลังจะเอื้อมมือเข้าไปกระชากหรือไม่ก็ตบตีลูกสาวคนโต คนที่เป็นสาเหตุของความฉิบหายทุกอย่าง… แต่เรื่องมันยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้นน่ะสิ ผ่านไปไม่นานก็เป็นเธอเสียเองที่หมดเรี่ยวแรง ร่างกายที่มีเพียงผ้าห่มคลุมไว้ทรุดลงกับพื้นพร้อมกับหยุดน้ำตาที่ไหลพราก เมื่อข้างนอกไม่ได้มีแค่ฌานยืนอยู่อีกต่อไป หากแต่มีร่างสูงใหญ่อันคุ้นตาเดินเข้ามาสมทบอีกขั้น และคราวนี้ก็กลายเป็นเธอที่ยอมจำนนต่อทุกอย่าง… “คุณใหญ่”ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเต็
หลังจากที่ได้ปฏิเสธคะนึงนิจไป หลังจากที่ได้กลายเป็นที่พึ่งหลักของชื่นชีวา และหลังจากที่รู้ว่าเธอไม่คิดที่จะปิดบังความจริงจากเขา แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของตัวเองก็ตาม ฌานก็เข้าใจบางอย่าง…“ไม่ต้องกลัว ชีวิตของเธอหลังจากนี้จะดีขึ้นกว่าเดิมฉันรับประกัน…”หลังจากที่ให้คำยืนยัน ฌานก็ยกมือเคาะประตูสองสามครั้ง แม้ไม่มีเสียงตอบรับแต่เขาก็ได้ยินฝีเท้าของใครสักคนเดินเข้ามาใกล้ราวกับคนที่อยู่ข้างในรอคอยการมาเยือนของชื่นชีวาอย่างใจจดใจจ่ออย่างไรอย่างนั้น ไม่นานประตูบานใหญ่ก็เปิดออกก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะโผเข้ากอดคนที่มาเยือนทันทีแสร้งทำเป็นคิดถึงเต็มกำลัง“แจ่มใสลูกพ่อ… นี่หนูโตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย” พยัคฆ์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ยินดีมาก ๆ ก่อนจะรั้งร่างอวบอัดของคนเป็นลูกเข้ามาในห้องพักสุดหรู “มาลูกเข้ามาในนี้เถอะ พ่อเพิ่งสั่งอาหารลงไปเดี๋ยวก็คงขึ้นมาส่ง”“แล้วแม่ล่ะคะ” ชื่นชีวาฝืนตัวเอาไว้ เพราะอยากรู้เสียก่อนว่าคนเป็นแม่อยู่ที่นี่จริง ๆ หรือเปล่า หากไม่จำเป็นต้องรอให้อีกฝ่ายตอบคำถามอะไรออกมา เธอก็สะท้านในอกเมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้ของคนเป็นแม่วางเกลื่อนกลาด ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเ
ถ้าไม่หวังให้คนเป็นลูกเลี้ยงดู พ่อที่เพิ่งออกมาจากคุกจะหวังอะไรกัน แต่ท่านอาจจะลืมไปว่าเธอไม่ใช่แม่… ชื่นชีวาไม่ใช่วรรณรสา ผู้หญิงที่ขาดความยับยั้งชั่งใจและมองว่าคนอื่นโง่กว่าตัวเองเสมอมาซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์พิศวาสให้ต้องระลึกถึงยามเมื่อเจอหน้ากัน ถึงขั้นที่ต้องมารื้อฟื้นความทรงจำอะไรอย่างนั้น และเธอเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตอย่างนี้มากใครจะว่าอกตัญญูก็ช่างเถอะ… ชื่นชีวาสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อาณัติของแม่ได้คนเดียวเท่านั้น แค่ถูกวรรณรสาจิกหัวใช้ในทุกวัน อย่างไรเธอก็ตั้งใจว่าจะทนไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย แต่เท่าที่ดูในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีพ่อเพิ่มเข้ามาอีกคน บอกตรง ๆ ว่าเธอไม่มีทางรับไหว และที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้น คือเธอรังเกียจและรับไม่ได้กับสิ่งที่พวกท่านทำ“แจ่มขอโทษค่ะแม่ แต่แจ่มรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ไหวอีกต่อไป”เพราะมีน้องต้องปกป้อง มีชีวิตที่เหลือของตัวเองเป็นเดิมพัน… ทันทีที่คนเป็นพ่อวางสายไป โดยที่แม่ไม่มีโอกาสได้ทราบว่าเราสองคนคุยกัน ชื่นชีวาก็ตัดสินใจปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มทิ้งเป็นครั้งสุดท้ายรวบรวมความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน และพยายามนึกถึงความเจ็บช้ำของตัวเองกับใบหน้า
ทันทีที่ปลายสายเอ่ยทัก ชื่นชีวาก็วางโดยอัตโนมัติ… เพราะต่อให้นานเหลือเกินที่ไม่ได้เจอหน้า แต่เธอก็จำเสียงของท่านได้เป็นอย่างดี มือเรียวสั่นน้อย ๆ ขณะที่ดึงกลับมาไว้ที่เดิม และภาพของท่านก็วนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้งคืนที่ฝนตกในห้องเช่ารูหนูกลางชุมชนแออัด เสียงของแม่ที่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดยังคงชัดเจนในความทรงจำ เด็กหญิงชื่นชีวาในวัยสิบขวบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าหลังเก่าเห็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองถูกกระชากผม ตบตี ไม่เพียงเท่านั้นยังกระทืบซ้ำด้วยฝีมือของคนเป็นพ่อที่พ่นถ้อยคำหยาบคายออกมาสารพัดอย่างภาพเหล่านั้น นอกเหนือจากที่มันจะทำให้เธอรักแม่มาก ในทางเดียวกันมันก็ทำให้ภาพของพ่อ ไม่ต่างอะไรจากอสุรกายที่เจอเมื่อไรก็จำเป็นต้องวิ่งหนีสุดกำลัง… และสิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็คือบอกให้แม่รู้ตัวเสียก่อน ท่านจะต้องทราบว่าพ่อออกมาจากคุกแล้ว ก่อนที่อะไร ๆ มันจะแย่ลง ก่อนที่ชีวิตของเราสองคนแม่ลูกจะย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายเหมือนวันวานชื่นชีวาจึงตัดสินใจกดโทรหาแม่ของตนทันทีทันใด แต่คนที่อยู่ปลายสายก็ไม่มีท่าทีว่าจะรับ ดังนั้นเธอเลยตัดสินใจโทรเข้าบ้านหลังใหญ่ของลุงโตมรซึ่งคนที่มารับกลับเป็นนิ
แน่นอนว่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อน มันส่งผลให้ชื่นชีวาอกสั่นขวัญแขวนยังไม่หาย แต่ด้วยความเอาใจใส่ที่ฌานมี ในตอนนี้ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง อย่างน้อยที่สุดเธอก็สามารถเดินทางมาทำงานได้ด้วยตัวเอง แม้จะเปลี่ยนจากการขึ้นรถเมล์เป็นการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันแทนก็ตาม และในเวลากลับก็อาศัยเจ้านายหนุ่มกลับบ้าน ซึ่งไม่รู้จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานถึงเมื่อไรชื่นชีวาไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง ไม่แน่ เธออาจจะใช้ความหวาดกลัวของตัวเองเป็นข้ออ้างอาศัยความใจดีของเขาตีเนียน เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเขาต่อไป ต่อให้ไม่ได้มีอะไรกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ไม่อยากตัดความสัมพันธ์นี้จนขาดสะบั้น หากแต่เป็นเพราะลืมไปแน่ ๆ เลยว่าแท้จริงแล้วโลกนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับเขาสองคนเธอเพิ่งมาตื่นก็ในวันที่หญิงงามอย่างคะนึงนิจปรากฏในสายตา“แจ่มใส ช่วยทำเครื่องดื่มไปเสิร์ฟให้แขกหน่อยได้ไหมจ๊ะ”แน่นอนว่าหน้าที่ของเด็กใหม่อย่างเธอมันย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แม้ไม่อยากจะไปแค่ไหน แต่ชื่นชีวาก็จำเป็นต้องตกปากรับคำ ร่างอวบอัดจึงต้องเดินสะโหลสะเหลไปชงเครื่องดื่ม เตรียมน้ำและขนมเข้าไปบริการ ‘ตัวจริง’ ของผู้เป็นนาย ทันทีที่เดินไปถึงหน







