เข้าสู่ระบบถ้อยคำถากถางบวกกับสายตาคมกริบวาววับที่จ้องอ้อยอิ่งมาแถวหน้าอกหน้าใจทำเอาอวัสดาหน้าแดงก่ำไปจนถึงติ่งหู อยากจะซัดคนพูดเอาให้หน้าหันสักที และจากประโยคชวนหาเรื่องนี่เอง ทำให้เธอรู้ว่าคนที่กำลังยืนประจันหน้าอยู่ในขณะนี้คือคีแกร์นคู่อริเก่าของเธออย่างแน่นอน แต่ที่น่าแปลกใจก็คืออีตานี่พูดไทยชัดมาก ชัดกว่าคนไทยบางคนซะอีก
“นี่! พูดให้มันดีๆ นะ ใครเขาไปล่อคนอย่างคุณกัน หน้าอย่างกับยักษ์วัดแจ้งไร้เสน่ห์ใครจะไปอ่อยลง ฉันก็แค่หิว จะไปหาอะไรกินในครัว ใครจะไปคิดว่าดึกดื่นป่านนี้จะซวยเข้าขั้น ดันมาเจอคนบ้าโรคจิตคิดแต่เรื่องอกุศลแบบนี้ล่ะ”
อวัสดาย้อนด้วยภาษาบ้านเกิดที่ถนัดพร้อมจิกตาเขียวปัดส่งให้ พูดๆ เสร็จเธอก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าเข้าห้องครัวไปทันที ปล่อยให้คนโดนสวนกลับยืนหน้าตึงมองตามแผ่นหลังบางไปตาขุ่นขวาง และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันให้ไปด้วย
“ยังปากดีเหมือนเดิมนะยัยตัวแสบ”
คนเดินหนีเข้ามาในครัวตรงดิ่งไปเปิดตู้เย็นเทนมสดใส่แก้วกะจะถือขึ้นไปดื่มบนห้อง พอหันกลับมาก็ต้องตกใจแทบทำแก้วนมพลัดหลุดมือ ทว่าเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่มายืนพิงไหล่กับกรอบประตูห้องครัว แถมมือหนายังยันขอบประตูอีกด้านขวางทางเอาไว้อีกด้วย และดวงตาคมกริบสีน้ำทะเลจ้องมายังเธอนิ่งมาก แล้วเธอจะออกไปทางไหนได้ ถ้าไม่ใช่ต้องลอดใต้วงแขนกำยำนั่นน่ะ อวัสดาจึงเอ่ยสั่งน้ำเสียงต่ำๆ
“หลีก! ฉันจะขึ้นห้อง”
แต่คนตัวใหญ่ก็ทำราวกับไม่ได้ยิน กลับเอ่ยขอร้อง ไม่สิ! ฟังจากน้ำเสียงคงจะสั่งละมากกว่า
“ผมหิว หาอะไรให้กินหน่อยสิ”
“เรื่องอะไร! หิวคุณก็หากินเองสิ นี่มันบ้านคุณนะ”
“อะไรกัน มาอยู่บ้านเขา เจ้าของบ้านเขาขอร้องแค่นี้ทำให้ไม่ได้หรือไง น้ำใจน่ะมีบ้างไหม”
“ฉันเป็นแขกของน้องสาวคุณนะ มีสิทธ์อะไรมาใช้ให้ฉันทำโน่นทำนี่ เรียกมาเรียหรือเด็กในบ้านของคุณมาทำให้สิ หลีกไปนะ!”
“ดึกป่านนี้มาเรียกับเด็กในบ้านเขาก็คงหลับกันหมดแล้ว คุณจะไปรบกวนเขาทำไม คุณนั่นแหละทำให้ผมหน่อย มันจะไปยากอะไรหนูดา”
“มันไม่ยากก็จริง แต่ฉันไม่อยากทำให้ แล้วใครจะทำไม”
“พูดแบบนี้ใช่ไหม! งั้นคืนนี้ก็นอนมันในครัวนี่แหละ ไม่ต้องมีใครไปไหนกัน ตอนนี้ผมชักโมโหหิวซะด้วยสิ คุณก็มาเป็นอาหารให้ผมแทนแล้วกัน ผมก็อยากลองชิมเนื้อขาวๆ ตัวนุ่มๆ ของคุณดูสักทีเหมือนกัน ว่ารสชาติมันจะถึงใจสักแค่ไหน”
คีแกร์นว่าพลางย่างสามขุมเข้าหาช้าๆ ขณะที่อวัสดาก็รีบลนลานถอยหลังหลบไปอยู่อีกด้านของโต๊ะกลางห้องครัวอย่างว่องไว ใบหน้าสวยใสแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด แล้วรีบละล่ำละลักบอกออกมาเร็วรี่
“ฉันทำให้คุณก็ได้ หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะคนบ้า! แล้วจะกินอะไรล่ะ บอกเอาไว้ก่อนเลยว่าฉันทำกับข้าวไม่เป็นหรอกนะ ถ้ากินไม่ได้ไม่ต้องมาโทษฉันด้วย”
คีแกร์นแอบขำกับท่าทางของคนหวาดหวั่นและระวังตัวแจอยู่อีกฟากโต๊ะ แต่ยังเก๊กหน้าตาขึงเคร่งเอาไว้ได้
“นั่งลงสิ แล้วจะกินอะไรก็รีบๆ ว่ามา ฉันจะทำให้ มันจะได้เสร็จๆ ไปซะที” อวัสดาตวัดเสียงบอกห้วนสนิท
“เอาสปาเก็ตตี้ก็ได้ มีสำเร็จรูปอยู่ในตู้เย็นนั่นแหละ คุณก็แค่เอาไปใส่ในไมโครเวฟสักสองนาทีแล้วก็เอาออกมาเทใส่จาน แค่นี้ก็เสร็จแล้ว ผมกินง่ายไม่เรื่องมากหรอก”
อวัสดารีบหันไปเปิดตู้เย็น จัดการดึงกล่องสปาเก็ตตี้สำเร็จรูปออกมา แล้วก้าวไปทำตามที่เขาบอก แต่ไม่วายปากอิ่มยังขมุบขมิบแจกพรให้คนตัวโตที่ทรุดลงนั่งตรงเก้าอี้อีกฟากโต๊ะไปด้วยเบาๆ
“ก็ทำเป็นนี่ ทำไมไม่มาทำเองซะเลยล่ะ สั่งๆ อยู่ได้ เป็นง่อยหรือไง มันน่าใส่เกลือสักสิบช้อนให้ไส้ขาดเสียให้เข็ด”
คนรอกินเมื่อได้ยินเสียงอุบอิบดังมาแว่วๆ จากแม่ตัวร้าย ชายหนุ่มจึงเอ่ยดักทางเอาไว้ก่อน
“ห้ามใส่อะไรที่มันให้รสชาติแปลกประหลาดลงไปในนั้นเป็นอันขาดเลยนะ ไม่งั้นผมจะกินคุณทั้งตัวแทนสปาเก็ตตี้นั่น ไม่เชื่อก็ลองดูสิ”
อวัสดาหันมาตวัดค้อนให้คนรู้ทันไปขวัญใหญ่ ประกายตาเอาจริงของเขาทำให้เธอไม่กล้าทำอย่างที่ใจคิด ไม่นานสปาเก็ตตี้หอมฉุยก็มาอยู่บนโต๊ะพร้อมกับเสียงใสของคนเสิร์ฟแกล้งประชดมาด้วย
“เชิญคุณชายคีแกร์นรับประทานให้อร่อยนะคะ”
พูดจบเธอก็คว้าแก้วนมสดบนโต๊ะเตรียมตัวจะเผ่นออกจากห้องครัว แต่เสียงห้วนๆ ก็เอ่ยสกัดเอาไว้เสียก่อน
“ใครอนุญาตให้คุณออกไปไม่ทราบ คุณต้องนั่งเป็นเพื่อนผมจนกว่าผมจะกินเสร็จ ถ้าก้าวออกจากห้องนี้โดยที่ผมไม่อนุญาต เราจะได้เห็นดีกันแน่หนูดา”
คนโดนข่มขู่ซึ่งไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไรเข้าไปแล้วถึงกับฉุนขาด เธอตวาดสวนกลับเข้าให้อย่างคนโมโหเกินระงับ
“มันจะมากไปแล้วนะคีแกร์น จะอะไรกันนักหนากับอีแค่ตักเข้าปากแล้วเคี้ยวๆ แค่เนี่ย ทำไมต้องให้ฉันนั่งเฝ้าคุณด้วยไม่ทราบ ฉันก็หิวเป็นเหมือนกันนะ และตอนนี้ก็ง่วงนอนแล้วด้วย”
ทว่าก่อนอวัสดาจะทันได้ตั้งตัวเอวบางก็ถูกลากขึ้นไปนั่งบนตักกว้างฉับไว“วันนี้เรายังไม่ได้ทักทายกันเลยนะ”“ไม่เอานะคีแกร์น เดี๋ยวลูกมาเห็น”อวัสดารีบยกมือยันบ่ากว้างเอาไว้ทั้งสองข้าง และเบี่ยงหน้าหลบปลายจมูกโด่งๆ กับปากร้อนๆ ที่ก้มลงมาหาเป็นพัลวัน“แค่ทักทายเมีย ไม่ได้จัดฟลูออฟชั่น ผมว่าเจ้าสองแสบนั่นเห็นจนชินแล้วละ”หากเขาฟังเธอที่ไหนกัน พาปากร้อนจัดกับปลายจมูกโด่งๆ ฟัดแก้มของเธอทั้งสองข้างจนหนำใจ ตบท้ายด้วยจูบปากอิ่มมาเสียเต็มรัก ที่อวัสดาได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกให้อย่างทำอะไรไม่ได้ ยามอยู่ด้วยกันสองคนพ่อคุณขยันนัวเนียมาก เหมือนเมื่อครั้งสมัยตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างไรอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนไม่สิ ตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่แก่สักหน่อย เธอกำลังย่างยี่สิบหกเรียกว่าสาวเต็มวัยน่าจะถูกกว่า ส่วนสามีก็เพิ่งสามสิบสองกำลังหนุ่มฉกรรจ์เลยต่างหาก แค่มีลูกกันไวไปนิดหนึ่งเอง แต่แบบนี้ก็ดีแล้วมีลูกโตทันใช้ และคงจะมีแค่สองคนเท่านี้แหละ เพราะสามีไม่ยอมท่าเดียว แถมยังแอบไปทำหมันเองเสร็จสรรพไม่บอกไม่กล่าวเธอสักคำ ทำเสร็จแล้วถึงค่อยมาบอกทีหลัง ซึ่งอวัสดาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอออกจะขำซะด้วยซ้ำ เนื่องจากความจร
แอสตันมาร์ตินคันหรูวิ่งเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์วิลเลียมเบอร์ลิซในตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ ทำให้อวัสดาต้องวางแคตตาล็อกตกแต่งบ้านที่กำลังเลือกเฟอร์นิเจอร์เพื่อนำไปเสนอให้ลูกค้าในมือลงบนโต๊ะ แล้วลุกจากโซฟาเดินไปยังหน้าบ้านด้วยความสงสัย เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกงาน แต่ทำไมสามีกลับบ้านเร็วกว่าปกติทว่าพอเดินพ้นออกไปจากประตูบ้านปุ๊บเธอก็ต้องเบิกตาโตอย่างตกใจ เมื่อเห็นสภาพของลูกชายฝาแฝดที่วิ่งตามกันลงมาจากรถของผู้เป็นบิดา ชุดนักเรียนเตรียมอนุบาลเปื้อนโคลนมอมแมมไปทั้งตัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ ใบหน้าเล็กๆ นั้นบวมช้ำมีทั้งรอยเขียวรอยแดงอยู่หลายแห่ง แขนขาก็มีรอยคล้ายถูกแมวข่วนก็ไม่ปานอยู่หลายที่“หม่ามี้!”สองเสียงร้องเรียกดังสอดประสานพร้อมกับพุ่งตัวมากอดขาของมารดาเอาไว้คนละข้าง“ตายแล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้น คิงส์ตัน คินเตอร์ ทำไมแผลเต็มตัวเลยลูก”อวัสดารีบนั่งคุกเข่าลงกับพื้น แล้วลูบเนื้อลูบตัวพลางจับใบหน้าลูกชายทั้งสองหันซ้ายหันขวาสำรวจบาดแผลอย่างจริงๆ จังๆ ดีที่ไม่มีแผลเลือดตกยางออกให้เห็น แต่เธอก็สงสัยอยู่เป็นกำลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ ถึงได้มีสภาพเหมือนไปฟัดกับแมวมาเช่นนี้ครั้นจะถา
“มัมครับ ผมไม่ไหว เลือดเยอะมาก หนูดาจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับมัม”ชายหนุ่มเอ่ยกับคนเป็นมารดาเสียงสั่น สองแขนก็โอบกอดร่างมารดาเอาไว้แน่นเหมือนคนขวัญเสีย“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร...หนูดาแข็งแรงมาก ใจเย็นๆ ไปนั่งพักก่อนไปลูกไป”มาดามซาร่าดึงลูกชายพาไปนั่งตรงโซฟาชุดใหญ่ที่อยู่บริเวณหน้าห้องคลอด ซึ่งขณะนี้มีทั้งครอบครัววิลเลียมเบอร์ลิซ ทั้งครอบครัวกิตติพงษ์ไพศาล และทางฝั่งกาญจน์นันท์นั่งกันอยู่หน้าสลอนครบหมดทุกคน เพื่อมาช่วยลุ้นหลานชายฝาแฝดที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก ทว่าท่าทางของผู้ชายตัวโตๆ ที่กำลังนั่งหน้าเผือดซีดกอดร่างมารดาแจ ทำเอาทุกคนที่ได้เห็นถึงกับคลี่ยิ้มขำ“นี่ละหนาผู้ชาย ต่อให้เก่งกาจมาเจ็ดย่านน้ำ ไม่พ้นมาสยบตอนเมียคลอดลูกทุกรายนั่นแหละ”คุณหญิงอารีดาที่นั่งข้างๆ คุณนายวิลเลียมเบอร์ลิซเปรยขึ้นมายิ้มๆ อย่างทั้งขำทั้งเอ็นดูลูกเขยอยู่เป็นกำลัง คิดว่าคงจะสุดๆ แล้วละถึงได้แสดงท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ออกมา ปกติจะมั่นใจในตัวเองเหลือล้น แข็งแกร่ง ดุดัน ที่ปราบลูกสาวสุดแสบของนางเสียราบคาบมาแล้ว หากที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรักเมียทูนหัวทูนเกล้านั่นแหละ นางจึงอดปลื้มปริ่มยินดีอยู่ลึกๆ ที่พ่อลูกเขยรักลูก
ถึงแม้สามีจะปรายตาขุ่นมาให้เธอก็ไม่แคร์ อวัสดาจิ้มผลไม้รสชาติจี๊ดจ๊าดเหล่านั้นใส่ปากไปเรื่อยๆ สลับกับเอาไปป้อนให้คนกำลังขับรถบ้าง เพราะรู้ว่าเขาชอบ ตั้งแต่เธอท้องคีแกร์นจะชอบกินอาหารแปลกๆ อย่างเช่นผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้ซึ่งปกติเขาไม่ค่อยนิยมสักเท่าไร แต่ช่วงนี้กลับกินได้กินดียิ่งกว่าคนท้องอย่างเธอเสียอีกวันดีคืนดีก็ชวนเธอออกไปหาอาหารรสชาติแซ่บๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ คอหมูย่าง ก๊วยเตี๋ยวต้มยำ เกาเหลาเลือดหมู อาหารรสชาติจัดจ้านที่ขึ้นชื่อว่าเมนูเด็ดเขาจะพาเธอไปตะเวนลิ้มรสเสียแทบจะทั่วกรุงเทพเลยก็ว่าได้ เป็นอวัสดาเองเสียอีกที่ไม่ค่อยจะแพ้ท้องอะไรเลย เธอกินอาหารได้ปกติ ไม่ได้นึกอยากกินเมนูอะไรเป็นพิเศษ อย่างมากก็ผลไม้รสเปรี้ยวๆ พวกนี้แค่นั้น เรียกได้ว่าสามีฟาดเรียบแทนให้หมด“สี่เดือนแล้วนะ ทำไมพุงไม่เห็นจะใหญ่ขึ้นเลย ลูกผมอยู่ในนั้นตั้งสองคนนะ กินข้าวบ้างหรือเปล่าคุณนะ”ชั่วครู่สามีถึงถามขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหน้าท้องที่นูนออกมานิดๆ ของเธอแผ่วเบา“ก็กินปกตินั้นแหละ คุณหมอก็บอกอยู่ว่าท้องสาวจะไม่ค่อยใหญ่มากนัก สักหกเจ็ดเดือนโน่นแหละถึงจะนูนขึ้นมาเห็นชัด คุณไม่ต้องกังวลหรอกน่า ผลตรวจล่าสุดก
หากอวัสดาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พยายามคุยเฉพาะเรื่องงานมาโดยตลอด และเวลานี้ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ไม่อยากมาพบเขานักหรอก พอดีว่าวันนี้ที่บริษัทไม่มีใครว่างสักคน ประกอบกับร้านแห่งนี้มันเป็นทางผ่าน เธอก็เลยกะจะแวะเอาแปลนแบบมาให้แล้วก็จะไปธุระต่อ“พอดีวันนี้หนูดารีบ คงอยู่คุยกับคุณต้นได้ไม่นาน ต้องขอโทษด้วยนะคะ”“ว้า...น่าเสียดายจังเลยนะครับ ผมก็อุตส่าห์หิ้วท้องรอ กะว่าเย็นนี้จะได้ทานข้าวกับคุณหนูดาสักมื้อ”ชายหนุ่มหน้าตาคมขำทำหน้าผิดหวังอย่างแรง อวัสดาก็ทำเป็นไม่สนใจพาวกเข้าเรื่องงานต่อไป“วันนี้ไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ มีอะไรคุณต้นติดต่อไปที่บริษัทได้ทุกเมื่อเลยนะคะ ถ้าหนูดาไม่ว่าง ฝากเรื่องเอาไว้กับพนักงานที่บริษัทได้เลย”“ไม่เป็นไร เอาไว้วันหลังก็ได้ครับ ผมรอคุณหนูดาได้เสมอ”ทว่าพ่อหม้ายหนุ่มไม่ได้สนใจเรื่องงานที่เธอพูดสักนิด ยังคงปักใจอยู่กับเรื่องที่จะกินข้าวกับเธอลูกเดียว หากอวัสดายังไม่ทันจะได้ว่าอย่างไร ก็มีคนโผล่มาช่วยแถลงไขให้แทน และเสียงดังฟังชัด ค่อนไปทางเย็นเยียบเข้าไส้ซะด้วยซ้ำ“ผมว่าคุณอย่ารอเลยจะดีกว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ เธอก็คงไม่ว่างมากินข้าวกับคุณหรอก เพราะเธอต้องกินข้าวกับสาม
คุณหญิงอารีดากำลังจะได้เป็นทั้งคุณยายและคุณย่า เนื่องจากอวัชรวินหลังจากที่แต่งงานหลังน้องสาวได้หนึ่งเดือน ลูกสะใภ้ก็กำลังจะมีหลานให้เช่นกัน เพราะคู่นั้นอยู่กินกันก่อนแต่งงานมาตั้งนานแล้ว และคุณหญิงอารีดาก็รู้อยู่แก่ใจ แค่ไม่ได้พูดออกมาก็เท่านั้นเอง หลังจากนั้นคุณหญิงก็รับหน้าที่ไปส่งคุณหมอ ปล่อยให้ลูกสาวกับลูกเขยได้อยู่กันตามลำพังพอคล้อยหลังคุณแม่ยายกับคุณหมอ คีแกร์นก็กระโดดเข้าไปกอดร่างของภรรยาสาวที่ยังนั่งอึ้งอยู่บนเตียง“หนูดา! เรากำลังจะมีเจ้าแสบน้อยแล้วนะทูนหัว ผมดีใจ ดีใจที่สุดเลย เรากำลังจะมีลูกแล้วนะคนดี”คนจะได้เป็นคุณพ่อพร่ำใส่ใบหูเล็ก และไล่จูบแก้มนุ่ม ขมับบาง ศีรษะเล็ก แล้ววนเวียนอยู่แบบนั้นอย่างคนตื่นเต้นดีใจไม่เก็บอาการ ขณะที่สองแขนก็รัดร่างภรรยาเอาไว้เสียแนบแน่น จนอวัสดาต้องประท้วงอู้อี้ออกมาจากแผงอกกว้าง“เบาๆ คีแกร์น! หนูดาหายใจไม่ออก”ชายหนุ่มถึงคลายอ้อมแขน เปลี่ยนมาประคองแก้มนุ่มสุกปลั่งเอาไว้ทั้งสองข้างแทน ปากก็ยิ้มกว้างหุบแทบไม่ลง แล้วถึงเอ่ยถามออกมาน้ำเสียงลนๆ“ดีใจไหมคนดี เราจะมีเจ้าแสบน้อยกันแล้วนะ”คนถามไม่คิดที่จะรอคำตอบ ก้มลงจูบกลีบปากอิ่มมาเต็มรัก จนอวัสดา







