LOGINเมื่อขึ้นมาถึงบริเวณที่นัดรวมตัวกัน หทัยชนกก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่าจำนวนคนเยอะกว่าที่เธอคิด ซึ่งมองคร่าวๆแล้วน่าจะต้องใช้รถตู้หลายคันเลยทีเดียว
“กำลังคิดว่าทำไมพี่ใช้รถตู้ใช่ไหม”
“ค่ะ”
“เพราะรถตู้จะนั่งสบายกว่ารถทัวร์ เราใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง การใช้รถตู้จะไม่เหนื่อยเท่านั่งรถทัวร์น่ะ”
“แต่ดูแล้วคนเยอะนะคะ น่าจะต้องใช้หลายคันเลย”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกจ้ะ เพราะสัมภาระของแต่ละคนที่ไปที่เดียวกัน จะถูกเอาไปรวมไว้ที่รถคันเดียวเลยหรืออาจจะไม่เกิน 3 คัน จะได้ไม่ต้องมาเผื่อที่สำหรับจัดเก็บสัมภาระ ทำให้ไม่ต้องนั่งเบียดกันไง”
“แล้วใช้รถกี่คันคะ”
“ไม่เกิน 30 คัน รวมพวกรถขนสัมภาระกับข้าวของอื่นๆที่เอาไปด้วย พี่คิดว่าประมาณ 5 คัน”
“เยอะเหมือนกันนะคะ”
“ไปเถอะจ้ะ”
วชิรวิษยิ้มเอ็นดู เมื่อเห็นหทัยชนกมีอาการตกใจที่ได้ทราบจำนวนรถ ก่อนจะจับมือเล็กของหญิงสาวแล้วเดินไปรวมตัวกับเลขาส่วนตัวของเขา
“ครบหรือยัง”
“ครับ กำลังทยอยเอาของขึ้นรถ แล้วเดี๋ยวนับจำนวนคนของแต่ละคันก็พร้อมออกเดินทางครับ”
“อืม”
“นายเอารถไปเองเลยเหรอครับ”
“อืม วันนี้ไม่ไว้ใจให้คนอื่นขับ”
“ครับผม”
“อ้อ เฟิร์น นี่ดิน หรือดนัย เลขาของพี่ ดิน นี่น้องเฟิร์น นายน่าจะรู้จักเธอ”
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ”
ดนัยมองเจ้านายหนุ่มด้วยแววตาสงสัย แต่ก็เก็บอาการไว้ได้มิดชิดตามประสาคนทำงานด้วยกันมานาน
“ดิน นายจะไปกับฉันหรือจะไปกับคนอื่น”
“แล้วแต่นายจะกรุณาเลยครับ”
“งั้นไปกับฉัน”
“ครับผม”
หลังจากทุกอย่างพร้อม รถทุกคันก็ออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดภูเก็ต โดยได้มีการแวะเที่ยวสถานที่ต่างๆหลายแห่งไปตลอดทาง จนกระทั่งเดินทางไปถึงที่หมาย ถึงกินเวลาไปกว่าค่อนคืน โชคดีที่ทางบริษัทจัดการเหมาที่พักเอาไว้ทั้งโซน จึงไม่เป็นการรบกวนแขกท่านอื่นมากนัก
“เฟิร์นพักอยู่ห้องนี้นะ จะขนาบข้างด้วยห้องของดินและห้องของพี่ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้เรียกหาพี่หรือดินได้”
“แหม พี่คิว ที่พักระดับนี้เลยนะคะ”
“มันก็ไม่เหมือนพักโรงแรมนะคะน้องเฟิร์น อีกอย่างนักท่องเที่ยวเยอะจะตาย”
“ค่าๆ”
ที่พักในวันนี้ถูกจัดเอาไว้ให้พนักงานระดับหัวหน้าขึ้นไปพักอยู่บนโรงแรม ซึ่งทางบริษัทจัดการจองเอาไว้ทั้งชั้นเพื่อให้ติดต่อหากันได้สะดวกและเป็นการลดการรบกวนแขกท่านอื่น
“เอาล่ะ งั้นแยกย้ายกันไปพักก่อนนะ แล้วเดี๋ยวได้เวลามื้อเช้าค่อยมารวมตัวกันที่โซนอาหารที่เขาจัดเอาไว้ให้บริษัทเรา”
“รับทราบค่ะ”
เมื่อวชิรวิษส่งหญิงสาวเข้าห้องพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เข้าห้องพักของตัวเองเพื่อพักผ่อน แต่หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัวที่จะพักผ่อน ก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“พี่คิว หลับหรือยังคะ”
“ยังจ้ะ มีอะไรคะ”
“คือแอร์ห้องเฟิร์นน่าจะพัง พอเปิดไปสักพักแล้วมันดังครึ่กๆ แล้วแอร์ก็ดับค่ะ”
“.....”
“.....”
“งั้นมาพักห้องพี่ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวพี่ไปนอนกับเจ้าดิน”
“ขอโทษด้วยนะคะที่ต้องรบกวน”
“ไม่เป็นอะไรจ้ะ เหตุสุดวิสัยนี่ ถึงไม่มีเหตุสุดวิสัยก็มารบกวนพี่ได้ตลอด”
ประตูห้องถูกเปิดออกกว้าง ขาเรียวยาวก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ พร้อมกับที่ร่างสูงของเจ้าของห้องเดินไปหยิบโทรศัพท์กับกระเป๋าสตางค์แล้วเดินออกจากห้องไป หญิงสาวเองก็เดินตามออกไปเพื่อส่งเขาด้วยเช่นกัน
ชายหนุ่มยืนเคาะประตูห้องพักที่ดนัยพักอยู่สักพัก แต่ไม่มีเสียงตอบรับจึงกดโทรศัพท์โทรออกหาเจ้าของห้อง ก่อนจะยืนนิ่งไปเมื่อติดต่อปลายสายไม่ได้
“ไอ้ดิน.....”
“มีอะไรเหรอคะ”
“โทรไม่ติด น่าจะแบตหมด”
“.....”
“.....”
“งั้นไปพักที่ห้องก็ได้ค่ะ”
“อย่าดีกว่า ใครรู้เข้า เฟิร์นจะเสียชื่อ”
“แล้วจะทำยังไงล่ะคะ ในเมื่อติดต่อใครไม่ได้ แล้วพนักงานก็คงจะมาดูแอร์ตัวที่พังได้ในตอนเช้า”
“.....”
“เฟิร์นไม่ได้เป็นเด็กนะคะ เฟิร์นโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว”
“พี่ว่าถ้าเฟิร์นเป็นเด็ก พี่คงจะไม่ลำบากใจเท่านี้”
“.....”
“เห้อ ไปเถอะ เดี๋ยวเฟิร์นจะไม่ได้นอน เหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวันแล้ว พักผ่อนก่อน เช้าค่อยติดต่อพนักงาน”
“ค่ะ”
หทัยชนกแอบขำ หญิงสาวรู้ว่าเขากังวลอะไร แต่เธอเองก็ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เธอมองออกว่าเขาชอบเธอ อีกอย่างหญิงสาวก็มั่นใจว่าตัวเขาเองมีเกียรติมีให้เกียรติมากพอที่จะไม่แตะต้องเธอ
หลังจากเข้ามาภายในห้อง หทัยชนกมองซ้ายมองขวาแล้วก็หัวเราะออกมา เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ มีสีหน้าตึงเครียดมากแค่ไหน
“เฟิร์น.....” เขาพูดเสียงต่ำปรามหญิงสาวเบาๆ
“อย่าคิดอะไรมากสิคะ มันคือเหตุสุดวิสัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ อีกอย่างบนชั้นนี้มีแต่พนักงานของบริษัทพี่นะคะ”
“มันก็ใช่แหละ.....”
“อย่าคิดเยอะค่ะ เตียงออกจะกว้าง นอนคนละฝั่งก็ได้นี่คะ”
“.....”
“คะ?”
“ช่างเถอะจ้ะ”
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ เมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองคนต่างนั่งลงบนขอบเตียงคนละฝั่ง แล้วเอนตัวลงนอนหันหลังให้กัน ไม่นานต่างคนต่างก็หลับสนิทหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางยาวนานหลายชั่วโมง
“สวัสดีครับ” สองแฝดยกมือขึ้นไหว้ตามบิดามารดาเมื่อเห็นว่ามีผู้คนเยอะแยะแล้วบิดามารดาของตนยกมือไหว้“วันนี้เตรียมพร้อมยังไงบ้างคะ สำหรับการพาน้องแฝดมาออกงานครั้งแรก” เสียงวี้ดว้ายดังขึ้นด้วยความเอ็นดู ก่อนที่จะเริ่มมีการสัมภาษณ์เกิดขึ้น“สัมภาษณ์น้องได้ใช่ไหมคะ”“ได้ค่ะ”“สวัสดีค่ะ ชื่ออะไรกันบ้างคะ”“เฟรมครับ”“ฟิวครับ”“วันนี้ตื่นเต้นไหมคะ มาออกงานพร้อมคุณพ่อคุณแม่”“ไม่ตื่นเต้นเลยครับ คุณแม่บอกให้พูดเหมือนปกติครับ”“ผมก็ไม่ตื่นเต้นครับ”“แล้ววันนี้คุณแม่สวยไหมคะ”“คุณแม่สวยทุกวันเลยครับ”“คุณพ่อก็หล่อทุกวันด้วยครับ”เสียงวี้ดว้ายชอบใจดังขึ้น จากบรรดาผู้สัมภาษณ์ เมื่อเด็กทั้งสองตอบคำถามอย่างชาญฉลาดการสัมภาษณ์ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่หทัยชนกจะขอตัวเข้าไปภายในงาน จนกระทั่งจบงาน พวกเขาก็ออกมาให้ถ่ายรูปและสัมภาษณ์อีกครั้งก่อนจะกลับบ้านไปพร้อมกับความภูมิใจกับการออกงานครั้งแรกของเด็กๆเมื่อกลับมาถึงบ้าน พี่เลี้ยงก็มารับตัวเด็กๆ และพากลับขึ้นห้องไปเพราะพวกเขาหลับมาบนรถ ส่วนวชิรวิษกับหทัยชนกเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะพากันออกไปหาอะไรกินข้างนอกสองคน“จองไว้เมื่อไหร่คะเนี่ย”“หลายวันแล้วจ้ะ เฟิร์นอ
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณพ่อ”“อรุณสวัสดิ์ครับ พี่เฟรมล่ะ”“กำลังลงมาครับ ผมแต่งตัวเสร็จก่อนเลยลงมาก่อน วันนี้คิวผมใช้ห้องน้ำก่อน”“ครับ”“คุณแม่ล่ะครับ”“ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนคุณแม่ทำงานจนเกือบเช้าเลยตื่นสาย อย่าไปรบกวนคุณแม่นะ” น้ำเสียงอบอุ่นเมื่อมองเด็กชายตัวน้อย“ได้ครับ ผมจะไม่รบกวนคุณแม่”“ดีมาก งั้นเดี๋ยวเราไปรอพี่เฟรมที่ห้องทานข้าว”“ครับ”มือใหญ่อบอุ่นจับจูงมือบุตรชายคนน้องเดินไปยังห้องรับประทานอาหารเพื่อรอแฝดผู้พี่ลงมาจากข้างบน เมื่อเด็กชายตัวน้อยลงมา พวกเขาก็ลงมือรับประทานอาหารเช้าโดยมีพี่เลี้ยงช่วยดูแลเด็กน้อยทั้งสองอยู่ข้างๆในช่วงสายของวัน หลังจากที่หทัยชนกตื่นก็ลุกเดินเข้าห้องน้ำไปทั้งร่างเปลือย เพราะถึงอย่างไรห้องนี้จะไม่มีใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต และเธอมั่นใจว่าวชิรวิษไม่อนุญาตให้ใครขึ้นมาบนชั้นสองแน่นอน จนกระทั่งออกมาจากห้องน้ำ ชายหนุ่มก็เดินออกมาจากห้องทำงานพอดี“ตื่นแล้วเหรอคะ”“ตื่นแล้วค่ะ”“เป็นยังไงบ้าง”“ระบมทั้งตัวเลยค่ะ”“โทษทีจ้ะ” ชายหนุ่มขอโทษด้วยความรู้สึกผิด เพราะบางครั้งเขาก็ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้“เล็กน้อยมากค่ะ เดี๋ยวเราลงไปข้างล่างกันนะคะ เฟิร์นจะค
“ทนไหวไหม.....หรือจะให้หยุด” ชายหนุ่มโน้มตัวลงมากัดไหล่บอบบางแรงๆ แล้วกระซิบข้างหูด้วยเสียงแหบ แต่จังหวะสะโพกยังคงกระแทกรุนแรงแรง“ไม่.....ไม่หยุด.....เอาต่อ.....เอาแรงๆเลยค่ะ” หญิงสาวครางตอบเสียงขาดๆหายๆ สะโพกกลมขยับสวนกลับอย่างยั่วเย้าชายหนุ่มหัวเราะต่ำๆ แล้วจับสะโพกเมียแน่นขึ้นอีก เพิ่มความเร็วและความแรงจนร่างบอบบางสั่นเทาทั้งตัว กระโปรงชุดนอนกองอยู่บนเอว เผยให้เห็นทุกอย่างที่เขากำลังทำอยู่ตรงหน้า“ดี.....งั้นคืนนี้จะทำให้พังเลย” เขากล่าวเสียงห้าว ก่อนจะกระแทกเข้าไป“อ๊ะ.....ลึก.....” เธอครางเสียงสั่นพร่า น้ำตาคลอตาเพราะถูกดันลึกจนมดลูกสั่นระริกชายหนุ่มไม่ยอมลดความแรงแม้แต่น้อย มือใหญ่ทั้งสองข้างบีบสะโพกผายจนเนื้อขาวแดงเป็นรอยนิ้ว แล้วกระชากร่างบอบบางเข้าหาตัวเองทุกครั้งที่กระแทก“เงียบไม่ได้สิ ชอบให้เข้าไปแรงขนาดนี้” เขาพึมพำเสียงต่ำ ก่อนจะโน้มลงกัดลำคอเธอแรงๆจนมีรอยแดง“ชอบ.....ชอบที่สุด แรงๆเลย” หญิงสาวสะดุ้งทั้งตัว มือที่เกาะราวระเบียงสั่นเทา เธอครางตอบเสียงขาดๆเขาถอยหลังกลับมานั่งบนโซฟาอีกครั้ง ร่างบอบบางถูกอุ้มขึ้นแล้วนั่งลงกระแทกเต็มลำ ต้นขาขาวถูกจับแยกกว้าง มือใหญ่ฟาดลงบ
“พี่ไปอาบน้ำบ้างดีกว่า”ร่างสูงเดินออกไปหลังจากพูดจบ หทัยชนกมองตามร่างสูงก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตนเองที่วางอยู่ออกมากดดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ จนเห็นข้อความที่น้ำฝนติดต่อเข้ามาหญิงสาวโทรหาน้ำฝนเพื่อสอบถามรายละเอียดงานที่ติดต่อเข้ามา ก่อนจะได้รู้ว่า เชิญทั้งเธอ วชิรวิษ และเจ้าแฝดของเธอหญิงสาวขอรอถามสามีกับเด็กทั้งคู่ก่อน จะให้คำตอบอีกทีในวันรุ่งขึ้น น้ำฝนจึงวางสายไป พร้อมกับที่สามีหนุ่มออกมาจากห้องน้ำพอดี“มีอะไรเหรอ”“พี่ฝนบอกว่ามีงานติดต่อมาค่ะ ให้ไปออกงานอีเว้นท์”“ก็ไปสิ”“เชิญทุกคนเลยค่ะ เจ้าแฝดด้วย”“พี่ไม่มีปัญหานะ แต่ลองถามเจ้าแฝดก่อน เผื่อพวกเขาไม่อยากไป”“เฟิร์นก็ว่าจะรอถามเด็กๆพรุ่งนี้เช้านี่แหละค่ะ”“ดีแล้ว ให้สิทธิ์พวกเขาได้ตัดสินใจเอง ถึงยังไงพวกเขาก็โตพอที่จะตัดสินใจเองได้แล้ว”“ค่ะ”หญิงสาวนั่งดื่มอยู่กับสามีหนุ่มอีกสักพักใหญ่ ร่างบอบบางก็ลอยขึ้นจากโซฟา เมื่ออยู่ๆ เธอก็ถูกอุ้มขึ้นมานั่งคร่อมบนตักเขา กระโปรงชุดนอนตัวสวยขึ้นมากองอยู่บนต้นขาขาว พร้อมกับที่ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ต้นขาเธอเบาๆหญิงสาวนั่งดื่มอยู่กับสามีหนุ่มอีกสักพักใหญ่ ร่างบอบบางก็ลอยขึ้นจากโซฟา เมื่ออยู่ๆ เธอก็ถูกอุ้
สองแฝดสลับกันเล่ากิจวัตรและสิ่งที่ได้เจอได้เรียนรู้ในวันนี้ให้บิดาฟัง เสียงเจื้อยแจ้วดังไปทั่วห้องนั่งเล่นเรียกรอยยิ้มจากทุกคนที่ได้ยินได้เป็นอย่างดี“เอาล่ะ ได้เวลามื้อเย็นแล้วนะครับ เข้าที่ได้แล้วนะเด็กๆ”“ครับ”สิ้นเสียงพูดของบิดา สองแฝดก็จับมือกันเดินเข้าไปที่ห้องรับประทานอาหาร พากันไปนั่งเก้าอี้ของตนเองและนั่งรออย่างเรียบร้อยวชิรวิษกับหทัยชนกที่เดินตามสองแฝดมายิ้มเอ็นดู ก่อนจะนั่งประจำที่ของตนเอง พร้อมกับที่แม่บ้านเข้ามาตักข้าวให้ทั้งสี่คนนั่งกินมื้อเย็นด้วยกันอย่างอบอุ่น จนกระทั่งกินเสร็จก็มีพี่เลี้ยงก็มารับตัวเด็กๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลพวกเขาต่อสองสามีภรรยายืนมองเด็กๆ ที่กลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทั้งเฟรมและฟิวมีพี่เลี้ยงส่วนตัว พวกเขาใช้พี่เลี้ยงคนต่อคนเพื่อที่จะไม่ให้เด็กๆ คลาดสายตาและสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงกลางดึกคืนนั้น หลังจากที่สองสามีภรรยาส่งเด็กๆ เข้านอนเสร็จแล้วก็กลับมาพักผ่อนที่ห้อง พวกเขาสามารถเห็นเด็กๆ ได้ตลอดเพราะพวกเขาติดกล้องวงจรปิดภายในห้องนอนของเด็กๆ และเปิดหน้าจอเอาไว้ตลอด“ดื่มอะไรหน่อยไหมคะ” หทัยชนกถามผู้เป็นสามี หลังจากที่คนอื่นๆ ออกไปกันหมดแล้ว“อื้ม ขอว
หลายชั่วโมงผ่านไป หลังจากเด็กๆวิ่งเล่นกันจนฟ้าเปลี่ยนสี ดาหลาจึงพาเด็กๆกลับเข้าบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะลงมารวมตัวกันที่โต๊ะกินข้าว“วันนี้เหนื่อยไหมลูก” ฟาริดาถามพลางถือจานอาหารเดินเข้ามาวาง“เหนื่อยครับ.....” ฟาริคตอบเสียงอ่อย ก่อนจะหาวออกมาอย่างอดไม่อยู่“แต่สนุกมากเลยครับ” วรวิชตอบบ้างเมื่อเห็นผู้เป็นอาหันมามองพวกเขา“ใช่ครับ” ฟาริครีบพูดเสริม แม้ดวงตาจะปรือเพราะความง่วงเต็มที“เอาล่ะๆ กินมื้อเย็นกันดีกว่านะ” ฟาริดาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กทั้งสองคนอย่างเอ็นดูเด็กทั้งสี่คนที่เล่นมาทั้งวันต่างหิวจนกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้จะเริ่มมีอาการง่วงให้เห็นบ้างแล้วก็ตาม“ค่อยๆ กินกันนะลูก ไม่ต้องรีบ” ฟาริดาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเด็กๆตักอาหารเข้าปากคำโต“ครับ” เสียงรับคำ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินต่อดาหลานั่งอยู่ไม่ไกล คอยตักอาหารเพิ่มให้เด็กๆเป็นระยะ พลางมองดูว่าทุกคนกินกันครบหรือไม่ ไม่นานนัก อาหารบนจานของเด็กทั้งสี่คนก็ถูกจัดการจนหมด“อิ่มแล้วครับ” หนึ่งในเด็กๆวางช้อนลง ก่อนยกมือขึ้นลูบท้องตัวเอง“อิ่มด้วยครับ” อีกคนพูดตาม พร้อมกับหาวออกมาอย่างง่วงนอน“ง่วงแล้วใช่ไหมเรา







