LOGIN“จินเอ๋อร์เจ้าวางใจได้ ข้าอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีเจ้าอยู่ที่นั่นด้วย”
“แต่...เงินไถ่ตัวข้าสูงมาก”
“ข้ามั่นใจว่าร้านขายใบชาของข้าสามารถทำให้ข้าซื้อตัวเจ้าออกมาจากตระกูลเสียน”
“แต่...เงินนั่น”
“นอกจากว่าเจ้าไม่อยากไปกับข้าด้วย”
“ไปเจ้าค่ะ! ข้าขอไปทุกที่!...ไปกับท่าน” จินเอ๋อร์ละล่ำละลักบอกออกมาด้วยน้ำตารื้น “ข้าเพียงเกรงว่านายท่านกับฮูหยินจะโก่งราคา ...หากทั้งสองรู้ว่าท่านมีร้านขายใบชาในเมืองเสียนหยาง”
“แล้วจะให้รู้ไปทำไมเล่า หากอยากเห็นคนกระอักเลือดเพราะคับแค้นใจ มิสู้ให้พวกเขาเห็นและรับรู้หลังจากที่ปล่อยเราออกมาและไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไปไม่ดีกว่าหรือ”
“หากทำเช่นนั้น แล้วสินเดิมของนายหญิงเล่าเจ้าคะ” จินเอ๋อร์เอ่ยถามเสียงเบา เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เสียนฉิงเยว่คับแค้นใจที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องที่สินเดิมของมารดาถูกเสียนฮั่วและฮูหยินฮุบเอาไว้ทั้งหมด
“นั่นสินะ”
แม้แต่รายละเอียดว่าของทั้งหมดมีอะไรบ้างนางยังไม่รู้ แล้วนางจะทวงถามคืนมาได้อย่างไร อีกทั้งนางจะให้ผู้ใดเล่าทวงถามให้
นางก็เป็นแค่คุณหนูเสียนผู้ไร้ตัวตน ทั้งยังไม่มีใครให้ความสำคัญ ทุกวันนี้แม้จะใช้แซ่เสียนแต่ดูนางสิ ยังนับว่าเหมือนคนตระกูลเสียนที่มั่งคั่งตรงไหนหรือ
ตามที่เสียนเหวินได้บอกเสียนฉิงเยว่เอาไว้ ในตอนเช้าสาวใช้ของคฤหาสน์ก็มาแจ้งอย่างนอบน้อม เพราะวันนี้เขาจะพาหญิงสาวจากเมืองเสียนหยางออกไปเที่ยวที่ตลาด “เพราะเห็นว่าคุณหนูไม่มีชุดตามแบบของฉางอัน ฮูหยินใหญ่จึงให้ข้าน้อยนำชุดมาให้ท่านสองชุดเจ้าค่ะ”
ประโยคนั้นทำเอาเสียนฉิงเยว่ชะงัก ต่างกับจินเอ๋อร์ที่ตาโตด้วยความตื่นเต้น ในยามที่ยื่นมือออกไปรับชุดแพรพรรณเนื้อดีที่อยู่ในมือสาวใช้อีกคน ขณะเดียวกันนั้นยังมีกล่องเครื่องประดับหนึ่งชุดวางอยู่เคียงข้างกัน
“เครื่องประดับชุดนี้เป็นนายท่านมอบให้ท่านเจ้าค่ะ” สาวใช้นางนั้นรีบตอบ เมื่อเห็นสายตาของหญิงสาวกวาดไปมองยังกล่องใบเล็ก
“แล้วพี่ ๆ ทั้งสามเล่า”
“คุณหนูทั้งสามเองก็ได้รับเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ แต่วันนี้อาการของคุณหนูหรูซวงยังไม่ดีนัก จึงไม่อาจออกไปข้างนอก ดังนั้นวันนี้คุณชายรองจึงจะพาท่าน คุณหนูชิงเซียง และคุณหนูชิงหรูออกไปเที่ยวเจ้าค่ะ”
“อ้อ” เสียนฉิงเยว่พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“คุณหนู เช่นนั้นก็รีบเปลี่ยนชุดเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวคุณชายรองจะรอนาน” จินเอ๋อร์เอ่ยอย่างกระตือรือร้นก่อนจะรีบลากผู้เป็นนายเข้าไปเปลี่ยนชุด
มองชุดสีชมพูสดใสในมือของสาวใช้คนสนิทเสียนฉิงเยว่พลันส่ายหน้า “สีขาวเถิด”
“ก็ได้เจ้าค่ะ” จินเอ๋อร์ค่อนข้างผิดหวัง เพราะอยากให้ผู้เป็นนายแต่งกายด้วยเสื้อผ้างดงามสักครั้ง ผิดกับเสียนฉิงเยว่ที่ยังคงชมชอบความเรียบง่ายอยู่เป็นนิจ ดังนั้นจินเอ๋อร์จึงต้องรีบหยิบชุดสีขาวออกมาช่วยสวมให้ผู้เป็นนาย ไม่นานนางก็เร่งมือหวีผมรวบมวยขึ้นปักด้วยปิ่นหยกขาว ซึ่งมีระย้าผีเสื้อพลิ้วไหวประดับอยู่
เงาสะท้อนที่อยู่บนกระจกทำเอาเสียนฉิงเยว่เบิกตากว้าง ชุดตามแบบชาวเสียนหยางจะเป็นเสื้อและกระโปรงตัวยาวตัวเดียว ใช้สายคาดเอวยึดเอาไว้ หากแต่ชุดตามแบบของฉางอันนั้นต่างออกไป ด้วยเพราะตัวเสื้อเป็นแบบแขนยาวทรงกระบอกพอดีตัว ทั้งยังไม่ได้เป็นเสื้อตัวยาวติดกับกระโปรงเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะกระโปรงตัวยาวทิ้งตัวลงกรอมเท้านั้น จะถูกสวมแล้วมัดทับลงไปกับตัวเสื้อ ก่อนใช้สายคาดเอวผืนใหญ่คาดทับกระโปรงกับตัวเสื้อเอาไว้ เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเอวอรชรอย่างชัดเจน
แม้หลายวันมานี้ได้เห็นมาบ้างกลับยังไม่เคยลองสวมใส่ วันนี้พอได้มีโอกาสสวมใส่นางกลับรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ทว่าในความขัดเขินกลับมีความพออกพอใจอยู่หลายส่วน ยามปกติให้นางพยายามเป็นสตรีที่ไร้ตัวตนอย่างไร กระนั้นนางก็ยังคงเป็นสตรีที่ชื่นชมในความสวยงามอยู่ดี
“วันนี้อากาศค่อนข้างหนาวเย็น สวมเสื้อคลุมทับอีกตัวนะเจ้าคะ” จินเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม
ชุดในแบบฉางอันจะมีอยู่สองแบบ คือแบบไม่สวมเสื้อตัวยาวทับแต่จะพาดผ้าคลุมไหล่ กับสวมเสื้อคลุมตัวยาวเอาไว้และจะพาดผ้าคลุมไหล่หรือไม่ก็ได้ วันนี้อากาศยังคงหนาวเย็นอยู่แม้นางอยากให้ผู้เป็นนายสวมชุดที่โดดเด่นงดงามสักครั้ง แต่นางกลับห่วงใยสุขภาพของอีกฝ่ายมากกว่า
“อ้อ ได้” เสียนฉิงเยว่กะพริบตามองสาวใช้ของตัวแล้วพยักหน้าเออออ มองดูอีกฝ่ายช่วยสวมเสื้อสีขาวปักลายตัวยาวทับลงไป ทั้งยังพาดผ้าคลุมไหล่ปักลายบุปผานานาพันธุ์ลงไปอีกทอดหนึ่ง
เสียงถอนหายใจของหญิงสาวทำเอาจินเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมอง “คุณหนูไม่ชอบเสื้อตัวนี้หรือเจ้าคะ”
“ไม่ใช่ ข้าเพียงแต่ไม่ชอบความซับซ้อนของเสื้อผ้าตามแบบฉางอัน แต่...ช่างเถิดเสร็จแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” จินเอ๋อร์มองผู้เป็นนายด้วยสายตาชื่นชม ก่อนช่วยพยุงอีกฝ่ายออกไปยังห้องโถงซึ่งมีเสียนเหวินยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“เยว่เอ๋อร์มาแล้วหรือ” เขากล่าวพร้อมกับมองสำรวจหญิงสาวด้วยความพึงพอใจก่อนพยักหน้าขึ้นลง “...งดงามยิ่ง ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าเจ้าต้องเหมาะกับสีขาว ท่านแม่เก่งกาจยิ่ง”
ประโยคนั้นเรียกรอยยิ้มกว้างของเสียนฉิงเยว่ออกมา แต่นางยังไม่ทันได้ตอบโต้และเอ่ยขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา เสียงตื่นเต้นของเสียนชิงหรูและเสียนชิงเซียงก็ดังขึ้นเสียก่อน
“พี่เหวินพวกข้ามาแล้ว”
ร่างอรชรอ้อนแอ้นในชุดสีม่วงและชุดสีแดงพลันทำให้จินเอ๋อร์ย่นคิ้ว ในยามปกติคุณหนูของนางก็นับว่าถูกผู้คนมองข้ามอยู่แล้ว บัดนี้โฉมสะคราญสองนางที่เดินเข้ามาด้วยชุดสีสันเจิดจ้างดงาม ทำเอาชุดสีขาวของคุณหนูยิ่งไร้ความโดดเด่น จินเอ๋อร์แทบอยากจะลากผู้เป็นนายกลับเข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดสีชมพูอีกชุดเสียเหลือเกิน
เมื่อหันไปมองสีหน้าราวกับคนกลั้นหัวเราะของผู้เป็นนาย จินเอ๋อร์พลันเลิกคิ้ว “คุณหนู ท่านคาดการณ์เอาไว้แล้วหรือเจ้าคะว่าต้องเป็นเช่นนี้”
เขาหมุนกายเดินเข้าไปในร้านเครื่องประดับ ทันทีที่เดินไปถึงประตูก็มีคนเปิดให้อย่างรู้งาน “ไปแจ้งที่หอน้ำชาว่าข้าทีเรื่องด่วนไปไม่ได้แล้ว อ้อ อีกสักครู่คงมีคนตระกูลเสียนออกตามหาคุณหนูเสียน พวกเจ้าบอกไปว่านางเดินออกไปจากร้าน เอาเป็น...นับตั้งแต่สาวใช้ของนางเดินออกไปก็แล้วกัน”“ขอรับท่านประมุข”ท่าน...ท่านประมุข!!เสียนฉิงเยว่ลอบตื่นตระหนก เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมาตามไรผมและกลางฝ่ามือ เมื่อครู่เขาให้คนไปแจ้งที่หอน้ำชาซึ่งเป็นที่นัดหมายของคุณชายห้าตระกูล อีกทั้งเมื่อครู่คนของเขาเรียกเขาว่าท่านประมุขเช่นนั้นคนผู้นี้ยังจะเป็นใครไปได้เล่านอกจากโหลวตงอวี้ ประมุขตระกูลโหลว!!!อายุเพียงยี่สิบห้าปีแต่กลับใช้ความสามารถที่มี ต่อสู้ฟาดฟันกับบรรดาญาติผู้ใหญ่ตระกูลโหลวและพี่ชายต่างมารดาจนกระทั่งสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล ปกป้องมารดาและน้องสาวไม่ให้ผู้คนในตระกูลรังแกพวกนาง ทั้งยังสามารถเปิดร้านแลกเงินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฉางอันได้สำเร็จเพียงลำพังคนผู้นี้ใช่บุรุษปวกเปียกป้อแป้คนเดียวกันซึ่งนอนอยู่บนเตียงให้นางรังแกเล่น เอ้ย! ไม่ใช่! นางหมายถึงเขานอนนิ่งให้นางวางยาเพื่อยึดครองห้อง เขา...ก็คือคนคนเดียวกั
นางแนะนำตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทจนเกินไป หลังจากที่ได้ยินนางแนะนำตัว ด้านหลังก็มีคนเดินเข้ามาแนะนำชื่อของตัวเองจนหญิงสาวตาลาย ความจริงนับจากชื่อที่สองสามไปนางล้วนลืมไปจนสิ้นว่าสตรีเหล่านั้นมีนามว่าอย่างไร และมาจากตระกูลใดบ้าง“เอ๋ นั่นมิใช่คุณชายอวี่หรอกหรือ”เสียงเอ่ยขึ้นหน้าร้านเครื่องประดับ เรียกความสนใจของสตรีทุกนางที่เข้ามายืนล้อมรอบเสียนฉิงเยว่ จินเอ๋อร์ขยับเข้ามาชิดเสียนฉิงเยว่ก่อนกระซิบเสียงเบา “คุณหนูข้าน้อยว่าเราตามคุณชายรองไปไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ...”ยังไม่ทันได้จบประโยคก็จำต้องขยับหลบ เมื่อกวนหนิงเหอหันมาสนใจผู้เป็นนายอีกครั้ง“คุณหนูเสียนจะไม่เข้าไปยังหอน้ำชาหน่อยหรือ”ดวงตาคาดหวังของสตรีเหล่านั้นทำเอาหญิงสาวสะอึกอึ้งอยู่กับที่ แท้จริงแล้วพวกนางก็อยากให้ตนสร้างโอกาสที่จะได้พบและแนะนำตัวกับเหล่าคุณชายทายาทตระกูลใหญ่ในหอน้ำชาฝั่งตรงข้ามนั่นเอง หญิงสาวแทบจะถอนฉุนออกมาด้วยความรำคาญ กระนั้นนางกลับเพียงแย้มยิ้ม ก่อนก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงเบา“ต้องขออภัยเมื่อครู่พี่เหวินกำชับไว้แล้วว่าให้รอที่นี่ ดังนั้น...”เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จงใจให้นางได้ยินอย่างแน่นอ
“เจ้าคิดว่าชุดสองชุดนั้นจะมาถึงมือข้าเลยทันทีหรือ แน่นอนว่าพวกนางทั้งสามคนย่อมได้เลือกก่อนอยู่แล้ว” นางยักไหล่คล้ายไม่ใส่ใจ“แต่...เหตุใดเป็นเช่นนี้เล่าเจ้าคะ”เสียนฉิงเยว่ได้ยินเช่นนั้นพลันมองเข้าไปยังห้องโถง แม้ว่าจะมองไม่เห็นเสียนฮูหยินแต่นางกลับนึกไปถึงสายตาพิจารณาของอีกฝ่ายในยามที่มองมา เห็นชัดว่านี่เป็นการหยั่งเชิง ถึงความสำคัญในฐานะของนางต่อผู้เป็นพี่สาวทั้งสามคนเมื่อเช้าสาวใช้ทั้งสี่คนมาที่ห้องของนางพร้อมกันหมด เห็นชัดว่าทั้งสี่ถือของมาด้วยกัน ดังนั้นก่อนมาถึงห้องของนางเสื้อผ้าข้าวของล้วนผ่านการเลือกของผู้อื่นมาก่อนแล้ว เสื้อผ้าสองชุดดูก็รู้ว่าเป็นของเหลือจากที่พี่สาวทั้งสามคนได้เลือกแล้ว ดูท่าเสียนฮูหยินคงสงสัยอะไรขึ้นมาแล้วกระมัง“เราคงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้น” หาไม่คงถูกเสียนฮูหยินจับได้เป็นแน่... นางต่อประโยคนั้นในใจอย่างไม่ใคร่จะสบายใจนักทันทีที่คนของคฤหาสน์มาแจ้งว่ารถม้าพร้อมแล้ว เสียนเหวินที่ข้างกายมีเสียนชิงหรูและเสียนชิงเซียง ผายมือไปยังรถม้าที่จอดหน้าคฤหาสน์ เขาช่วยพยุงพวกนางทั้งสามขึ้นบนรถม้า จากนั้นจึงก้าวตามขึ้นไปทีหลัง คิ้วเข้มขมวดมุ่นที่หญิงสาวทั้งสองเกาะติดซ
“จินเอ๋อร์เจ้าวางใจได้ ข้าอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีเจ้าอยู่ที่นั่นด้วย”“แต่...เงินไถ่ตัวข้าสูงมาก”“ข้ามั่นใจว่าร้านขายใบชาของข้าสามารถทำให้ข้าซื้อตัวเจ้าออกมาจากตระกูลเสียน”“แต่...เงินนั่น”“นอกจากว่าเจ้าไม่อยากไปกับข้าด้วย”“ไปเจ้าค่ะ! ข้าขอไปทุกที่!...ไปกับท่าน” จินเอ๋อร์ละล่ำละลักบอกออกมาด้วยน้ำตารื้น “ข้าเพียงเกรงว่านายท่านกับฮูหยินจะโก่งราคา ...หากทั้งสองรู้ว่าท่านมีร้านขายใบชาในเมืองเสียนหยาง”“แล้วจะให้รู้ไปทำไมเล่า หากอยากเห็นคนกระอักเลือดเพราะคับแค้นใจ มิสู้ให้พวกเขาเห็นและรับรู้หลังจากที่ปล่อยเราออกมาและไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไปไม่ดีกว่าหรือ”“หากทำเช่นนั้น แล้วสินเดิมของนายหญิงเล่าเจ้าคะ” จินเอ๋อร์เอ่ยถามเสียงเบา เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เสียนฉิงเยว่คับแค้นใจที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องที่สินเดิมของมารดาถูกเสียนฮั่วและฮูหยินฮุบเอาไว้ทั้งหมด“นั่นสินะ”แม้แต่รายละเอียดว่าของทั้งหมดมีอะไรบ้างนางยังไม่รู้ แล้วนางจะทวงถามคืนมาได้อย่างไร อีกทั้งนางจะให้ผู้ใดเล่าทวงถามให้นางก็เป็นแค่คุณหนูเสียนผู้ไร้ตัวตน ทั้งยังไม่มีใครให้ความสำคัญ ทุกวันนี้แม้จะใช้แซ่เสียนแต่ดูนางสิ ยังนับว่าเหมือ
นับตั้งแต่บิดาและมารดาของนางจากไป นางเหลือตัวคนเดียวในคฤหาสน์ตระกูลเสียนที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี บรรดาฮูหยินใหญ่ฮูหยินรองของเสียนฮั่ว ต่างก็ผลักนางไปทางโน้นทีทางนี้ที ราวกับนางเป็นตัวอัปมงคลที่หามีผู้ใดต้องการไม่โชคยังดีที่ฮูหยินสามของเสียนฮั่วไม่มีบุตรจึงรับนางเอาไว้นางจึงไม่ถูกรังแกจนเกินไป ถึงอย่างนั้นฐานะของนางในตระกูลเสียนกลับไร้ซึ่งความสำคัญโดยสิ้นเชิงตลอดมานางเอาแต่อยู่ในที่ของตน ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่แสดงตน พยายามทำตัวราวกับไร้ตัวตนมาโดยตลอด ไม่ว่าคนในตระกูลจะเหยียดหยามหรือดูหมิ่น นางก็ได้แต่ทำเป็นโง่งมไม่สนใจ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกขับไสไล่ส่งไม่เพียงเท่านั้นนางยังต้องดูแลฮูหยินสามที่เป็นดังเกราะคุ้มภัยในยามที่อีกฝ่ายล้มป่วยกระเสาะกระแสะ ถึงอย่างนั้นทันทีที่ฮูหยินสามจากไป นางจึงเริ่มรู้ซึ้งว่าคนในตระกูลเสียนยังโหดร้ายได้มากกว่าที่เคยตระหนักยิ่งนางแสร้งทำเป็นอ่อนแอและขลาดเขลา พวกเขาก็ยิ่งได้ใจหาเรื่องรังแกนางอยู่ร่ำไปปีก่อนถึงขนาดมีความคิดจะยกนางให้ไปเป็นอนุของบุตรชายของคหบดีตระกูลหวัง ทั้งที่มีข่าวลือไม่ใคร่จะสู้ดีว่าเขาลุ่มหลงสุรานารี ทั้งยังชอบตบตีทำร้ายฮูหยินและอนุของตน
“เรียนท่านลุง ท่านป้า เรื่องที่เกิดเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น หาได้มีผู้ใดตั้งใจผลักข้าไม่ เสี่ยวหลิ่วเพียงตาฝาดไปเท่านั้น ในตอนนั้นผู้คนมากมายข้าจึงไม่ทันระวังตัวพลัดตกลงไปจากสะพาน ขอท่านลุงอย่าได้กล่าวโทษน้อง ๆ ทั้งสามคนเลย หากจะโทษเช่นนั้นคงเป็นความผิดของข้าผู้ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ที่ชักชวนพวกนางออกไปเดินเล่นเปิดหูเปิดตา” เสียนหรูซวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งราวคนที่กำลังจะหมดแรง“ท่านพี่” เสียนฮูหยินเอ่ยขึ้นเสียงเบา“เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรหรือ” เสียนจวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นฮูหยินของตนหันมาหา“ความจริงแล้วหากเรื่องนี้แพร่ออกไปแน่นอนว่าย่อมกระเทือนถึงชื่อเสียงตระกูลเสียน ข่าวลือเช่นนี้ย่อมปล่อยให้ลือกันไปไม่ได้ หากมีคนพูดไปว่าพวกนางสี่คนคนใดคนหนึ่งผลักพี่สาวของตนลงไปในแม่น้ำ ย่อมเป็นที่หัวร่อของชาวบ้าน ซวงเอ๋อร์เองก็บอกแล้วว่านางพลัดตกลงไป เช่นนี้ก็ให้จบลงตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ”เสียนฮูหยินปรายตามองสตรีทั้งสี่ที่ยืนก้มหน้านิ่ง นางมองทั้งสี่ด้วยดวงตาพิจารณา ก่อนจะละสายตาไปมองบุตรชายคนโตที่ยังคงช่วยพยุงเสียนหรูซวง“เช่นนั้นก็ทำเช่นที่เจ้าว่า” เสียนจวินเองก็ไม่อยากปวดหัวกับเรื่องไร้สาระ







