Masuk"เมื่อรู้ตัวว่ากำลังอุ้มท้องสายเลือดของจอมอ๋องทมิฬ นางจึงโยนป้ายชายาเอกทิ้งแล้วหอบครรภ์หนี! สตรีที่ท่านรักเชิญรับจวนไปเถิด ส่วนข้าจะหนีไปเป็นหมอหญิงอันดับหนึ่งในใต้หล้า... ทว่าเหตุใดจอมอ๋องผู้หยิ่ง??
Lihat lebih banyakบทนำ: ตราหยกนี้ ข้าขอคืนให้
สายลมเหมันต์พัดผ่านระเบียงทางเดินที่ทอดยาว พอบานหน้าต่างไม้แกะสลักถูกกระแทกเปิดออก เปลวเทียนภายในโถงใหญ่ก็พากันสั่นไหวราวกับหวาดกลัวพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอก
เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ประธานที่สลักลวดลายพยัคฆ์เหิน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติ ทว่าดวงตาที่ทอดมองมากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในสระบัวกลางฤดูหนาว เขามีกลิ่นอายของความตายและอำนาจที่กดทับจนผู้คนในโถงแทบไม่กล้าหายใจแรง
เขาก็คือ หลิงเทียนซู จอมอ๋องผู้กุมอำนาจทางการทหารและเครือข่ายนักฆ่าที่เหี้ยมโหดที่สุดในแคว้น
ทว่าในค่ำคืนนี้ สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องไปที่ศัตรูทางการเมือง หากแต่กำลังมองสตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
มู่หรงหนิงอันยืนตัวตรงแผ่นหลังตั้งฉาก อาภรณ์สีแดงสดที่สวมใส่ขับเน้นผิวขาวผ่องและเรือนร่างให้ดูเย้ายวน ทว่าใบหน้าของนางกลับเรียบเฉย ไร้ซึ่งแววตารักใคร่หลงใหลเฉกเช่นกาลก่อน ปิ่นทองคำระย้าที่ประดับบนเรือนผมดำขลับส่งเสียงกระทบกันเบาๆ ยามที่นางขยับตัว
ข้างกายของจอมอ๋อง คือสตรีร่างบอบบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ นางกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หางตา พลางช้อนตามองหนิงอันด้วยความหวาดกลัวและน่าสงสาร
"มู่หรงหนิงอัน..." น้ำเสียงของหลิงเทียนซูทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยโทสะ "เจ้าวางยาสลบทหารยาม ลักลอบเข้าไปในห้องเก็บสมุนไพรของจวนเพื่อขโมยบัวหิมะพันปี ทั้งๆ ที่รู้ว่าหว่านเอ๋อร์จำเป็นต้องใช้มันเพื่อรักษาโรคหอบหืด เจ้ายังมีจิตใจอยู่หรือไม่!"
หนิงอันแค่นยิ้มมุมปาก นางปรายตามองสตรีดอกบัวขาวที่แสร้งทำตัวอ่อนแอ ก่อนจะละสายตากลับมาที่ผู้เป็นสามีตามนิตินัย
"โรคหอบหืดหรือ?" หนิงอันเลิกคิ้วขึ้น "สมุนไพรฤทธิ์เย็นจัดเช่นบัวหิมะ หากผู้ป่วยโรคหอบหืดสูดดมหรือกลืนกินเข้าไป อาการย่อมกำเริบจนหลอดลมตีบตันและสิ้นใจภายในครึ่งชั่วยาม ท่านอ๋อง... ท่านเก่งกาจเรื่องการบดขยี้กระดูกศัตรู ทว่าเรื่องศาสตร์การแพทย์ ท่านกลับถูกสตรีผู้นี้หลอกใช้จนตาบอด"
"บังอาจ!" หลิงเทียนซูตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ถ้วยชาดินเผาแตกกระจาย "เจ้าอิจฉาริษยานางจนถึงขั้นเสียสติไปแล้วหรือ หากไม่ใช่เพราะราชโองการสมรสพระราชทาน เจ้าคิดว่าสตรีที่มีจิตใจคับแคบเช่นเจ้า จะได้ก้าวเท้าเข้ามาเป็นชายาเอกในจวนของข้าได้หรือ!"
คำพูดนั้นราวกับมีดนับพันเล่มที่กรีดแทงลงบนร่างของเจ้าของร่างเดิม แต่มู่หรงหนิงอันในตอนนี้หาใช่สตรีโง่งมที่เอาแต่โหยหาความรักจากบุรุษไร้ใจอีกต่อไป นางคือผู้ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้ทางการแพทย์และการปรุงยาที่ลึกล้ำ และที่สำคัญที่สุด...
มือเรียวบางเลื่อนลงมาแตะที่หน้าท้องของตนเองอย่างแผ่วเบา ภายใต้ชุดผ้าไหมสีแดงที่พริ้วไหว มีสายเลือดของจอมปีศาจผู้นี้กำลังเติบโตขึ้น หากนางยังรั้งอยู่ที่นี่ ทารกน้อยย่อมไม่อาจมีชีวิตรอดท่ามกลางสงครามชิงอำนาจในเรือนหลังและวังวนการเมืองของเขาได้
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนจะโยนตราประทับหยกสีเลือด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งชายาเอกจอมอ๋อง ลงบนพื้นหินอ่อนตรงหน้าหลิงเทียนซู
เสียงหยกกระทบพื้นดังกังวานไปทั่วโถงใหญ่ ทำให้ดวงตาของจอมอ๋องเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
"นี่เจ้าทำอะไร..."
"ท่านอ๋องกล่าวถูกต้องแล้ว" หนิงอันเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงของนางดังกังวานและหนักแน่น "ข้าไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้ และข้าก็เหนื่อยหน่ายที่จะต้องมาแย่งชิงเศษเสี้ยวความเมตตาจากบุรุษที่ไม่มีหัวใจให้ข้า"
นางหันไปมองสตรีชุดขาวที่บัดนี้หน้าซีดเผือด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในจวนต้องตะลึงงัน
"ตราหยกนี้ ข้าขอคืนให้ ตำแหน่งชายาเอกจวนอ๋อง ข้าไม่ต้องการอีกต่อไป! สตรีที่ท่านรัก เชิญรับจวนนี้ไปเถิด..." หนิงอันหมุนตัวหันหลังให้บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน ชายกระโปรงสีแดงสะบัดพริ้วดุจเปลวเพลิงท่ามกลางความมืด "ส่วนข้า... จะขอไปให้ไกลสุดหล้า ชั่วชีวิตนี้อย่าได้พบพานกันอีกเลย!"
สิ้นคำประกาศิต มู่หรงหนิงอันก็ก้าวเดินออกจากห้องโถงใหญ่ ทิ้งจวนอ๋องที่เต็มไปด้วยความจอมปลอมไว้เบื้องหลัง นางก้าวเข้าสู่พายุฝนที่โหมกระหน่ำ โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว คือการรักษาชีวิตของตนเองและสายเลือดในครรภ์ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของบิดาผู้เหี้ยมโหด!
ทว่านางหารู้ไม่ว่า การหันหลังเดินจากมาในคืนนี้ จะเป็นการปลุกสัญชาตญาณการตามล่าของอ๋องปีศาจที่หลับใหล ให้ตื่นขึ้นมาพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาตัวนางอย่างบ้าคลั่งในเวลาต่อมา!
บทที่ 19: ปลดโซ่ตรวน..ความมืดมิดและกลิ่นเหม็นอับชื้นของราตะไคร่ ลอยคละคลุ้งอยู่ภายในคุกใต้ดินของเมืองเย่เฉิง ที่นี่คือสถานที่คุมขังนักโทษอุกฉกรรจ์ที่รอวันประหาร เสียงหยดน้ำจากเพดานหินกระทบพื้นดังสะท้อนไปตามโถงทางเดินที่สลัวด้วยแสงคบเพลิงริบหรี่อู๋หมิงเดินตามหลังพ่อบ้านสวีและพัศดีผู้คุมคุกเข้าไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของเรือนจำ เสียงฝีเท้าของผู้นำหอปรโลกเงียบกริบดุจเงา แตกต่างจากผู้คุมที่เดินขาสั่นเทาเมื่อต้องเข้าใกล้กรงขังในสุด"ทะ... ท่านผู้คุ้มกัน" พัศดีหันมากล่าวกับอู๋หมิงด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "นักโทษกุยซินผู้นี้ วิกลจริตและดุร้ายยิ่งนัก แม้จะถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กกล้าทะลุกระดูกไหปลาร้ามาถึงสามปี แต่เขาก็ยังเคยกัดหูผู้คุมที่เข้าไปส่งข้าวปลาจนขาดกระจุย ท่านต้องระวังตัวให้ดีนะขอรับ"อู๋หมิงไม่ได้ตอบรับ เขามองลอดลูกกรงเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าท่อนแขนเข้าไปด้านในท่ามกลางกองฟางที่เปียกชื้นและเน่าเหม็น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่ สภาพของเขาไม่ต่างจากเดรัจฉานที่ถูกทอดทิ้ง เรือนผมยาวรุงรังพันกันเป็นสังกะตังบดบังใบหน้า เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่ปกปิดร่างกายที่ผ่ายผอมจนเห็นซี่โครง ทว่าสิ่
บทที่ 18: ข้อแลกเปลี่ยนแห่งจวนเจ้าเมืองรถหน้าเทียมม้าคันใหญ่ของโรงหมอไป๋เฉ่าแล่นผ่านถนนสายหลักของเมืองเย่เฉิง มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองอันเป็นที่ตั้งของจวนเจ้าเมือง ภายในรถม้า มู่หรงหนิงอันนั่งหลับตาทำสมาธิ ทบทวนขั้นตอนการรักษาอยู่ในหัว อาภรณ์สีเขียวอ่อนของนางถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีเทาหม่นเพื่อความรัดกุม ม่านผ้าโปร่งสีขาวบนหมวกปีกกว้างทิ้งตัวลงมาปิดบังใบหน้าจนมิดชิดข้างกายของนางคืออู๋หมิงในคราบผู้ติดตามและผู้คุ้มกัน เขาสวมชุดผ้าฝ้ายสีเข้ม พกดาบเล่มยาวไว้ข้างเอว แววตาคมกริบคอยสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวภายนอกผ่านม่านหน้าต่างรถม้า"จวนเจ้าเมืองคุ้มกันแน่นหนากว่าปกติ" อู๋หมิงเอ่ยทำลายความเงียบ "มีทหารยามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ข่าวลือที่ว่าเจ้าเมืองป่วยหนักปางตายคงเป็นความจริง ญาติพี่น้องและขุนนางใต้บังคับบัญชาคงกำลังเตรียมแก่งแย่งอำนาจกันหากเขาตายนอกตำแหน่ง""ความตายของผู้นำ มักเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเสมอ" หนิงอันลืมตาขึ้น น้ำเสียงของนางเรียบสนิท "แต่ความวุ่นวายนั้น จะเป็นบันไดให้พวกเราเหยียบย่างขึ้นไป"เมื่อรถม้าจอดเทียบหน้าประตูจวนอันโอ่อ่า ทหารยามสองนายก็ยกหอกขึ้นขวางทางทันที
บทที่ 17: การปรากฏตัวของ 'กุยซิน'เวลาหนึ่งเดือนแห่งการ 'อยู่ไฟ' ล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่าสงบเงียบ ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาของหอปรโลกและม่านลวงตาที่ มู่หรงหนิงอันสร้างขึ้น สายลับของหอเงาที่ซุ่มดูอยู่ภายนอกต่างก็ทยอยถอนกำลังไปเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงคนกวาดถนนที่คอยจับตาดูอยู่ห่างๆ ตามคำสั่งสุดท้ายของหลิงเทียนซู ซึ่งรายงานกลับไปต้าฉิงเพียงว่า หมอหญิงเสิ่นยังคงไม่ปรากฏตัว และน่าจะกลายเป็นคนพิการติดเตียงไปแล้วเช้าตรู่วันที่สามสิบเอ็ด สายลมฤดูสารทพัดพาใบไม้เปลี่ยนสีร่วงหล่นลงสู่พื้นดินภายในห้องพักชั้นสามของโรงหมอไป๋เฉ่า หน้าต่างไม้ที่ถูกปิดตายมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม บัดนี้ถูกชุยจู๋ผลักเปิดออกกว้าง แสงแดดอุ่นๆ ของยามเช้าและสายลมบริสุทธิ์พัดผ่านตาข่ายเหล็กบางๆ เข้ามาปะทะใบหน้า ขับไล่ความอับชื้นและกลิ่นยาต้มที่อวลอยู่ในห้องมาเนิ่นนานมู่หรงหนิงอันยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ นางเพิ่งได้อาบน้ำอุ่นที่ต้มด้วยสมุนไพรหอมระเหยเป็นครั้งแรกในรอบเดือน คราบไคลและความเหนื่อยล้าถูกชำระล้างออกไปจนหมดสิ้น ผิวพรรณของนางกลับมาขาวผ่องอมชมพูดุจกลีบดอกอิงฮวา แม้รูปร่างจะยังไม่กลับมาเพรียวบางเท่าก่อ
บทที่ 16: รอยร้าวในใจพยัคฆ์ณ นครหลวงแห่งแคว้นต้าฉิง ระยะทางห่างไกลจากเมืองเย่เฉิงนับพันลี้สายลมเหมันต์พัดกระโชกแรงจนกิ่งไม้แห้งกรอบสั่นไหว ภายในจวนอ๋องทมิฬที่เคยยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศที่อึมครึมและกดดันจนเหล่าบ่าวไพร่แทบไม่กล้าหายใจแรง ตั้งแต่หลิงเทียนซูกลับมาจากการเดินทางเยือนแคว้นเว่ยด้วยสภาพที่อ่อนเพลียและเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องหนังสือ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบแม้แต่เซียวหว่านเอ๋อร์สตรีที่เขาเคยโปรดปรานภายในห้องหนังสือที่จุดเตาผิงจนร้อนระอุ หลิงเทียนซูนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยความหยิ่งยโส บัดนี้ซูบผอมลงเล็กน้อย ใต้ดวงตามีรอยคล้ำจางๆ จากการอดนอน เขากำลังพยายามรวบรวมสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อโคจรลมปราณตามวิชาที่ฝึกปรือมาตั้งแต่เด็กทว่า เพียงแค่เขารีดเค้นพลังจากจุดตันเถียนให้ไหลเวียนขึ้นมาถึงกลางอก ความรู้สึกปวดแปลบราวกับถูกเข็มเหล็กนับพันเล่มทิ่มแทงก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง!"อึก!"จอมอ๋องทมิฬเบิกตากว้าง ร่างกายกำยำกระตุกเกร็ง มือหนาที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้กำแน่นจนสั่นสะท้าน เขาต้องรีบสลายพลังลมปราณทิ้ง

















