LOGINหากคนถูกโวยวายใส่หาได้สนใจเสียงฉอดๆ นั้นไม่ กลับจ้องใบหน้านวลเนียนเขม็งพร้อมกับเอ่ยสั่งออกมาน้ำเสียงหนักๆ อย่างเอาจริง
“นั่งลงหนูดา ไม่งั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือนนะ”
อวัสดายังดื้อดึงปักหลักยืนนิ่งอยู่ที่เดิม กระทั่งร่างใหญ่ลุกพรวดพร้อมหน้าตาเอาเรื่อง นั่นแหละคนดื้อถึงรีบกระแทกตัวนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หากใบหน้าบูดบึ้งไม่เก็บอาการ กลีบปากอิ่มถูกเจ้าของกัดเอาไว้แน่น นัยน์ตากลมโตจ้องคนทรุดลงนั่งอีกฝากโต๊ะอย่างเจ็บใจที่ไม่สามารถโต้ตอบเอาคืนได้ คีแกร์นอยากจะขำแต่ก็เก๊กหน้านิ่งขรึมเอาไว้สุดกำลัง พลางจ้องสบดวงตาดำขลับขุ่นจัดนั้นอย่างท้าทาย ก่อนเขาจะเอ่ยยั่วออกมาอย่างนึกสนุก
“ทำไม? หน้าผมมันมีอะไรติดอยู่หรือไง จ้องกันแบบนี้ผมก็กินไม่ลงกันพอดีน่ะสิ”
“ไม่ต้องมาพูดมากเลยนะ รีบกินๆ เข้าไปสิ ฉันจะได้ขึ้นไปนอนสักที”
คนถูกยั่วเอ่ยลอดไรฟันโต้กลับเสียงห้วนๆ บอกให้รู้ว่าเธอกำลังไม่สบอารมณ์อย่างแรง
คีแกร์นกระตุกยิ้มมุมปาก ทำเอาคนเห็นคันไม้คันมือยิบๆ อยากจะแจกฝ่ามือสักเผียะอยู่เป็นกำลัง จากนั้นคนที่บอกว่าหิวก็เขี่ยสปาเก็ตตี้ในจานเล่นไปมา นานๆ ทีถึงจะตักเข้าปากสักคำ อวัสดาจึงยกแก้วนมบนโต๊ะขึ้นมาจิบบ้าง เพื่อฆ่าเวลารอคนบ้าซึ่งรู้สึกจะกินข้าวช้าที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา สักพักเขาก็วางช้อนกับส้อมทั้งที่สปาเก็ตตี้ในจานพร่องไปแค่นิดเดียวเอง
อวัสดาตวัดตามองขวางๆ ไหนบอกว่าหิวไง แล้วทำไมกินอย่างกับแมวดมแบบนี้ จากสายตาเป็นประกายยั่วเย้าที่เขาส่งมาให้ทำให้อวัสดารู้ได้ทันทีว่าถูกแกล้ง
“ไหนบอกว่าหิวไง! แล้วทำไมกินไปนิดเดียวเอง ใครใช้ให้กินทิ้งกินขว้างแบบนี้ รวยนักหรือไงคุณน่ะ”
“ก็ผมอิ่มแล้ว คุณจะทำไมล่ะ ไอ้สปาเก็ตตี้จานเดียวมันคงไม่ทำให้ผมจนลงไปหรอกแม่คุณ”
อวัสดาจ้องใบหน้าหล่อคมแต่กวนประสาทสุดๆ นั้นตาขุ่นเขียวอย่างเจ็บใจที่เสียรู้ให้เขาแกล้งเอาได้
“อิ่มแล้วใช่ไหม งั้นฉันก็ไปนอนได้แล้วสินะ”
เอ่ยจบเธอก็ลุกพรวด รีบก้าวฉับๆ ตรงไปยังประตูครัว แต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวข้อมือเล็กก็ถูกกระชากลากกลับมายืนอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่อย่างรวดเร็ว
หากคีแกร์นก็ต้องแปลกใจเมื่อมือหนาสัมผัสโดนแหวนวงโตๆ บนนิ้วโป้งของมือเล็ก เขาจึงก้มลงมองด้วยความสงสัย พลันก็ต้องยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ทำไมเขาจะจำแหวนของตัวเองไม่ได้ คิ้วเรียวสีน้ำตาลเข้มชักเข้าหากัน ดวงตาคมกริบจ้องเจ้าของมืออย่างไม่อยากจะเชื่อนัก ว่ายัยแสบนี่เป็นผู้หญิงในคืนนั้นไปได้
คืนนี้ที่กลับบ้านดึกก็เพราะคีแกร์นไปที่ผับนั้นอีกครั้งเพื่อหวังจะได้พบเธออีกสักครั้ง ถึงแม้หน้าตาจะเห็นไม่ชัด แต่จากท่าทางไร้เดียงสากับผิวเนื้อนุ่มเนียนมือที่เคยได้สัมผัส และจูบแสนหวานไม่เป็นประสาที่ได้ลิ้มรส มันเหมือนมีอะไรติดอยู่ในใจ คีแกร์นก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นมันคืออะไร แต่ภาพของเธอมันจะลอยเข้ามาในความรู้สึกเสมอนับจากคืนนั้น ทว่าใครจะคิดว่าสวรรค์จะโยนเธอมาให้ถึงที่
คีแกร์นกระตุกยิ้มมุมปากพลางจ้องหน้าขาวใสไม่วางตา ขณะที่อวัสดามองปฏิกิริยาแปลกๆ ของคนที่ยังจับมือเธอไม่ยอมปล่อยอย่างงงๆ เธอรีบดึงมือออกจากมือใหญ่แล้วค่อยๆ ขยับถอยหลังเมื่อคนตัวโตเริ่มก้าวเข้ามาหาช้าๆ
“นี่คุณจะทำบ้าอะไร อย่านะคีแกร์น”
คนเริ่มขวัญกระเจิงตวาดออกมาด้วยความตื่นตระหนกและไม่แน่ใจกับกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย หากเขาก็ทำราวกับไม่ได้ยิน กลับก้าวไล่ต้อนร่างเล็กช้าๆ ให้ถอยหลังหนีไปเรื่อยๆ กระทั่งแผ่นหลังบางชนเข้ากับเคาน์เตอร์ แต่เธอก็ยังไม่ยอมจนมุมง่ายๆ พยายามจะเลียบไปตามผนังห้อง แต่มือหนาก็ยกขึ้นยันผนังข้างๆ หัวไหล่มนกันเอาไว้เสียก่อน ส่วนมือใหญ่อีกข้างก็ยันกับเคาน์เตอร์ข้างเอวเล็กกันเอาไว้อีกทาง แล้วแบบนี้เธอจะหนีไปทางไหนได้
อวัสดายอมรับว่ากลัวคีแกร์นในมาดนิ่งๆ เงียบๆ ขณะนี้ยังไงบอกไม่ถูก แถมนัยน์ตาคมกริบยังจ้องเอาๆ ด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเดาอารมณ์ไม่ออกอีกเช่นกัน ให้เขาว้ากๆ ใส่เธอยังจะน่ากลัวน้อยกว่านี้ซะอีก ไม่พอขณะนี้ลมหายใจสะอาดร้อนผ่าวของเขากำลังเป่ารินรดข้างแก้มเนียนมาแผ่วๆ จนเจ้าของแก้มใสหน้าร้อนซู่แดงซ่านเธอต้องเบือนหน้าหนีอย่างอายๆ
“จะ...จะทำอะไร อย่านะ!”
คีแกร์นหัวเราะหึๆ ใส่ใบหูเล็ก หน้าตาตื่นๆ และเสียงติดจะสั่นๆ ของคุณเธอทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าคนที่ถูกกักเอาไว้ในอ้อมแขนกลายๆ กำลังกลัว เขาจึงเอ่ยกระเซ้าน้ำเสียงเนิบๆ ด้วยความใจเย็น
“กลัวอะไรล่ะครับหนูดาคนเก่ง แม่สาวแสนสวยสุดเซ็กซี่ของผมหายไปไหนแล้วล่ะ”
ประโยคที่ดังขึ้นมาชิดหูทำเอาอวัสดาเบิกตาโตอ้าปากค้าง ก็มันเป็นคำพูดของผู้ชายที่เจอกันในผับและเธอจำได้จนขึ้นใจ คืนนั้นพี่ชายพาไปเลี้ยงฉลองที่ผับหรูแห่งนั้น เพราะเธอกับเพื่อนๆ กำลังจะเรียนจบปริญญาโท อย่าบอกนะว่าอีตานี่คือผู้ชายคนนั้นน่ะ ขณะที่คีแกร์นเอาแต่ยิ้มขำกับสีหน้าแตกตื่นที่ลอยอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ซึ่งมันน่ารักน่ามองอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าก่อนอวัสดาจะทันได้ตั้งตัวเอวบางก็ถูกลากขึ้นไปนั่งบนตักกว้างฉับไว“วันนี้เรายังไม่ได้ทักทายกันเลยนะ”“ไม่เอานะคีแกร์น เดี๋ยวลูกมาเห็น”อวัสดารีบยกมือยันบ่ากว้างเอาไว้ทั้งสองข้าง และเบี่ยงหน้าหลบปลายจมูกโด่งๆ กับปากร้อนๆ ที่ก้มลงมาหาเป็นพัลวัน“แค่ทักทายเมีย ไม่ได้จัดฟลูออฟชั่น ผมว่าเจ้าสองแสบนั่นเห็นจนชินแล้วละ”หากเขาฟังเธอที่ไหนกัน พาปากร้อนจัดกับปลายจมูกโด่งๆ ฟัดแก้มของเธอทั้งสองข้างจนหนำใจ ตบท้ายด้วยจูบปากอิ่มมาเสียเต็มรัก ที่อวัสดาได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกให้อย่างทำอะไรไม่ได้ ยามอยู่ด้วยกันสองคนพ่อคุณขยันนัวเนียมาก เหมือนเมื่อครั้งสมัยตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างไรอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนไม่สิ ตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่แก่สักหน่อย เธอกำลังย่างยี่สิบหกเรียกว่าสาวเต็มวัยน่าจะถูกกว่า ส่วนสามีก็เพิ่งสามสิบสองกำลังหนุ่มฉกรรจ์เลยต่างหาก แค่มีลูกกันไวไปนิดหนึ่งเอง แต่แบบนี้ก็ดีแล้วมีลูกโตทันใช้ และคงจะมีแค่สองคนเท่านี้แหละ เพราะสามีไม่ยอมท่าเดียว แถมยังแอบไปทำหมันเองเสร็จสรรพไม่บอกไม่กล่าวเธอสักคำ ทำเสร็จแล้วถึงค่อยมาบอกทีหลัง ซึ่งอวัสดาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอออกจะขำซะด้วยซ้ำ เนื่องจากความจร
แอสตันมาร์ตินคันหรูวิ่งเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์วิลเลียมเบอร์ลิซในตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ ทำให้อวัสดาต้องวางแคตตาล็อกตกแต่งบ้านที่กำลังเลือกเฟอร์นิเจอร์เพื่อนำไปเสนอให้ลูกค้าในมือลงบนโต๊ะ แล้วลุกจากโซฟาเดินไปยังหน้าบ้านด้วยความสงสัย เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกงาน แต่ทำไมสามีกลับบ้านเร็วกว่าปกติทว่าพอเดินพ้นออกไปจากประตูบ้านปุ๊บเธอก็ต้องเบิกตาโตอย่างตกใจ เมื่อเห็นสภาพของลูกชายฝาแฝดที่วิ่งตามกันลงมาจากรถของผู้เป็นบิดา ชุดนักเรียนเตรียมอนุบาลเปื้อนโคลนมอมแมมไปทั้งตัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ ใบหน้าเล็กๆ นั้นบวมช้ำมีทั้งรอยเขียวรอยแดงอยู่หลายแห่ง แขนขาก็มีรอยคล้ายถูกแมวข่วนก็ไม่ปานอยู่หลายที่“หม่ามี้!”สองเสียงร้องเรียกดังสอดประสานพร้อมกับพุ่งตัวมากอดขาของมารดาเอาไว้คนละข้าง“ตายแล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้น คิงส์ตัน คินเตอร์ ทำไมแผลเต็มตัวเลยลูก”อวัสดารีบนั่งคุกเข่าลงกับพื้น แล้วลูบเนื้อลูบตัวพลางจับใบหน้าลูกชายทั้งสองหันซ้ายหันขวาสำรวจบาดแผลอย่างจริงๆ จังๆ ดีที่ไม่มีแผลเลือดตกยางออกให้เห็น แต่เธอก็สงสัยอยู่เป็นกำลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ ถึงได้มีสภาพเหมือนไปฟัดกับแมวมาเช่นนี้ครั้นจะถา
“มัมครับ ผมไม่ไหว เลือดเยอะมาก หนูดาจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับมัม”ชายหนุ่มเอ่ยกับคนเป็นมารดาเสียงสั่น สองแขนก็โอบกอดร่างมารดาเอาไว้แน่นเหมือนคนขวัญเสีย“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร...หนูดาแข็งแรงมาก ใจเย็นๆ ไปนั่งพักก่อนไปลูกไป”มาดามซาร่าดึงลูกชายพาไปนั่งตรงโซฟาชุดใหญ่ที่อยู่บริเวณหน้าห้องคลอด ซึ่งขณะนี้มีทั้งครอบครัววิลเลียมเบอร์ลิซ ทั้งครอบครัวกิตติพงษ์ไพศาล และทางฝั่งกาญจน์นันท์นั่งกันอยู่หน้าสลอนครบหมดทุกคน เพื่อมาช่วยลุ้นหลานชายฝาแฝดที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก ทว่าท่าทางของผู้ชายตัวโตๆ ที่กำลังนั่งหน้าเผือดซีดกอดร่างมารดาแจ ทำเอาทุกคนที่ได้เห็นถึงกับคลี่ยิ้มขำ“นี่ละหนาผู้ชาย ต่อให้เก่งกาจมาเจ็ดย่านน้ำ ไม่พ้นมาสยบตอนเมียคลอดลูกทุกรายนั่นแหละ”คุณหญิงอารีดาที่นั่งข้างๆ คุณนายวิลเลียมเบอร์ลิซเปรยขึ้นมายิ้มๆ อย่างทั้งขำทั้งเอ็นดูลูกเขยอยู่เป็นกำลัง คิดว่าคงจะสุดๆ แล้วละถึงได้แสดงท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ออกมา ปกติจะมั่นใจในตัวเองเหลือล้น แข็งแกร่ง ดุดัน ที่ปราบลูกสาวสุดแสบของนางเสียราบคาบมาแล้ว หากที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรักเมียทูนหัวทูนเกล้านั่นแหละ นางจึงอดปลื้มปริ่มยินดีอยู่ลึกๆ ที่พ่อลูกเขยรักลูก
ถึงแม้สามีจะปรายตาขุ่นมาให้เธอก็ไม่แคร์ อวัสดาจิ้มผลไม้รสชาติจี๊ดจ๊าดเหล่านั้นใส่ปากไปเรื่อยๆ สลับกับเอาไปป้อนให้คนกำลังขับรถบ้าง เพราะรู้ว่าเขาชอบ ตั้งแต่เธอท้องคีแกร์นจะชอบกินอาหารแปลกๆ อย่างเช่นผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้ซึ่งปกติเขาไม่ค่อยนิยมสักเท่าไร แต่ช่วงนี้กลับกินได้กินดียิ่งกว่าคนท้องอย่างเธอเสียอีกวันดีคืนดีก็ชวนเธอออกไปหาอาหารรสชาติแซ่บๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ คอหมูย่าง ก๊วยเตี๋ยวต้มยำ เกาเหลาเลือดหมู อาหารรสชาติจัดจ้านที่ขึ้นชื่อว่าเมนูเด็ดเขาจะพาเธอไปตะเวนลิ้มรสเสียแทบจะทั่วกรุงเทพเลยก็ว่าได้ เป็นอวัสดาเองเสียอีกที่ไม่ค่อยจะแพ้ท้องอะไรเลย เธอกินอาหารได้ปกติ ไม่ได้นึกอยากกินเมนูอะไรเป็นพิเศษ อย่างมากก็ผลไม้รสเปรี้ยวๆ พวกนี้แค่นั้น เรียกได้ว่าสามีฟาดเรียบแทนให้หมด“สี่เดือนแล้วนะ ทำไมพุงไม่เห็นจะใหญ่ขึ้นเลย ลูกผมอยู่ในนั้นตั้งสองคนนะ กินข้าวบ้างหรือเปล่าคุณนะ”ชั่วครู่สามีถึงถามขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหน้าท้องที่นูนออกมานิดๆ ของเธอแผ่วเบา“ก็กินปกตินั้นแหละ คุณหมอก็บอกอยู่ว่าท้องสาวจะไม่ค่อยใหญ่มากนัก สักหกเจ็ดเดือนโน่นแหละถึงจะนูนขึ้นมาเห็นชัด คุณไม่ต้องกังวลหรอกน่า ผลตรวจล่าสุดก
หากอวัสดาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พยายามคุยเฉพาะเรื่องงานมาโดยตลอด และเวลานี้ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ไม่อยากมาพบเขานักหรอก พอดีว่าวันนี้ที่บริษัทไม่มีใครว่างสักคน ประกอบกับร้านแห่งนี้มันเป็นทางผ่าน เธอก็เลยกะจะแวะเอาแปลนแบบมาให้แล้วก็จะไปธุระต่อ“พอดีวันนี้หนูดารีบ คงอยู่คุยกับคุณต้นได้ไม่นาน ต้องขอโทษด้วยนะคะ”“ว้า...น่าเสียดายจังเลยนะครับ ผมก็อุตส่าห์หิ้วท้องรอ กะว่าเย็นนี้จะได้ทานข้าวกับคุณหนูดาสักมื้อ”ชายหนุ่มหน้าตาคมขำทำหน้าผิดหวังอย่างแรง อวัสดาก็ทำเป็นไม่สนใจพาวกเข้าเรื่องงานต่อไป“วันนี้ไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ มีอะไรคุณต้นติดต่อไปที่บริษัทได้ทุกเมื่อเลยนะคะ ถ้าหนูดาไม่ว่าง ฝากเรื่องเอาไว้กับพนักงานที่บริษัทได้เลย”“ไม่เป็นไร เอาไว้วันหลังก็ได้ครับ ผมรอคุณหนูดาได้เสมอ”ทว่าพ่อหม้ายหนุ่มไม่ได้สนใจเรื่องงานที่เธอพูดสักนิด ยังคงปักใจอยู่กับเรื่องที่จะกินข้าวกับเธอลูกเดียว หากอวัสดายังไม่ทันจะได้ว่าอย่างไร ก็มีคนโผล่มาช่วยแถลงไขให้แทน และเสียงดังฟังชัด ค่อนไปทางเย็นเยียบเข้าไส้ซะด้วยซ้ำ“ผมว่าคุณอย่ารอเลยจะดีกว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ เธอก็คงไม่ว่างมากินข้าวกับคุณหรอก เพราะเธอต้องกินข้าวกับสาม
คุณหญิงอารีดากำลังจะได้เป็นทั้งคุณยายและคุณย่า เนื่องจากอวัชรวินหลังจากที่แต่งงานหลังน้องสาวได้หนึ่งเดือน ลูกสะใภ้ก็กำลังจะมีหลานให้เช่นกัน เพราะคู่นั้นอยู่กินกันก่อนแต่งงานมาตั้งนานแล้ว และคุณหญิงอารีดาก็รู้อยู่แก่ใจ แค่ไม่ได้พูดออกมาก็เท่านั้นเอง หลังจากนั้นคุณหญิงก็รับหน้าที่ไปส่งคุณหมอ ปล่อยให้ลูกสาวกับลูกเขยได้อยู่กันตามลำพังพอคล้อยหลังคุณแม่ยายกับคุณหมอ คีแกร์นก็กระโดดเข้าไปกอดร่างของภรรยาสาวที่ยังนั่งอึ้งอยู่บนเตียง“หนูดา! เรากำลังจะมีเจ้าแสบน้อยแล้วนะทูนหัว ผมดีใจ ดีใจที่สุดเลย เรากำลังจะมีลูกแล้วนะคนดี”คนจะได้เป็นคุณพ่อพร่ำใส่ใบหูเล็ก และไล่จูบแก้มนุ่ม ขมับบาง ศีรษะเล็ก แล้ววนเวียนอยู่แบบนั้นอย่างคนตื่นเต้นดีใจไม่เก็บอาการ ขณะที่สองแขนก็รัดร่างภรรยาเอาไว้เสียแนบแน่น จนอวัสดาต้องประท้วงอู้อี้ออกมาจากแผงอกกว้าง“เบาๆ คีแกร์น! หนูดาหายใจไม่ออก”ชายหนุ่มถึงคลายอ้อมแขน เปลี่ยนมาประคองแก้มนุ่มสุกปลั่งเอาไว้ทั้งสองข้างแทน ปากก็ยิ้มกว้างหุบแทบไม่ลง แล้วถึงเอ่ยถามออกมาน้ำเสียงลนๆ“ดีใจไหมคนดี เราจะมีเจ้าแสบน้อยกันแล้วนะ”คนถามไม่คิดที่จะรอคำตอบ ก้มลงจูบกลีบปากอิ่มมาเต็มรัก จนอวัสดา







