Se connecterเราสองคนต่างไม่ชอบขี้หน้ากัน แต่ดันได้มาอยู่ใกล้ชิดกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน วันหนึ่งป้าผู้เป็นที่รักของเธอล้มป่วยและจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากมารักษา เธอจึงต้องแบกหน้าไปอ้อนวอนให้เขารับเลี้ยงในตำแหน่ง "นางบำเรอ" ชั่วคราว ด้วยความเกลียดชังเธออยู่แล้ว เขาจึงตอบตกลงข้อเสนอนั้นเพื่อย่ำยีร่างกายเธอ ดูถูก เหยียดหยามเธอ เพื่อให้เธอเจ็บปวดใจมากที่สุด ใครจะไปคิดว่า "ความใกล้ชิด" จะถูกก่อตัวเป็น "ความรัก" อีกทั้งยังปากหนักไม่ยอมรับ "หัวใจ" ตัวเอง
Voir plusเช้าของวันรุ่งขึ้น
พัชสิกาในชุดนักศึกษา แขนข้างซ้ายแนบแฟ้มงานและหนังสือไว้กับทรวงอก ขาของเธอต้องหยุดชะงักเมื่อเจอกับร่างสูงสมส่วนของคนบางคนยืนพิงรถหรูอยู่อย่างนั้น จากนั้นก็ส่งยิ้มหวานมาทางหญิงสาว
ภาคินลูกเจ้าของมหาวิทยาลัยที่พัชสิกาทำงานอยู่เดินตรงมาหาเธอด้วยใบหน้าทรงเสน่ห์และแน่นอนว่าเขาต้องมาจีบเธออีกตามเคย
“สวัสดีตอนเช้าครับ จะไปเรียนแล้วเหรอครับ”
“ค่ะ” หญิงสาวตอบสั้นๆพร้อมยิ้มเจื่อนแสดงถึงความเกรงใจ
“จะว่าอะไรไหมถ้าหากผมจะอาสาไปส่ง”
“ฉันไม่รบกวนคุณภาคินหรอกค่ะ คือฉัน..เรียกแท็กซี่มาแล้ว”ใบหน้าของเธอยังสื่อถึงความเกรงใจ
“ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับ ผมเต็มใจทำเพื่อคุณพัชนะครับ”ภาคินยังหยอดคำหวานใส่พัชสิกาอยู่เรื่อยๆ เขาเดินหน้าจีบพัชสิกามาตั้งแต่เธอได้ก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาปีแรก ซึ่งตอนนั้นพัชสิกายังเป็นเด็กใหม่ของคณะ บอกได้เลยว่าความสวยของหญิงสาวมันตราตรึงมาตั้งแต่แรกเห็น อีกทั้งรอยยิ้มอันสดใสที่ส่งออกมานั้นมันทำให้เขาอยากจะเก็บเธอไว้ไม่ให้ไปยิ้มแบบนี้กับใครอีก ถ้าคนคนนั้นมันไม่ใช่เขา
“เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณภาคิน” พัชสิกาส่งยิ้มให้เขาด้วยความจริงใจซึ่งเธอก็รับรู้มาโดยตลอดว่าภาคินรู้สึกกับเธอมากกว่าเด็กในสังกัด แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรการไม่ให้ความหวังคือสิ่งที่คนอย่างพัชสิกาควรทำเป็นอย่างแรก
“เชิญครับ” เขาผายมือไปยังประตูฝั่งคนนั่งซึ่งหญิงสาวก็ไม่รอช้าที่จะเปิดประตูรถแล้วหย่อนตัวนั่งลงไป
เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย ตรงม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่จะเห็นเพื่อนๆของพัชสิกานั่งรวมกันอย่างพอดิบพอดี แต่พอพวกเขาเห็นพัชสิกาเดินเคียงคู่มากับภาคินรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ก็พลันฉายชัดบนใบหน้าของคนทั้งสอง
“อ่ะแฮ่มๆ แหม่ๆมีรถหรูและผู้ชายหล่อๆมาส่งถึงมหาวิทยาลัยขนาดนี้ก็คงจะเป็นการเปิดตัวแล้วไหม”
“จะบ้าเหรอ คุณภาคินเป็นคนอาสามาส่งฉัน ฉันจะปฏิเสธได้ไงล่ะ” เธอปฏิเสธใครได้สะที่ไหนล่ะ เพื่อนๆเธอช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
“ผมเต็มใจครับ” จู่ๆภาคินก็เอียงศีรษะเข้ามากระซิบที่ข้างหูจนพัชสิกาเผลอตัวสะดุ้งโหย๋ง
เปรมสิริและคิวมิกส์ ต่างก็ร้องแซวเป็นเชิงอิจฉา
“ไม่รู้ว่าจะทำบุญด้วยอะไร ถึงจะมีผู้ชายหน้าตาดีๆหล่อๆรวยๆแบบนี้มาเดินควงบ้าง” คิวมิกส์ยังแซวต่อแถมยังบิดตัวไปมาทำท่าเขินอายอยู่อย่างนั้น
“ขึ้นไปเรียนกันเถอะ สายแล้ว” หญิงสาวเอ่ยปากชวนเพื่อนเพราะเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว ขณะนั้นพัชสิกาก็ไม่ลืมที่จะหันมากล่าวลาภาคิน
“ไปก่อนนะคะคุณภาคิน”
“ครับ เดี๋ยวตอนเย็นผมมารับ”
“คือว่า..” พัชสิกาจะปฏิเสธแต่ก็ไม่ทันภาคินอยู่ดี
“อย่าปฏิเสธผมเลยนะครับ ถือว่าผมขอ” พูดมาสะขนาดนั้น เธอก็ต้องยอมแล้วหรือเปล่า
“ก็ได้ค่ะ งั้นพัชขอตัวก่อนนะคะ เจอกันตอนเย็นนะคะ” เธอยิ้มเจื่อนๆยกมือขึ้นโบกไปมาเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปทางคิวมิกส์และเปรมสิริ จากนั้นก็เดินนำพวกเขาขึ้นไปบนอาคารเรียน
ภาคินยิ้มดีใจก่อนจะเดินกลับเข้าไปนั่งในรถพร้อมขับออกไป
*************************************************
ร่างสูงในชุดสูทสีดำผูกเนกไทเป็นอย่างดีก้าวเข้ามาในบริษัทด้วยใบหน้าเรียบเฉย บริษัทแห่งนี้ผู้เป็นเจ้าของคือตระกูล ‘บริพัฒน์สาธร’ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของประเทศไทย ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานด้านการให้บริการผู้โดยสารสายการบินภายใต้ชื่อ ‘แอร์-ไลน์ ทรู-ซี (Airline Truesee)’ ถือว่าเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนานและเป็นต้นแบบของกลุ่มนักลงทุนหลายๆคน
พนักงานหญิงเมื่อเห็นลูกชายเจ้าของบริษัทเดินผ่าน พวกเขาต่างก็ยืนมองยิ้มแก้มปริราวกับต้องมนต์ สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเธอมีกำลังใจในการทำงานก็คงจะเป็น ‘คิมหันต์’ นี่แหละ
ชายหนุ่มเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานก็พบกับร่างอ้อนแอ้นของสาวสวยนั่งรอเขาอยู่ที่โซฟา
“มอนิ่งค่ะพี่คิม มาสายจังเลยนะคะปล่อยให้แพนรอตั้งนาน”แพนนีญาร์เป็นลูกสาวเจ้าของบริษัทคู่ค้าที่หลงใหลและชื่นชอบในความหล่อรวยของคิมหันต์ เธอพยายามตามจับคิมหันต์มาโดยตลอดแต่ก็ไม่เคยได้ใจเขามาครองเลยสักวัน ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าลูกสาวคู่ค้าแต่ก็ไม่สามารถบังคับคนอย่างคิมหันต์ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนที่ใครจะมาต่อล้อต่อเถียงด้วยง่ายๆ
“พี่แวะไปดูงาน” เขาตอบแค่สั้นๆด้วยความรู้สึกหงุดหงิด
เห็นหน้าแพนนีญาร์ทีไรอารมณ์เสียทุกที
“แล้วมีอะไรหรือเปล่าถึงได้มาหาพี่แต่เช้าเลย”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แพนแค่คิดถึงพี่คิม คนคิดถึงกันก็ต้องมาหากันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ” เธอเดินมาควงแขนคิมหันต์ ให้ตายก็ไม่ยอมให้ใครมาคาบไปกินก่อนหรอก
คิมหันต์แกะมือแพนนีญาร์ออก “แต่พี่มีงาน”
“งั้นเย็นนี้ไปทานข้าวกันไหมคะ”
“พี่ไม่ว่าง” คิมหันต์ปฏิเสธท่าเดียวจนแพนนีญาร์รู้สึกขุ่นเคืองใจ มีวันไหนบ้างที่จะไม่ปฏิเสธเธอ ถ้าเธอไม่เห็นแก่มรดกอันมหาศาล เธอคงไม่มาเสียเวลาตามตื๊อได้ขนาดนี้หรอก
“ว่างวันไหนบ้างคะ” แพนนีญาร์ยังตามตื๊อไม่เลิก จนคิมหันต์ต้องหันมามองด้วยสายตาเย็นเยียบประหนึ่งว่าถ้าถีบออกไปจากห้องได้ก็คงทำไปนานแล้ว
“ก็ ก็ได้ค่ะ”
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน