LOGINขันทีเฒ่าก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนหน้าตำหนักด้วยท่าทางเร่งรีบ ปลายเท้ายังไม่ทันหายเปื้อนฝุ่นก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแหลมสูงกังวาน “ซ่งเหม่ยเหรินฝ่าบาททรงเชิญท่านเข้าตำหนักจี๊เล่อเพื่อปรนนิบัติ” ดวงตาของซ่งเหม่ยเหรินเบิกกว้างขึ้นทันที ความตกใจวูบหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในอก ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความดีใจ หัวใจในอกเต้นรำรัวอย่างควบคุมไม่อยู่ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นเต้น แล้วเอ่ยถามซ้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย“ท่านขันทีหมายความว่าฝ่าบาททรงต้องการให้ข้าเข้าตำหนักจี๊เล่อหรือ” ขันทีพยักหน้า“เหม่ยเหริน…เชิญ”“ตอนนี้ฝ่าบาททรงพระเกษมสำราญ…ซ่งเหม่ยเหรินนี่คือวาสนาของเจ้าแล้วนะยังไม่รีบตามท่านขันทีเข้าตำหนักไปอีก”หรงกุ้ยเฟยหันมาบอกเธอ(หลีโม่เจ้าปั่นหัวข้าครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งยังหยามเกียรติข้าวันนี้ยังทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคืองและระแวงข้าจนทำให้ข้าต้องยอมตัดแขนขาของตนเองทิ้ง ข้าจะต้องสับเจ้าให้เป็นหมื่นชิ้นเพื่อระบายความแค้นในใจนี้ให้จงได้) กุ้ยเฟยยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจัด นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีเพลิงสุมอก เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากผสมปนเปกับรอยน้ำตาแห่งความคับแค้น
“เราไม่ยักษ์จะรู้ว่ากุ้ยเฟยยังสามารถเป็นเจ้าของตำหนักจี๊เล่อได้อีกคน” น้ำเสียงไม่ได้ดังขึ้นแม้แต่น้อย แต่กลับกดบรรยากาศโดยรอบจนหนักอึ้ง หรงกุ้ยเฟยนิ่งไป ใบหน้าที่เคยมั่นใจค่อย ๆ ซีดลง ท่าทีห่างเหินนั้นแตกต่างจากทุกครั้งที่เขาเคยปฏิบัติต่อนางอย่างสิ้นเชิงหรงกุ้ยเฟยกำชายแขนเสื้อแน่น ความเงียบของนางไม่ได้ช่วยปกปิดความสั่นไหวในแววตาเลยแม้แต่น้อย นางเพิ่งเข้าใจในตอนนั้นเองว่า สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การที่ฝ่าบาททรงโกรธ แต่คือการที่ความไว้ใจซึ่งเคยมีให้นางกำลังหายไปทีละน้อย(สิ่งที่นายพรานใส่ใจที่สุดคือการได้เป็นผู้ที่คุมสนามล่าแต่เพียงผู้เดียว โจวเหยียนเขาจะยอมให้คนอื่นมาแทรกแซงสนามล่าของเขาได้อย่างไร) ตำหนักจี๊เล่ออาจดูเหมือนสถานที่ที่เขาใช้ตามอำเภอใจ แต่สำหรับโจวเหยียนแล้ว ที่นี่คือพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโดยสมบูรณ์ ทุกคนที่ก้าวเข้ามาล้วนต้องอยู่ภายใต้กฎของเขา แม้แต่คนที่เขาเคยโปรดปรานมากที่สุดก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องสิ่งที่เขาถือว่าเป็นของตนหลีโม่ก้มมองปลายแขนเสื้อของตนเอง ก่อนจะยิ้มบาง ๆตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดความโกรธของโจวเหยียนจึงรุนแรงกว่าที่คิด“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ” “เป็น
หรงกุ้ยเฟยถึงกับเบิกตากว้าง “ทำไมถึงเป็นเจ้า!หลีโม่เจ้ายังมีชีวิตอยู่อีกหรือ” “กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงหม่อมฉันไม่ควรอยู่ที่นี่หรือเพคะ” รอยยิ้มเย็นชาที่มุมปากของหลีโม่ราดรดลงบนความเย่อหยิ่งของเธอราวกับน้ำกรด ความโกรธเกรี้ยวสายหนึ่งพุ่งพล่านขึ้นมาจนหน้ามืด ร่างทั้งร่างสั่นด้วยความแค้นและตื่นกลัว“ไม่…เป็นไปไม่ได้นอกจากข้าแล้วจะมีคนอื่นที่ปรนนิบัติในตำหนักจี๊เล่อได้อย่างไรฝ่าบาทล่ะ นังแพศยาเจ้าทำอะไรลงไป”“หม่อมฉันทำอะไรอย่างนั้นหรือไม่ใช่เหนียงเหนียงหรอกหรือเพคะที่สั่งทหารออกไปและช่วยให้หม่อมฉันเข้าตำหนักจี๊เล่อด้วยตัวเอง”“หรือว่า เจ้าจงใจยั่วโมโหข้าเพื่อล่อให้ข้าพาเจ้าเข้าตำหนักจี๊เล่อ” “ที่แท้…กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงก็ยังฉลาดกว่าสุกรอยู่ไม่กี่ส่วนนะเพคะ” “นังแพศยาเจ้าบังอาจหลอกข้า” กุ้ยเฟยหวีดร้องออกมาด้วยความบันดาลโทสะ ความกลัวก่อนหน้านี้มลายหายสิ้น เหลือเพียงความเดือดดาลที่แผดเผาสติสัมปชัญญะ เธอง้างมือเรียวบางที่สวมปลายนิ้วทองคำประดับอัญมณี หมายจะตบลงบนใบหน้าของคนที่บังอาจหยามเกียรติด้วยความรุนแรงเพื่อให้หายแค้น ทว่า...ฝ่ามือนั้นยังไปไม่ถึงใบหน้าของหลีโม่ มือข้างหนึ่งเอื้อมคว้าข้อมือของก
“ช่างบังอาจนัก หลีโม่ไม่กลัวว่าเราจะขังเจ้าไว้ในตำหนักจี๊เล่อด้วยหรือทุกคนในตำหนักจี๊เล่อแห่งนี้ต่างก็บอกว่าที่นี่คือขุมนรก”“ในสายตาของหลีโม่คนที่ทำให้หม่อมฉันไม่พอใจก็คือคนเลวและคนเลวก็สมควรตกนรกเพคะฝ่าบาททรงเป็นโอรสสวรรค์จะสร้างนรกไว้ในวังแล้วมันจะเป็นอะไรไปเพคะ”“คนที่รู้ใจเรามีเพียงหลีโม่เท่านั้น” “อีกอย่างหากหม่อมฉันได้อยู่ในตำหนักจี๊เล่อแห่งนี้เพื่อร่วมสำราญกับฝ่าบาททุกเมื่อเชื่อวันแล้วจะมีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ล่ะเพคะ” โจวเหยียนหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ น้ำเสียงหัวเราะทุ้มต่ำสะท้อนอยู่ภายในตำหนักจี๊เล่อ เขามองหลีโม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพอใจ ราวกับคำพูดตรงไปตรงมาของนางได้ทำให้ความเบื่อหน่ายที่มีมาตลอดทั้งวันจางหายไปจนหมด“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า เราชอบความตรงไปตรงมาของเจ้าแบบนี้ที่สุดเราจะทำให้เจ้าค่อยๆรักเราเข้าจริงๆและสยบแทบเท้าเรา” เขาก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะช้อนตัวหลีโม่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย แขนแข็งแรงโอบร่างนางไว้แนบอกโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ตั้งตัวหลีโม่เหลือบมองเขาเล็กน้อย แต่ไม่ได้ดิ้นรน เพียงปล่อยให้โจวเหยียนอุ้มเดินผ่านประตูตำหนักเข้าไปด้านในภาพในอดีตค่อย ๆปรากฏขึ้นในความทรงจำของหล
“ตรงนั้น คนที่ถูกมัดอยู่คือสายลับของชนเผ่าแดนเหนือเราสั่งให้คนห้ามเลือดให้เขาและให้กินโสมกับเห็ดหลินจือเพื่อยื้อชีวิตไว้ คิดว่าคงจะทนผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ไม่มีปัญหา และนั่นคือจิ้งเฟยเราพานางเข้าสู่ตำหนักจี๊เล่อแต่นางกลับบังอาจว่าเราเป็นทรราชและรังเกียจเรา”หลีโม่หันไปดูก็พบหญิงสาวถูกล่ามตรึงแขนขาอยู่กลางอากาศ “แต่ว่าผิวพรรณของนางถูกใจเราที่สุดเราทำใจทิ้งไม่ลงจริงๆ นี่คือสาวงามจากแดนตะวันตกงดงามมากเราดีกับนางมากแต่นางกลับพยายามลอบสังหารเราในงานเลี้ยงฉลองวันเกิด แต่นางเชี่ยวชาญเรื่องบนเตียงช่างเป็นสัตรีที่น่าทึ่ง ดังนั้นเราจึงพานางมาที่ตำหนักจี๊เล่อนี้”สิ้นคำพูดของเขา หลีโม่ก็เบนสายตากวาดมองไปรอบห้อง ใต้แสงคบเพลิงอันสลัวราง ยังมีเชลยสาวชาวต่างถิ่นอีกหลายคนที่ถูกล่ามโซ่และทัณฑ์ทรมานไว้ด้วยสภาพอิดโรย ทว่าแต่ละนางล้วนงดงามสะดุดตาและแฝงไว้ด้วยการกรีดร้องให้ไว้ชีวิตอย่างทรมานหลีโม่เห็นเช่นนั้นเธอกำหมัดแน่นด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว“หลีโม่เจ้าลองฟังเสียงโหยหวนและเสียงอ้อนวอนพวกนั้นสิพวกเขาคือคนที่บังอาจหลอกลวงเราและรังเกียจเราช่างเป็นเสียงที่ไพเราะเหลือเกินมันทำให้เรา…ยิ่งพลุ่งพล่านขึ้นไปอีก เ
(ทุกคนต่างคิดว่าตำหนักจี๊เล่อเป็นเพียงสถานที่ที่ฝ่าบาททรงนึกสนุกเพื่อร่วมอภิรมย์กับเหล่าพระสนมแต่ฝ่าบาททรงมีนิสัยโหดเหี้ยมตำหนักจี๊เล่อที่แท้จริงไม่เคยเป็นเพียงสถานที่มอบความสุข)ความทรงจำเก่าเกี่ยวกับตำหนักจี๊เล่อก็ย้อนกลับเข้ามาในหัวของเหนียงเหนียงอย่างชัดเจน“นี่คือโอสถลับที่ช่วยให้จิตใจมั่นคงและลดประสาทสัมผัสทั้งห้า ท่านกั๋วกงให้กระหม่อมมากำชับเหนียงเหนียงคืนนี้เป็นครั้งแรกที่เหนียงเหนียงจะถูกเรียกเข้าตำหนักจี๊เล่อ หลังจากเข้าตำหนักแล้วไม่ว่าจะเห็นอะไรหรือได้ยินอะไรก็ต้องคุมสติให้มั่น”“ความรุ่งโรจน์ของจวนกั๋วกงล้วนผูกติดอยู่กับตัวข้า ข้าย่อมรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร” “เหนียงเหนียงห้ามแสดงความหวาดกลัวหรือรังเกียจออกมาแม้แต่นิดมิเช่นนั้น…ก็มีแต่ความตายเท่านั้น”ความทรงจำหยุดลงตรงนั้น ก่อนที่หรงกุ้ยเฟยจะออกคำสั่ง“สั่งคนข้างล่างไปปล่อยให้หลีโม่เข้าตำหนักจี๊เล่อในคืนนี้…ข้าอยากจะเห็นนักว่าดอกไม้บอบบางอย่างหลีโม่ในวังหลังของต้าเซี่ยแห่งนี้จะเบ่งบานได้นานแค่ใหน”หลีโม่ค่อย ๆ ก้าวผ่านประตูตำหนักเข้าไป ฝีเท้าของนางช้าลงโดยไม่รู้ตัว ภาพเบื้องหน้ากลับแตกต่างจากสิ่งที่เคยได้ยินมาอย่างสิ้นเชิง ตำห







