เข้าสู่ระบบบ้านปูนสองชั้นที่ถูกเติมแต่งด้วยสีส้มอ่อนและถัดไปอีกทางหนึ่งจะเป็นอุโมงค์สำหรับปลูกผักสวนครัว ซึ่งบ้านที่กล่าวมานั้นคือบ้านของเปรมสิริตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก
ก๊อกๆ
เปรมสิริที่นั่งอ่านนิตยสารบนโซฟาตัวใหญ่หันไปมองด้วยความรู้สึกแปลกใจ เพราะวันนี้มีแค่เธออยู่บ้านคนเดียว ซึ่งถ้าใครจะมาหาก็ต้องนัดเธอไว้ล่วงหน้าสะก่อน
“ใคร?” เปรมสิริพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้
“ฮายยยย”
“ว๊าย” เปรมสิริร้องเสียงหลงเพราะตอนไปเปิดประตูไม่เห็นมีใคร ต่อมาสักพักเพื่อนทั้งสองก็กระโดดออกมาคนละทางทำเอาเปรมสิริเกือบหัวใจวายตายอยู่ตรงนั้น
“พวกแกทำบ้าอะไรเนี่ย” เปรมสิริยังไม่หายจากอาการตกใจพลันใช้มือทาบอกจนพัชสิกาเบิกตากว้างเข้ามาพยุงตัวด้วยความเป็นห่วง
“ขอโทษนะแก ไม่คิดว่าจะเซอร์ไพรส์แรงขนาดนี้” วันนี้พัชสิกาและคิวมิกส์ตั้งใจจะชวนกันมาติวหนังสือสอบเพราะอาทิตย์หน้าจะเป็นสอบไฟนอลก่อนจบการศึกษา แต่เป็นคิวมิกส์สะเองที่ชวนให้พัชสิกามาหาโดยไม่บอก เพราะต้องการทำเรื่องแบบนี้นี่แหละ
“ไม่เป็นไรหรอก” เปรมสิริค่อยๆจับมือพัชสิกาออกพร้อมปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นปกติ “ว่าแต่พวกแกมาทำอะไรกัน”
“เอ๊า อาทิตย์หน้าจะสอบแล้วนะ ก็ต้องมาติวหนังสือกันสิ” พัชสิกาตอบยิ้มๆ
“ไม่รู้เลยนะเนี่ย นึกว่าจะไปติวที่มหาวิทยาลัยเลย” เพราะอาทิตย์หน้าวันจันทร์ถึงศุกร์คาบว่างเริ่มเยอะขึ้น เปรมสิริจึงเข้าใจไปแบบนั้น
“ก็ว่าจะทำแบบนั้นแหละ แต่อยากได้คะแนนเยอะๆเลยอัดความรู้ให้แน่นๆหน่อย” พัชสิกาพูดก่อนจะเดินไปข้างในและรู้สึกเหมือนเปรมสิริจะอยู่คนเดียว
“พ่อกับแม่แกไม่อยู่เหรอ” เธอวางหนังสือเตรียมสอบไว้ที่โต๊ะข้างหน้าโซฟาก่อนจะหย่อนตัวนั่งตาม
“อืม” เปรมสิริเดินเลี่ยงไปเปิดตู้เย็นเพื่อรินน้ำให้เพื่อน ส่วนคิวมิกส์ที่ถูกพัชสิกาโทรปลุกแต่เช้าหาวว่อนสะแมลงวันจะบินเข้าปากให้ได้
“ไม่อยู่นั่นแหละดีแล้ว ฉันจะได้ไม่อ้วนขึ้น”
“ทำไมอ่ะ” พัชสิกาเลิกคิ้วมองพร้อมหยิบไอแพดขึ้นมาเปิดรอ ขณะนั้นเปรมสิริก็เดินเอาน้ำเย็นมาให้พอดี
“ก็เพราะมาทีไรหยิบนั่นหยิบนี่มาให้ตลอดน่ะสิ กินจนจะอ้วน ผู้ชายแทบจะไม่ชอบอยู่แล้ว” พัชสิกายิ้มพลางส่ายหน้าเบาๆ
“แหม่ เอามาให้ก็กินอยู่ดีทั้งๆที่ตัวเองปฏิเสธได้อยู่แล้ว” เปรมสิริยิ้ม
“ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากเกิดมาเป็นลูกแม่แกนะ ทำอาหารอร่อยเกิน” เพราะที่บ้านไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารให้คิวมิกส์กิน ถึงทำให้กินก็ไม่อร่อยเท่าบ้านหลังนี้
“แป๊บเดียวก็จะแยกกันไปเติบโตแล้วอ่ะ ฉันคงเหงาแย่ ไม่อยากมีเพื่อนใหม่เลย” เปรมสิริบ่นอิดออด
“จะมาเสียดายช่วงเวลาวัยเด็กทำไม เราทั้งสามควรแยกย้ายกันไปเติบโตนั่นแหละดีแล้ว” พัชสิกาที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่อยู่ตลอดเวลาให้ข้อคิดเพื่อน ทั้งที่ใจลึกๆเธอก็เผลอมีความรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน แต่ความจริงเราก็ควรเดินหน้าต่อไม่ใช่หรือ
“คิดน้อยนะแกเนี่ย” คิวมิกส์จิ้มนิ้วไปที่ขมับเปรมสิริก่อนจะสั่งสอนบ้าง “เราแค่แยกย้ายกันไปเติบโต เลิกงานก็ยังแวะมาหากันได้ ทำอย่างกับจะแยกกันไปตายงั้นแหละ”
“ฉันก็แค่บ่นไปงั้น แกจะแอ็คติ้งโอเวอร์ไปทำไมไอ้แต๊ว” เปรมสิรินั่งเท้าสะเอวจ้องไปที่ดวงตาของคิวมิกส์อย่างไม่มีใครยอมใครจนพัชสิกาต้องรีบห้ามศึก
“พอๆ ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันจนถ่วงเวลาหาความรู้ มีหวังเรียนไม่จบกันแน่ๆ” พัชสิกาขู่ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนก็ยอมสยบศึกกันจริงๆ
“พอถึงวันรับปริญญาฉันจะแต่งตัวสวยๆดูดีๆถ่ายรูปกับพ่อแม่ อบอุ๊นอบอุ่น” คิวมิกส์ทำท่าทางดีใจราวกับอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ แต่กลับสร้างต่อมความรู้สึกในหัวใจให้พัชสิกาขึ้นมาดื้อๆ
“เป็นไรหรือเปล่าพัช หน้าเศร้าลงเลย” เปรมสิริเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง คิวมิกส์ผู้จับความรู้สึกได้ปรับสีหน้ารู้สึกผิดแทบไม่ทัน
“ฉันขอโทษน้า” เพราะพัชสิกาคิดถึงพ่อกับแม่ที่จากไปตอนยังเด็กนั่นเอง
“ไม่เป็นไรหรอก แค่คิดถึงพ่อแม่เฉยๆ”
“แกเนี่ยพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย” เปรมสิริหันไปตำหนิซึ่งพัชสิกาก็ห้ามอีกฝ่ายตาม เพราะเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับคิวมิกส์ คิวมิกส์มีสิทธิ์ตื่นเต้นเวลาพูดถึงพ่อแม่ได้ กลับกลายเป็นเธอสะเองที่ยังทำใจยอมรับความจริงไม่ได้
ยังคงคิดถึงพ่อและแม่อยู่ร่ำไป
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงที่เธอยังเยาว์วัยพ่อกับแม่พัชสิกาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ มันเร็วมากจนพัชสิกาไม่ทันตั้งตัวแม้กระทั่งจะไปดูใจเป็นครั้งสุดท้ายยังไม่มีโอกาส
**********************************************
“สวัสดีค่ะ คุณแม่” แพนนีญาร์ยกมือไหว้สุวรรณรัตน์เมื่อเดินเข้ามาถึงในตัวบ้าน แต่สุวรรณรัตน์กลับทำสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่อยากต้อนรับเธอสักเท่าไหร่ ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ต้องจำใจปฏิบัติตัวดีไว้ก่อนเพื่อผลประโยชน์ที่จะได้รับในวันข้างหน้า
“สวัสดีจ้ะหนูแพน มาหาคิมเหรอ” สุวรรณรัตน์ไหว้รับแบบส่งๆ ที่ทักไปแบบนั้นเพราะเห็นเจ้าตัวมาที่บ้านทีไรก็ชอบถามหาลูกชายตนตลอด มองแล้วก็รู้สึกเบื่อกอปรกับรำคาญ
“รู้ใจแพนดีจังเลยนะคะคุณแม่ ใช่ค่ะ...มาหาพี่คิม” แพนนีญาร์ส่งยิ้มแบบฝืนๆซึ่งสุวรรณรัตน์ก็ไม่น้อยหน้าที่จะตอบกลับไปแบบเจ็บๆ
“ก็มีอยู่แค่คนเดียวไม่ใช่เหรอที่ชอบมาหาทุกครั้ง พอดีฉันเป็นคนชอบสังเกตและก็ทักตามจุดสังเกตไปตามประสา”
แพนนีญาร์แสยะยิ้มก่อนจะเข้าเรื่อง “หึ ถ้ารู้แล้วก็ตอบมาสิคะว่าพี่คิมไปไหน ยึกยักระวังบริษัทจะไม่เป็นสุขเอานะคะ”
“ถ้าฉันกลัวฉันไม่เฉยๆกับเธอมาเท่าทุกวันนี้หรอก” สุวรรณรัตน์รู้ดีว่าครอบครัวของแพนนีญาร์เป็นคู่ค้าแต่ตนและกฤษไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครมาหยามหน้ากันได้ง่ายๆ เสียคู่ค้าไปแค่รายเดียวไม่ทำให้ครอบครัวเธอขาดทุนย่อยยับได้หรอก เผลอๆกำไรในแต่ละปียังมีมากพอที่จะไปสานสัมพันธ์กับคู่ค้ารายอื่นๆต่อได้
ไปเอาความมั่นใจมาแต่ไหนไม่ทราบ
“งั้นก็บอกมาสิคะ ยึกยักทำไม” แพนนีญาร์เริ่มอารมณ์เสีย วันนี้คิมหันต์ไม่อยู่เธอจึงปล่อยตัวตามอารมณ์ได้แล้วถ้ามีใครหน้าไหนไปฟ้องคิมหันต์ละก็....
ได้เห็นดีกันแน่!
“ไปทำงาน มีอะไรกับคิมก็รีบว่ามา ฉันจะไปบอกเขาให้”
“ยังดีกว่าค่ะ เอาไว้บอกเวลาอยู่ด้วยกัน ‘สองต่อสอง’” แพนนีญาร์ยิ้มทำทีเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าก่อนจะหมุนตัวกลับโดยไม่ไหว้ลาสุวรรณรัตน์เลย
สุวรรณรัตน์ได้แต่มองตามแผ่นหลังนิ่งๆพลันจิบกาแฟอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน “หมูกระทะเราไม่ได้กินนานแล้วนะคิมหันต์ ไปกับพวกเขาสักวันดีไหม” คิมหันต์ขมวดคิ้วมองเพราะหมูกระทะที่ว่าเคยไปกินแค่ในห้างเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าร้านลุงหนุ่ยอะไรนั่นจะเป็นแบบที่เขาและแม่ไปหรือเปล่า“ร้านอยู่ไหนครับ”*****************************************คิมหันต์และแม่ถูกพามาที่ร้านหมูกระทะลุงหนุ่ยที่เคยมาทานเป็นประจำ บริเวณร้านจะถูกประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีที่นั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งด้านในร้านไม่ได้เป็นห้องแอร์อย่างที่คิมหันต์เข้าใจแถมยังใช้พัดลมในการเปิดให้ลูกค้าใช้อีกต่างหาก คิมหันต์และสุวรรณรัตน์เลยเลือกมานั่งที่ด้านนอกกะว่าจะให้ลมพัดสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่ ‘ฝันไปเถอะ’เขาหน้ามุ่ยขยับเสื้อด้านหน้าขึ้นลงให้พอคลายร้อน พัชสิกาที่ถูกสุวรรณรัตน์สั่งให้มานั่งข้างๆรีบหยิบพัดลมเล็กแบบพกพามาเปิ
หญิงสาวยืดตัวพลางเอี้ยวตัวไปมาอย่างเพลินๆ จากนั้นก็หยุดมาดื่มน้ำให้พอลดความกระหาย เพราะตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วการออกกำลังกายจึงพอแค่นี้ก่อนทว่าไม่นานสายตาเธอก็พลันไปเห็นภาคินวิ่งออกกำลังกายอยู่บริเวณสนามหญ้าผ่านหน้าผ่านตาไปพอดีบ้าจริง! ทำไมช่วงนี้เธอเจอเขาบ่อยจัง“คุณภาคินคะ” เปรมสิริตะโกนเรียกชื่อเขาซึ่งเขาก็หันมาตามเสียงนั้นเลย หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนเป็นการเรียกให้เขามาหาเธอที่ตรงนี้“ปกติมาออกกำลังกายตรงนี้อยู่แล้วหรือเปล่า” ภาคินมาถึงก็ถามทันที“พึ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ” เธอยิ้มเนือยๆ “แล้วคุณภาคินมาออกทุกวันเลยไหมคะ” “ผมนานๆทีถึงจะมา” เปรมสิริพยักหน้ายิ้มๆ “มาวิ่งวันแรกก็ไม่ชินเหมือนกันนะคะ ไม่มีเพื่อนวิ่งด้วย” เธอมองเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อ ภาคินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม“คุณนิลกำลังอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ”เขาเลิกคิ้วมอง“กำลังคิดอยู่ค่ะว่าถ้าจะชวนคุณภาคินมาวิ่งด้วยกัน คุณภาคินจะสะดวกหรือเปล่า” เปรมสิริมุดหน้าลงเหมือนเขินเขาแต่ไม่รู้ตัว ภาคินเห็นท่าทางแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ“เรื่องแค่นี้เองครับ เวลาผมเหลือๆ อยู่กับคุณนิลจนถึงสามทุ่มยังได้เลย” “งั้นเรา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะฉันมีงานใหม่จะมอบหมายเธอ”“อะไรคะ”“ต่อไปนี้เธอจะต้อง ‘ไปกลับ’ กับฉัน ช่วงเที่ยงก็ไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนตอนกลางคืน....”“ไม่เอานะคะ” เธอรีบพูดแทรกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาให้ได้“อย่าขัดใจฉันสิ ไม่เห็นแก่เงินที่ฉันจะให้หรือไง” พัชสิกาถึงกับชะงักพลันครุ่นคิด โรคมะเร็งที่ป้าเธอกำลังเผชิญอยู่ยังไม่หายดีเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายตามมาเรื่อยๆ ต่อให้จะถูกมองว่าหิวเงินเธอก็จะยอมทำตามที่เขาต้องการ“ค่ะ”“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อยจะได้เลี้ยงนานๆ” คิมหันต์ฝังจมูกเข้าที่แก้มเธออีกครั้ง พัชสิกาเม้มปากกล้ำกลืนด้วยความชอกช้ำใจ เธอเจ็บที่ไม่สามารถรักเขาได้ เธอเจ็บที่เขาเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กเลี้ยงของเขาดูเป็นคนไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ*************************************************** “จะว่าไป เราไม่คิดจะแวะไปหายัยพัชบ้างเลยเหรอ” เปรมสิริถามคิวมิกส์ในระหว่างเดินเล่นอยู่ในห้างด้วยกัน“ก็แกไม่ชวนนี่”“แกจะรอให้ฉันชวนอย่างเดียวเลยหรือไง” เธอพูดพลางดูดไอศกรีมโคนไปด้วย “ไม่ขนาดนั้นหรอก บริษัทมันอยู่ใกล้เราสะที่ไหนล่ะ” คิวมิกส์หน้าบึ้งบูดก่อนจะนึกไปถึงเรื่องของเจ้านายคนนั้น “จะว่าไปเจ้
“วันนี้ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเหรอคะ” บ้านเขาอยู่ไกลจากเธอหลายสิบโล กว่าจะไปส่งเธอเสร็จก็น่าจะสายมากแล้ว “ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ผมเข้าสายเท่าไหร่ก็ได้” “งั้นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำเขาไป ทว่า....“พัชสิกา!” เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังออกมาจากทางด้านหลังคนทั้งสองทำให้ต้องหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกันปรากฎว่าเป็น ‘คิมหันต์’ นั่นเองเธอล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแต่เช้าและเมื่อมาเห็นเธออยู่กับภาคินแบบนี้ก็คงหาเรื่องมาต่อว่าเธออีกแน่ๆ“เธอไม่ได้บอกแฟนเธอหรือไง ว่าเธอจะต้องติดรถไปกับฉัน ‘ทุกวัน’” ยิ่งเห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เหม็นขี้หน้าฉิบหายพัชสิกาขมวดคิ้วมอง เขาไม่ได้มาบอกเธอไว้นี่ จังหวะนั้นภาคินก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองที่มากล่าวหาว่าพัชสิกาเป็นแฟนเขาอย่างหน้าตาเฉยเขาชอบพัชสิกาก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยเสนอตัวอยากจะเป็นแฟนปากเปล่าแบบนี้ “รบกวนให้เกียรติเธอด้วยครับ”“เกียรติ...แฟนคุณมีเกียรติตรงไหนบ้าง?” พัชสิกาได้ฟังก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางใจ แต่จะทำไงได้ เธอขายตัว ‘ให้เขา’ ไปแล้ว“คุณภาคินคะ ไว้วันหลังนะคะพัชต้องไปกับเจ้าน
“ถอดแล้วจับมันสิ” เขากระซิบบอกเบาๆก่อนจะจูบเธอต่อ หญิงสาวค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำมาสัมผัสส่วนล่างตั้งชันในเนื้อผ้า รสสวาทที่เขาได้มอบให้ทำให้เธออดใจไม่ไหวจึงค่อยๆรูดซิปกางเกงออก จากนั้นก็เลื่อนเข้าไปกอบกุมมันบีบเล่นไปมาอย่างชอบใจ “อื้ม ลงไปชิมมันดูสิคนดี”ไม่พูดเปล่า คิมหันต์ยังจับศีรษะเธอให้ลงไปจ่อบริเวณนั้น พัชสิกาไม่ได้ฝืนใจแต่กลับยอมด้วยความเต็มใจ เมื่อปากของเธองับตรงส่วนนั้นเขาก็เปล่งเสียงครางออกมาเงยหน้าขึ้นรับรสสวาทด้วยความชอบใจ“ดูดมันสิคะคนดี” พัชสิกาจากที่ดูดอยู่แล้วได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูดหนักขึ้นกว่าเดิม “อ๊า เก่งจังเลย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกเยอะๆเลย”พัชสิการู้ว่าเธอทำให้เขาพึงพอใจ ความรู้สึกเริ่มมาเหนือเหตุผลทั้งปวง จึงทำให้เธอดูดส่วนนั้นราวกับว่ามันเป็นน้ำหวาน กระทั่งคิมหันต์ต้องขอให้เธอพอ “มันจะเสร็จแล้ว พอก่อนได้ไหมคนดี”พัชสิกาชอบใจและไม่คิดที่จะพอง่ายๆ ยิ่งเขามีอาการเสียวซ่านใกล้ถึงฝั่งฝันเธอก็ยิ่งบำเรอความต้องการให้เขามากเป็นเท่าตัว“อ๊า อ๊า ไม่ไหวแล้ว จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียว” คิมหันต์เงยหน้าเม้มปาก อีกทั้งใบหน้าเบี้ยวเบ้ไปด้วยความเสียวเพราะจุดสูงสุดกำลังก่อต
“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”“นอนก็ได้ค่ะ”“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอย







