ホーム / อื่น ๆ / เลือดมังกร...龙的传人  / บทที่ 9 พิชิตศัตรู

共有

บทที่ 9 พิชิตศัตรู

作者: W. Ziyen
last update 公開日: 2026-02-21 13:26:12

ท่ามกลางวิกฤตที่เมืองฉงหยางจวนเจียนล่มสลาย อวี้หลง ได้กระทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาไม่ได้พุ่งกลับไปที่จวน แต่ทะยานร่างขึ้นสู่เชิงเทินกำแพงเมืองเหนือประตูใหญ่ รัศมีปราณสีทองสว่างวาบขึ้นดุจดวงอาทิตย์ในยามราตรี เสียงกังวานของเขาแฝงด้วยราชันย์คำรามที่สั่นประสาทผู้คน

"ทหารฉงหยางฟังคำข้า... ถอยหลังคือตาย รุกไปคือรอด จงจัดขบวนทัพภูผาโอบมังกร...รับศึก..."

อำนาจแห่งสายเลือดราชาที่ไหลเวียนในกายทำให้น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยประกาศิต ขวัญทหารมิอาจขัดศรัทธาได้ ทหารฉงหยางที่เคยระส่ำระสายกลับฮึดสู้ จัดตั้งโล่เหล็กรับมือทัพม้าทาร์คัน ขบวนทัพปกป้องเมืองแข็งแกร่งจนฝ่ายศัตรูเริ่มเสียขบวน

ในแนวหลังของทัพทาร์คัน ร่างเล็กร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำอำพรางใบหน้าก้าวออกมาจากรถม้าศึกที่ปิดมิดชิด เจิ้งเจวี่ย... มันแค่นยิ้มอย่างเย็นชาเมื่อเห็นอวี้หลงแสดงฤทธิ์เดชอยู่บนกำแพง

"สายเลือดมังกรมันช่างจองหองนัก... ในเมื่อเจ้าอยากเป็นราชา ข้าก็จะส่งเจ้าลงไปเป็นราชาในปรโลก!"

เจิ้งเจวี่ยโบกมือส่งสัญญาณสั้นๆ ทันใดนั้นหน่วยมังกรทมิฬ... ทหารพิเศษหนึ่งพันนายที่เขาซุ่มฝึกไว้ในเงามืดก็เคลื่อนไหว พวกมันสวมเกราะเบาสีดำ อาวุธในมือคือดาบยาวที่อาบด้วยปราณสังหารเข้มข้น ทหารพันนายนี้มิใช่ทหารเลวธรรมดา แต่เป็นจอมยุทธ์ระดับกลางที่ถูกฝึกมาให้รบเป็นค่ายกล

หน่วยมังกรทมิฬพุ่งเข้าใส่กำแพงเมืองฉงหยางดุจคลื่นสีดำที่กลืนกินทุกสิ่ง กำแพงป้องกันของทหารฉงหยางที่แข็งแกร่งกลับถูกเชือดเฉือนดุจตัดหยวกกล้วย พละกำลังและวิชาตัวเบาของพวกมันทำให้การป้องกันของกำแพงเมืองไร้ความหมาย ประตูเมืองไม้ซุงขนาดยักษ์สั่นสะเทือนจากการถูกกระแทกด้วยปราณรวมศูนย์ของหน่วยพิเศษนี้จนเริ่มแตกร้าว

"อวี้หลง... ประตูเมืองต้านไม่อยู่แล้ว...!!!"

ลวี่อิงหวู่ ตะโกนมาจากเบื้องล่าง นางและ ไป๋เฟิ่งเพิ่งได้ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อช่วยให้สลัดหลุดจากการลอบโจมตีในจวน พยายามนำทหารที่เหลือมาค้ำยันประตูไว้ แต่แรงกระแทกจากปราณนับพันกลับทำให้ประตูหนาเริ่มปริออก

อวี้หลงมองลงมาจากยอดกำแพง เขาเห็นเจิ้งเจวี่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังกองทัพ และเห็นความตายที่กำลังจะหยิบยื่นให้คนรักและชาวเมือง

"ในเมื่อพวกเจ้าบีบให้ข้าต้องทำถึงขั้นนี้... ผนึกชั้นสุดท้าย... จงเปิดออก!!!"

อวี้หลงหลับตาลง โคจรลมปราณหิมะมังกรสวรรค์เข้าสู่จุดชีพจรลับที่เขามิเคยใช้มาก่อน ร่างกายของเขาเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ปกคลุม ไอสังหารที่รุนแรงกว่าเดิมสิบเท่าระเบิดออกจากร่าง จนแม้แต่หน่วยมังกรทมิฬที่เหี้ยมหาญยังต้องชะงักฝีเท้าด้วยความขนพองสยองเกล้า

.....

พริบตานั้น... ทั่วทั้งบริเวณหน้าประตูเมืองตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าสยดสยอง อวี้หลงรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ กระแทกฝ่ามือออกไปในท่า มังกรทลายภูผาเหล็ก... คลื่นปราณสีทองสุกสว่างระเบิดออกดุจกำแพงยักษ์ที่ถล่มลงมาทหารม้าเผ่านอกด่านและหน่วยมังกรทมิฬแนวหน้านับพันถูกกวาดล้างจนร่างแหลกสลาย พื้นดินสั่นสะเทือนดุจเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

แต่ทว่า... ร่างกายของเขามิใช่เหล็กไหล พลังที่ฝืนใช้มาตลอดทั้งวันบวกกับการฝืนเปิดผนึกทำให้เส้นชีพจรในร่างเริ่มแปรปรวน อวี้หลงทรุดลงกับพื้นดิน กระอักเลือดออกเป็นสีแดงฉานตัดกับพื้นหิมะขาว

"ข้า... จะล้มตอนนี้ไม่ได้..."

เขาพยายามพยุงกายขึ้น มือสั่นเทาพยายามโคจรลมปราณที่ปั่นป่วนเพื่อเรียกพลังกลับมา แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป

"ยอดเยี่ยมมาก... แต่มันจบลงแล้ว เจ้าลูกมังกร"

เสียงแหลมเล็กทว่าทรงพลังดังก้องมาจากฟากฟ้า ร่างของเจิ้งเจวี่ยลอยละล่องลงมาจากแนวหลังดั่งวิหค รัศมีรอบกายเขากลายเป็นสีเหลืองทองเจิดจ้า นี่คือพลังของยอดฝีมืออันดับหนึ่งในปัจจุบันที่สมบูรณ์พร้อม เจิ้งเจวี่ยมิได้รอช้า เขาซัดฝ่ามืออรหันต์ถล่มฟ้า... เข้าใส่อวี้หลงที่กำลังอ่อนแรงทันที คลื่นพลังสีทองมหาศาลพุ่งทะยานเข้าหาอวี้หลงดุจดาวตกที่หวังจะดับลมหายใจสุดท้ายของเขา

"ไม่...!!! อวี้หลง!!! "

ไป๋เฟิ่งกรีดร้องลั่นจากบนกำแพงเมือง นางจะกระโดดลงมาหาแต่ถูกลวี่อิงหวู่ดึงรั้งไว้ทั้งน้ำตา เพราะพลังที่ปะทะกันเบื้องล่างนั้นรุนแรงเกินกว่าที่พวกนางจะต้านทานได้

ในวินาทีที่ความตายกำลังจะคืบคลานมาถึงในชั่วอึดใจ อวี้หลงเงยหน้ามองพลังสีทองที่กำลังจะปลิดชีวิตตน เขาเห็นภาพใบหน้าของมารดาและรอยยิ้มของไป๋เฟิ่งวูบเข้ามาในมโนสำนึก... ในชั่วขณะที่ดูเหมือนทุกอย่างจะจบสิ้นลง แผ่นดินรอบกายอวี้หลงกลับปรากฏรังสีสีครามเย็นเยียบพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าปะทะกับพลังของเจิ้งเจวี่ยจนเกิดการระเบิดดังกัมปนาทสั่นสะเทือนแผ่นดิน...

.....

เสียงหวีดหวิวข้ามผ่านนภาดังสนั่นหวั่นไหว ดุจดังเสียงคำรามของสัตว์ร้ายจากบรรพกาล ศรหมาป่าทองคำ... ดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน มันมิใช่เพียงศรธรรมดา ทว่ากลับห่อหุ้มด้วยขุมพลังสามสายสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว

ตูม...!!! บึม ..!!!

แรงปะทะจากการระเบิดทำให้บรรยากาศโดยรอบบิดเบี้ยว แสงสีทองจากฝ่ามือของเจิ้งเจวี่ยที่เคยเจิดจ้ากลับวูบหายไปในพริบตาประดุจเปลวเทียนที่ถูกพายุพัดดับ เจิ้งเจวี่ยที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศถึงกับต้องตีลังกากลับหลังลงสู่พื้นดิน มือที่ซัดฝ่ามือออกไปสั่นสะท้าน แววตาที่เคยหยิ่งทนงบัดนี้เต็มไปด้วยความตระหนก

"ใครกัน... ใครที่จะมีกำลังพอจะขัดขวางข้าได้..."

เจิ้งเจวี่ยคำรามเสียงต่ำ พลางจ้องเขม็งไปยังยอดเนินเขาไกลออกไป ที่นั่นปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งยืนหยัดอย่างองอาจ มือข้างหนึ่งถือคันธนูเหล็กกล้าที่ยังสั่นไหว เขาคือท่านอาขับรถม้าของอวี้หลงที่หายไปนับตั้งแต่มาส่งเขากับแม่ที่เมืองกุยฮวา แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเบื้องหลังของเขา มีเงาร่างของผู้อาวุโสสองท่านนั่งขัดสมาธิทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของเขาเพื่อถ่ายทอดพลังวัตรมหาศาล

เจิ้งเจวี่ยหรี่ตาลง... แววตาฉายความหวั่นวิตกเป็นครั้งแรก

"พยัคฆ์เฒ่า มังกรชรา... พวกเจ้ายังไม่ตายหรือ"

ยอดฝีมือทั้งสองคือผู้ที่มอบพลัง 8 ใน 10 ส่วนไว้ในร่างอวี้หลงนั่นเอง แต่เจิ้งเจวี่ยยังไม่ล่วงรู้ ท่านอาได้เสี่ยงชีวิตกลับไปช่วยทั้งสองออกมาจากกองหิมะกลางหุบเขานั้น และเร่งเดินทางมายังเมืองฉงหยางจนทันเวลาคับขัน

"เจิ้งเจวี่ย... วันนี้หนี้เลือดต้องได้รับการชำระ"

ท่านอาตะโกนก้อง พลางลดคันธนูลงแล้วทะยานร่างลงมาหาอวี้หลงที่นอนบาดเจ็บ โดยมีสองผู้อาวุโสล่องลอยตามลงมาดุจเทพเซียนเหาะเหินเดินอากาศ

การปรากฏตัวของยอดฝีมืออันดับสอง และสาม ทำให้นักรบเผ่านอกด่านและหน่วยมังกรทมิฬที่เหลืออยู่ถึงกับเสียขวัญ พลังจากศรเพียงดอกเดียวที่ดับฝ่ามือเจิ้งเจวี่ยได้ บ่งบอกถึงระดับวรยุทธ์ที่มิอาจประเมินได้

"อวี้หลง ศิษย์รัก..."

ผู้อาวุโสมังกรชรา วางมือลงบนกระหม่อมของเด็กหนุ่ม ส่งปราณบริสุทธิ์เข้าไปสมานชีพจรที่ฉีกขาด

"เจ้าทำดีที่สุดแล้ว พลังส่วนที่เหลือในตัวเจ้า... บัดนี้ถึงเวลาที่พวกข้าจะช่วยเจ้าปลดปล่อยมันออกมาอย่างสมบูรณ์!"

ผู้อาวุโสพยัคฆ์เฒ่า หันไปจ้องเจิ้งเจวี่ยที่เริ่มถอย

"วันนี้ต่อให้มีทัพนับหมื่น หรือมีเจ้าผู้เป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน พวกข้าก็มิคร้ามเกรง... เพราะมังกรที่แท้จริงกำลังจะตื่นขึ้นแล้ว!"

.....

ผู้เฒ่าทั้งสองใช้พลังที่เหลือเพียงสองส่วนออกมาจนหมดในศรดอกนั้นเสียแล้ว จึงได้แต่ส่งเสียงขู่มันไป ท่านอาประทับธนูดอกต่อไปขึ้นเล็ง ผู้อาวุโสทั้งสองแสดงท่าทางเตรียมปล่อยพลังช่วยอีกครั้ง มิคาด เจิ้งเจวี่ยไม่ได้หวั่นเกรงใดๆเลย แม้จะอยู่ต่อหน้ายอดคนอันดับสอง และอันดับสามของแผ่นดินก็ตาม

มันตะโกนเสียงก้อง...

"พวกเจ้าจะได้รู้เสียทีว่า อันดับหนึ่งของแผ่นดินของข้าได้มาอย่างไร"

เมื่อสิ้นเสียงตะโกนของเจิ้งเจวี่ย ดังเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางใจทุกคน มันร่ายรำกระบวนท่าดูดอัดพลังภายในเข้าไป จนบรรยากาศทั่วทั้งสมรภูมิเย็นเยียบลง ผู้อาวุโสมังกรชรา และ พยัคฆ์เฒ่า แม้จะแสร้งยืนหยัดอย่างองอาจแต่ในใจกลับตระหนก เพราะพลังส่วนที่เหลืออยู่ของพวกเขานั้นแทบจะหมดสิ้นไปกับศรดอกแรกแล้ว

"หึ... อันดับสองและอันดับสามงั้นรึ..."

เจิ้งเจวี่ยแค่นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแหลมเล็กแต่แฝงไปด้วยความคลุ้มคลั่ง

"พวกเจ้าเสวยสุขกับชื่อเสียงจอมปลอมมานานเกินไปแล้ว วันนี้ข้าจะแสดงให้ดูว่าความลับที่ข้าใช้ครองความเป็นอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินตงหยวนคือสิ่งใด"

เจิ้งเจวี่ยร่ายรำกระบวนท่าแปลกประหลาด อัดพลังลมปราณจนอากาศรอบกายที่เคยเป็นสีทองเจิดจ้ากลับกลายเป็นสีแดงโลหิตสลับทอง ร่างกายที่เคยเล็กจ้อยของมันเริ่มสั่นพองดุจลูกโป่งที่ถูกอัดลมจนเกินพิกัด เส้นเลือดปูดโป่งไปทั่วใบหน้าจนดูน่ากลัวน่าสยดสยอง

"เปรี้ยง!!!" ครืน...

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ไอระเหยของโลหิตและปราณหนาทึบปกคลุมรัศมีสิบวา เมื่อหมอกควันจางลง ทุกสายตาบนกำแพงเมืองฉงหยางและกลางสมรภูมิต้องเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว...

ร่างที่ปรากฏเบื้องหน้ามิใช่ชายร่างเล็กอีกต่อไป แต่คือบุรุษร่างกำยำสูงใหญ่เกือบ 2 เมตร กล้ามเนื้ออัดแน่นดุจเหล็กไหล ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีทองแดงเข้ม แววตาที่เคยมืดดำกลับกลายเป็นสีทองอำพันที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์

"นี่มัน... วิชาอรหันต์ร่างทอง... สลับร่างคืนฟ้า"

ผู้อาวุโสมังกรชราอุทานด้วยเสียงสั่นเครือ

"มันยอมสละอายุขัยและกายหยาบเพื่อปลุกพลังนี้ขึ้นมา นี่คือร่างที่แท้จริงที่มันใช้เข่นฆ่าผู้คนเพื่อขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของแผ่นดิน"

"มิน่าเล่า... ผู้ที่เคยประลองกับมันตัวต่อตัวจึงไม่เคยมีผู้ผู้ใดรอดตายมาบอกความลับในวิชาของมันได้เลย..."

ผู้อาวุโสพยัคฆ์เฒ่ารำพึงรำพัน...

เจิ้งเจวี่ยในร่างใหม่ขยับกายเพียงนิด พื้นดินที่มันยืนอยู่ก็แตกละเอียดเป็นผง มันจ้องมองมายังท่านอา... จินหลางเจี้ยนที่กำลังง้างคันธนูด้วยสายตาดูแคลน ลูกศรถูกปล่อยด้วยพลังปราณหมาป่าทองคำที่อัดแน่น พุ่งแหวกอากาศตรงไปที่เจิ้งเจวี่ย ทว่า... กลายเป็นผุยผงเมื่อปะทะไอปราณรอบกายของมัน

"ศรหมาป่าทองคำของเจ้า... บัดนี้ก็เป็นเพียงกิ่งไม้แห้งสำหรับข้า..."

"ท่านอา..! ถอยไป..."

อวี้หลงตะโกนลั่น เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากเจิ้งเจวี่ย ร่างกายเขายังคงสั่นสะท้านแต่ดวงตาสีเงินยวงกลับยิ่งวาวโรจน์ขึ้น

เจิ้งเจวี่ยพุ่งตัวออกไปประดุจสายฟ้า พลังกดดันจากการเคลื่อนที่ของมันทำให้นักรบที่ขวางทางอยู่กระเด็นตกม้าตายโดยไม่ต้องแตะต้องตัว มันมุ่งตรงไปหาผู้อาวุโสทั้งสองที่บัดนี้ไร้สิ้นกำลังจะต่อกร

"ไปตายซะ! พวกแก่กะโหลกกะลา..."

ฝ่ามือขนาดมหึมาของเจิ้งเจวี่ยที่อัดแน่นด้วยพลังปราณสีเหลืองทองเงื้อขึ้น หวังจะบดขยี้ลงที่จุดศูนย์กลางกระหม่อมของผู้เฒ่าทั้งสองให้แหลกละเอียด

.....

ยามนี้สมรภูมิหน้าประตูเมืองฉงหยางสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยรัศมีพลังของ เจิ้งเจวี่ยในร่างทองกำยำที่ดูราวกับเทวรูปทองคำเดินดิน ทว่าในวินาทีที่ความสิ้นหวังปกคลุม ไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดินผู้สุขุม ย่อมมีดีไม่แพ้กัน เมื่อรู้ความลับของมันแล้ว ต้องย่อมมีทางแก้ไข แม้พลังภายในอาจสู้ไม่ได้ แต่กระบวนท่าพิสดารที่มันเก็บงำไว้ยังมีอีกมากมาย มันจึงซัดเข็มทองหุ้มพลังปราณใส่เจิ้งเจวี่ย แล้วตะโกนบอกผู้อาวุโสทุกคนให้ผนึกกำลังให้อวี้หลง เร่งทำลายผนึกชีพจรสุดท้าย เขาจะต้านเจิ้งเจวี่ยไว้ให้เองก็ทะยานร่างลงมาจากกำแพงเมืองดุจปักษาสวรรค์

"พลังอรหันต์ร่างทองงั้นรึ... เจิ้งเจวี่ย เจ้าช่างกล้าใช้พลังสายธรรมะขัดเกลากายาในทางที่ผิด"

ไป๋เทียนซื่อมองออกทะลุปรุโปร่งว่าร่างที่ขยายใหญ่นี้คือการบีบอัดลมปราณเข้าสู่กล้ามเนื้อและกระดูกอย่างสุดขีดเพื่อเพิ่มพละกำลังร้อยเท่า แต่มันก็มีจุดอ่อนมหาศาลคือรูระบายปราณที่ต้องเปิดไว้ไม่ให้ร่างระเบิด

เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง... เข็มทองหุ้มปราณเจ็ดเล่มพุ่งแหวกอากาศเป็นวิถีโค้งพิสดารที่เจิ้งเจวี่ยไม่เคยเห็น เจ็ดเข็มนี้มิได้พุ่งเข้าหาจุดตายตรงๆ แต่พุ่งเข้าหาจุดสัมผัสอากาศรอบกายเจิ้งเจวี่ยเพื่อรบกวนกระแสหมุนเวียนของพลังร่างทอง

"อวี้หลง... ผู้อาวุโสทั้งสอง... อย่ามัวรอช้า"

ไป๋เทียนซื่อตะโกนก้องขณะร่ายรำเพลงดัชนีที่ว่องไวดุจประกายไฟ

"ผนึกกำลังกันทะลวงชีพจรชั้นสุดท้ายให้เขาเสีย ข้าจะถ่วงเวลามันไว้ให้เอง"

เจิ้งเจวี่ยคำรามลั่นด้วยความรำคาญใจ พลังของไป๋เทียนซื่อไม่ได้กระแทกตรงๆ แต่มันเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็นคอยพันธนาการแขนขาของเขาไว้

"ไป๋เทียนซื่อ... เจ้ามันก็แค่คนแก่ตกยุค คิดหรือว่าวิชาหลอกเด็กพวกนี้จะขวางพลังของข้าได้..."

เจิ้งเจวี่ยซัดพลังหมัดหนักดุจขุนเขาเข้าใส่ไป๋เทียนซื่อ ทว่าอดีตอันดับหนึ่งกลับใช้ความพลิ้วไหวที่เหนือชั้น หลบหลีกด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนเดินเล่นในสวน แต่อาศัยจังหวะเพียงเสี้ยวพริบตาส่งปราณดัชนีเข้ากระแทกข้อต่อแขนของเจิ้งเจวี่ยเพื่อรบกวนการไหลเวียนของพลังร่างทอง

ทางด้านผู้อาวุโสมังกรชรา และพยัคฆ์เฒ่า กัดฟันเค้นพลังหยดสุดท้ายในชีวิตออกมาพร้อมกับท่านอาจินหลางเจี้ย ที่วางคันธนูแล้วทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของอวี้หลง ทั้งสามประสานจิตเป็นหนึ่งเดียว ส่งผ่านความรู้แจ้งและพลังวัตรทั้งหมดเข้าสู่จุดชีพจร บนกลางกระหม่อม หน้าอก และแผ่นหลังของอวี้หลง

"อวี้หลง... จงละทิ้งความกลัว... รวมหยินและหยางให้เป็นหนึ่ง!"

มังกรชรากระอักโลหิตออกมาแต่ไม่ยอมปล่อยมือ

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

เสียงระเบิดดังขึ้นจากภายในร่างของอวี้หลงสามครั้งติดต่อกัน ผนึกสุดท้ายที่กักขังพลังมหาศาลไว้บัดนี้แตกสลายลงอย่างสิ้นเชิง ทันใดนั้น รัศมีสีเงินยวง ผสมผสานรัศมีสีทอง ระเบิดออกจากร่างอวี้หลงพุ่งขึ้นไปถึงชั้นเมฆจนหมอกดำที่เจิ้งเจวี่ยสร้างไว้แตกกระจายไปคนละทิศละทาง

ร่างกายของอวี้หลงที่เคยอ่อนล้าบัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยพลังวัตรที่ลึกล้ำเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ผมยาวสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเงินเงางาม แววตาคมดุจกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก

"ท่านอ๋อง... ถอยออกมาเถิด หนี้เลือดนี้... ข้าขอจบมันด้วยมือของข้าเอง"

อวี้หลงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแรงกดดันจากการพูดทำให้ทหารที่อยู่รอบๆ ถึงกับเข่าอ่อน

เจิ้งเจวี่ยที่บัดนี้เริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามที่แท้จริง จ้องมองอวี้หลงด้วยความอาฆาต

"สิบส่วนงั้นรึ... ต่อให้มีสิบส่วน เจ้าก็เป็นได้แค่ศพที่แกร่งขึ้นอีกสักหน่อยเท่านั้น..."

มันรวบรวมพลังร่างทองทั้งหมดไปที่กำปั้นขวาจนแสงสีทองเข้มกลายเป็นสีดำทมิฬที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิางอย่าง เตรียมพุ่งเข้าสังหารอวี้หลงในกระบวนท่าเดียว...

.....

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทพิเศษ ความเดิมภาคที่แล้ว

    เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 7.5 หยินหยางประสานรัก

    ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 17 ครองบัลลังก์

    สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 16 เทพมารกับเทพมังกร

    บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 15 ชัยชนะเบื้องต้น

    สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 14 การต่อยตีบนแท่นพิธี

    ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status