LOGINภาพตัณหาอันวิตถารที่แผ่หลาอยู่เบื้องหน้าดั่งอสนีบาตที่ฟาดลงกลางใจ จ้าวหานเฟิงมิอาจทนทัศนาภาพอันชวนให้ใจสั่นสะท้านนั้นได้อีกต่อไป เขารีบหันหลังกลับแล้วสาวเท้าหนีจากจุดนั้น พาร่างอันสับสนกลับมาเก็บตัวเงียบอยู่ภายในกระโจมพักของตนเพียงลำพัง
นายกองหนุ่มทิ้งกายลงนั่งพร้อมกับลมหายใจที่สั่นพร่า เขาคาดคิดไม่ถึงเลยว่า สมรภูมิเขาเทียนหลง ที่เขาตั้งมั่นจะมาจารึกนามและสร้างผลงานเกริกไกร จะกลับกลายเป็นลานระเริงกามอันบิดเบี้ยวไร้ซึ่งยางอายถึงเพียงนี้ความขัดแย้งในส่วนลึกของจิตใจเริ่มกัดกินและทุบตีอุดมการณ์ของเขาจนบอบช้ำ
เสียงเพรียกจากหัวใจ ร่ำร้องให้เขาละทิ้งเกียรติยศจอมปลอมเหล่านี้เสีย แล้วหันหลังกลับคืนสู่บ้าน... กลับไปโอบกอดเนื้อนวลของไป๋เหม่ยหลาน สตรีผู้เป็นดวงใจและมอบไออุ่นอันบริสุทธิ์ให้แก่นาง
ทว่าอีกใจหนึ่ง ภาพรอยยิ้มของฮูหยินรักยามที่เอ่ยขอตำแหน่งแม่ทัพเพื่อลูกน้อยในครรภ์กลับผุดขึ้นมาค้ำคอ เขาปรารถนาจะสร้างผลงานเพื่อครอบครัว อยากให้สายเลือดของเขาเกิดมาพร้อมความภาคภูมิใจว่าบิดาคือยอดวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน หาใช่คนขลาดที่หนีทัพกลับไปมือเปล่า
ความสับสนอลหม่านตรึงรัดร่างของเขาไว้ให้อยู่กับที่อย่างทรมาน ดำดิ่งลงสู่ห้วงความคิดจนกระทั่งแสงตะวันสุดท้ายลับขอบฟ้า ม่านราตรีอันมืดมิดเข้าคลี่คลุม พร้อมด้วยแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างเยือกเย็น ราวกับจะตอกย้ำความอ้างว้างในใจขุนศึกหนุ่ม
ในยามที่ความเงียบงันปกคลุมทั่วทั้งค่าย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารเวรนายหนึ่งก็ดังสวบสาบเข้ามาหยุดลงที่หน้ากระโจม ก่อนจะเอ่ยแจ้งสุ้มเสียงนอบน้อมทว่าเฉียบขาด
"นายกองจ้าวหานเฟิง... ท่านแม่ทัพมีบัญชาให้ท่านเข้าพบ ณ กระโจมใหญ่บัดนี้"
คำสั่งนั้นดั่งสายลมหนาวที่พัดผ่านแผ่นหลัง จ้าวหานเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ควบคุมความหวั่นไหวในอกให้สงบนิ่ง กวาดเก็บเศษเสี้ยวความล้าแล้วหยัดกายยืนขึ้นด้วยท่วงท่าองอาจเฉกเช่นพยัคฆ์หนุ่ม เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ข้าเข้าใจแล้ว... จะไปพบท่านแม่ทัพเดี๋ยวนี้"
ภายในกระโจมใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานจางๆ แม่ทัพเซียวหลงเหยียนทอดสายตามองนายกองหนุ่มที่ก้าวเข้ามาด้วยแววตาพึงใจ ใบหน้าของจอมทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนดุจผู้ใหญ่ใจดี
"เจ้ามาแล้วหรือ... มาเถิด กินอะไรเสียหน่อยก่อน ข้าให้คนครัวจัดเตรียมสำรับไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ"
จ้าวหานเฟิงซึ่งในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านและภาพตัณหาอันวิตถารที่ยังตามหลอกหลอน ได้แต่ประสานมือทำความเคารพพลางส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแผ่วเบา สุ้มเสียงของเขาแหบแห้ง
"ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา... ทว่าตัวข้ายังมิรู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อยขอรับ"
ทว่าจอมทัพผู้มากเล่ห์หาได้มีโทสะกับท่าทีห่างเหินนั้นไม่ เซียวหลงเหยียนหัวร่อเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงที่เอ่ยถัดมาเต็มไปด้วยความเข้าใจระคนอบอุ่น
"ข้ารู้... ภาพที่เจ้าได้เห็นเมื่อกลางวันย่อมกระทบกระเทือนจิตใจของเจ้ายิ่งนัก แต่ถึงแม้เจ้าจะรู้สึกขัดเคืองใจเพียงใด ก็ควรมีสิ่งใดตกถึงท้องบ้าง"
จอมทัพเว้นจังหวะพลางขยับกายเข้ามาใกล้ แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้บรรยากาศในกระโจมดูเล็กลงไปถนัดตา ก่อนที่เขาจะหว่านล้อมด้วยเหตุผลที่แทงใจดำนักรบหนุ่มที่สุด
"เรามาที่สมรภูมิแห่งนี้ก็เพื่อปกปักษ์รักษาบ้านเมือง หากพรุ่งนี้ศัตรูบุกโจมตีแล้วเจ้ากลับไร้สิ้นเรี่ยวแรงเพราะมิได้กินข้าวปลา เกรงว่ามิใช่เพียงตัวเจ้าที่จะทอดร่างเป็นศพ... แต่เหล่าทหารในสังกัดที่เชื่อใจเจ้า คงต้องพลอยล้มตายไปด้วยเพราะความขลาดเขลาของผู้นำ"
ถ้อยคำชักจูงอันเฉียบคมที่ยกเอาชีวิตของพี่น้องทหารและหน้าที่ต่อแผ่นดินขึ้นมาอ้าง ดั่งโซ่ตรวนที่ตรึงให้จ้าวหานเฟิงมิอาจดิ้นรนปฏิเสธได้อีกต่อไป นายกองหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น แววตาไหวระริกด้วยความจำนน ในเมื่อจอมทัพผู้เกรียงไกรกล่าวถึงเพียงนี้ ชายชาตรีผู้รักในเกียรติยศเช่นเขาย่อมต้องก้มหน้ารับความปรารถนาดีอันเคลือบแคลงนี้ไว้ด้วยความนอบน้อม
ภายในกระโจมอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงขยับถ้วยชามแผ่วเบา แม่ทัพเซียวหลงเหยียนทอดสายตาจับจ้องนายกองหนุ่มที่กำลังฝืนกลืนก้อนคำข้าวลงท้อง นัยน์ตาของจอมทัพผู้สูงวัยกว่าหาได้แฝงความเมตตาเฉกเช่นวาจาที่เอ่ยอ้างไม่ ทว่ามันกลับลุกโชนด้วยไฟตัณหาอันหยาบโล้นและเต็มไปด้วยความปรารถนาจะครอบครอง ยิ่งเห็นพยัคฆ์หนุ่มเบื้องหน้าพยายามดิ้นรนรักษาระยะห่างและปิดกั้นตนเองมากเพียงใด สัญชาตญาณนักล่าในกายของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านอยากจะสยบเหยื่อล้ำค่าชิ้นนี้ให้ราบคาบมากเท่านั้น
แม้ในราตรีที่ผ่านมา เขาจะเคยลักลอบเชยชมตักตวงความหวานจากร่างที่ไร้สติของจ้าวหานเฟิงไปแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าความสุขสมทางกายยามลักหลับ... ไหนเลยจะสู้ความหฤหรรษ์ยามที่อีกฝ่ายยอมจำนนและสมยอมด้วยตนเอง
จอมทัพกระตุกยิ้มลึก น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทำลายความอึดอัดขึ้นมาอีกครา
"ข้าได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเจ้ามาไม่น้อย... ทหารหนุ่มผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเพชรเม็ดงามกอปรด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลม และมีความเชื่อมั่นในตัวเองเหนือผู้ใด เจ้าจงกินให้อิ่มท้องเสียเถิด หลังจากนี้ข้ามีสิ่งหนึ่งจะให้เจ้าได้ทดสอบดู... แล้วเราค่อยมาเจรจาเรื่องสำคัญกัน"
หลังจากจ้าวหานเฟิงฝืนจัดการกับอาหารในสำรับจนหมดสิ้น แม่ทัพเซียวหลงเหยียนก็ผุดลุกขึ้นแล้วนำพานายกองหนุ่มก้าวออกสู่ภายนอกกระโจม
บรรยากาศยามราตรีแห่งสมรภูมิเขาเทียนหลงถูกอาบฉาบด้วยแสงสีส้มแดงจากเปลวคบเพลิงที่สั่นไหว ทอดเงาร่างทมิฬของเหล่าทหารหาญที่บัดนี้พากันระเริงสวาทเกลือกกลั้วกันอย่างไม่อายฟ้าดิน บ้างก็ร่ำสุราสรวลเสเฮฮาหวังดับความกลัวด้วยน้ำเปลี่ยนนิสัย บ้างก็ส่งเสียงเอื้อนเอ่ยพร่ำเพ้อถึงความฝันและบ้านเกิดเมืองนอนอันห่างไกล ทัศนียภาพอันวิตถารและเปี่ยมด้วยสัญชาตญาณดิบนี้ยังคงทิ่มแทงหัวใจอันรักในเกียรติยศของจ้าวหานเฟิงจนต้องเบือนหน้าหนี
ทว่า จุดหมายที่จอมทัพพาเขาเดินฝ่ากองทัพกามารมณ์มุ่งหน้าไปนั้น คือกระโจมหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวติดกับลานกว้างอันเงียบสงบ ราวกับแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แยกตัวออกมาจากความฟอนเฟะทั้งมวล เซียวหลงเหยียนจงใจพานายกองหนุ่มมาพบกับบุรุษผู้หนึ่ง... บุรุษผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์และไม่ยอมขายศักดิ์ศรีดุจเดียวกับจ้าวหานเฟิง
เมื่อม่านกระโจมถูกเปิดออก เงาร่างของยอดทหารนายหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา
"นายกองเสิ่นหลันซิน... เจ้าช่วยเป็นคู่มือให้จ้าวหานเฟิงเสียหน่อยเถิด ข้าปรารถนาจะยลฝีไม้ลายมือของพยัคฆ์หนุ่มผู้นี้สักเล็กน้อย" สุ้มเสียงทรงอำนาจของจอมทัพสั่งการ บุรุษนามเสิ่นหลันซิน ขยับกายลุกขึ้นยืนตรงพลางประสานมืออย่างนอบน้อมดุดัน "ขอรับท่านแม่ทัพ"
เสิ่นหลันซินในวัยสามสิบสามปี เป็นชายชาตรีผู้กอปรด้วยความสง่างาม ผิวพรรณกร้านแดดและแววตาที่ผ่านโลกมามากขับเน้นให้เขาดูองอาจผ่าเผยสมกับเป็นทหารเสือผู้ผ่านศึกหนัก ทว่าในส่วนลึกของนัยน์ตาคู่นั้นกลับซ่อนเร้นความหม่นหมองบางอย่างเอาไว้ ประหนึ่งกระดาษขาวที่ถูกละเลงด้วยน้ำหมึกสีดำ... มันคือสายตาของคนที่รู้ดีว่า จุดจบของบุรุษผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีใต้เงื้อมมือของราชสีห์ตนนี้ มีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายแพงเพียงใด!
สิ้นคำบัญชาของจอมทัพ บรรยากาศรอบลานกว้างก็พลันเหน็บหนาวลงฉับพลัน ทั้งจ้าวหานเฟิงและเสิ่นหลันซินต่างก้าวเท้าเข้าสู่ลานประลองช้าๆ แสงจากเปลวคบเพลิงสะท้อนปลาบปลาบบนคมศาสตราวุธฝึกซ้อมที่ไร้คม ทว่ากลับแผ่รังสีสังหารข่มขวัญกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันสนั่นลั่นลานกว้างเป็นสัญญาณเปิดฉาก จ้าวหานเฟิงขยับกายทะยานเข้าใส่ก่อนด้วยท่วงท่าอันปราดเปรียวเฉกเช่นพยัคฆ์หนุ่ม เพลงดาบของเขาเฉียบคม ดุดัน และเที่ยงตรงดั่งตำราพิชัยยุทธ์สลักไว้ ชายหนุ่มตวัดคมดาบฟาดฟันเข้าใส่จุดตายของคู่ต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังใช้ความสดใหม่ของร่างกายและสติปัญญาอันล้ำเลิศกดดันให้อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
ทว่า เสิ่นหลันซินในวัยสามสิบสามปีกลับนิ่งสงบดั่งขุนเขา บุรุษผู้ผ่านสมรภูมิเลือดมานับครั้งไม่ถ้วนเพียงเบี่ยงกายหลบเลี่ยงอย่างแผ่วเบา ท่วงท่าของเขาหาได้งดงามไร้ที่ติเหมือนจ้าวหานเฟิงไม่ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและเด็ดขาด
เมื่อเห็นช่องว่าง เสิ่นหลันซินก็พลิกแพลงคมดาบอย่างรวดเร็วราวกับอสรพิษฉกกัด เขาไม่ได้ต้านรับตรงๆ แต่ใช้แรงปะทะของจ้าวหานเฟิงสะท้อนกลับไป คมดาบฝึกขยับวาดเป็นวงโค้งแปลกประหลาด รุกไล่โจมตีจากทิศทางที่คาดไม่ถึงจนจ้าวหานเฟิงถึงกับใจหายวาบ!
‘กระบวนท่าอันใดกัน... เหตุใดจึงพลิกแพลงไร้รูปแบบเช่นนี้!’
หัวใจของเพชรเม็ดงามแห่งแผ่นดินสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมตามไรผม ยามที่ต้องฝืนรับแรงกระแทกจากคมดาบอันหนักหน่วงของรุ่นพี่ ขากรรไกรของเขาขบเข้าหากันแน่น ทุกครั้งที่ดาบปะทะกัน จ้าวหานเฟิงรู้สึกราวกับกำลังต่อสู้กับห้วงน้ำหลากที่ยากจะคาดเดาทิศทาง ประสาทสัมผัสที่ผ่านการฝึกในตำรามาอย่างดี กลับเริ่มรวนเรเมื่อต้องเผชิญกับกลยุทธ์ฆ่าคน ที่กลั่นกรองมาจากสมรภูมิจริงของเสิ่นหลันซิน
เวลาผ่านไปเพียงชั่วธูปดับ เห็นได้ชัดว่าเสิ่นหลันซินเริ่มครองความเหนือกว่าอยู่ก้าวหนึ่ง ร่างองอาจของรุ่นพี่ขยับรุกคืบ กดดันจนจ้าวหานเฟิงต้องก้าวถอยร่นเพื่อต้านรับอย่างยากลำบาก
เคร้ง! เกร้ง!
คมดาบสุดท้ายปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟ จ้าวหานเฟิงสลัดดาบออกพยายามจะตั้งหลักใหม่ ทว่าก่อนที่พยัคฆ์หนุ่มจะทันขยับกาย สุ้มเสียงอันทรงอำนาจก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"พอได้แล้ว... พวกเจ้าทั้งสองทำได้ดีมาก"
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนที่นั่งเฝ้ามองอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด สายตาคมปลาบของจอมทัพจับจ้องไปยังเรือนร่างของจ้าวหานเฟิงที่กำลังหอบหายใจจนอกเพื่อม ผิวเนื้อใต้สาบเสื้อชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อสะท้อนแสงคบเพลิงเป็นเงามันวาว แววตาของราชสีห์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความกระหาย... ช่างเป็นภาพการต่อสู้ที่ดิ้นรนและงดงาม เสียจนเขาอยากจะลิ้มรสพยัคฆ์หนุ่มตัวนี้ให้เร็วขึ้นไปอีก!
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







