Mag-log inคีแกร์น วิลเลี่ยมเบอร์ลิซ หนุ่มอังกฤษรูปทองกระเป๋าเพชรทายาทมหาเศรษฐีชื่อดังติดอันดับโลก ผู้ชายอีโก้แรงสุดกู่ มั่นใจในตัวเองเหลือล้น มุทะลุดุดัน ปากจัด หมัดหนัก อารมณ์ร้อนแบบสุดๆ และขี้หึงอย่าบอกใคร แต่ที่น่ายกย่องก็คือเป็นคนรักเดียวใจเดียวและมีหัวใจรักอันหนักแน่นมั่นคง เมื่อความรักมันเข้ามาทักทาย กล้าบุก กล้ารุก กล้าลุย ทุกด่านที่ขวางหน้าเพื่อให้ได้มาซึ่งหญิงเดียวในดวงใจ หากมันไม่ง่ายนักหรอก เพราะสาวงามที่หมายปองเธอคนนั้นคือคุณหนูลูกสาวเจ้าสัวใหญ่ อวัสดา กิตติพงษ์ไพศาล ซึ่งมีดีกรี แสบซ่า แสนซน ไม่ยอมคน จนได้รับฉายาอวัสดาจอมแสบ งานอดิเรกคือหาเรื่องปั่นหัวคนที่เธอแอบตั้งฉายาว่าผู้ชายร้ายกาจแสนจะเจ้าเล่ห์อยู่ตลอดเวลา งานรองลงมาคือกลั่นแกล้งหนุ่มหล่อมาดเนี้ยบทุกครั้งเมื่อมีโอกาส แต่คนที่ไม่เคยยอมแพ้และถอยให้กับอะไรง่ายๆ อย่างคีแกร์น วิลเลียมเบอร์ลิซ ก็โต้ตอบเอาคืนเสียจนสาวแสบเจ้าหัวใจหงอเข้าไส้ ท่ามกลางความขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ และสงครามแสบสันปนคันนิดๆ ทว่ากลับตลบอบอวลไปด้วย ไฟรัก ไฟพิศวาส ไฟปรารถนา ลุกโชนร้อนแรงจนยากจะดับสลาย แผดเผาทั่งคู่ให้ดำดิ่งอยู่ในวังวนแห่งความรักจนถอนตัวถอนใจไม่ขึ้นกันทั้งสองคน
view moreณ ผับหรูมีระดับกลางกรุงลอนดอน สาวสวยแสนเซ็กซี่ในชุดเกาะอกสีดำกำลังนั่งจิบไวน์อยู่คนเดียวเงียบๆ สักพักก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หุ่นราวกับนายแบบมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
“ให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มหูเอ่ยเชื้อเชิญพร้อมยื่นมือหนามาให้ บอกให้รู้ว่าไม่ต้องการคำปฏิเสธ
สาวสวยมองมือที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างไตร่ตรองสลับกับจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความไม่แน่ใจ แม้ว่าภายในผับจะค่อนข้างมืดทำให้เธอเห็นหน้าตาของคนชวนไม่ชัด หากดูรวมๆ แล้วเขาดูดีมาก มือเล็กจึงค่อยๆ วางลงบนมือใหญ่ปล่อยให้เขาจับจูงไปกลางฟลอร์ แขนแข็งแรงเกี่ยวเอวบางดันเข้ามาแนบลำตัวหนาแล้วพาเธอขยับก้าวตามจังหวะดนตรีช้าๆ อย่างชำนาญ ชั่วครู่เสียงทุ้มถึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ
“คุณมากับใคร ทำไมเขาถึงใจร้ายปล่อยให้สาวสวยแสนเซ็กซี่มานั่งอยู่คนเดียวแบบนี้ล่ะครับ”
“มากับเพื่อนๆ กับพี่ชายค่ะ พอดีเขาเต้นรำกันอยู่ด้านโน้น แล้วคุณล่ะคะ มาขอฉันเต้นรำแบบนี้หวังว่าคงไม่มีสาวๆ ตามมาแหกอกฉันหรอกนะคะ”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอแผ่วๆ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น
“ไม่มีแน่นอน ผมมากับเพื่อนเหมือนกัน นั่งกันอยู่ด้านบนโน่นไงครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยภาษาสากลน่าฟังพลางพยักพเยิดหน้าไปยังโซนวีไอพีชั้นสองที่เขานั่งให้เธอดู สาวงามมองตาม ก่อนจะหันกลับมาที่หนุ่มนิรนามอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เขาสูงมาก ทำให้เธอที่ถึงแม้จะไม่ใช่คนเตี้ย แถมยังใส่รองเท้าส้นสูงเกือบสามนิ้ว ต้องแหงนหน้ามองอีกฝ่ายเลยทีเดียว
“ผมยังไม่ทราบชื่อสาวสวยสุดเซ็กซี่ที่ผมเต้นรำอยู่ด้วยเลยนะครับ
“เรียกฉันว่าดาด้าก็ได้ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ ฉันก็ยังไม่รู้จักชื่อคุณเหมือนกัน” เสียงใสบอกชื่อที่เพื่อนใช้เรียกเธอตอนเรียนอยู่ที่นี่ออกไป เนื่องจากชื่ออวัสดาหรือหนูดามันเรียกยากสำหรับชาวต่างชาติ
“ผมคีแกร์น ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้จักสาวสวยและเซ็กซี่ที่สุดในคืนนี้นะครับ”
ชื่อที่ได้ยินทำเอาสาวสวยชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่หรอกมั้ง โลกมันคงไม่กลมขนาดนั้นหรอก ก็อีตาพี่ชายของเพื่อนรักที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอมาตั้งแต่เด็กก็ชื่อนี้เหมือนกัน เขาชอบจิกกัดเธอทุกครั้งที่เจอหน้า หุ่นก็ออกจะผอมแห้งเก้งก้างที่เธอเคยค่อนขอดอยู่บ่อยๆ ว่าสูงอย่างกับเสาโทรเลขเดินได้ ซึ่งผิดกับผู้ชายที่กำลังเต้นรำกับเธออยู่ในเวลานี้เอามากๆ หนุ่มคีแกร์นคนนี้หุ่นออกจะสูงใหญ่ดูแข็งแรงราวกับนักกีฬา หรือถ้าจะเป็นนายแบบก็ต้องเรียกว่าระดับเกรดท็อปของวงการนายแบบเลยก็ว่าได้ แผงอกที่เธอกำลังแนบชิดก็ช่างกว้างและแน่นหนั่นน่าซบจะตายไป แม้ว่าเธอจะไม่ได้เจออีตานั่นมาห้าหกปีแล้ว แต่ก็คงไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายขนาดนี้หรอก และก่อนอวัสดาจะทันได้คิดอะไรต่อไป เสียงดีเจประจำผับก็ประกาศดังขึ้น
“ต่อจากนี้คือหนึ่งนาทีสำหรับคู่รักนะครับ”
พลันไฟทั้งผับก็ดับพึ่บมืดสนิทลงฉับพลัน มือเล็กรีบคว้าแขนกำยำเอาไว้แน่นด้วยความตกใจ และก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัวริมฝีปากอุ่นจัดผสมกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ ก็ประทับลงมาบนกลีบปากนุ่มๆ อย่างแม่นยำ แล้วบดจูบเคล้าเคลียดูดดื่มจนคนถูกจูบยืนตัวเกร็งแข็งทื่อ แต่เพียงครู่เดียวความอ่อนวัยและไม่เคยก็ทำให้หญิงสาวตัวอ่อนระทวยในนาทีต่อมา ปล่อยให้ปลายลิ้นร้อนๆ สอดแทรกเข้าไปในโพรงปากเล็กและเกี่ยวกระหวัดควานหาความหวานด้วยความชำนาญ ขณะที่ฝ่ามือหนาก็ประคองท้ายทอยเล็กดันเข้ามารับจูบอย่างถนัดถนี่ยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับแขนแข็งแรงอีกข้างโอบรัดแผ่นหลังบางให้แนบกับแผงอกแกร่งจนแนบแน่นไปตลอดทั้งตัว ซึ่งหนึ่งนาทีสำหรับอวัสดามันช่างยาวนานแทบขาดใจ
เมื่อเรียวปากได้รูปผละห่างร่างในอ้อมกอดแกร่งกำยำก็แทบไม่มีแรงทรงตัว เธอต้องยึดแผงอกกว้างเป็นที่พักพิงศีรษะพลางก้มหน้าอย่างอายๆ ขณะที่ตาคมกริบกำลังจับจ้องใบหน้านวลในความสลัวด้วยความแปลกใจ เพราะจูบแสนหวานที่เขาได้ลิ้มลองเมื่อครู่มันเหมือนคนจูบไม่เป็นเอาซะเลย ซึ่งขัดกับการแต่งตัวที่เหมือนสาวเซ็กซี่ร้อนแรงสุดขั้ว มือใหญ่กอบกุมแก้มนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้างุดๆ ให้เงยขึ้นมาจ้องหน้า แล้วใช้นิ้วโป้งไล้กลีบปากนุ่มที่กำลังสั่นน้อยๆ อย่างแผ่วเบา ก่อนเอ่ยหยอกเย้าออกมายิ้มๆ
“อย่าไปบอกใครนะ ว่าสาวสวยสุดเซ็กซี่ที่ผมเห็นยังจูบไม่เป็นเลย”
คนได้ยินหน้าร้อนผ่าวหนักเข้าไปใหญ่ ถ้าตอนนี้ไม่มืดคนจ้องมองคงได้เห็นว่าหน้าเธอแดงจัดสักแค่ไหน คนอายพยายามก้มหน้าหลบ แต่ก็ติดตรงมือใหญ่ทั้งสองข้างยังจับกุมสองแก้มรั้งเอาไว้ไม่ให้เธอเบือนหน้าหนีไปทางไหนได้ ดวงตาสองคู่จึงจ้องสบกันนิ่งอยู่ในความมืด
“แต่เป็นจูบที่ผมประทับใจมาก ผมคงลืมคืนนี้ไม่ลงเลยทีเดียว”
พูดเสร็จเขาก็ดึงแหวนออกจากนิ้วก้อยข้างขวา แล้วค่อยๆ สวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายให้เธอ แต่มันหลวมมาก เพราะไซซ์นิ้วเขากับเธอมันต่างกันเยอะ ชายหนุ่มจึงดึงออกมาสวมเข้ากับนิ้วโป้งให้แทน
“ผมให้ เก็บไว้ให้ดีนะครับ ผมจะตามหาคุณให้เจอพร้อมกับเอาแหวนที่พอดีกับนิ้วของคุณมาเปลี่ยนให้ แล้วเจอกันนะครับสาวสวยสุดเซ็กซี่ของผม”
เจ้าของแหวนพูดยิ้มๆ แล้วดึงร่างเพรียวบางเข้ามาประทับจูบหนักๆ ที่กลีบปากนุ่มอีกครั้ง ก่อนเขาจะหันหลังก้าวจากไปในความมืด ทิ้งให้คนโดนขโมยจูบแรกยืนตัวแข็งทื่อมองตามแผ่นหลังกว้างไปด้วยความมึนงงพร้อมกับหัวใจเต้นระรัว
ทว่าก่อนอวัสดาจะทันได้ตั้งตัวเอวบางก็ถูกลากขึ้นไปนั่งบนตักกว้างฉับไว“วันนี้เรายังไม่ได้ทักทายกันเลยนะ”“ไม่เอานะคีแกร์น เดี๋ยวลูกมาเห็น”อวัสดารีบยกมือยันบ่ากว้างเอาไว้ทั้งสองข้าง และเบี่ยงหน้าหลบปลายจมูกโด่งๆ กับปากร้อนๆ ที่ก้มลงมาหาเป็นพัลวัน“แค่ทักทายเมีย ไม่ได้จัดฟลูออฟชั่น ผมว่าเจ้าสองแสบนั่นเห็นจนชินแล้วละ”หากเขาฟังเธอที่ไหนกัน พาปากร้อนจัดกับปลายจมูกโด่งๆ ฟัดแก้มของเธอทั้งสองข้างจนหนำใจ ตบท้ายด้วยจูบปากอิ่มมาเสียเต็มรัก ที่อวัสดาได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกให้อย่างทำอะไรไม่ได้ ยามอยู่ด้วยกันสองคนพ่อคุณขยันนัวเนียมาก เหมือนเมื่อครั้งสมัยตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างไรอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนไม่สิ ตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่แก่สักหน่อย เธอกำลังย่างยี่สิบหกเรียกว่าสาวเต็มวัยน่าจะถูกกว่า ส่วนสามีก็เพิ่งสามสิบสองกำลังหนุ่มฉกรรจ์เลยต่างหาก แค่มีลูกกันไวไปนิดหนึ่งเอง แต่แบบนี้ก็ดีแล้วมีลูกโตทันใช้ และคงจะมีแค่สองคนเท่านี้แหละ เพราะสามีไม่ยอมท่าเดียว แถมยังแอบไปทำหมันเองเสร็จสรรพไม่บอกไม่กล่าวเธอสักคำ ทำเสร็จแล้วถึงค่อยมาบอกทีหลัง ซึ่งอวัสดาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอออกจะขำซะด้วยซ้ำ เนื่องจากความจร
แอสตันมาร์ตินคันหรูวิ่งเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์วิลเลียมเบอร์ลิซในตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ ทำให้อวัสดาต้องวางแคตตาล็อกตกแต่งบ้านที่กำลังเลือกเฟอร์นิเจอร์เพื่อนำไปเสนอให้ลูกค้าในมือลงบนโต๊ะ แล้วลุกจากโซฟาเดินไปยังหน้าบ้านด้วยความสงสัย เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกงาน แต่ทำไมสามีกลับบ้านเร็วกว่าปกติทว่าพอเดินพ้นออกไปจากประตูบ้านปุ๊บเธอก็ต้องเบิกตาโตอย่างตกใจ เมื่อเห็นสภาพของลูกชายฝาแฝดที่วิ่งตามกันลงมาจากรถของผู้เป็นบิดา ชุดนักเรียนเตรียมอนุบาลเปื้อนโคลนมอมแมมไปทั้งตัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ ใบหน้าเล็กๆ นั้นบวมช้ำมีทั้งรอยเขียวรอยแดงอยู่หลายแห่ง แขนขาก็มีรอยคล้ายถูกแมวข่วนก็ไม่ปานอยู่หลายที่“หม่ามี้!”สองเสียงร้องเรียกดังสอดประสานพร้อมกับพุ่งตัวมากอดขาของมารดาเอาไว้คนละข้าง“ตายแล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้น คิงส์ตัน คินเตอร์ ทำไมแผลเต็มตัวเลยลูก”อวัสดารีบนั่งคุกเข่าลงกับพื้น แล้วลูบเนื้อลูบตัวพลางจับใบหน้าลูกชายทั้งสองหันซ้ายหันขวาสำรวจบาดแผลอย่างจริงๆ จังๆ ดีที่ไม่มีแผลเลือดตกยางออกให้เห็น แต่เธอก็สงสัยอยู่เป็นกำลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ ถึงได้มีสภาพเหมือนไปฟัดกับแมวมาเช่นนี้ครั้นจะถา
“มัมครับ ผมไม่ไหว เลือดเยอะมาก หนูดาจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับมัม”ชายหนุ่มเอ่ยกับคนเป็นมารดาเสียงสั่น สองแขนก็โอบกอดร่างมารดาเอาไว้แน่นเหมือนคนขวัญเสีย“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร...หนูดาแข็งแรงมาก ใจเย็นๆ ไปนั่งพักก่อนไปลูกไป”มาดามซาร่าดึงลูกชายพาไปนั่งตรงโซฟาชุดใหญ่ที่อยู่บริเวณหน้าห้องคลอด ซึ่งขณะนี้มีทั้งครอบครัววิลเลียมเบอร์ลิซ ทั้งครอบครัวกิตติพงษ์ไพศาล และทางฝั่งกาญจน์นันท์นั่งกันอยู่หน้าสลอนครบหมดทุกคน เพื่อมาช่วยลุ้นหลานชายฝาแฝดที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก ทว่าท่าทางของผู้ชายตัวโตๆ ที่กำลังนั่งหน้าเผือดซีดกอดร่างมารดาแจ ทำเอาทุกคนที่ได้เห็นถึงกับคลี่ยิ้มขำ“นี่ละหนาผู้ชาย ต่อให้เก่งกาจมาเจ็ดย่านน้ำ ไม่พ้นมาสยบตอนเมียคลอดลูกทุกรายนั่นแหละ”คุณหญิงอารีดาที่นั่งข้างๆ คุณนายวิลเลียมเบอร์ลิซเปรยขึ้นมายิ้มๆ อย่างทั้งขำทั้งเอ็นดูลูกเขยอยู่เป็นกำลัง คิดว่าคงจะสุดๆ แล้วละถึงได้แสดงท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ออกมา ปกติจะมั่นใจในตัวเองเหลือล้น แข็งแกร่ง ดุดัน ที่ปราบลูกสาวสุดแสบของนางเสียราบคาบมาแล้ว หากที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรักเมียทูนหัวทูนเกล้านั่นแหละ นางจึงอดปลื้มปริ่มยินดีอยู่ลึกๆ ที่พ่อลูกเขยรักลูก
ถึงแม้สามีจะปรายตาขุ่นมาให้เธอก็ไม่แคร์ อวัสดาจิ้มผลไม้รสชาติจี๊ดจ๊าดเหล่านั้นใส่ปากไปเรื่อยๆ สลับกับเอาไปป้อนให้คนกำลังขับรถบ้าง เพราะรู้ว่าเขาชอบ ตั้งแต่เธอท้องคีแกร์นจะชอบกินอาหารแปลกๆ อย่างเช่นผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้ซึ่งปกติเขาไม่ค่อยนิยมสักเท่าไร แต่ช่วงนี้กลับกินได้กินดียิ่งกว่าคนท้องอย่างเธอเสียอีกวันดีคืนดีก็ชวนเธอออกไปหาอาหารรสชาติแซ่บๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ คอหมูย่าง ก๊วยเตี๋ยวต้มยำ เกาเหลาเลือดหมู อาหารรสชาติจัดจ้านที่ขึ้นชื่อว่าเมนูเด็ดเขาจะพาเธอไปตะเวนลิ้มรสเสียแทบจะทั่วกรุงเทพเลยก็ว่าได้ เป็นอวัสดาเองเสียอีกที่ไม่ค่อยจะแพ้ท้องอะไรเลย เธอกินอาหารได้ปกติ ไม่ได้นึกอยากกินเมนูอะไรเป็นพิเศษ อย่างมากก็ผลไม้รสเปรี้ยวๆ พวกนี้แค่นั้น เรียกได้ว่าสามีฟาดเรียบแทนให้หมด“สี่เดือนแล้วนะ ทำไมพุงไม่เห็นจะใหญ่ขึ้นเลย ลูกผมอยู่ในนั้นตั้งสองคนนะ กินข้าวบ้างหรือเปล่าคุณนะ”ชั่วครู่สามีถึงถามขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหน้าท้องที่นูนออกมานิดๆ ของเธอแผ่วเบา“ก็กินปกตินั้นแหละ คุณหมอก็บอกอยู่ว่าท้องสาวจะไม่ค่อยใหญ่มากนัก สักหกเจ็ดเดือนโน่นแหละถึงจะนูนขึ้นมาเห็นชัด คุณไม่ต้องกังวลหรอกน่า ผลตรวจล่าสุดก