로그인“หื๊อ ไม่ต้องไปขอบคุณมันหรอก มันไม่รู้” เขาปัดมือไปมาจนป้าหลานเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน
“อ้าววววว”
“แบบนี้เขาจะไม่ว่าเอาเหรอคะ ตำแหน่งเขาก็สูงพอสมควร” พัชสิกาอยากให้แน่ใจ ทำอะไรไม่บอกเจ้าตัวแบบนี้คนที่ซวยจะเป็นเธอหรือเปล่า
“ไม่หรอก มันกำลังจะหาเลขาคนใหม่อยู่พอดี ลุงก็เลยมาทาบทามหนูไว้ก่อน” ทิพวรรณหันมาส่งยิ้มดีใจให้หลานสาวพร้อมเขย่าแขนเป็นการคะยั้นคะยอ
“เอาน่า อย่าคิดมากเลย ลุงเป็นประธานบริษัทมันไม่กล้าขัดใจลุงหรอก ลุงน่ะต้องการให้เราไปช่วยงานมันหน่อย งานมันยุ่งมากเลยช่วงนี้” กฤษพูดด้วยความมุ่งมั่นและให้เห็นว่าต้องการตัวพัชสิกาจริงๆ
“ไปเถอะลูก บริษัทดีๆแบบนี้หายากนะ จะได้มีเงินมาช่วยป้าอย่างที่ตั้งใจไว้ไง” ทิพวรรณผู้ไม่มีทั้งสามีและลูก รักและเอ็นดูพัชสิกาเหมือนลูกสาวมาตลอด วันนี้ที่กฤษมาทาบทามให้ไปทำงานในตำแหน่งดีๆก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ควรคว้าเอาไว้
“ขอบคุณคุณลุงอีกครั้งนะคะ พัชจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดค่ะ”
********************************************
หลังจากผ่านวันรับปริญญามาได้หนึ่งวันกฤษก็ได้ส่งอีเมลมานัดวันเริ่มงานในทันที ซึ่งระยะเวลาก็ไม่ได้นานมากถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้มีเงินไปช่วยดูแลผู้เป็นป้าเร็วๆ
พัชสิกาเดินทางมาจนถึงบริษัทเบื้องหน้าจะเป็นตึกสูงหลายสิบชั้น หรูหรา หมาเห่ามาก หญิงสาวแหงนขึ้นมองได้สักพักก็ตัดสินใจรีบเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องท่านรองฯ ตามที่กฤษได้บอกไว้ทันที
เมื่อเดินออกมาจากลิฟต์แล้ว พัชสิกาก็กวาดสายตามองหาชื่อห้องตามกฤษได้แจ้งไว้
‘ห้าศูนย์หก ท่านรองฯ คิมหันต์ บริพัฒน์สาธร’
เมื่อเจอห้องตามที่ต้องการเธอก็รีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อย เมื่อทุกอย่างโอเคแล้วเธอก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาเบาๆจากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอกทำให้คิมหันต์เงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม ก่อนหน้านั้นพ่อได้แจ้งไว้แล้วว่าจะมีเลขาสาว รุ่นใหม่ ไฟแรงมาเริ่มงานเป็นวันแรก เขาจึงไม่รอช้าที่จะอนุญาตให้เข้ามาข้างในได้
“เข้ามาได้” จากนั้นก็ก้มลงจัดการกับเอกสารต่อ
“สวัสดีค่ะ” พัชสิกายกมือไหว้ทั้งๆที่ยังไม่เห็นหน้าเขาจริงๆจังๆ แต่พอเขาเงยหน้าขึ้นมามองเท่านั้นแหละ
‘ฉิบหาย!’
ผู้หญิงที่เคยมีเรื่องกับเขาในวันนั้นเขาไม่เคยลืมแถมยังจำได้ขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้ ชายหนุ่มเลื่อนสายตาตั้งแต่เท้าขึ้นมาจนถึงศีรษะ ใบหน้าบึ้งตึงราวกับจะขย่ำเธอให้แหลกคามือให้ได้
“ไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่” คิมหันต์ลุกขึ้นยืนแสยะยิ้มมองเธอ พัชสิการับรู้ว่าเขาก็คงเจ็บแค้นต่อคำพูดของเธอในวันนั้น แต่ถึงอย่างไรเธอก็อยากจะให้ต่างฝ่ายต่างแยกแยะเรื่องงานก่อน
ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นเขาเธอก็คงไม่มาตั้งแต่แรกหรอก
“ฉันก็ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่เหมือนกัน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากวันนั้นจนคิมหันต์นึกหมั่นไส้
“ไม่เห็นเก่งเหมือนวันนั้นเลยนะ”
“ฉันไม่ได้เก่งค่ะ แค่ไม่ยอมคน” เธอพูดและมองหน้าเขานิ่งๆ ภาวนาขอให้เขา ‘ไล่เธอกลับไปเอง’ อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้จงใจหักหน้ากฤษกลางคัน
“นั่นไง มาเป็นเลขาฉันไม่ทันไรก็พูดจากวน...ฉันแล้ว ไม่รู้ว่าพ่อฉันไปหาผู้หญิงอย่างเธอมาจากทวีปไหนถึงได้ปากร้ายแบบนี้” คิมหันต์ต่อว่าพัชสิกาโดยไม่ดูตัวเองเลย ทั้งๆที่ตัวเองก็ปากร้ายไม่ต่างจากหมาบ้าเลย
“สรุปจะให้ฉันเริ่มงานได้ยังคะ” เธอตัดเข้าเรื่องงานเพราะเริ่มรำคาญผู้ชายอย่างเขา แต่ถ้าเขาไม่โอเคก็ไล่เธอไปสิ พร้อมไปได้เสมอนั่นแหละ
“กลับไปเถอะ คนอย่างเธอไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้” แค่คำพูดที่ใช้กับเขาก็ไม่ผ่านแล้วอย่าหวังว่าจะได้มาทำงานที่บริษัทนี้ พัชสิกาถอนหายใจพร้อมหมุนตัวกลับไปอย่างว่าง่ายแต่ดันมีกฤษเดินเข้ามาขวางไว้สะก่อน
“รู้จักกันแล้วใช่ไหม” ประธานใหญ่ชี้นิ้วไปที่คิมหันต์สลับกับชี้มาทางเธอ ใบหน้าระรื่นอย่างกับเจอข่าวดี
“ไม่ผ่าน!”
“อ้าว” จากใบหน้าระรื่นพลันหุบยิ้มแทบไม่ทัน “ไม่ผ่านอะไรของแก”
“น้ำเสียง วาจา ท่าทาง ไม่ผ่าน! ผมไม่รับ!” เขาจ้องมาที่ดวงตาคู่สวยซึ่งพัชสิกาก็รีบหลุบลงต่ำราวกับเจอสิ่งที่น่ากลัว
“แกจะให้เขาดีถึงขนาดก้มกราบแกเลยหรือไงหะ หนูพัชเนี่ย เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเลยนะ นี่ๆ ฉันว่าแกน่าจะให้โอกาสเขาสักหน่อยรับรองว่าไม่ผิดหวังชัวร์ๆ” ไม่รู้ว่าอะไรทำให้กฤษมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น แต่พัชสิกาที่ไม่ได้ยินดียินร้ายต่อคำชมรู้สึกอายอย่างไรก็ไม่รู้
เธอไม่กล้าอวดอ้างคุณสมบัติของตัวเองเอาสะเลย กลัวว่าจะโดนเข้าแกล้งเอาได้ ยิ่งมีปัญหากันมาก่อนอีกด้วย
“คุณลุงคะ ถ้าเขาไม่รับก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนอย่างพัชมีคนต้องการอีกเยอะ” เธอเชิ่ดหน้าไปทางอื่น
หมั่นไส้!
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน







