LOGINแค่ตายเพราะความสะเพร่าก็ว่าซวยแล้ว แต่ตื่นขึ้นมาในร่างนางร้ายที่คนทั้งเมืองอยากตบหน้านี่มันเกินไป เมื่อบทนางเอกไม่ใช่ของนาง เช่นนั้นข้าจะเขียนขึ้นมาใหม่แล้วกัน
View Moreกลิ่นขนมอบหอมหวานลอยฟุ้งในอากาศ ผสานเสียงกระทะร้อนที่ดังฉ่า เฟิ่งเสี่ยวอิงพลิกขนมไข่บนเตาอย่างคล่องแคล่ว พลางยิ้มอ่อนโยนให้ลูกค้าเด็กน้อยที่จ้องขนมในมือเธอด้วยแววตาเป็นประกาย
"ขนมไข่ร้อน ๆ มาแล้วจ้า" เธอเป็นพนักงานร้านขนมธรรมดาในเมืองเล็ก ๆ มีความฝันอีนเรียบง่ายคือเปิดร้านขนมของตัวเอง ไม่เคยคิดฝันว่าโชคชะตาจะเหวี่ยงไปสู่ความตายให้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่กำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยแสงแห่งความหวัง เพียงแค่ปลายนิ้วแตะสายไฟที่เปียกชื้นหลังร้านหลังฝนตก ฉับพลันก็เกิดแสงเจิดจ้าแสบตา ร่างทั้งร่างถูกดูดกลืนเข้าสู่ความมืด และเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนสติจะดับวูบคือเสียงของลูกค้าเรียกชื่อเธออย่างตื่นตระหนก ใช่แล้ว เธอเสียชีวิตลงจากความซุ่มซ่ามของตัวเอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบก็ไม่ใช่ความคุ้นเคยดั่งเช่นวันวาน "นางฟื้นแล้ว คุณหนูซินอวี่ยังไม่ตาย!" ทั้งเสียงหวีดร้องทั้งเสียงโหวกเหวกปะปนความตื่นตะลึงดังลั่นไปทั่วเรือน เฟิ่งเสี่ยวอิง หรือใครก็ตามที่ควรจะเป็นตอนนี้สะดุ้งสุดตัวลุกพรวดขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าตื่น ๆ ก่อนจะยกมือจับศีรษะที่หนักอึ้งไปด้วยความสับสนและเวียนหัวราวกับถูกฝูงม้าศึกกระหน่ำเหยียบเข้าใส่ไม่ยั้ง 'นี่มันที่ไหนกัน แล้วใครคือ คุณหนูซินอวี่' ยังไม่ทันตั้งตัวดี เสียงฝีเท้าดังเร่งเร้ามาจากทางเดิน ร่างของสาวใช้ในชุดอาภรณ์โบราณท่าทางตื่นตะลึงพรวดพราดเข้ามาในห้อง ดวงหน้าเผือดสีและเปื้อนคราบน้ำตารีบทรุดตัวลงข้างเตียงพูดเสียงสั่นเครือ "คุณหนู! ท่านฟื้นแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ" เฟิ่งเสี่ยวอิงกะพริบตาปริบ ๆ สลับมองห้องไม้สลักหรูหรา กับร่างตัวเองในชุดสีแดงเข้มลวดลายดอกไม้สีฟ้า แถมน้ำเสียงที่หลุดออกจากริมฝีปากยังแปรเปลี่ยนเป็นโทนหวานนุ่มไพเราะอย่างน่าประหลาด ที่สำคัญคือมือนั้นผอมเรียวยิ่งกว่าตัวจริงในโลกก่อนเสียอีก "ข้า เป็นใครนะ" นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เสียงที่เปล่งออกมากลับกลายเป็นภาษาโบราณโดยไม่รู้ตัว สาวใช้สะอึกแล้วร้องไห้โฮออกมา "คุณหนู อย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ ท่านคือคุณหนูซูซินอวี่แห่งจวนท่านแม่ทัพ เป็นคู่หมั้นของท่านหลี่อ๋อง แม้ก่อนหน้านี้จะ… เอ่อ…" สาวรับใช้หยุดคำพูดไว้ตรงนั้นด้วยใบหน้าเหยเกอย่างลำบากใจ "แม้ก่อนหน้านี้จะตายไปแล้วน่ะรึ" เฟิ่งเสี่ยวอิงถามต่อให้ พลางเลิกคิ้วอย่างฉงน สาวใช้ได้ฟังก็เบิกตากว้าง "ท่าน… จำได้ด้วยหรือ พวกเราเพิ่งจะขจัดพิษออกจากร่างกายของท่าน ท่านสิ้นใจไปแล้วจริง ๆ ท่านหมอกล่าวยืนยันว่าท่านสิ้นใจแล้ว" เฟิ่งเสี่ยวอิงอ้าปากหวอ ไม่เพียงแค่ทะลุมิติมาโผล่ในโลกโบราณ หากยังอยู่ในร่างของนางร้ายที่ล่วงลับด้วยยาพิษ แถมฟื้นคืนชีพต่อหน้าคนทั้งเรือนอีกต่างหาก หญิงสาวหลับตาลงพยายามเรียบเรียงสติ ฉับพลันภาพประหลาดพรั่งพรูเข้ามาในห้วงความคิด เป็นภาพของหญิงสาวในชุดสีแดง ดวงตาเรียวรี คำพูดแหลมคม นี่มันตัวร้ายของนิยายจีนย้อนยุคที่เคยอ่านชัด ๆ นางชื่อซูซินอวี่ เป็นคู่อาฆาตนางเอกที่ตายตอนต้นเรื่องด้วยน้ำมือของคนที่เกลียดชังนาง ส่วนนางเอกเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงส่ง นางอภิเษกสมรสกับองค์ชายต่างแคว้นซึ่งก็คือพระเอกและครองรักกันนิรันดร เฟิ่งเสี่ยวอิงกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ 'เหตุใดชีวิตใหม่ของข้าต้องเป็นนางร้าย' เสียงฝีเท้าอีกระลอกดังก้องมาตามทางเดินก่อนที่ประตูจะเปิดออกกว้าง คนกลุ่มใหม่กรูเข้ามา พวกเขาคือบ่าวรับใช้ระดับสูง สีหน้าแสดงถึงความเหลือเชื่อปนหวาดระแวง และที่หน้าประตู คนที่ก้าวเข้ามาคือบุรุษในอาภรณ์สีม่วงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่สายตาที่มองมานั้นทั้งเย็นชาและแปลกใจ เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงเฉียบคมดั่งคมมีดเฉือนลึกไปถึงกระดูก "เจ้าฟื้นคืนชีพมาเพราะเจตนาร้ายใด ซูซินอวี่" เฟิ่งเสี่ยวอิงที่ยังมึนงงกับการทะลุมิติกะพริบตาถี่ ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบกลับไปว่า "เอ่อ ข้าแค่อยากกินขนมไข่ ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าแถบนี้มีขายที่ใดบ้าง" เสียงอื้ออึงรอบตัวจบลง ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วห้องทันที แม้แต่ลมหายใจก็ยังหยุดชะงัก สาวรับใช้ต่างยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง บุรุษผู้นั้นแผ่รังสีความเย็นเฉียบจนบ่าวรับใช้แทบไม่กล้าสบตา เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้มองนางอย่างจับผิด แววตาคมราวกระบี่กวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณของนาง "ขนมไข่?" เขาทวนคำเสียงเย็น เฟิ่งเสี่ยวอิงกระพริบตาปริบ ๆ 'เอาละสิ จะตอบยังไงให้ไม่ดูเป็นคนวิกลจริต' "ขออภัยเถิด ข้าแค่ฝันถึงตอนเด็ก ข้าชอบกินขนมไข่มาก พอตื่นขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึง" นางแถไปน้ำขุ่น ๆ พร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ หวังจะกลบเกลื่อนความแปลกประหลาดของตัวเอง ชวนให้คนฟังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวคนหนึ่งด้านหลังเขาหัวเราะเบา ๆ "ขนมไข่ คงเป็นอาการหลงเหลือจากพิษกระมังเพคะ ท่านอ๋อง" ท่านอ๋อง…เช่นนั้นหรือ เฟิ่งเสี่ยวอิงที่นั่งอยู่บนเตียงหันขวับไปมองอีกฝ่ายเต็มตา พลันภาพจากความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง บุรุษตรงหน้านี้คือ หลี่เหวินเจิ้ง ท่านอ๋องผู้อื้อฉาว คู่หมั้นของซูซินอวี่ผู้ไม่เคยเหลียวแลนางแม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง และในนิยายต้นฉบับคือคนที่ไม่เคยรักซูซินอวี่แม้แต่น้อย ในนิยายเรื่องนั้น เขาเย็นชากับนางราวกับนางเป็นอากาศ ทอดทิ้งนางให้ตายอย่างโดดเดี่ยว หลังจากนั้นยังแต่งกับสตรีอีกคนอย่างที่เคยวาดฝันเอาไว้โดยสมบูรณ์ เขาไปเที่ยวหอนางโลม นัดแนะกับสตรีนางหนึ่งที่นั่น เมื่อซูซินอวี่รู้ข่าวจึงตามไปและจับได้คาหนังคาเขา ทว่าสวรรค์ไม่เข้าข้าง นางโดนยาพิษในหอคณิกา แล้วตายลงหลังจากนำตัวกลับมารักษาที่จวนภายในไม่ถึงหนึ่งวันอย่างน่าสมเพชบนความสะใจของใครบางคน เฟิ่งเสี่ยวอิงเบิกตาโพลง รู้ทันทีว่าร่างนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องยาพิษแต่ยังมีปัญหาเรื่องหัวใจ ความน่าอับอาย มีศัตรูรายล้อมรอบทิศทางอีกนับไม่ถ้วน และความตายซ้ำสองที่อาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ "ดูเหมือนพิษจะกัดกินสมองเจ้าด้วย" หลี่เหวินเจิ้งเอ่ยเสียงเย็น แล้วหมุนกายจะจากไป "เฝ้านางไว้ให้ดี อย่าให้ก่อเรื่องขายหน้าขึ้นมาอีกก็แล้วกัน" แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวพ้นธรณีประตู เฟิ่งเสี่ยวอิงก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงมั่นคง "ท่านอ๋อง" เสียงนั้นมิใช่เสียงของสตรีผู้อ่อนแอ หากแต่เป็นเสียงของคนที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะแหบพร่าและอ่อนแรงอยู่เล็กน้อย เขาหยุดฝีเท้าลง "เมื่อข้าฟื้นคืนมาได้ แล้วใครกันแน่ที่ควรหวาดกลัว" ทุกสิ่งเงียบลง ประโยคนั้นทำเอาคนทั้งห้องขนลุกชัน สาวใช้พากันเงียบกริบ หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ไม่กล้าคิดว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาหันกลับมามองอีกครั้ง สายตาดุดันยิ่งกว่าเดิม คราวนี้เหมือนกำลังประเมินใหม่ว่านางตรงหน้ายังใช่ ซูซินอวี่คนเดิมหรือไม่ เฟิ่งเสี่ยวอิงสบตาเขา ไม่หลบ ไม่หวั่นไหว แม้ภายในใจจะตีกันยุ่งเป็นขยุ้มด้าย นางแค่รู้ว่าในเมื่อสวรรค์ส่งให้มาอยู่ในร่างของนางร้าย ก็ขอสาบานว่านับจากนี้ไปนางจะไม่ยอมให้ใครมาเข่นฆ่าได้อีกเป็นครั้งที่สอง! ใช่แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนางคือซูซินอวี่ มิใช่เฟิ่งเสี่ยวอิงอีกแล้ว บรรยากาศภายในห้องพักของคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพเต็มไปด้วยความเงียบ แม้หลี่เหวินเจิ้งจะจากไปแล้ว แต่แรงกดดันในอากาศยังไม่จางหายตามไปง่าย ๆ สาวใช้ชุดเขียวที่ชื่อเสี่ยวหรงรีบประคองหมอนวางหลังให้ซูซินอวี่ พลางส่งผ้าเย็นมาเช็ดเหงื่อให้นางด้วยมือสั่นเทา "คุณหนู ข้ารู้ว่าท่านอาจยังงุนงงอยู่บ้าง แต่โปรดอย่าพูดเช่นนั้นต่อหน้าท่านอ๋องอีกเลยนะเจ้าคะ" ซูซินอวี่เหลือบมองอีกฝ่าย รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก สีหน้านางแม้ยังซีดขาวเพราะฤทธิ์พิษเก่ายังตกค้าง แต่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยสติและประกายเฉียบคมเกินกว่าจะเป็นผู้อ่อนแอที่กำลังป่วยอยู่ "เสี่ยวหรง" นางเรียกสาวใช้ข้างกายด้วยเสียงนุ่มนวล "เจ้าว่า ข้าเคยเป็นคนเช่นไร" สาวใช้ตัวสั่น หยุดมือชั่วครู่ก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง "คุณหนู ท่านเคยเอาแต่ใจเจ้าค่ะ แต่ท่านใจดีกับข้ามาตลอด แม้จะโมโหร้ายกับผู้อื่นก็ตาม" ซูซินอวี่คนใหม่คลี่ยิ้มจาง ๆ "ใจดีเฉพาะกับเจ้า แสดงว่าคงร้ายกับคนทั้งจวนก็คงไม่ผิดนัก" เสี่ยวหรงหน้าเจื่อน ไม่กล้าพยักหน้าหรือส่ายหัว ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเช็ดเหงื่อต่อไป ในหัวของซูซินอวี่เต็มไปด้วยความทรงจำแปลกประหลาด บางส่วนคือความรู้สึกขมขื่น ความอับอาย ความเกลียดชังที่ร่างนี้เคยเผชิญ การถูกหัวเราะเยาะ การถูกดูแคลน ทั้งจากหลี่อ๋อง และสตรีอีกคนในนิยายต้นฉบับ นั่นคือพระชายาเอกของเขา เยี่ยนซื่อเอ๋อร์ บุตรีขุนนางฝ่ายธรรมาธิการ ผู้งดงาม อ่อนโยน ฉลาดหลักแหลม เปรียบดั่งหงส์กลางหมู่ห่านป่า เป็นสตรีที่ใคร ๆ ก็กล่าวขวัญถึงและเป็นคนที่หลี่อ๋องหลงใหลตั้งแต่แรกเห็น ซูซินอวี่ลูบขมับตนเบา ๆ ความรู้สึกในหัวคล้ายหลอมรวมกับร่างใหม่นี้อย่างช้า ๆ 'ข้าอาจจะไม่ใช่ซูซินอวี่ที่ทุกคนจดจำ แต่ในเมื่อข้ามาอยู่ในร่างของนาง ก็ย่อมต้องมีชีวิตอยู่เพื่อชำระบัญชีแทนนาง' นางเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงเรียบ "เสี่ยวหรง ไปค้นกล่องเครื่องประทินโฉมให้ข้าที ข้าจะล้างหน้าแต่งตัว" "เจ้าคะ?" "จะให้ข้าอยู่ในสภาพผีเฝ้าเตียงเช่นนี้ให้ใครครหาอีกหรือ" เสี่ยวหรงเบิกตากว้าง ลนลานลุกไปค้นกล่องเครื่องประทินโฉมในมุมห้อง ซูซินอวี่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเตียง แม้ขาแข้งยังอ่อนแรง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองยืนได้มั่นคงอย่างน่าประหลาด นางจ้องกระจกในมุมห้อง ใบหน้าของซูซินอวี่สะท้อนกลับมา ดวงหน้าเรียว ตาคม จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูปงดงาม หากแต่ซ่อนร่องรอยความดื้อรั้นไว้ชัดเจน "คนผู้นี้ ถูกเข่นฆ่าอย่างน่าสมเพช ต่อหน้าคนที่ควรรักนางที่สุด" นางพูดกับเงาในกระจก "เจ้าต้องการให้ข้าแก้แค้นให้หรือไม่" ภาพในกระจกยังคงเงียบกริบ แต่แววตาที่มองตอบกลับมานั้นสั่นระริก คล้ายประกายสายหนึ่งในจิตใจที่ยังไม่ดับสูญ "ได้ แต่แก้แค้นในแบบของข้านะ ผู้คนจะต้องสรรเสริญในความดีของเจ้ามากกว่านางร้ายที่เจ้าเคยเป็น การแก้แค้นที่ฝ่ายตรงข้ามเจ็บปวดที่สุดคือการที่เจ้าเป็นคนดีและมีความสุข"ซูซินอวี่น้ำตาเอ่อคลอเพราะหัวใจเรียกร้องถึงเขาอย่างแรงกล้า'หากท่านยังรออยู่ขอให้ปิ่นนี้สั่นอีกครั้งเถิด'ทันใดนั้น ปลายปิ่นในมวยผมของเธอเริ่มสั่นสะเทือน หัวใจของเธอกระตุกวูบโลกโบราณ ณ ตำแหน่งเดิมที่นางเคยล้มลงเซี่ยอวี้หลันนั่งนิ่ง ดวงตาหลับพริ้ม แต่ภายในใจเริ่มอ่อนล้า เขารู้สึกถึงเสียงรอบข้างที่เปลี่ยนไปทันใดนั้นแสงเรืองรองปรากฏตรงพื้นผิวกำแพงอีกครั้งผู้คนในโลกโบราณที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใกบ้กำแพงหันมองอย่างตกตะลึง ขณะที่ในโลกปัจจุบัน คนในร้านของเก่าเริ่มร้องเสียงหลง เมื่อแสงเรืองรองสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงผนังร้าน"นั่นมันอะไรกัน"แสงสว่างเจิดจ้าเปิดออกเป็นประตูวงแหวนแห่งมิติ ตรงใจกลางของมันปรากฏภาพของอีกโลกชัดเจนซูซินอวี่ในชุดทำงานเรียบง่าย ยืนนิ่ง น้ำตารินในดวงตา จ้องมองข้ามมิติไปยังเซี่ยอวี้หลันที่กำลังฝืนตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ในดวงตาของเขามีเพียงเงาสะท้อนของนาง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม ความโหยหา และความรักสุดใจ"เจ้าจะกลับมาใช่หรือไม่"เสียงของเขาสั่นพร่าเธอพยักหน้าช้า ๆ ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงว่า"ข้าคิดถึงท่าน"จิตวิญญาณของทั้งสองเชื่อมถึงกันอย่างแน่นแฟ้นและในวินาทีนั้นเอง เ
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะแสงไฟสีขาวเหนือศีรษะกระพริบเล็กน้อยกลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศซูซินอวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆเปลือกตาหนักราวกับแบกรับคืนและวันจำนวนมาก"คุณเฟิ่ง ได้ยินหมอไหมคะ"เสียงพยาบาลถามเอ่ยเบา ๆ เธอกะพริบตาถี่ ๆ หันมองรอบห้อง"นี่คือ…""โรงพยาบาลค่ะ"หมอคนหนึ่งกล่าวอย่างใจเย็น"คุณหมดสติไปหนึ่งเดือนเต็ม หลังประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต"หลังจากพักฟื้น เธอกลับไปยังอพาร์ตเมนต์เดิมห้องยังเหมือนเดิม แต่เหมือนไม่ใช่ของเธอ ของบางอย่างหายไป เอกสารราชการบางอย่างระบุว่า"ไม่พบข้อมูลผู้หญิงชื่อเฟิ่งเสี่ยวอิงในทะเบียนราษฎร์"เธอไปยังที่ทำงานเดิม ยื่นบัตรประจำตัวเข้างานเหมือนทุกครั้ง""ขอโทษค่ะเราไม่มีพนักงานชื่อนี้และข้อมูลในระบบก็ไม่ปรากฏ"เธอถามเพื่อนร่วมงานเก่า แต่ทุกคนล้วนมองเธอราวกับคนแปลกหน้า"ขอโทษนะ เราไม่รู้จักคุณค่ะ"ซูซินอวี่กลับมาเป็นเฟิ่งเสี่ยวอิง เธอเดินอยู่กลางเมืองท่ามกลางเสียงรถยนต์ ผู้คนเดินขวักไขว่ แต่เธอกลับเหมือนไม่มีตัวตนในโลกนี้กลับมาได้แต่เหมือนไม่เคยมีชีวิตอยู่เธอไม่รู้ว่าโลกปัจจุบัน ประตูมิติอยู่ที่ใด ไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่มาถึงที่นี่
หลายวันหลังจากงานเลี้ยงเปิดจวนซูซินอวี่ได้รับคนรับใช้จากจวนแม่ทัพซูมาอยู่ด้วยหลายคนจากการจัดการของฉินซื่อ นางลงมือทำสวนกับคนสวนเพิ่ม ปลูกดอกไม้นานาชนิดและปลูกสมุนไพรบางชนิดเอาไว้ใช้ยามขาดแคลนจวนตระกูลเซี่ยกว้างใหญ่ ด้านหลังจวนแทบไม่มีผู้ใดเดินมาถึง นางจึงเริ่มออกสำรวจไปรอบจวนพร้อมกับคนรับใช้สามสี่คน แล้วให้พวกเขาช่วยกันถางป่าที่ยังรกจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย"เสร็จแล้วขอรับฮูหยิน"เสียงคนสวนรายงานขณะที่นางยืนทอดมองไปยังกำแพงสูงเบื้องหน้ากำลังครุ่นคิดว่าบริเวณนี้จะจัดการอย่างไรให้ไม่ดูวังเวงและน่ากลัวเกินไป"พวกเจ้ากลับไปได้ ข้าจะดูตรงนี้อีกหน่อย"สาวรับใช้มองไปโดยรอบอย่างไม่ไว้ใจ นางไม่ยอมไปและเตือนซูซินอวี่"ฮูหยินไปกันเถิดเจ้าค่ะ ตรงนี้ไม่น่าอยู่หรอกเจ้าค่ะ"ซูซินอวี่พูดยิ้มแย้ม"ไม่มีอะไรน่ากลัวไม่ต้องห่วง เขตของตระกูลเซี่ยปลอดภัยทุกที่ไม่มีป่ารกแล้วด้วย""แต่..."นางจึงตัดบทสาวรับใช้"เจ้ากลับไปก่อนเถอะอีกไม่นานข้าจะตามไป"นางลังเลแต่ก็ไม่กล้าขัดจึงยอมทำตามคำสั่งโดยดีซูซินอวี่มองไปรอบ ๆ ชั่วครู่เห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกตินางจึงเตรียมตัวกลับ"ต้องไปร่างแผนก่อนแล้วค่อยกลับมาดูใหม่"ท
หลังพิธีแต่งงานผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่วัน เช้าวันหนึ่ง เซี่ยอวี้หลันพานางเดินทางโดยรถม้าธรรมดาที่ไร้เครื่องประดับ ผ่านแนวป่ารกร้างเลียบเมืองหลวงออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ"ที่นั่นคือ..."ซูซินอวี่ถามขึ้นเมื่อมองเห็นกำแพงสูงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยรอยตะไคร่และเถาวัลย์เลื้อยพัน ประตูไม้หนาที่ยังคงตั้งตระหง่านแม้จะถูกปิดตายมานานหลายสิบปี มีตราประทับราชสำนักซีดจางจากกาลเวลา ใบไม้แห้งลู่ลมอยู่บนหลังคาและกระเบื้องที่พังไปบางส่วนเซี่ยอวี้หลันยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่พูดสิ่งใด จนกระทั่งเขายื่นมือไปดึงผ้าคลุมหน้ากุญแจที่ขึ้นสนิมออก แล้วใช้กุญแจเก่าแก่ไขออกด้วยมือของตนเสียง กรึก ดังแผ่วเบากลอนประตูที่ถูกลงกลอนมานานเปิดออกช้า ๆบานประตูใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นจวนตระกูลเซี่ยในสภาพที่ถูกลืมพื้นหินกรวดเต็มไปด้วยเศษใบไม้ศาลาริมสระบัวที่เคยงดงามกลับทรุดโทรม หลังคาหลุดลุ่ย ไม้ไผ่ที่เคยปลูกเรียงราย บัดนี้แห้งกรัง แตกหักล้มระเนระนาด"ข้าเคยมองที่นี่จากความฝัน มันเงียบแต่งดงาม"เซี่ยอวี้หลันพูดขึ้นพลางมองไปโดยรอบเขาพานางเดินผ่านโถงใหญ่ที่เคยมีม่านแพรสีฟ้าโบกไหว ผ่านเรือนเล็กเรือนน้อยที่เคยเป็นเรือนรับรองแขก
หลังงานเลี้ยงผ่านพ้นไปสิบวัน ซูซินอวี่กำลังตากดอกไม้แห้งสำหรับทำขนมและยา กลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลไปทั่ว นางอยู่เพียงลำพังในลานเงียบสงบ ร่างบางนั่งตัวตรงอย่างตั้งใจ มือเรียวจัดเรียงกลีบดอกไม้แต่สายตากลับเหม่อลอย"ทำไมท่านต้องพูดต่อหน้าผู้คนขนาดนั้นด้วยเล่า ท่านจริงใจกับข้าจริงหรือแค่ล้อเล่นกันแน่"นาง
ห้องประชุมลับในพระราชวังช่วงกลางคืนเสียงกระซิบกระซาบของขุนนางเฒ่าที่รวมตัวกัน แสงตะเกียงเล็ก ๆ ส่องให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและความระแวงขุนนางผู้ใหญ่เอ่ยเสียงกระด้าง"องค์ชายแปดกับแผนการทำลายระบบเก่า เราจะยอมไม่ได้ที่จะให้เด็กคนนี้เปลี่ยนทุกอย่างโดยไม่ผ่านเรา"ขุนนางชั้นผู้ใหญ่กล่าวขึ
หลังจากการตัดสินเรื่องของหลี่อ๋องและพระชายาเยี่ยนซื่อเอ๋อร์เสร็จสิ้น ด้านวังหลวงก็ยังคงมีเรื่องใหม่ ๆ วนเวียนเข้ามาภายในพระตำหนักที่เงียบสงบองค์ชายสาม ทูลขอเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว ฮ่องเต้นั่งทอดพระเนตรสวนดอกไม้นอกหน้าต่าง พระหัตถ์ถือถ้วยชาอย่างเฉื่อยชาเมื่อมาถึงองค์ชายสามคุกเข่าลง กล่าวนอบน้อม"ก
ห้องรับรองภายในจวนหลี่อ๋อง ยามสายของวันใหม่ที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่ภายในจวนหลี่อ๋องกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียดเสียงฝีเท้าหนักของทหารผู้หนึ่งดังขึ้นจากทางเดินหิน ชุดเกราะเบาและดาบยาวที่ข้างเอวดูธรรมดาในวันไม่สู้รบแต่กลับหนักหนาเกินกว่าขุนศึกใดในแผ่นดินจะละเลยได้แม่ทัพซูชิ่งอัน เดินตรง

















