Mag-log in“ตักมาเยอะไปไหมคะ”
“ก็พี่ไม่รู้ว่าเราชอบกินอะไร เลยตักมาทุกอย่างเลย”
“เฟิร์นกินได้ทุกอย่างค่ะ”
“ครับผม กินเถอะจ้ะ”
สองหนุ่มสาวนั่งกินข้าวกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำฝนเดินกลับเข้ามาก็ช่วยกันแกะของขวัญต่อโดยมีวชิรวิษช่วยอีกแรง
หลังจากแกะของขวัญกันจนเสร็จก็ช่วยกันเอาไปเก็บในห้องแฟนคลับ มีบางส่วนเท่านั้นที่หทัยชนกเอาไปเก็บไว้ในห้องนอน
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวเสียงเบา ดวงตาเริ่มปรือ
“ไปนอนพักได้แล้ว ตาจะปิดแล้วจ้ะ”
“เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ เมื่อเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าแซวเธอ
“ไม่หน่อยแล้วนั่น ไปเถอะ”
“ค่ะ ฝันดีนะคะ”
“ฝันดีจ้ะ”
วชิรวิษรอจนกระทั่งประตูถูกปิดสนิทจึงเดินออกมาจากหน้าห้องนอนของหญิงสาวและลงบันไดไปด้วยความไม่รีบร้อน
“อ้าว ยัยเฟิร์นล่ะ” อนุชิตถามชายหนุ่มรุ่นน้องเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามารวมตัว
“ขึ้นไปนอนแล้วครับ”
“อือ คงเหนื่อย มาๆ กินเหล้า”
“ผมต้องขับรถนะพี่”
“เป็นไรไป บ้านก็อยู่ใกล้แค่นี้ ไม่ไหวก็นอนค้าง ห้องว่างเยอะแยะ”
ร่างสูงหย่อนตัวนั่งลงโดยไม่ได้พูดอะไร เขาภูมิใจในตัวหทัยชนกไม่ต่างกับอนุชิตและคนอื่นๆ เพราะเขาเห็นเด็กสาวมาตั้งแต่อายุน้อย เธอทั้งทำงานทั้งเรียนไปพร้อมกัน ทำหน้าที่ของตัวเองได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องจนน่าชื่นชม
หลังจากที่ดื่มกันจนค่อนรุ่ง แต่ละคนก็ทยอยกันกลับบ้าน คนที่พาคนรักมาด้วยก็กลับได้อย่างไม่มีปัญหาเพราะมีคนขับรถให้ แต่สำหรับวชิรวิษที่ไม่ได้มีคนรัก อีกทั้งบ้านของเขาก็ยังไม่ไกลจากที่นี่มาก เขาเลยนั่งดื่มต่อจนเมาหลับอยู่ที่โซฟา อนุชิตเลยช่วยพยุงให้ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มรุ่นน้องขึ้นไปนอนในห้องนอนแขกด้านบนโดยมีหทัยชนกที่ตื่นมาเข้าห้องน้ำออกมาช่วยอีกแรง ส่วนตัวเขาก็กลับห้องนอนไป
เช้าวันต่อมา
“ตื่นแล้วเหรอคะ” เสียงหวานใสเอ่ยทักทายเมื่อเห็นร่างสูงเดินลงมาจากชั้นบนในสภาพผมยุ่ง
“จ้ะ”
วันนี้หทัยชนกตื่นแต่เช้าและได้พักผ่อนเนื่องจากได้คิวว่างหลังจากคิวถ่ายละครและรายการต่างๆเต็มแน่นมาหลายเดือน หญิงสาวตื่นออกไปใส่บาตรที่ตลาดไม่ไกลจากบ้าน และแวะซื้อของกินเล่นมาด้วยเพราะเธอเป็นคนชอบกินขนม โชคดีที่เธออยู่แถวนี้มาตั้งแต่เด็ก คนแถวนี้จึงรู้จักเธอดีเพราะเมื่อก่อนเธอกับบิดาพากันออกไปเดินตลาดทุกวัน
“หิวไหมคะ”
“บอกตามตรง ยังแฮงค์อยู่เลย”
“ก็แน่สิคะ หลับคาขวดเลย เมื่อเช้ามืดเฟิร์นตื่นมาเข้าห้องน้ำเลยต้องช่วยกันกับป๊าพาพี่คิวขึ้นไปบนห้อง เกรงว่าป๊าคนเดียวไม่น่าจะไหว ไม่งั้นคงได้กลิ้งลงบันไดด้วยกันทั้งคู่”
“โทษทีจ้ะ หนักไปนิด”
“ไม่นิดค่า เอาล่ะ กาแฟดำไหมคะ”
“ได้จ้ะ”
วชิรวิษเดินมานั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ ก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนศีรษะวางลงพนักพิงหลัง ชายหนุ่มหนักศีรษะมากจนมั่นใจว่าเมื่อคืนเขาคงดื่มไปหนักจริงๆ
ไม่นานหญิงสาวก็เดินกลับมาพร้อมกับกาแฟดำในแก้วขนาดกำลังดี มือเล็กวางมันลงบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาตัวใหญ่ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงข้างร่างสูงที่นั่งเอนกายอยู่เบาๆ ห่างกันราว 1 ช่วงแขนให้ดูไม่น่าเกลียด
“พี่นุล่ะ”
“ยังไม่ตื่นเลยค่ะ” หญิงสาวมองสำรวจเขาเมื่อฝ่ามือใหญ่หยิบเอาแก้วที่วางอยู่ขึ้นมาจิบ
“พี่มีอะไรแปลกเหรอ”
“เปล่า เฟิร์นแค่รู้สึกว่าพี่รู้จักเฟิร์นดีมากกว่าที่เฟิร์นรู้จักพี่อีก”
“มันก็ใช่ ตอนนั้นเฟิร์นยังเด็ก แต่พี่กำลังเป็นวัยรุ่น พอเฟิร์นเริ่มโต พี่ก็อยู่ในวัยผู้ใหญ่ การที่พี่จะสังเกตหรือเห็นอะไรที่ตอนนั้นเฟิร์นยังไม่เห็นก็ไม่แปลก”
“ก็คงใช่”
ชายหนุ่มแอบอมยิ้มน้อยๆกับคำตอบสั้นๆของหญิงสาว เขาดีใจที่คนตัวเล็กในวันก่อน วันนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และเริ่มให้ความสนใจในตัวเขา
“แล้ววันนี้ไม่ไปไหนเหรอ”
“วันนี้ว่างค่ะ ได้มีเวลาพักเกือบ 2 อาทิตย์เลย”
“อย่างนี้ก็มีเวลาไปเที่ยวเล่นกับพี่แล้วอะสิ”
“.....ไปไหนคะ”
“พี่ว่าจะไปเที่ยวใต้ บริษัทพี่จัดวันหยุดประจำปี ไปไหม”
“ได้นะคะ”
“งั้นเดี๋ยวพี่ส่งตารางวันให้นะว่าไปวันไหน”
“ได้ค่ะ”
สองหนุ่มสาวต่างวัยนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ตามประสาคนคุยกันถูกคอ ถึงอายุพวกเขาจะต่างกันแต่ด้วยความที่รู้จักกันมานานจึงทำให้การพูดคุยไม่สะดุดแต่อย่างใด
บ่ายวันนั้น หลังจากที่วชิรวิษกลับออกไป หทัยชนกจึงได้คุยกับบิดาเรื่องที่จะไปเที่ยวกับวชิรวิษ ซึ่งอนุชิตก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้
ไม่กี่วันต่อมาก็ถึงวันนัด วชิรวิษมารับหทัยชนกแต่เช้ามืดเพื่อไปที่บริษัทและออกเดินทางไปพร้อมกับคนอื่นๆ
เมื่อถึงที่บริษัทหทัยชนกก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าบริษัทเขาที่เธอเข้าใจว่าเป็นบริษัทที่เปิดที่บ้านเหมือนบริษัททั่วไปส่วนใหญ่ กลับกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอาคารเป็นของตัวเอง และมีพนักงานหลายร้อยชีวิตหรืออาจจะถึงหลักพันชีวิต ซึ่งแบ่งเป็นแผนกต่างๆชัดเจน
การจัดไปเที่ยวในครั้งนี้ พนักงานทั่วไปจัดเที่ยวเป็นจังหวัดใกล้ๆ ตามแต่งบของแผนก ซึ่งแต่ละแผนกได้รับการจัดสรรงบเท่าๆกัน เว้นแต่ระดับหัวหน้าหรือพนักงานในส่วนของออฟฟิศ จะได้รับการจัดเที่ยวกับวชิรวิษ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และนั่งอยู่ในสถานะประธานหนุ่มของบริษัท
“เป็นอะไร”
“เปล่าค่ะ”
ชายหนุ่มถามเสียงนุ่มเมื่อเห็นเธอมองเขาด้วยสีหน้าและแววตาแปลกใจ แต่ก็ได้รับเพียงคำตอบพร้อมกับการส่ายใบหน้าเบาๆ
“เราจะไปไหนคะ”
“เข้าไปรวมตัวกับคนอื่นก่อนจ้ะ แต่ละแผนกแต่ละส่วนจะไปเที่ยวกันคนละที่ แล้วแต่ว่าแผนกนั้นจะจัดสรรไปเที่ยวกันที่ไหน ส่วนที่เราจะไปด้วยกันคือส่วนของคนในออฟฟิศ”
“อ่า ค่ะ”
“ไม่ต้องเกร็ง ที่นี่ทุกคนอยู่กันมานานจนไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย”
หญิงสาวยิ้มให้เขาโดยไม่ได้พูดอะไร เธอไม่ได้กลัว ถึงอย่างไรเธอก็มั่นใจว่าเขาจะควบคุมไม่ให้ข่าวหลุดออกไปได้แน่นอน
“สวัสดีครับ” สองแฝดยกมือขึ้นไหว้ตามบิดามารดาเมื่อเห็นว่ามีผู้คนเยอะแยะแล้วบิดามารดาของตนยกมือไหว้“วันนี้เตรียมพร้อมยังไงบ้างคะ สำหรับการพาน้องแฝดมาออกงานครั้งแรก” เสียงวี้ดว้ายดังขึ้นด้วยความเอ็นดู ก่อนที่จะเริ่มมีการสัมภาษณ์เกิดขึ้น“สัมภาษณ์น้องได้ใช่ไหมคะ”“ได้ค่ะ”“สวัสดีค่ะ ชื่ออะไรกันบ้างคะ”“เฟรมครับ”“ฟิวครับ”“วันนี้ตื่นเต้นไหมคะ มาออกงานพร้อมคุณพ่อคุณแม่”“ไม่ตื่นเต้นเลยครับ คุณแม่บอกให้พูดเหมือนปกติครับ”“ผมก็ไม่ตื่นเต้นครับ”“แล้ววันนี้คุณแม่สวยไหมคะ”“คุณแม่สวยทุกวันเลยครับ”“คุณพ่อก็หล่อทุกวันด้วยครับ”เสียงวี้ดว้ายชอบใจดังขึ้น จากบรรดาผู้สัมภาษณ์ เมื่อเด็กทั้งสองตอบคำถามอย่างชาญฉลาดการสัมภาษณ์ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่หทัยชนกจะขอตัวเข้าไปภายในงาน จนกระทั่งจบงาน พวกเขาก็ออกมาให้ถ่ายรูปและสัมภาษณ์อีกครั้งก่อนจะกลับบ้านไปพร้อมกับความภูมิใจกับการออกงานครั้งแรกของเด็กๆเมื่อกลับมาถึงบ้าน พี่เลี้ยงก็มารับตัวเด็กๆ และพากลับขึ้นห้องไปเพราะพวกเขาหลับมาบนรถ ส่วนวชิรวิษกับหทัยชนกเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะพากันออกไปหาอะไรกินข้างนอกสองคน“จองไว้เมื่อไหร่คะเนี่ย”“หลายวันแล้วจ้ะ เฟิร์นอ
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณพ่อ”“อรุณสวัสดิ์ครับ พี่เฟรมล่ะ”“กำลังลงมาครับ ผมแต่งตัวเสร็จก่อนเลยลงมาก่อน วันนี้คิวผมใช้ห้องน้ำก่อน”“ครับ”“คุณแม่ล่ะครับ”“ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนคุณแม่ทำงานจนเกือบเช้าเลยตื่นสาย อย่าไปรบกวนคุณแม่นะ” น้ำเสียงอบอุ่นเมื่อมองเด็กชายตัวน้อย“ได้ครับ ผมจะไม่รบกวนคุณแม่”“ดีมาก งั้นเดี๋ยวเราไปรอพี่เฟรมที่ห้องทานข้าว”“ครับ”มือใหญ่อบอุ่นจับจูงมือบุตรชายคนน้องเดินไปยังห้องรับประทานอาหารเพื่อรอแฝดผู้พี่ลงมาจากข้างบน เมื่อเด็กชายตัวน้อยลงมา พวกเขาก็ลงมือรับประทานอาหารเช้าโดยมีพี่เลี้ยงช่วยดูแลเด็กน้อยทั้งสองอยู่ข้างๆในช่วงสายของวัน หลังจากที่หทัยชนกตื่นก็ลุกเดินเข้าห้องน้ำไปทั้งร่างเปลือย เพราะถึงอย่างไรห้องนี้จะไม่มีใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต และเธอมั่นใจว่าวชิรวิษไม่อนุญาตให้ใครขึ้นมาบนชั้นสองแน่นอน จนกระทั่งออกมาจากห้องน้ำ ชายหนุ่มก็เดินออกมาจากห้องทำงานพอดี“ตื่นแล้วเหรอคะ”“ตื่นแล้วค่ะ”“เป็นยังไงบ้าง”“ระบมทั้งตัวเลยค่ะ”“โทษทีจ้ะ” ชายหนุ่มขอโทษด้วยความรู้สึกผิด เพราะบางครั้งเขาก็ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้“เล็กน้อยมากค่ะ เดี๋ยวเราลงไปข้างล่างกันนะคะ เฟิร์นจะค
“ทนไหวไหม.....หรือจะให้หยุด” ชายหนุ่มโน้มตัวลงมากัดไหล่บอบบางแรงๆ แล้วกระซิบข้างหูด้วยเสียงแหบ แต่จังหวะสะโพกยังคงกระแทกรุนแรงแรง“ไม่.....ไม่หยุด.....เอาต่อ.....เอาแรงๆเลยค่ะ” หญิงสาวครางตอบเสียงขาดๆหายๆ สะโพกกลมขยับสวนกลับอย่างยั่วเย้าชายหนุ่มหัวเราะต่ำๆ แล้วจับสะโพกเมียแน่นขึ้นอีก เพิ่มความเร็วและความแรงจนร่างบอบบางสั่นเทาทั้งตัว กระโปรงชุดนอนกองอยู่บนเอว เผยให้เห็นทุกอย่างที่เขากำลังทำอยู่ตรงหน้า“ดี.....งั้นคืนนี้จะทำให้พังเลย” เขากล่าวเสียงห้าว ก่อนจะกระแทกเข้าไป“อ๊ะ.....ลึก.....” เธอครางเสียงสั่นพร่า น้ำตาคลอตาเพราะถูกดันลึกจนมดลูกสั่นระริกชายหนุ่มไม่ยอมลดความแรงแม้แต่น้อย มือใหญ่ทั้งสองข้างบีบสะโพกผายจนเนื้อขาวแดงเป็นรอยนิ้ว แล้วกระชากร่างบอบบางเข้าหาตัวเองทุกครั้งที่กระแทก“เงียบไม่ได้สิ ชอบให้เข้าไปแรงขนาดนี้” เขาพึมพำเสียงต่ำ ก่อนจะโน้มลงกัดลำคอเธอแรงๆจนมีรอยแดง“ชอบ.....ชอบที่สุด แรงๆเลย” หญิงสาวสะดุ้งทั้งตัว มือที่เกาะราวระเบียงสั่นเทา เธอครางตอบเสียงขาดๆเขาถอยหลังกลับมานั่งบนโซฟาอีกครั้ง ร่างบอบบางถูกอุ้มขึ้นแล้วนั่งลงกระแทกเต็มลำ ต้นขาขาวถูกจับแยกกว้าง มือใหญ่ฟาดลงบ
“พี่ไปอาบน้ำบ้างดีกว่า”ร่างสูงเดินออกไปหลังจากพูดจบ หทัยชนกมองตามร่างสูงก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตนเองที่วางอยู่ออกมากดดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ จนเห็นข้อความที่น้ำฝนติดต่อเข้ามาหญิงสาวโทรหาน้ำฝนเพื่อสอบถามรายละเอียดงานที่ติดต่อเข้ามา ก่อนจะได้รู้ว่า เชิญทั้งเธอ วชิรวิษ และเจ้าแฝดของเธอหญิงสาวขอรอถามสามีกับเด็กทั้งคู่ก่อน จะให้คำตอบอีกทีในวันรุ่งขึ้น น้ำฝนจึงวางสายไป พร้อมกับที่สามีหนุ่มออกมาจากห้องน้ำพอดี“มีอะไรเหรอ”“พี่ฝนบอกว่ามีงานติดต่อมาค่ะ ให้ไปออกงานอีเว้นท์”“ก็ไปสิ”“เชิญทุกคนเลยค่ะ เจ้าแฝดด้วย”“พี่ไม่มีปัญหานะ แต่ลองถามเจ้าแฝดก่อน เผื่อพวกเขาไม่อยากไป”“เฟิร์นก็ว่าจะรอถามเด็กๆพรุ่งนี้เช้านี่แหละค่ะ”“ดีแล้ว ให้สิทธิ์พวกเขาได้ตัดสินใจเอง ถึงยังไงพวกเขาก็โตพอที่จะตัดสินใจเองได้แล้ว”“ค่ะ”หญิงสาวนั่งดื่มอยู่กับสามีหนุ่มอีกสักพักใหญ่ ร่างบอบบางก็ลอยขึ้นจากโซฟา เมื่ออยู่ๆ เธอก็ถูกอุ้มขึ้นมานั่งคร่อมบนตักเขา กระโปรงชุดนอนตัวสวยขึ้นมากองอยู่บนต้นขาขาว พร้อมกับที่ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ต้นขาเธอเบาๆหญิงสาวนั่งดื่มอยู่กับสามีหนุ่มอีกสักพักใหญ่ ร่างบอบบางก็ลอยขึ้นจากโซฟา เมื่ออยู่ๆ เธอก็ถูกอุ้
สองแฝดสลับกันเล่ากิจวัตรและสิ่งที่ได้เจอได้เรียนรู้ในวันนี้ให้บิดาฟัง เสียงเจื้อยแจ้วดังไปทั่วห้องนั่งเล่นเรียกรอยยิ้มจากทุกคนที่ได้ยินได้เป็นอย่างดี“เอาล่ะ ได้เวลามื้อเย็นแล้วนะครับ เข้าที่ได้แล้วนะเด็กๆ”“ครับ”สิ้นเสียงพูดของบิดา สองแฝดก็จับมือกันเดินเข้าไปที่ห้องรับประทานอาหาร พากันไปนั่งเก้าอี้ของตนเองและนั่งรออย่างเรียบร้อยวชิรวิษกับหทัยชนกที่เดินตามสองแฝดมายิ้มเอ็นดู ก่อนจะนั่งประจำที่ของตนเอง พร้อมกับที่แม่บ้านเข้ามาตักข้าวให้ทั้งสี่คนนั่งกินมื้อเย็นด้วยกันอย่างอบอุ่น จนกระทั่งกินเสร็จก็มีพี่เลี้ยงก็มารับตัวเด็กๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลพวกเขาต่อสองสามีภรรยายืนมองเด็กๆ ที่กลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทั้งเฟรมและฟิวมีพี่เลี้ยงส่วนตัว พวกเขาใช้พี่เลี้ยงคนต่อคนเพื่อที่จะไม่ให้เด็กๆ คลาดสายตาและสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงกลางดึกคืนนั้น หลังจากที่สองสามีภรรยาส่งเด็กๆ เข้านอนเสร็จแล้วก็กลับมาพักผ่อนที่ห้อง พวกเขาสามารถเห็นเด็กๆ ได้ตลอดเพราะพวกเขาติดกล้องวงจรปิดภายในห้องนอนของเด็กๆ และเปิดหน้าจอเอาไว้ตลอด“ดื่มอะไรหน่อยไหมคะ” หทัยชนกถามผู้เป็นสามี หลังจากที่คนอื่นๆ ออกไปกันหมดแล้ว“อื้ม ขอว
หลายชั่วโมงผ่านไป หลังจากเด็กๆวิ่งเล่นกันจนฟ้าเปลี่ยนสี ดาหลาจึงพาเด็กๆกลับเข้าบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะลงมารวมตัวกันที่โต๊ะกินข้าว“วันนี้เหนื่อยไหมลูก” ฟาริดาถามพลางถือจานอาหารเดินเข้ามาวาง“เหนื่อยครับ.....” ฟาริคตอบเสียงอ่อย ก่อนจะหาวออกมาอย่างอดไม่อยู่“แต่สนุกมากเลยครับ” วรวิชตอบบ้างเมื่อเห็นผู้เป็นอาหันมามองพวกเขา“ใช่ครับ” ฟาริครีบพูดเสริม แม้ดวงตาจะปรือเพราะความง่วงเต็มที“เอาล่ะๆ กินมื้อเย็นกันดีกว่านะ” ฟาริดาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กทั้งสองคนอย่างเอ็นดูเด็กทั้งสี่คนที่เล่นมาทั้งวันต่างหิวจนกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้จะเริ่มมีอาการง่วงให้เห็นบ้างแล้วก็ตาม“ค่อยๆ กินกันนะลูก ไม่ต้องรีบ” ฟาริดาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเด็กๆตักอาหารเข้าปากคำโต“ครับ” เสียงรับคำ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินต่อดาหลานั่งอยู่ไม่ไกล คอยตักอาหารเพิ่มให้เด็กๆเป็นระยะ พลางมองดูว่าทุกคนกินกันครบหรือไม่ ไม่นานนัก อาหารบนจานของเด็กทั้งสี่คนก็ถูกจัดการจนหมด“อิ่มแล้วครับ” หนึ่งในเด็กๆวางช้อนลง ก่อนยกมือขึ้นลูบท้องตัวเอง“อิ่มด้วยครับ” อีกคนพูดตาม พร้อมกับหาวออกมาอย่างง่วงนอน“ง่วงแล้วใช่ไหมเรา







