تسجيل الدخولพีรวิศ ซีอีโอหนุ่มที่เคยหัวใจสลายเพราะเมียเก่าใจร้าย แต่โชคชะตาดันส่งพยาบาลหน้าเหมือน (แต่ไซส์อวบกว่า) มาเฝ้าไข้ถึงเตียง จากที่เคยระแวงจนสติแตก กลับกลายเป็นเสพติดความนุ่มฟูของน้ำอิงจนโงหัวไม่ขึ้น ดุกับคนทั้งโลกแต่มุ้งมิ้งกับเมียแค่คนเดียว... แถมยังหวงเมียหนักมาก "ใครอนุญาตให้ใส่บิกินีตัวจิ๋วแบบนี้ฮะน้ำอิง! พุงขาวๆ ของเธอ พี่ต้องเห็นได้แค่คนเดียว!" เตรียมพบกับความหื่นระดับ10 และความสะใจในวันที่เมียเก่าซมซานกลับมาหาผัวเก่า และความฟินที่ท่านประธานกำลัง 'ฟัด' ยัยหมูอวบจนเตียงสั่น
عرض المزيدเตียงฝั่งขวายุบตัวลงตามน้ำหนักของคนที่เพิ่งขยับตัวตื่น พีรวิศสอดแขนเข้าใต้ผ้าห่ม ดึงร่างของชาร์มเข้ามาแนบอก ปลายจมูกกดลงบนลาดไหล่เนียนเบาๆ หวังให้เธอตื่นมารับสัมผัสยามเช้า
"อื้อ..." ชาร์มเกร็งตัวขืน ดันหน้าอกเขาออกทันทีพร้อมขมวดคิ้ว "วิศ ทำไมมาเซ้าซี้คนจะนอน น่ารำคาญจัง มากอดทำไม ปล่อยนะ" "นี่เพิ่งเจ็ดโมงเช้า วันหยุดทั้งที วิศแค่ขอกอดเมียตัวเอง มันน่ารำคาญขนาดนั้นเลยเหรอชาร์ม" พีรวิศดึงมือกลับ มองคนที่ยันตัวลุกขึ้นพิงหัวเตียง "ก็คนมันง่วง วิศตื่นแล้วก็ลุกไปสิ จะมาวุ่นวายทำไมบนเตียง" เธอไม่ปรายตามองเขาด้วยซ้ำ มือเล็กเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาปลดล็อก ตื๊ด... เสียงสั่นแจ้งเตือนดังขึ้น ริมฝีปากที่เพิ่งเอ่ยปากไล่เขากลับยกยิ้มกว้าง แววตาที่เคยมองเขาด้วยความรำคาญเปลี่ยนเป็นสดใส เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความตอบกลับอย่างรวดเร็ว "คุยกับใครแต่เช้า" พีรวิศถามขึ้นลอยๆ สายตายังจับจ้องใบหน้าภรรยา "เพื่อน" นิ้วชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ต่อโดยไม่หันมามอง "เพื่อนคนไหน กลุ่มไหน ทำไมต้องรีบตอบแต่เช้าขนาดนี้ วันอาทิตย์นะชาร์ม" "ก็เพื่อนไง คุยเรื่องงาน คุยเรื่องสัพเพเหระ วิศจะมาซักไซ้ทำไมเนี่ย" น้ำเสียงเริ่มกลับมาหงุดหงิดอีกครั้ง "เรื่องงานต้องยิ้มกว้างขนาดนั้นเลยเหรอ" "นี่วิศจะหาเรื่องให้ได้แต่เช้าเลยใช่ปะ" ชาร์มลดโทรศัพท์ลง ตวัดสายตาใส่เขาทันที "คนคุยไลน์กับเพื่อน ส่งมีมส่งมุกตลกให้กัน มันจะยิ้มไม่ได้เลยหรือไง วิศเป็นบ้าอะไร" "วิศไม่ได้บ้า" เขาขยับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงบ้าง "วิศแค่ถาม เพราะพักหลังมาชาร์มเอาแต่ติดมือถือ พอกลับถึงบ้านก็ไม่คุยกับวิศ กินข้าวก็จับแต่มือถือ นอนก็หันหลังให้ พอวิศจะแตะตัวก็บอกว่าเหนื่อย บอกว่ารำคาญ แต่พออยู่ในแชท ชาร์มกลับดูมีความสุข ดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอนอยู่กับวิศซะอีก" "อย่ามางี่เง่าได้ปะ" ชาร์มถอนหายใจแรง กรอกตามองบน "ทำงานมาทั้งอาทิตย์มันก็เหนื่อยปะ กลับบ้านมาก็อยากพักผ่อน มีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง ทำไมชาร์มต้องมานั่งเอาใจวิศตลอดเวลาด้วย แค่ตอบไลน์เพื่อนแค่นี้ทำมาเป็นเรื่องใหญ่" "พื้นที่ส่วนตัวของชาร์มมันกินเวลาชีวิตคู่ของเราไปหมดแล้วนะ" พีรวิศเถียงกลับ เสียงเริ่มแข็งขึ้น "เดือนนี้เราแทบไม่ได้คุยกันดีๆ เลยด้วยซ้ำ เซ็กส์ก็ไม่มี ชาร์มเอาแต่บอกว่าเหนื่อยๆๆ แต่ชาร์มมีแรงตื่นมาแชทกับคนอื่นแต่เช้าตรู่เนี่ยนะ" "ก็บอกว่าเพื่อนไง!" เธอขึ้นเสียง "ถ้าวิศจะประสาทแดกคอยจับผิดกันแบบนี้ ชาร์มก็ไม่อยากคุยด้วยแล้ว น่าเบื่อ" ชาร์มทำท่าจะลุกลงจากเตียง แต่พีรวิศเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอไว้แน่น "ปล่อย!" เธอสะบัดสุดแรงแต่เขาไม่ยอม "เอาโทรศัพท์มาดูดิ๊ ถ้าบริสุทธิ์ใจ แค่คุยกับเพื่อนจริงๆ ก็เอามาดู" พีรวิศจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของภรรยา เขาเห็นความลุกลี้ลุกลนพาดผ่านแววตานั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนมันจะถูกแทนที่ด้วยความโกรธจัด "บ้าไปแล้วเหรอวิศ! นี่มันของส่วนตัวนะ ทำไมชาร์มต้องให้ดู ชาร์มไม่ใช่ผู้ต้องหานะที่จะมาค้นมือถือกันแบบนี้!" ชาร์มใช้มืออีกข้างแกะมือหนาของสามีออก เล็บยาวจิกเบาๆ ลงบนหลังมือเขาจนพีรวิศต้องยอมคลายแรงบีบ "ถ้าไม่มีอะไรซ่อนไว้ ทำไมถึงให้ดูไม่ได้" พีรวิศถามย้ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง "เมื่อก่อนโทรศัพท์วางทิ้งไว้ด้วยกัน รหัสก็รู้กันหมด เดี๋ยวนี้เปลี่ยนรหัส เข้าห้องน้ำก็เอาไปด้วย ชาร์มคิดว่าวิศโง่ขนาดดูไม่ออกเลยเหรอว่าชาร์มกำลังเปลี่ยนไป" "วิศต่างหากที่เปลี่ยนไป!" ชาร์มตอกกลับหน้าดำหน้าแดง "วิศขี้ระแวง จับผิด งี่เง่า ใครจะไปอยากอยู่ด้วยวะบรรยากาศอึดอัดแบบนี้" "อึดอัดเพราะวิศงี่เง่า หรืออึดอัดเพราะชาร์มมีคนอื่นให้ไปสนใจแล้วกันแน่" เพียะ! มือบางฟาดลงบนต้นแขนของวิศอย่างแรง "อย่ามาดูถูกชาร์มนะ! ถ้าวิศจะมีทัศนคติแย่ๆ ปัญญาอ่อนแบบนี้ ชาร์มก็ไม่มีอะไรจะคุยด้วยแล้ว จะไปอาบน้ำ อย่าตามมาวุ่นวายอีกนะ" ชาร์มกำโทรศัพท์ในมือแน่น สะบัดตัวก้าวลงจากเตียง เดินกระแทกส้นเท้าตรงไปที่ห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ปัง! เสียงกระแทกประตูและเสียงล็อกกลอนดังสะท้อน พีรวิศนั่งนิ่งอยู่บนเตียงฝั่งตัวเอง มองรอยยับบนผ้าปูที่นอนฝั่งของชาร์ม ความเจ็บปวดแล่นริ้วจากอกซ้ายลามไปถึงลำคอจนกลืนน้ำลายลำบาก เขาไม่ได้โง่ ผู้ชายอายุสามสิบหกอย่างเขาทำไมจะดูไม่ออก สายตาแพรวพราว รอยยิ้มเขินอาย และการพิมพ์ข้อความรัวเร็วแบบนั้น มันไม่ใช่ท่าทีของคนคุยเรื่องงานหรือคุยเล่นกับเพื่อนสนิท แต่มันคือท่าทีของคนกำลังตื่นเต้นกับของเล่นชิ้นใหม่ต่างหาก ติ้ง เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ดังมาจากโทรศัพท์ของชาร์ม แต่มันดังมาจากไอแพดของเธอที่วางคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งตรงมุมห้อง ปกติชาร์มจะตั้งโหมดห้ามรบกวนไว้ หรือไม่ได้ลิงก์แอปพลิเคชันแชททุกอย่างไว้กับไอแพด แต่วันนี้เธอคงลืม พีรวิศขยับลงจากเตียง เดินตรงไปที่โต๊ะเครื่องแป้งอย่างเงียบเชียบ ฝ่ามือเย็นเฉียบเอื้อมไปจับขอบไอแพดแล้วค่อยๆ พลิกหน้าจอขึ้นมาดู ข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ปรากฏเด่นหรา ชื่อคอนแทคไม่ได้บันทึกเป็นชื่อคน แต่เป็นแค่อิโมจิรูปหัวใจสีดำหนึ่งดวง 🖤 : "อรุณสวัสดิ์ครับที่รัก ตื่นหรือยัง ผัวคุณออกไปทำงานหรือยังครับ วันนี้อยากเจอจัง คิดถึงกลิ่นหอมๆ ของคุณจะแย่แล้ว" มือของวิศสั่นสะท้านจนแทบจะประคองเครื่องไว้ไม่อยู่ ตาคมเบิกกว้างจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา คำว่า ผัวคุณ และ กลิ่นหอมๆ ตอกย้ำสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอดหลายเดือนให้กระจ่างแจ้งในวินาทีเดียว ชาร์มกำลังสวมเขาให้เขา และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ เธอเพิ่งจะยิ้มให้กับข้อความพรรค์นี้ ตอนที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันข้างๆ เขาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา พีรวิศวางไอแพดลงที่เดิมอย่างเบามือที่สุด ถอยหลังกลับมานั่งที่ปลายเตียง ยกมือขึ้นปิดหน้า เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลงแล้ว ตามมาด้วยเสียงฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดีของชาร์ม ผู้หญิงที่เพิ่งสาดอารมณ์ฉุนเฉียวและด่าทอเขาจนหน้าชา ตอนนี้กำลังฮัมเพลงอย่างมีความสุขเพียงเพราะได้คุยแชทกับชู้รัก"คุณแม่ท่านคงเห็นว่าช่วงนี้เราสองคนเหนื่อยมากมั้งคะ..." น้ำอิงทอดสายตามองภาพครอบครัวตรงหน้าด้วยความซึ้งใจ หยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตา "วันก่อนอิงแอบเห็นคุณแม่นั่งนวดหลังอยู่เลย ท่านคงอยากช่วยแบ่งเบาภาระเรา อยากให้เราได้นอนพักเต็มอิ่มบ้าง เลยจงใจเอาของเล่นมาล่อหลานไปนอนด้วยแบบนี้" คำพูดของภรรยาทำเอาพีรวิศรู้สึกสะอื้น เขามองมารดาที่เคยเจ้าระเบียบและเข้มงวดกับทุกอย่างในชีวิต บัดนี้กลายเป็นเพียงคุณย่าใจดีที่ยอมให้หลานเจ็ดคนมานอนเบียด นอนทับ ยอมให้ห้องนอนหรูหราเต็มไปด้วยเศษขนมและของเล่นเกลื่อนพื้น ขอเพียงแค่หลานๆ มีความสุข และลูกชายกับลูกสะใภ้ของท่านได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง "เราโชคดีจังเลยนะคะพี่วิศ โชคดีที่มีคุณแม่ โชคดีที่ลูกๆ น่ารัก โชคดีที่เรามีกันและกัน" "พี่ต่างหากที่โชคดีที่สุดในโลก" คนตัวโตสอดท่อนแขนเข้าที่เอวนุ่มนิ่มของเมียรัก ดึงร่างอวบให้เข้ามาเบียดชิดกับแผงอก แล้วก้มลงกดจูบ บนกระหม่อมบางของเธออย่างแสนรัก ซึมซับความอบอุ่นและกลิ่นหอมละมุนที่เป็นดั่งยาชูกำลังของเขาเสมอมา "ปล่อยให้เด็กๆ นอนกับคุณย่าไปเถอะคืนนี้ เรากลับห้องกันดีกว่า ป่านนี้คุณย่าคงอยากให้เราไปนอนพักเต็มทีแล้ว" วิ
นาฬิกาบนผนังห้องนอนใหญ่เพิ่งจะบอกเวลาสองทุ่มครึ่ง แต่บรรยากาศภายในคฤหาสน์กลับเงียบสงัดจนผิดปกติ น้ำอิงในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นใส่นอนเดินเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ ออกมาจากห้องน้ำ คนเป็นแม่กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปหาพ่อของลูกที่กำลังนั่งพิงพนักเตียงอ่านรายงานการประชุมในไอแพดอยู่ "พี่วิศคะ... วันนี้บ้านเราไฟดับหรือว่าหูอิงหนวกไปเอง ทำไมมันเงียบขนาดนี้เนี่ย" น้ำอิงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ปกติเวลานี้ แฝดสามคนโตอย่างวิน เวย์ และวาวา น่าจะกำลังวิ่งไล่จับกันรอบโซฟา ส่วนแฝดสี่วัยสามขวบก็คงกำลังร้องไห้แย่งของเล่นหรือไม่งั้นก็งอแงจะกินนมรอบดึก แต่นี่กลับไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วหรือเสียงแหกปากร้องไห้เล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินเลยแม้แต่นิดเดียว คนเป็นพ่อละสายตาจากหน้าจอไอแพด เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเหมือนกับเพิ่งนึกขึ้นได้ "นั่นสิ... พี่อาบน้ำเสร็จก็ไม่ได้ยินเสียงไอ้พายุแหกปากแล้วนะ หรือว่าไอ้แทนพาลูกไปเล่นเกมที่ห้องมัน" "เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ พี่แทนบ่นปวดหลังตั้งแต่หกโมงเย็นแล้ว บอกว่าขอตัวไปสลบยาวยันเช้า" น้ำอิงวางผ้าขนหนูลงบนเก้าอี้ เดินเข้ามาใกล้เตียง "อิงใจไม่ดีเลยค่ะ เงียบๆ แ
"แม่! หลานแม่เอาตุ๊กตาน้องไปโยนทิ้งน้ำนะ แถมไอ้พายุก็ขี่หลังนพจนหลังจะหักแล้วเนี่ย แม่ช่วยห้ามหลานหน่อยสิ!" วิศโอดครวญ อุ้มน้ำฝนที่ยังสะอื้นฮักๆ กางแขนกางขาฟ้องย่า"ก็ลูกแกเองทั้งนั้น ทนๆ เอาหน่อยสิ ตอนแกเด็กๆ แกแสบกว่านี้อีกนะวิศ มาหาคุณย่ามาลูกน้ำฝน มากินคุกกี้เร็ว ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะลูก ย่าให้ป้าชื่นอบคุกกี้สตรอว์เบอร์รีไว้ให้หนูโดยเฉพาะเลย" คุณนายมาลินีกวักมือเรียกหลานสาวตัวน้อยน้ำฝนที่ได้ยินคำว่าคุกกี้ก็หยุดร้องไห้ปาดน้ำตาลวกๆ แล้วดิ้นลงจากอกป๊ะป๋าวิ่งเตาะแตะไปเกาะขาคุณย่าทันที วิศยืนอ้าปากค้างกับสกิลการเปลี่ยนอารมณ์ของลูกสาว"ป๊ะป๋า..."แรงกระตุกที่ขากางเกงทำให้วิศต้องก้มลงไปมอง น้องน้ำค้าง แฝดสี่คนลูกสาวคนสุดท้องวัยสามขวบ ยืนทำหน้าบิดเบี้ยว สองมือกุมหน้าท้องตัวเองแน่น ขาเล็กๆ หนีบเข้าหากัน"เป็นอะไรลูกน้ำค้าง ปวดท้องเหรอ" วิศย่อตัวลงนั่งยองๆ ลูบหัวลูกสาวเบาๆ"ป๊ะป๋า ค้างปวดอึ้ อึ้จะออกแย้ว..."คำพูดสั้นๆ แต่เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางวง พีรวิศตาโตเท่าไข่ห่าน ความทรงจำอันเลวร้ายตอนอุ้มลูกๆ คนอื่นเข้าห้องน้ำไม่ทันแวบเข้ามาในหัว"เฮ้ย อย่าเพิ่งเบ่งลูก อั้นไว้ก่อน อิง อิงจ๋า เมี
"คุณน้ำอิงคะ...พี่ไม่ทำแล้วค่ะ ขอลาออกตั้งแต่วินาทีนี้เลย เงินเดือนของเดือนนี้พี่ไม่รับก็ได้ค่ะ ขอกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย!"เสียงสะอื้นของ พี่แวว พี่เลี้ยงเด็กระดับวีไอพีที่เพิ่งจ้างมาได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ดังลั่นตรงทางเดิน น้ำอิงในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างแรง สภาพพี่เลี้ยงตรงหน้าคือผมเผ้ายุ่งเหยิง บนแก้มซ้ายมีรอยสีเมจิกสีดำขีดเป็นเส้นยาว ส่วนที่กระโปรงก็มีคราบเหนียวหนึบของดินน้ำมันแปะอยู่"ใจเย็นๆ ก่อนนะคะพี่แวว เดี๋ยวอิงเพิ่มเงินเดือนให้อีกหมื่นนึงเลย เอามั้ยคะ ทนอีกนิดนึงนะ" น้ำอิงพยายามหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน"แสนนึงพี่ก็ไม่ไหวค่ะคุณน้ำอิง เมื่อกี้แฝดสี่เอาของเล่นปาใส่หัวพี่ พอพี่จะดุ แฝดพี่ก็วิ่งเอาสีมาป้ายหน้าหนู แถมยังขู่ว่าถ้าฟ้องคุณพ่อจะจับพี่ไปโยนลงสระน้ำ... พี่ขอตัวนะคะ"พี่แววโค้งตัวลวกๆ แล้วลากกระเป๋าเดินทางวิ่งหน้าตั้งออกประตูบ้านไปทันทีเหมือนคนกับหนีตาย น้ำอิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเล็กหน้าประตู"ไปซะละ... คนที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยอิง"พีรวิศที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองในสภาพสวมเสื้อยืดสีขาวย้วยๆ กางเกงขาสั้น เหงื่อแตกทั้งตัว เอ่
แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟบนเพดานแทงทะลุเปลือกตาจนพีรวิศต้องกะพริบตาถี่ๆ"อึก" เสียงครางต่ำเล็ดลอดจากลำคอแห้งผาก เขาพยายามขยับตัว แต่ความรู้สึกชาหนึบที่ขาขวาซึ่งกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความปวดตุบๆ ตามจังหวะและกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกที่ตีขึ้นจมูก ก็ดึงสติเขากลับมาสู่ความเป็นจริง"คุณพีรวิศคะ คุณพีรวิศ รู้สึกตัวแล
เสียงน้ำจากก๊อกในห้องน้ำหยุดลงแล้ว ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่เดินกลับมาหยุดอยู่ข้างเตียงพีรวิศนอนนิ่ง นัยน์ตาคมเหม่อมองเพดานสีขาวสว่างจ้าของห้องพักฟื้น ความรู้สึกปวดมวนที่ท้องน้อยหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเบาสบายทางกาย"เรียบร้อยแล้วค่ะ สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหมคะ"เสียงใสเอ่ยถามเบาๆ มืออวบดึงชายผ้า
ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นซับลงบนผิวเนื้อที่ชื้นเหงื่อ สัมผัสเบามือของน้ำอิงทำให้กล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นของพีรวิศเริ่มคลายออก แต่ความรู้สึกผ่อนคลายนั้นอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่อาการปวดมวนรุนแรงจะตีเกลียวขึ้นมาที่ท้องน้อย จนเขาสะดุ้งเฮือก"อึ่ก ซี๊ดด" เสียงครางต่ำลอดผ่านฟันที่ขบกันแน่น สันกรามหนานูนปูดขึ
"อึก... ซี๊ด..."เสียงครางต่ำลอดผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น วิศพยายามฝืนลืมตาขึ้นในความมืดสลัว กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางหึ่งๆ แข่งกับเสียงเครื่องวัดชีพจร ติ๊ด... ติ๊ด... ย้ำเตือนว่าเขายังรอดชีวิต ซี่โครงขวาร้าวระบมจนแค่หายใจแรงๆ ก็ยังจุก ขาขวาที่ถูกดามเฝือกไว้ปวดหนึบจนต้องขยับตัวห












المراجعات