Masukอวัสดาเหล่ตามองร่างสูงใหญ่ในชุดกางเกงวอร์มกับเสื้อกล้ามสีขาวซึ่งชื้นไปด้วยเหงื่อเต็มแผงอกและแผ่นหลังกว้างนั้นนิดหนึ่ง หากมันไม่ได้น่ารังเกียจหรอกนะ ทว่ามันกลับน่ามองมากต่างหาก เสื้อกล้ามเปียกไปด้วยเหงื่อนั่นมันยิ่งเน้นให้เห็นแผงอกตึงแน่นกับกล้ามท้องเป็นมัดๆ จนทำให้คนแอบมองต้องรีบหลบสายตาหันไปสนใจผักในอ่างอีกครั้ง รู้สึกอยู่ใกล้เขาทีไรใจเธอมันหวิวแปลกๆ หัวใจเจ้ากรรมมันก็เต้นผิดจังหวะอยู่เรื่อย
‘คงไปออกกำลังกายมาละสิท่า แล้วจะมายืนอวดหุ่นล่ำๆ เขย่าหัวใจเราอยู่ตรงนี้ทำไมไม่ทราบ’
สาวแสบนึกค่อนแคะอยู่ในใจ พอชำเลืองไปมองมาเรียก็เห็นกำลังง่วนอยู่กับงานตรงเคาน์เตอร์อีกด้าน ก่อนเธอจะหันกลับมามองคนยืนใกล้ๆ ด้วยสายตาระแวดระวังอีกครั้ง เขาคงไม่กล้าทำอะไรเธอหรอกมั้ง เพราะมาเรียก็อยู่นี่นา อวัสดาคิดแล้วก็ลงมือล้างผักตรงหน้าต่อ ทำทีไม่สนใจคนที่กำลังจ้องหน้าเธอไม่พูดไม่จานั้นอีกต่อไป แต่ประโยคภาษาไทยที่ดังลอยขึ้นมาเบาๆ ทำเอาอวัสดาอยากจะกรี๊ดให้ลั่นครัวนัก
“นอนไม่หลับเพราะแปลกที่ หรือว่า...มัวนอนคิดถึงจูบเมื่อคืนนี้กันแน่”
คนโดนยั่วยวนกวนโทสะรับอรุณตวัดตาขวางใส่ทันที หากเธอก็ทำได้แค่กัดฟันว่าให้เบาๆ เท่านั้น
“ว่างนักหรือไงคนบ้า! ฉันยังไม่มีอารมณ์มาทะเลาะกับคุณตอนนี้หรอกนะ”
คีแกร์นมองคนหน้าหงิกแต่น่ารักมากยิ้มๆ และจ้องสบดวงตากลมโตที่กำลังเรืองแสงเขียวปัดไม่ยอมหลบอย่างท้าทายอยู่ในที
“ผมก็ทักทายธรรมดา ไม่ได้ชวนคุณทะเลาะด้วยสักหน่อย”
อวัสดายังไม่ทันจะได้โต้ตอบว่าอย่างไร ร่างใหญ่ก็โน้มตัวลงมาจูบกลีบปากแดงเรื่อหนักๆ แล้วขายาวๆ ก็รีบก้าวหนีออกจากห้องครัวไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้คนถูกขโมยจูบเบิกตาโตยืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้นหลายวินาที เพราะคิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าทำ พอตั้งสติได้เธอก็หันไปกะจะโวยวายเอาเรื่องเต็มที่
“อ๊ายยย…”
เธอร้องค้างอยู่แค่นั้น เนื่องจากตัวการสำคัญก้าวพ้นประตูครัวออกไปแล้ว ด้านมาเรียเมื่อได้ยินเสียงร้องอันดังลั่นนางจึงหันมามองด้วยความตกใจ ก็ได้เห็นคนอาสาช่วยงานกำมือน้อยๆ เอาไว้ทั้งสองข้างพร้อมกับกระทืบเท้าเร่าๆ อยู่กับที่ ใบหน้านวลแดงซ่านไปจรดลำคอ ปากอิ่มก็อ้าพะงาบๆ เหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่ามองหาร่างของคุณหนูของนางก็ไม่เห็นแล้ว คุณแม่บ้านไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงรีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“เป็นอะไรคะคุณหนู เกิดอะไรขึ้น”
อวัสดาถึงกับชะงักฉับพลัน หันไปมองคุณแม่บ้านใหญ่ก็เห็นกำลังจ้องท่าทางของเธออยู่อย่างแปลกใจ ตอนนี้ตัวต้นเหตุก็หนีออกไปแล้ว จะให้เธอตอบว่าอย่างไรได้ล่ะ หญิงสาวจึงได้แต่คลี่ยิ้มแหยๆ ส่งให้มาเรีย
“เอ่อ...คือว่า...พอดีเจอหนอนในผักหนูดาตกใจน่ะค่ะมาเรีย แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วค่ะ”
แก้ตัวเสร็จก็หันกลับไปล้างผักต่อทันที มาเรียจึงเดินตรงเข้ามาหา นางแย่งผักออกจากมือเล็ก แล้วดึงร่างบางให้ออกห่างมาจากเคาน์เตอร์ล้างผัก
“ไม่ต้องทำแล้วค่ะ คุณหนูไปเตรียมตัวทานของเช้าที่ห้องอาหารได้แล้วนะคะ มาเรียจะให้เด็กยกกาแฟไปให้ สักพักเดี๋ยวคุณคีแกร์นก็คงจะลงมาค่ะ รายนั้นน่ะทำอะไรรวดเร็ว เธอจะได้มีเพื่อนทานของเช้าไงคะ”
อวัสดาคลี่ยิ้มจืดเจื่อน ก็ใครอยากรวมโต๊ะกับอีตานั่นกันล่ะ ก่อนดวงตากลมโตคู่สวยจะวาววับขึ้นมาฉับพลัน เมื่อคิดแผนการเอาคืนคนบางคนออก
“เดี๋ยวหนูดาช่วยยกกาแฟไปให้แล้วกันนะคะมาเรีย ว่าแต่คุณคีแกร์นของมาเรียดื่มกาแฟรสชาติแบบไหนเหรอคะ หนูดาจะทำให้”
“เอางั้นเหรอคะ ก็ได้ค่ะ คุณหนูใส่กาแฟสามช้อน ตามด้วยครีมหนึ่ง น้ำตาลหนึ่ง แล้วค่อยเทน้ำร้อนสองในสามของถ้วย แค่นี้ก็เรียบร้อยค่ะ”
“โอ๊ย…เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง เดี๋ยวหนูดาจัดให้นะคะ”
อวัสดาพูดพร้อมแย้มยิ้มหูตาแพรวพราวไปทั้งหน้า เธอก้าวไปทำตามที่มาเรียแนะนำ พลางพึมพำหมายมาดไปด้วย
“ถึงทีฉันบ้างละนะคีแกร์น”
อวัสดาจัดการตักเกลือใส่ถ้วยกาแฟไปก่อนสามช้อนก่อนที่มาเรียจะทันได้สังเกตเห็น แล้วตามด้วยขั้นตอนที่คุณแม่บ้านใหญ่บอก เสร็จแล้วก็จัดการชงกาแฟสำหรับตัวเองอีกหนึ่งถ้วย จากนั้นถึงรีบยกออกไปยังห้องอาหาร เธอนั่งจิบกาแฟทีละนิดสลับกับทำทีจัดโน่นจัดนี่บนโต๊ะอาหารไปเรื่อยๆ
ไม่นานเป้าหมายของเธอก็ก้าวผ่านประตูห้องอาหารเข้ามา เจ้าของแผนการเหลือบมองผู้มาใหม่นิดหนึ่ง ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเกือบดำส่งให้ร่างสูงใหญ่นั้นดูน่ามองและน่าเกรงขามขึ้นอีกหลายเท่า ด้านคีแกร์นเมื่อเห็นว่าใครนั่งตรงโต๊ะอาหารอยู่ก่อนแล้วก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย ก่อนชายหนุ่มจะทรุดลงนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับหยักยิ้มมุมปากน้อยๆ และอดที่จะเอ่ยแซวไม่ได้
“ผมว่าอาหารเช้ามื้อนี้คงรสชาติดีเป็นพิเศษแน่ๆ เพราะคุณหนูอวัสดาอุตส่าห์ให้เกียรติมานั่งร่วมโต๊ะด้วย”
คนโดนแซวตวัดตาขุ่นให้ทันควัน แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ รสชาติดีไม่ดีเดี๋ยวก็รู้ อวัสดาภาวนาให้เขารีบยกกาแฟถ้วยนั้นขึ้นดื่มเสียที และดูเหมือนคำภาวนาของเธอจะสัมฤทธิผลเมื่อคนนั่งฟากตรงข้ามยกกาแฟขึ้นจิบไปอย่างเต็มที่แล้วพ่นพรวดออกมาแทบไม่ทัน เขากระแทกถ้วยกาแฟลงกับโต๊ะจนคว่ำกระฉอกเลอะไปทั้งโต๊ะ มือใหญ่รีบคว้าน้ำเปล่าดื่มอั้กๆ ตามไปจนหมดแก้ว ท่ามกลางเสียงหัวเราะสดใสของสาวแสบผู้ร่วมโต๊ะ ตากลมโตดำขลับเปล่งประกายวิบวับออกมาเยาะเย้ยไม่ปิดบัง
ทว่าก่อนอวัสดาจะทันได้ตั้งตัวเอวบางก็ถูกลากขึ้นไปนั่งบนตักกว้างฉับไว“วันนี้เรายังไม่ได้ทักทายกันเลยนะ”“ไม่เอานะคีแกร์น เดี๋ยวลูกมาเห็น”อวัสดารีบยกมือยันบ่ากว้างเอาไว้ทั้งสองข้าง และเบี่ยงหน้าหลบปลายจมูกโด่งๆ กับปากร้อนๆ ที่ก้มลงมาหาเป็นพัลวัน“แค่ทักทายเมีย ไม่ได้จัดฟลูออฟชั่น ผมว่าเจ้าสองแสบนั่นเห็นจนชินแล้วละ”หากเขาฟังเธอที่ไหนกัน พาปากร้อนจัดกับปลายจมูกโด่งๆ ฟัดแก้มของเธอทั้งสองข้างจนหนำใจ ตบท้ายด้วยจูบปากอิ่มมาเสียเต็มรัก ที่อวัสดาได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกให้อย่างทำอะไรไม่ได้ ยามอยู่ด้วยกันสองคนพ่อคุณขยันนัวเนียมาก เหมือนเมื่อครั้งสมัยตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างไรอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนไม่สิ ตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่แก่สักหน่อย เธอกำลังย่างยี่สิบหกเรียกว่าสาวเต็มวัยน่าจะถูกกว่า ส่วนสามีก็เพิ่งสามสิบสองกำลังหนุ่มฉกรรจ์เลยต่างหาก แค่มีลูกกันไวไปนิดหนึ่งเอง แต่แบบนี้ก็ดีแล้วมีลูกโตทันใช้ และคงจะมีแค่สองคนเท่านี้แหละ เพราะสามีไม่ยอมท่าเดียว แถมยังแอบไปทำหมันเองเสร็จสรรพไม่บอกไม่กล่าวเธอสักคำ ทำเสร็จแล้วถึงค่อยมาบอกทีหลัง ซึ่งอวัสดาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอออกจะขำซะด้วยซ้ำ เนื่องจากความจร
แอสตันมาร์ตินคันหรูวิ่งเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์วิลเลียมเบอร์ลิซในตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ ทำให้อวัสดาต้องวางแคตตาล็อกตกแต่งบ้านที่กำลังเลือกเฟอร์นิเจอร์เพื่อนำไปเสนอให้ลูกค้าในมือลงบนโต๊ะ แล้วลุกจากโซฟาเดินไปยังหน้าบ้านด้วยความสงสัย เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกงาน แต่ทำไมสามีกลับบ้านเร็วกว่าปกติทว่าพอเดินพ้นออกไปจากประตูบ้านปุ๊บเธอก็ต้องเบิกตาโตอย่างตกใจ เมื่อเห็นสภาพของลูกชายฝาแฝดที่วิ่งตามกันลงมาจากรถของผู้เป็นบิดา ชุดนักเรียนเตรียมอนุบาลเปื้อนโคลนมอมแมมไปทั้งตัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ ใบหน้าเล็กๆ นั้นบวมช้ำมีทั้งรอยเขียวรอยแดงอยู่หลายแห่ง แขนขาก็มีรอยคล้ายถูกแมวข่วนก็ไม่ปานอยู่หลายที่“หม่ามี้!”สองเสียงร้องเรียกดังสอดประสานพร้อมกับพุ่งตัวมากอดขาของมารดาเอาไว้คนละข้าง“ตายแล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้น คิงส์ตัน คินเตอร์ ทำไมแผลเต็มตัวเลยลูก”อวัสดารีบนั่งคุกเข่าลงกับพื้น แล้วลูบเนื้อลูบตัวพลางจับใบหน้าลูกชายทั้งสองหันซ้ายหันขวาสำรวจบาดแผลอย่างจริงๆ จังๆ ดีที่ไม่มีแผลเลือดตกยางออกให้เห็น แต่เธอก็สงสัยอยู่เป็นกำลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ ถึงได้มีสภาพเหมือนไปฟัดกับแมวมาเช่นนี้ครั้นจะถา
“มัมครับ ผมไม่ไหว เลือดเยอะมาก หนูดาจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับมัม”ชายหนุ่มเอ่ยกับคนเป็นมารดาเสียงสั่น สองแขนก็โอบกอดร่างมารดาเอาไว้แน่นเหมือนคนขวัญเสีย“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร...หนูดาแข็งแรงมาก ใจเย็นๆ ไปนั่งพักก่อนไปลูกไป”มาดามซาร่าดึงลูกชายพาไปนั่งตรงโซฟาชุดใหญ่ที่อยู่บริเวณหน้าห้องคลอด ซึ่งขณะนี้มีทั้งครอบครัววิลเลียมเบอร์ลิซ ทั้งครอบครัวกิตติพงษ์ไพศาล และทางฝั่งกาญจน์นันท์นั่งกันอยู่หน้าสลอนครบหมดทุกคน เพื่อมาช่วยลุ้นหลานชายฝาแฝดที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก ทว่าท่าทางของผู้ชายตัวโตๆ ที่กำลังนั่งหน้าเผือดซีดกอดร่างมารดาแจ ทำเอาทุกคนที่ได้เห็นถึงกับคลี่ยิ้มขำ“นี่ละหนาผู้ชาย ต่อให้เก่งกาจมาเจ็ดย่านน้ำ ไม่พ้นมาสยบตอนเมียคลอดลูกทุกรายนั่นแหละ”คุณหญิงอารีดาที่นั่งข้างๆ คุณนายวิลเลียมเบอร์ลิซเปรยขึ้นมายิ้มๆ อย่างทั้งขำทั้งเอ็นดูลูกเขยอยู่เป็นกำลัง คิดว่าคงจะสุดๆ แล้วละถึงได้แสดงท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ออกมา ปกติจะมั่นใจในตัวเองเหลือล้น แข็งแกร่ง ดุดัน ที่ปราบลูกสาวสุดแสบของนางเสียราบคาบมาแล้ว หากที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรักเมียทูนหัวทูนเกล้านั่นแหละ นางจึงอดปลื้มปริ่มยินดีอยู่ลึกๆ ที่พ่อลูกเขยรักลูก
ถึงแม้สามีจะปรายตาขุ่นมาให้เธอก็ไม่แคร์ อวัสดาจิ้มผลไม้รสชาติจี๊ดจ๊าดเหล่านั้นใส่ปากไปเรื่อยๆ สลับกับเอาไปป้อนให้คนกำลังขับรถบ้าง เพราะรู้ว่าเขาชอบ ตั้งแต่เธอท้องคีแกร์นจะชอบกินอาหารแปลกๆ อย่างเช่นผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้ซึ่งปกติเขาไม่ค่อยนิยมสักเท่าไร แต่ช่วงนี้กลับกินได้กินดียิ่งกว่าคนท้องอย่างเธอเสียอีกวันดีคืนดีก็ชวนเธอออกไปหาอาหารรสชาติแซ่บๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ คอหมูย่าง ก๊วยเตี๋ยวต้มยำ เกาเหลาเลือดหมู อาหารรสชาติจัดจ้านที่ขึ้นชื่อว่าเมนูเด็ดเขาจะพาเธอไปตะเวนลิ้มรสเสียแทบจะทั่วกรุงเทพเลยก็ว่าได้ เป็นอวัสดาเองเสียอีกที่ไม่ค่อยจะแพ้ท้องอะไรเลย เธอกินอาหารได้ปกติ ไม่ได้นึกอยากกินเมนูอะไรเป็นพิเศษ อย่างมากก็ผลไม้รสเปรี้ยวๆ พวกนี้แค่นั้น เรียกได้ว่าสามีฟาดเรียบแทนให้หมด“สี่เดือนแล้วนะ ทำไมพุงไม่เห็นจะใหญ่ขึ้นเลย ลูกผมอยู่ในนั้นตั้งสองคนนะ กินข้าวบ้างหรือเปล่าคุณนะ”ชั่วครู่สามีถึงถามขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหน้าท้องที่นูนออกมานิดๆ ของเธอแผ่วเบา“ก็กินปกตินั้นแหละ คุณหมอก็บอกอยู่ว่าท้องสาวจะไม่ค่อยใหญ่มากนัก สักหกเจ็ดเดือนโน่นแหละถึงจะนูนขึ้นมาเห็นชัด คุณไม่ต้องกังวลหรอกน่า ผลตรวจล่าสุดก
หากอวัสดาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พยายามคุยเฉพาะเรื่องงานมาโดยตลอด และเวลานี้ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ไม่อยากมาพบเขานักหรอก พอดีว่าวันนี้ที่บริษัทไม่มีใครว่างสักคน ประกอบกับร้านแห่งนี้มันเป็นทางผ่าน เธอก็เลยกะจะแวะเอาแปลนแบบมาให้แล้วก็จะไปธุระต่อ“พอดีวันนี้หนูดารีบ คงอยู่คุยกับคุณต้นได้ไม่นาน ต้องขอโทษด้วยนะคะ”“ว้า...น่าเสียดายจังเลยนะครับ ผมก็อุตส่าห์หิ้วท้องรอ กะว่าเย็นนี้จะได้ทานข้าวกับคุณหนูดาสักมื้อ”ชายหนุ่มหน้าตาคมขำทำหน้าผิดหวังอย่างแรง อวัสดาก็ทำเป็นไม่สนใจพาวกเข้าเรื่องงานต่อไป“วันนี้ไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ มีอะไรคุณต้นติดต่อไปที่บริษัทได้ทุกเมื่อเลยนะคะ ถ้าหนูดาไม่ว่าง ฝากเรื่องเอาไว้กับพนักงานที่บริษัทได้เลย”“ไม่เป็นไร เอาไว้วันหลังก็ได้ครับ ผมรอคุณหนูดาได้เสมอ”ทว่าพ่อหม้ายหนุ่มไม่ได้สนใจเรื่องงานที่เธอพูดสักนิด ยังคงปักใจอยู่กับเรื่องที่จะกินข้าวกับเธอลูกเดียว หากอวัสดายังไม่ทันจะได้ว่าอย่างไร ก็มีคนโผล่มาช่วยแถลงไขให้แทน และเสียงดังฟังชัด ค่อนไปทางเย็นเยียบเข้าไส้ซะด้วยซ้ำ“ผมว่าคุณอย่ารอเลยจะดีกว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ เธอก็คงไม่ว่างมากินข้าวกับคุณหรอก เพราะเธอต้องกินข้าวกับสาม
คุณหญิงอารีดากำลังจะได้เป็นทั้งคุณยายและคุณย่า เนื่องจากอวัชรวินหลังจากที่แต่งงานหลังน้องสาวได้หนึ่งเดือน ลูกสะใภ้ก็กำลังจะมีหลานให้เช่นกัน เพราะคู่นั้นอยู่กินกันก่อนแต่งงานมาตั้งนานแล้ว และคุณหญิงอารีดาก็รู้อยู่แก่ใจ แค่ไม่ได้พูดออกมาก็เท่านั้นเอง หลังจากนั้นคุณหญิงก็รับหน้าที่ไปส่งคุณหมอ ปล่อยให้ลูกสาวกับลูกเขยได้อยู่กันตามลำพังพอคล้อยหลังคุณแม่ยายกับคุณหมอ คีแกร์นก็กระโดดเข้าไปกอดร่างของภรรยาสาวที่ยังนั่งอึ้งอยู่บนเตียง“หนูดา! เรากำลังจะมีเจ้าแสบน้อยแล้วนะทูนหัว ผมดีใจ ดีใจที่สุดเลย เรากำลังจะมีลูกแล้วนะคนดี”คนจะได้เป็นคุณพ่อพร่ำใส่ใบหูเล็ก และไล่จูบแก้มนุ่ม ขมับบาง ศีรษะเล็ก แล้ววนเวียนอยู่แบบนั้นอย่างคนตื่นเต้นดีใจไม่เก็บอาการ ขณะที่สองแขนก็รัดร่างภรรยาเอาไว้เสียแนบแน่น จนอวัสดาต้องประท้วงอู้อี้ออกมาจากแผงอกกว้าง“เบาๆ คีแกร์น! หนูดาหายใจไม่ออก”ชายหนุ่มถึงคลายอ้อมแขน เปลี่ยนมาประคองแก้มนุ่มสุกปลั่งเอาไว้ทั้งสองข้างแทน ปากก็ยิ้มกว้างหุบแทบไม่ลง แล้วถึงเอ่ยถามออกมาน้ำเสียงลนๆ“ดีใจไหมคนดี เราจะมีเจ้าแสบน้อยกันแล้วนะ”คนถามไม่คิดที่จะรอคำตอบ ก้มลงจูบกลีบปากอิ่มมาเต็มรัก จนอวัสดา







