Masukชื่นชีวาถึงไม่บ่น แม้มีบ้างที่น้อยใจ หากในแต่ละวันเธอก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนที่ดีที่สุดของการที่คนเป็นแม่ปฏิบัติกับเธอราวกับไม่ใช่ลูกที่คลอดมา คือการที่เธอรู้จักที่จะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ในที่ทางของตัวเอง ไม่ขวนขวาย ไม่ชูคอ ต่อให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบมาไกลเกินฝัน แม้จะเจอเรื่องแย่ ๆ ในแต่ละวัน แต่พอได้มองชีวิตที่ไม่ได้ขัดสน ไม่ถึงขั้นลำบากก็ทำให้เกิดเป็นความพอใจและยอมรับความเป็นไปโดยไม่หวังอะไรสูงส่งไปมากกว่าความเป็นจริง
“ออกไปเดินเล่นกับพี่ที่ตลาดไหมหนูแจ่ม” เมื่อแต่งหน้าแต่งตัวให้กับแม่และน้องเสร็จสรรพ ชื่นชีวาก็เดินลงมาจากชั้นสอง ก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องนอนเล็กของตัวเอง ซึ่งระหว่างทางที่ก้าวไปนั่น หญิงสาวก็ต้องยิ้มออกมาเมื่อเดินสวนกับพี่นิ่ม แล้วอีกฝ่ายก็เอ่ยปากชวนไปเที่ยวนอกบ้าน “ตอนนี้หรือคะ” “อือ ไปไหม?” ซึ่งตลาดที่ว่าตั้งอยู่หน้าปากซอยเดินไปห้าหกร้อยเมตรก็ถึง ในวันที่ไม่ต้องทำกับข้าวเลี้ยงเจ้านาย นิ่มมักจะออกไปหาของชอบจำพวกอาหารอีสาน หรือไม่ก็ของกินหายากที่ตลาดนัด ซื้อมาตั้งวงกินกันหลังบ้านกับเหล่าคนงานด้วยกัน “วันนี้ไม่ไหวจริง ๆ ค่ะ แจ่มเหนื่อยมากเลย” ชื่นชีวาทำหน้าตาเหมือนคนที่วิญญาณหลุดลอย เธอเหนื่อยจริง ๆ เหนื่อยมาก ๆ เพราะต้องตื่นตั้งแต่เช้ามาทำอาหาร ออกไปทำงานรับศึกหนักที่คอนโดของฌาน หลังจากกลับบ้านมาก็ต้องเตรียมตัวให้แม่กับน้อง เดี๋ยวดึก ๆ ก็ต้องแบกสังขารมารับใช้คุณนายวรรณรสาอีก ให้ไปเดินเตร็ดเตร่เหมือนทุกครั้งที่ไปกับนิ่มคงไม่ไหว “งั้นอยากกินอะไรไหม เดี๋ยวพี่ซื้อมาให้” ซึ่งนิ่มก็ใจดีกับเธอเสมอต้นเสมอปลาย นอกจากจะไม่รบเร้า ยังเสนอตัวซื้อของมาให้ “เอาขนมครกไหม หนูแจ่มชอบกินนี่นา” “ไม่เป็นไรค่ะ แจ่มว่าจะอาบน้ำนอน รอแม่กับน้องกลับมา” “โอเค งั้นก็ไปพักผ่อนเถอะนะ” ชื่นชีวายิ้มรับ พยักหน้ารับ... พอลับร่างของนิ่มไป ลูกสาวคนโตของวรรณรสาก็เดินเข้าห้องนอนของตัวเองซึ่งไม่ต่างอะไรกับห้องพักถูก ๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันสองคนกับแม่ก่อนหน้านี้ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นก็คือโถงกว้างว่างเปล่า ไร้เตียง ไร้เครื่องปรับอากาศ สิ่งเดียวที่มอบความสะดวกสบายให้กับหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกคนหนึ่งของภรรยาเจ้าของบ้าน ก็คือพัดลมสีพาสเทลที่ชื่นชีวาเก็บเงินค่าขนมซื้อเองเมื่อหลายปีก่อน ด้านข้างของห้องเป็นตู้เล็ก ๆ เป็นช่อง ที่หญิงสาวใช้เก็บหนังสือ เก็บของใช้และทำเป็นโต๊ะเครื่องแป้งในคราวเดียวกัน ด้านในสุดของห้องนั้นเป็นตู้เสื้อผ้าซึ่งเปิดเข้าไปก็พบกับชุดเครื่องนอน มีท็อปเปอร์ หมอน ผ้าห่มพร้อมสรรพ ส่วนเสื้อผ้านั้นมีไม่กี่ชุดหรอก เนื่องจากว่าเธอไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอยสักเท่าไร ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นชุดนักศึกษาและตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นชุดทำงาน มีสามชุดและต้องใส่ซ้ำไปซ้ำมาห้าวัน ในเวลาที่เข้าไปอาบน้ำ หญิงสาวต้องซักผ้าไปด้วยในบางครั้ง แต่ถ้าวันไหนเหนื่อยมาก ๆ อย่างเช่นวันนี้ ชื่นชีวาก็แค่หยิบอุปกรณ์อาบน้ำกับเสื้อผ้าของตัวเองเดินไปหลังบ้าน และเข้าไปชำระร่างกายเพียงอย่างเดียว ไม่ถือว่าเป็นเรื่องยาก แม้มองดูแล้วการใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม แต่คนที่เคยผ่านความลำบากมาก่อนชนิดที่ต้องอดมื้อกินมื้อ บางวันไม่มีเงินไปโรงเรียน บางเทอมต้องถูกทวงถามค่าเทอมให้เป็นที่อับอาย การใช้ชีวิตอยู่แบบนี้... มีห้องนอนส่วนตัว มีข้าวให้กินทุกมื้อ มีเงินไปมหาวิทยาลัยทุกวันและไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ออกกลางคันจึงถือว่าการอยู่ในบ้านหลังใหญ่เป็นอะไรที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ๆ แค่ต้องทนน้อยใจเอาหน่อยกับการมองแม่ของตัวเองลอยล่องอยู่ข้างบน แม้มีความเป็นแม่เป็นลูกที่ผูกโยงกันอยู่ แต่ถึงอย่างไรชื่นชีวาก็ไม่กล้าใช้ชีวิตอย่างท่าน หรือเทียบเคียงกับคนเป็นน้องที่ครึ่งหนึ่งในตัวเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าของบ้าน ตั้งแต่ที่ย้ายเข้ามา... หญิงสาววางตัวเองไม่ต่างจากนิ่มมีสถานะที่ต้องทำงานเพื่อแลกเงินซึ่งในส่วนของเธอมันจะแปรเปลี่ยนมาเป็นที่อยู่ ข้าวปลาอาหารและค่าเล่าเรียนที่ต้องใช้ในทุกวัน และด้วยความที่วรรณรสาไม่อยากให้สามีครหาว่าเอาลูกสาวมาเป็นภาระ ตั้งใจจะเกาะเขากินเพื่อความอยู่รอดอะไรอย่างนั้น นอกเหนือจากชื่นชีวาที่คิดแนวทางการปฏิบัติตัวได้ทั้งหมดด้วยตัวเองแล้ว อยู่ในบ้านอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวแล้ว คนเป็นแม่ก็คอยย้ำตลอดเช่นกัน ว่าต่อให้เธอเป็นลูกของแม่ แต่หัวนอนปลายเท้าที่แท้จริงก็ยังไม่พ้นสภาพลูกสาวของไอ้ขี้คุกที่แม่เกลียดชัง แม่เกลียดพ่อ... ชื่นชีวาเข้าใจและยอมรับ ซึ่งนี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เธอยอมท่านทุกอย่าง สำหรับคนเป็นลูกที่เจอหน้าพ่อนับครั้งได้ และเทิดทูนคนเป็นแม่มาตลอดว่าอย่างน้อยที่สุด ต่อให้ลำบากลำบนท่านก็ไม่คิดจะทิ้งกัน เธอจึงทำทุกอย่างที่ท่านสั่งการ ต่อให้วันนี้จะมีงานทำ อีกไม่นานคงมีโอกาสได้หลุดพ้นจากบ้านที่เห็นเธอไม่ต่างอะไรกับคนรับใช้ แต่เธอก็ไม่คิดจะทิ้งแม่... ถ้าท่านไม่สั่ง หญิงสาวก็คงไม่ไปไหน จะอยู่อย่างนี้ต่อไป แม้ว่าทุกวันนี้ไม่ใช่แค่แม่ที่มองเธอเป็นทาสก็ตาม และดูเหมือนว่ายิ่งโตขึ้นคนเป็นน้องก็มีสายตาไม่แตกต่างซึ่งต่อให้มีที่ไปจริง ๆ จะด่าว่าเธอโง่ก็ได้ เพราะชื่นชีวาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงยังอยากจะอยู่ตรงนี้... มันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ยึดโยงเธอกับแม่ไว้ ซึ่งมันมากกว่ารัก มีค่ามากกว่าความผูกพัน เป็นอะไรที่บรรยายไม่ได้จริง ๆเสียงคลื่นซัดสาดเข้าฝั่งอย่างแผ่วเบา กลิ่นไอทะเลพัดปะทะปลายจมูกพร้อมละอองน้ำเค็ม ชื่นชีวายืนอยู่บนผืนทรายสีขาวละเอียด พร้อมกับปล่อยตัว ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสายลมที่พัดพาเข้ามาปะทะตามใบหน้าและร่างกายในวินาทีนี้ ดวงตาที่ใช้กวาดมองสิ่งรอบข้าง ทำให้ความรู้สึกของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมามันหนักหน่วงเกินกว่าจะบรรยายได้… เหตุการณ์วันนั้นยังฝังรากลึกราวกับรอยแผลที่ไม่มีวันเลือน ภาพแม่ที่เธอรัดเปลือยเปล่าบนเตียงกว้าง ในห้องที่มีพ่อบังเกิดเกล้าที่เลิกราไปนานอยู่ด้วย มันทำลายความเชื่อหลายอย่างที่เธอเคยคิดเอาไว้หลังจากเรื่องแตก ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็พังยับ วรรณรสาถูกโตมรฟ้องหย่าและตัดขาดทุกสิทธิ์ และกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่กรอกหูลูกคนนี้มาตลอดว่าเกลียดชัง แต่เวลาไม่กี่เดือนที่พ้นผ่าน พ่อแท้ ๆ ของเธอก็หายไปเฉกเช่นวันวานอีกครั้ง เหมือนในอดีตที่เคยทำนับครั้งไม่ถ้วน… การกระทำของผู้ใหญ่สร้างปมในใจให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว ซึ่งชื่นชีวาเคยคิดเล่น ๆ ว่าจะมีบ้างไหมที่ความอดทนของเธอหมดลง และจะมีวันไหนที่เธอหลุดพ้นจากเงาของท่าน ในเมื่อเธอทั้งรัก ทั้งหวาดกลัว จะให้แลกกับอะไรก
แต่คนที่วางตัวเป็นเจ้าเหนือหัวมาตลอดกลับไม่คิดกลัว วรรณสราตวาดกลับไปบ้างเมื่อเห็นท่าทีของชื่นชีวา หากแต่วินาทีต่อมาเธอก็ต้องช็อกจนตาตั้ง เมื่อมองเห็นว่าภายในห้องชุดสุดหรูในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สามคน หากแต่ยังมีร่างสูงใหญ่ของฌานที่มองมาด้วยสายตาอาฆาต “นังแจ่ม!”ชื่นชีวาสะอื้นฮัก เธอส่ายหน้าแรง ๆ น้ำตาไหลไม่หยุด ไม่อยากฟังคำพูดของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป “แม่… ทำไมต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องกลับไปหาผู้ชายคนนี้อีก… ทั้งที่แม่เคยสัญญา”“แกไม่ต้องมาสาระแนเรื่องของฉัน” วรรณรสาลุกขึ้นยืนพร้อมกับจับจ้องไปที่ร่างสูงใหญ่ของฌานที่ยืนอยู่ไม่ไกล และกำลังจะเอื้อมมือเข้าไปกระชากหรือไม่ก็ตบตีลูกสาวคนโต คนที่เป็นสาเหตุของความฉิบหายทุกอย่าง… แต่เรื่องมันยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้นน่ะสิ ผ่านไปไม่นานก็เป็นเธอเสียเองที่หมดเรี่ยวแรง ร่างกายที่มีเพียงผ้าห่มคลุมไว้ทรุดลงกับพื้นพร้อมกับหยุดน้ำตาที่ไหลพราก เมื่อข้างนอกไม่ได้มีแค่ฌานยืนอยู่อีกต่อไป หากแต่มีร่างสูงใหญ่อันคุ้นตาเดินเข้ามาสมทบอีกขั้น และคราวนี้ก็กลายเป็นเธอที่ยอมจำนนต่อทุกอย่าง… “คุณใหญ่”ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเต็
หลังจากที่ได้ปฏิเสธคะนึงนิจไป หลังจากที่ได้กลายเป็นที่พึ่งหลักของชื่นชีวา และหลังจากที่รู้ว่าเธอไม่คิดที่จะปิดบังความจริงจากเขา แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของตัวเองก็ตาม ฌานก็เข้าใจบางอย่าง…“ไม่ต้องกลัว ชีวิตของเธอหลังจากนี้จะดีขึ้นกว่าเดิมฉันรับประกัน…”หลังจากที่ให้คำยืนยัน ฌานก็ยกมือเคาะประตูสองสามครั้ง แม้ไม่มีเสียงตอบรับแต่เขาก็ได้ยินฝีเท้าของใครสักคนเดินเข้ามาใกล้ราวกับคนที่อยู่ข้างในรอคอยการมาเยือนของชื่นชีวาอย่างใจจดใจจ่ออย่างไรอย่างนั้น ไม่นานประตูบานใหญ่ก็เปิดออกก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะโผเข้ากอดคนที่มาเยือนทันทีแสร้งทำเป็นคิดถึงเต็มกำลัง“แจ่มใสลูกพ่อ… นี่หนูโตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย” พยัคฆ์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ยินดีมาก ๆ ก่อนจะรั้งร่างอวบอัดของคนเป็นลูกเข้ามาในห้องพักสุดหรู “มาลูกเข้ามาในนี้เถอะ พ่อเพิ่งสั่งอาหารลงไปเดี๋ยวก็คงขึ้นมาส่ง”“แล้วแม่ล่ะคะ” ชื่นชีวาฝืนตัวเอาไว้ เพราะอยากรู้เสียก่อนว่าคนเป็นแม่อยู่ที่นี่จริง ๆ หรือเปล่า หากไม่จำเป็นต้องรอให้อีกฝ่ายตอบคำถามอะไรออกมา เธอก็สะท้านในอกเมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้ของคนเป็นแม่วางเกลื่อนกลาด ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเ
ถ้าไม่หวังให้คนเป็นลูกเลี้ยงดู พ่อที่เพิ่งออกมาจากคุกจะหวังอะไรกัน แต่ท่านอาจจะลืมไปว่าเธอไม่ใช่แม่… ชื่นชีวาไม่ใช่วรรณรสา ผู้หญิงที่ขาดความยับยั้งชั่งใจและมองว่าคนอื่นโง่กว่าตัวเองเสมอมาซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์พิศวาสให้ต้องระลึกถึงยามเมื่อเจอหน้ากัน ถึงขั้นที่ต้องมารื้อฟื้นความทรงจำอะไรอย่างนั้น และเธอเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตอย่างนี้มากใครจะว่าอกตัญญูก็ช่างเถอะ… ชื่นชีวาสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อาณัติของแม่ได้คนเดียวเท่านั้น แค่ถูกวรรณรสาจิกหัวใช้ในทุกวัน อย่างไรเธอก็ตั้งใจว่าจะทนไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย แต่เท่าที่ดูในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีพ่อเพิ่มเข้ามาอีกคน บอกตรง ๆ ว่าเธอไม่มีทางรับไหว และที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้น คือเธอรังเกียจและรับไม่ได้กับสิ่งที่พวกท่านทำ“แจ่มขอโทษค่ะแม่ แต่แจ่มรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ไหวอีกต่อไป”เพราะมีน้องต้องปกป้อง มีชีวิตที่เหลือของตัวเองเป็นเดิมพัน… ทันทีที่คนเป็นพ่อวางสายไป โดยที่แม่ไม่มีโอกาสได้ทราบว่าเราสองคนคุยกัน ชื่นชีวาก็ตัดสินใจปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มทิ้งเป็นครั้งสุดท้ายรวบรวมความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน และพยายามนึกถึงความเจ็บช้ำของตัวเองกับใบหน้า
ทันทีที่ปลายสายเอ่ยทัก ชื่นชีวาก็วางโดยอัตโนมัติ… เพราะต่อให้นานเหลือเกินที่ไม่ได้เจอหน้า แต่เธอก็จำเสียงของท่านได้เป็นอย่างดี มือเรียวสั่นน้อย ๆ ขณะที่ดึงกลับมาไว้ที่เดิม และภาพของท่านก็วนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้งคืนที่ฝนตกในห้องเช่ารูหนูกลางชุมชนแออัด เสียงของแม่ที่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดยังคงชัดเจนในความทรงจำ เด็กหญิงชื่นชีวาในวัยสิบขวบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าหลังเก่าเห็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองถูกกระชากผม ตบตี ไม่เพียงเท่านั้นยังกระทืบซ้ำด้วยฝีมือของคนเป็นพ่อที่พ่นถ้อยคำหยาบคายออกมาสารพัดอย่างภาพเหล่านั้น นอกเหนือจากที่มันจะทำให้เธอรักแม่มาก ในทางเดียวกันมันก็ทำให้ภาพของพ่อ ไม่ต่างอะไรจากอสุรกายที่เจอเมื่อไรก็จำเป็นต้องวิ่งหนีสุดกำลัง… และสิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็คือบอกให้แม่รู้ตัวเสียก่อน ท่านจะต้องทราบว่าพ่อออกมาจากคุกแล้ว ก่อนที่อะไร ๆ มันจะแย่ลง ก่อนที่ชีวิตของเราสองคนแม่ลูกจะย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายเหมือนวันวานชื่นชีวาจึงตัดสินใจกดโทรหาแม่ของตนทันทีทันใด แต่คนที่อยู่ปลายสายก็ไม่มีท่าทีว่าจะรับ ดังนั้นเธอเลยตัดสินใจโทรเข้าบ้านหลังใหญ่ของลุงโตมรซึ่งคนที่มารับกลับเป็นนิ
แน่นอนว่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อน มันส่งผลให้ชื่นชีวาอกสั่นขวัญแขวนยังไม่หาย แต่ด้วยความเอาใจใส่ที่ฌานมี ในตอนนี้ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง อย่างน้อยที่สุดเธอก็สามารถเดินทางมาทำงานได้ด้วยตัวเอง แม้จะเปลี่ยนจากการขึ้นรถเมล์เป็นการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันแทนก็ตาม และในเวลากลับก็อาศัยเจ้านายหนุ่มกลับบ้าน ซึ่งไม่รู้จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานถึงเมื่อไรชื่นชีวาไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง ไม่แน่ เธออาจจะใช้ความหวาดกลัวของตัวเองเป็นข้ออ้างอาศัยความใจดีของเขาตีเนียน เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเขาต่อไป ต่อให้ไม่ได้มีอะไรกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ไม่อยากตัดความสัมพันธ์นี้จนขาดสะบั้น หากแต่เป็นเพราะลืมไปแน่ ๆ เลยว่าแท้จริงแล้วโลกนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับเขาสองคนเธอเพิ่งมาตื่นก็ในวันที่หญิงงามอย่างคะนึงนิจปรากฏในสายตา“แจ่มใส ช่วยทำเครื่องดื่มไปเสิร์ฟให้แขกหน่อยได้ไหมจ๊ะ”แน่นอนว่าหน้าที่ของเด็กใหม่อย่างเธอมันย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แม้ไม่อยากจะไปแค่ไหน แต่ชื่นชีวาก็จำเป็นต้องตกปากรับคำ ร่างอวบอัดจึงต้องเดินสะโหลสะเหลไปชงเครื่องดื่ม เตรียมน้ำและขนมเข้าไปบริการ ‘ตัวจริง’ ของผู้เป็นนาย ทันทีที่เดินไปถึงหน
“ปากแจ๋วเสียจริง ร้องไห้หาฉันไปตั้งเท่าไรแล้วล่ะ”“รู้ได้ยังไงคะว่าร้อง”“รู้ก็แล้วกัน”“หรือว่าคุณฌานก็ร้องเหมือนกัน” ชื่นชีวาเอียงคอมอง ตั้งใจจะแซวเล่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไมฌานถึงเลือกที่จะหลบสายตาจากนั้นก็ค่อย ๆ ผลักเธอออกจากตักอุ่น ๆ ให้นั่งเองบนโซฟา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากเอวง่าย
ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ก็เป็นเรื่องที่ฌานควรรู้ไว้... อย่างน้อยนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเลิกวุ่นวาย ด้วยการเสียเวลามากังวลกับคนที่ไม่มีค่าอย่างเธอ เมื่อถึงเวลาชื่นชีวาจึงไปยืนรอฌานที่หน้าบริษัท ส่วนชายหนุ่มเองก็ขับรถออกมารับ ไม่ได้หลบซ่อนสายตาผู้คนรอบข้างให้ดูมีพิรุธ เพราะอย่างไรแล้วทั้งคู
วรรณรสากำลังกอดอกมองดูนิ่มรื้อข้าวของ ในขณะที่นิ่มเองนั้นหน้าซีดทันทีเมื่อได้สบสายตากับชื่นชีวาซึ่งเจ้าของห้องเข้าใจว่านิ่มคงถูกบังคับจึงไม่ได้คาดโทษเอากับคนที่ลงมือทำ แต่กลับหันขวับไปมองหน้าแม่บังเกิดเกล้าด้วยความไม่พอใจใช้สายตาคาดคั้นเอาคำตอบที่เธอหวังว่ามันจะมีเหตุผลมากพอ“เพื่ออะไรคะ”คนเป็นแม่
แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร โตมรยังไม่ได้หยิบมือถือของตัวเองขึ้นมากดเลยด้วยซ้ำ จู่ ๆ ประตูบานเล็กหน้าบ้านก็ถูกเปิดออก และมีร่างที่คุ้นตาของทุกคนที่รอคอยอยู่ก้าวผ่านเข้ามา“มานู่นแล้วค่ะ” นิ่มเป็นคนเอ่ยบอกเสียงดังลั่นก่อนจะกระวีกระวาดวิ่งเข้าไปหาชื่นชีวาที่เพิ่งมาถึงบ้าน และทันทีที่ถึงตัวคนที่ทุกคนตามหา







