เข้าสู่ระบบถึงวันที่ทางมหาวิทยาลัยจัดงานรับปริญญาของเหล่าบัณฑิตจบใหม่ ขณะนี้พื้นที่ภายนอกอาคารจะมีเหล่านักศึกษาต่างแยกย้ายกันไปถ่ายรูปกับครอบครัวเพราะถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดในชีวิต
“เฮ้ๆๆๆๆๆ” ทั้งสามคน คิวมิกส์ เปรมสิริและพัชสิกา กอดคอกันด้วยความดีใจ เมื่อส่งเสียงร้องจนพอใจแล้วพวกเขาก็รวมตัวกันเพื่อถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก
“เอาสวยๆเด่นๆเลยนะ” พัชสิกาพูดพลางจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อยเพราะกว่าจะได้ถ่ายรูปผมที่เซตไว้ก่อนหน้าก็เริ่มหลุดออกมาบางส่วน
“รอบนี้ฉันขอเด่นกว่าแกเลยนะ” เปรมสิริสาวตากลมโตน่ารักค่อยๆขยับเบียดพัชสิกาอย่างไม่ยอม เพราะพัชสิกาสวยกว่าเธอมากๆ
มากจนเธอถ่ายรูปด้วยก็ดรอปแทบทุกครั้ง
“ดูมีความสุขกันจังเลยนะครับ” เสียงทุ้มของใครบางคนดังมาจากทางด้านหลังเมื่อคนทั้งสามหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นภาคิน
“คุณภาคิน” เปรมสิริเรียกชื่อเขาด้วยความดีใจพร้อมกวักมือเรียกให้เขามาถ่ายรูปด้วย “มาถ่ายรูปเก็บไว้กันค่า”
“ตามสบายเลยครับ ผมแค่มาแสดงความยินดีก็แค่นั้น” ภาคินพูดในขณะก้าวเท้าเข้ามาหาพัชสิกาอีกทั้งในมือยังมีช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ เตรียมไว้ให้เธอ
“รับเลยสิ” เปรมสิริหันไปบอกพร้อมกระทบไหล่เข้ากับไหล่ของพัชสิกา คะยั้นคะยอให้เธอรับช่อดอกไม้มาจากเขา
“ขอบคุณนะคะ” เพราะอยากรักษาหน้าเขาเธอจึงไม่รอช้าที่จะรับมันมาไว้ ไหนๆก็จะเรียนจบแล้วคงไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้วแหละ
มั้ง
“คุณภาคินไม่มีของฝากมาให้พวกเราบ้างเหรอคะ ใจจริงจะเอามาให้คนของตัวเองอย่างเดียวเลยเหรอ” คิวมิกส์พูดแล้วก็เขินแทนพัชสิกา
“นี่เลยครับ” ภาคินรีบหยิบกล่องขนมที่แม่ทำเอาไว้มายื่นให้ เพราะถ้าต้องการจีบพัชสิกาเขาก็ต้องดีกับเพื่อนของเจ้าตัวด้วยถึงจะถูก
เมื่อถึงเวลาแยกย้ายกันไปเติบโตเขาจะได้ใช้ทั้งสองคนคอยเป็นสะพานเชื่อมให้เขาไปเจอกับพัชสิกาได้จากที่ใดที่หนึ่ง
“ขอบคุณมากนะคะ งั้นเรามาถ่ายรูปกับคุณภาคินบ้างดีกว่า” คิวมิกส์พูดพร้อมชูกล้องก่อนจะมีเสียงของชายมีอายุดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ให้ลุง ถ่ายรูปด้วยคนสิ” ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมอง ซึ่งร่างชายสูงวัยในชุดสูทสีครีมค่อยๆก้าวเข้ามาใกล้ๆ
จากการแต่งตัว ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้าทำให้ทุกคนคิดไปในทางเดียวกันว่าคงเป็นคนมีฐานะมากแน่ๆ
แต่...เป็นแขกของใคร?
“คุณลุงกฤษ” จู่ๆพัชสิกาก็เอ่ยนามของชายแปลกหน้าคนนั้น ส่งผลให้ทุกคนหันขวับกลับมามองเป็นตาเดียว
******************************************
พัชสิกาพาทุกคนมานั่งคุยกันที่ร่มไม้ก่อนจะแนะนำกฤษให้เพื่อนๆและภาคินได้รู้จัก
“นี่คุณลุงกฤษ” พัชสิกาผายมือไปทางกฤษซึ่งเพื่อนๆก็ไม่รอช้าที่จะยกมือไหว้ จะมีอยู่คนเดียวที่นิ่งเฉย นั่นคือ ‘ภาคิน’
“คุณลุงคะ นี่คือหนูนิล คิว และคุณภาคินค่ะ” พัชสิกาแนะนำอีกฝั่งบ้างซึ่งกฤษก็พยักหน้ารับเบาๆ
“อืม ไหว้พระเถอะลูก” กฤษพูดยิ้มๆก่อนจะถามถึงบุคคลที่เลี้ยงพัชสิกามาตั้งแต่เด็ก “คุณทิพวรรณ ป้าหนูล่ะ”
“อีกหน่อยก็คงมาค่ะ สงสัยรถติด”
“ถ้างั้นก็รับของขวัญจากลุงไปก่อนนะ” กฤษยื่นช่อดอกไม้ให้โดยปักชื่อเป็นภาษาอังกฤษและถูกเขียนไว้ว่า ‘KIMHAN’
หญิงสาวมองป้ายชื่อพร้อมย่นคิ้ว ใครกันชื่อคิมหันต์ สงสัยจะเป็นชื่อเจ้าของร้านแน่ๆ
“ขอบคุณค่ะ” เธอกะว่าจะไม่สนใจแต่กฤษเป็นฝ่ายเฉลยสะก่อน
“ชื่อลูกชายลุงน่ะ”
“ลูกชาย...” พัชสิกาก้มมองช่อดอกไม้อีกครั้งแล้วเอ่ยถามอีกรอบ “เขาสั่งมาให้พัชเหรอคะ”
จังหวะนั้นเปรมสิริก็ปรายตามองภาคินที่เอาแต่แสดงสีหน้าสื่อถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“เปล่าหรอก เขาคือคนที่พัชจะต้องได้ร่วมงานด้วย” พัชสิกามองยิ้มๆ ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใครแต่ดูทรงคงจะใจดีพอๆกับพ่อของเขานั่นแหละ
“ดีใจจังเลยค่ะ ที่คุณกฤษมาแสดงความยินดีกับพัช” ทิพวรรณป้าของพัชสิกาเอ่ยขึ้นขณะพากลับมาที่บ้านของตน
บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวผนังจะถูกสร้างด้วยไม้และทาทับด้วยสีขาวทั้งบ้านเพื่อให้ดูน่ารักมินิมอล อีกทั้งด้านนอกยังมีดอกไม้ปลูกรายล้อมตามรั้วบ้าน ถึงจะเป็นแค่หลังเล็กๆแต่ก็น่าอยู่ไม่น้อย
“งานสำคัญของหลานรักจะไม่มาได้ยังไงล่ะคุณทิพ ฮ่าๆๆ” พัชสิการู้สึกซาบซึ้งใจมากๆที่กฤษรักและเอ็นดูเธอเหมือนลูกหลานมาตลอด เพียงแค่อุบัติเหตุในครั้งนั้นก็ไม่น่าจะตอบแทนกันได้ถึงขนาดนี้เลย
“แล้วเรื่องลูกชายคุณลุง...” ก่อนหน้านั้นกฤษได้เกริ่นไว้แล้วว่าตนจะได้ไปทำงานที่บริษัทเขาแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นลูกชายเขาไงและได้อยู่ตำแหน่งไหนก็ไม่รู้
“อ่อ เขาเป็นรองประธานฯบริษัทนี่แหละ ว่าจะให้ไปเป็นเลขามันหน่อย เลขาคนเก่าเกษียณพอดี” พัชสิกาพยักหน้ารับ
“ฝากขอบคุณเขาด้วยนะคะ”
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน “หมูกระทะเราไม่ได้กินนานแล้วนะคิมหันต์ ไปกับพวกเขาสักวันดีไหม” คิมหันต์ขมวดคิ้วมองเพราะหมูกระทะที่ว่าเคยไปกินแค่ในห้างเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าร้านลุงหนุ่ยอะไรนั่นจะเป็นแบบที่เขาและแม่ไปหรือเปล่า“ร้านอยู่ไหนครับ”*****************************************คิมหันต์และแม่ถูกพามาที่ร้านหมูกระทะลุงหนุ่ยที่เคยมาทานเป็นประจำ บริเวณร้านจะถูกประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีที่นั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งด้านในร้านไม่ได้เป็นห้องแอร์อย่างที่คิมหันต์เข้าใจแถมยังใช้พัดลมในการเปิดให้ลูกค้าใช้อีกต่างหาก คิมหันต์และสุวรรณรัตน์เลยเลือกมานั่งที่ด้านนอกกะว่าจะให้ลมพัดสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่ ‘ฝันไปเถอะ’เขาหน้ามุ่ยขยับเสื้อด้านหน้าขึ้นลงให้พอคลายร้อน พัชสิกาที่ถูกสุวรรณรัตน์สั่งให้มานั่งข้างๆรีบหยิบพัดลมเล็กแบบพกพามาเปิ
หญิงสาวยืดตัวพลางเอี้ยวตัวไปมาอย่างเพลินๆ จากนั้นก็หยุดมาดื่มน้ำให้พอลดความกระหาย เพราะตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วการออกกำลังกายจึงพอแค่นี้ก่อนทว่าไม่นานสายตาเธอก็พลันไปเห็นภาคินวิ่งออกกำลังกายอยู่บริเวณสนามหญ้าผ่านหน้าผ่านตาไปพอดีบ้าจริง! ทำไมช่วงนี้เธอเจอเขาบ่อยจัง“คุณภาคินคะ” เปรมสิริตะโกนเรียกชื่อเขาซึ่งเขาก็หันมาตามเสียงนั้นเลย หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนเป็นการเรียกให้เขามาหาเธอที่ตรงนี้“ปกติมาออกกำลังกายตรงนี้อยู่แล้วหรือเปล่า” ภาคินมาถึงก็ถามทันที“พึ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ” เธอยิ้มเนือยๆ “แล้วคุณภาคินมาออกทุกวันเลยไหมคะ” “ผมนานๆทีถึงจะมา” เปรมสิริพยักหน้ายิ้มๆ “มาวิ่งวันแรกก็ไม่ชินเหมือนกันนะคะ ไม่มีเพื่อนวิ่งด้วย” เธอมองเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อ ภาคินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม“คุณนิลกำลังอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ”เขาเลิกคิ้วมอง“กำลังคิดอยู่ค่ะว่าถ้าจะชวนคุณภาคินมาวิ่งด้วยกัน คุณภาคินจะสะดวกหรือเปล่า” เปรมสิริมุดหน้าลงเหมือนเขินเขาแต่ไม่รู้ตัว ภาคินเห็นท่าทางแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ“เรื่องแค่นี้เองครับ เวลาผมเหลือๆ อยู่กับคุณนิลจนถึงสามทุ่มยังได้เลย” “งั้นเรา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะฉันมีงานใหม่จะมอบหมายเธอ”“อะไรคะ”“ต่อไปนี้เธอจะต้อง ‘ไปกลับ’ กับฉัน ช่วงเที่ยงก็ไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนตอนกลางคืน....”“ไม่เอานะคะ” เธอรีบพูดแทรกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาให้ได้“อย่าขัดใจฉันสิ ไม่เห็นแก่เงินที่ฉันจะให้หรือไง” พัชสิกาถึงกับชะงักพลันครุ่นคิด โรคมะเร็งที่ป้าเธอกำลังเผชิญอยู่ยังไม่หายดีเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายตามมาเรื่อยๆ ต่อให้จะถูกมองว่าหิวเงินเธอก็จะยอมทำตามที่เขาต้องการ“ค่ะ”“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อยจะได้เลี้ยงนานๆ” คิมหันต์ฝังจมูกเข้าที่แก้มเธออีกครั้ง พัชสิกาเม้มปากกล้ำกลืนด้วยความชอกช้ำใจ เธอเจ็บที่ไม่สามารถรักเขาได้ เธอเจ็บที่เขาเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กเลี้ยงของเขาดูเป็นคนไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ*************************************************** “จะว่าไป เราไม่คิดจะแวะไปหายัยพัชบ้างเลยเหรอ” เปรมสิริถามคิวมิกส์ในระหว่างเดินเล่นอยู่ในห้างด้วยกัน“ก็แกไม่ชวนนี่”“แกจะรอให้ฉันชวนอย่างเดียวเลยหรือไง” เธอพูดพลางดูดไอศกรีมโคนไปด้วย “ไม่ขนาดนั้นหรอก บริษัทมันอยู่ใกล้เราสะที่ไหนล่ะ” คิวมิกส์หน้าบึ้งบูดก่อนจะนึกไปถึงเรื่องของเจ้านายคนนั้น “จะว่าไปเจ้
“วันนี้ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเหรอคะ” บ้านเขาอยู่ไกลจากเธอหลายสิบโล กว่าจะไปส่งเธอเสร็จก็น่าจะสายมากแล้ว “ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ผมเข้าสายเท่าไหร่ก็ได้” “งั้นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำเขาไป ทว่า....“พัชสิกา!” เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังออกมาจากทางด้านหลังคนทั้งสองทำให้ต้องหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกันปรากฎว่าเป็น ‘คิมหันต์’ นั่นเองเธอล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแต่เช้าและเมื่อมาเห็นเธออยู่กับภาคินแบบนี้ก็คงหาเรื่องมาต่อว่าเธออีกแน่ๆ“เธอไม่ได้บอกแฟนเธอหรือไง ว่าเธอจะต้องติดรถไปกับฉัน ‘ทุกวัน’” ยิ่งเห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เหม็นขี้หน้าฉิบหายพัชสิกาขมวดคิ้วมอง เขาไม่ได้มาบอกเธอไว้นี่ จังหวะนั้นภาคินก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองที่มากล่าวหาว่าพัชสิกาเป็นแฟนเขาอย่างหน้าตาเฉยเขาชอบพัชสิกาก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยเสนอตัวอยากจะเป็นแฟนปากเปล่าแบบนี้ “รบกวนให้เกียรติเธอด้วยครับ”“เกียรติ...แฟนคุณมีเกียรติตรงไหนบ้าง?” พัชสิกาได้ฟังก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางใจ แต่จะทำไงได้ เธอขายตัว ‘ให้เขา’ ไปแล้ว“คุณภาคินคะ ไว้วันหลังนะคะพัชต้องไปกับเจ้าน
“ถอดแล้วจับมันสิ” เขากระซิบบอกเบาๆก่อนจะจูบเธอต่อ หญิงสาวค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำมาสัมผัสส่วนล่างตั้งชันในเนื้อผ้า รสสวาทที่เขาได้มอบให้ทำให้เธออดใจไม่ไหวจึงค่อยๆรูดซิปกางเกงออก จากนั้นก็เลื่อนเข้าไปกอบกุมมันบีบเล่นไปมาอย่างชอบใจ “อื้ม ลงไปชิมมันดูสิคนดี”ไม่พูดเปล่า คิมหันต์ยังจับศีรษะเธอให้ลงไปจ่อบริเวณนั้น พัชสิกาไม่ได้ฝืนใจแต่กลับยอมด้วยความเต็มใจ เมื่อปากของเธองับตรงส่วนนั้นเขาก็เปล่งเสียงครางออกมาเงยหน้าขึ้นรับรสสวาทด้วยความชอบใจ“ดูดมันสิคะคนดี” พัชสิกาจากที่ดูดอยู่แล้วได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูดหนักขึ้นกว่าเดิม “อ๊า เก่งจังเลย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกเยอะๆเลย”พัชสิการู้ว่าเธอทำให้เขาพึงพอใจ ความรู้สึกเริ่มมาเหนือเหตุผลทั้งปวง จึงทำให้เธอดูดส่วนนั้นราวกับว่ามันเป็นน้ำหวาน กระทั่งคิมหันต์ต้องขอให้เธอพอ “มันจะเสร็จแล้ว พอก่อนได้ไหมคนดี”พัชสิกาชอบใจและไม่คิดที่จะพอง่ายๆ ยิ่งเขามีอาการเสียวซ่านใกล้ถึงฝั่งฝันเธอก็ยิ่งบำเรอความต้องการให้เขามากเป็นเท่าตัว“อ๊า อ๊า ไม่ไหวแล้ว จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียว” คิมหันต์เงยหน้าเม้มปาก อีกทั้งใบหน้าเบี้ยวเบ้ไปด้วยความเสียวเพราะจุดสูงสุดกำลังก่อต
“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”“นอนก็ได้ค่ะ”“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอย







