ログインแค่ตายเพราะความสะเพร่าก็ว่าซวยแล้ว แต่ตื่นขึ้นมาในร่างนางร้ายที่คนทั้งเมืองอยากตบหน้านี่มันเกินไป เมื่อบทนางเอกไม่ใช่ของนาง เช่นนั้นข้าจะเขียนขึ้นมาใหม่แล้วกัน
もっと見るกลิ่นขนมอบหอมหวานลอยฟุ้งในอากาศ ผสานเสียงกระทะร้อนที่ดังฉ่า เฟิ่งเสี่ยวอิงพลิกขนมไข่บนเตาอย่างคล่องแคล่ว พลางยิ้มอ่อนโยนให้ลูกค้าเด็กน้อยที่จ้องขนมในมือเธอด้วยแววตาเป็นประกาย
"ขนมไข่ร้อน ๆ มาแล้วจ้า" เธอเป็นพนักงานร้านขนมธรรมดาในเมืองเล็ก ๆ มีความฝันอีนเรียบง่ายคือเปิดร้านขนมของตัวเอง ไม่เคยคิดฝันว่าโชคชะตาจะเหวี่ยงไปสู่ความตายให้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่กำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยแสงแห่งความหวัง เพียงแค่ปลายนิ้วแตะสายไฟที่เปียกชื้นหลังร้านหลังฝนตก ฉับพลันก็เกิดแสงเจิดจ้าแสบตา ร่างทั้งร่างถูกดูดกลืนเข้าสู่ความมืด และเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนสติจะดับวูบคือเสียงของลูกค้าเรียกชื่อเธออย่างตื่นตระหนก ใช่แล้ว เธอเสียชีวิตลงจากความซุ่มซ่ามของตัวเอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบก็ไม่ใช่ความคุ้นเคยดั่งเช่นวันวาน "นางฟื้นแล้ว คุณหนูซินอวี่ยังไม่ตาย!" ทั้งเสียงหวีดร้องทั้งเสียงโหวกเหวกปะปนความตื่นตะลึงดังลั่นไปทั่วเรือน เฟิ่งเสี่ยวอิง หรือใครก็ตามที่ควรจะเป็นตอนนี้สะดุ้งสุดตัวลุกพรวดขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าตื่น ๆ ก่อนจะยกมือจับศีรษะที่หนักอึ้งไปด้วยความสับสนและเวียนหัวราวกับถูกฝูงม้าศึกกระหน่ำเหยียบเข้าใส่ไม่ยั้ง 'นี่มันที่ไหนกัน แล้วใครคือ คุณหนูซินอวี่' ยังไม่ทันตั้งตัวดี เสียงฝีเท้าดังเร่งเร้ามาจากทางเดิน ร่างของสาวใช้ในชุดอาภรณ์โบราณท่าทางตื่นตะลึงพรวดพราดเข้ามาในห้อง ดวงหน้าเผือดสีและเปื้อนคราบน้ำตารีบทรุดตัวลงข้างเตียงพูดเสียงสั่นเครือ "คุณหนู! ท่านฟื้นแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ" เฟิ่งเสี่ยวอิงกะพริบตาปริบ ๆ สลับมองห้องไม้สลักหรูหรา กับร่างตัวเองในชุดสีแดงเข้มลวดลายดอกไม้สีฟ้า แถมน้ำเสียงที่หลุดออกจากริมฝีปากยังแปรเปลี่ยนเป็นโทนหวานนุ่มไพเราะอย่างน่าประหลาด ที่สำคัญคือมือนั้นผอมเรียวยิ่งกว่าตัวจริงในโลกก่อนเสียอีก "ข้า เป็นใครนะ" นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เสียงที่เปล่งออกมากลับกลายเป็นภาษาโบราณโดยไม่รู้ตัว สาวใช้สะอึกแล้วร้องไห้โฮออกมา "คุณหนู อย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ ท่านคือคุณหนูซูซินอวี่แห่งจวนท่านแม่ทัพ เป็นคู่หมั้นของท่านหลี่อ๋อง แม้ก่อนหน้านี้จะ… เอ่อ…" สาวรับใช้หยุดคำพูดไว้ตรงนั้นด้วยใบหน้าเหยเกอย่างลำบากใจ "แม้ก่อนหน้านี้จะตายไปแล้วน่ะรึ" เฟิ่งเสี่ยวอิงถามต่อให้ พลางเลิกคิ้วอย่างฉงน สาวใช้ได้ฟังก็เบิกตากว้าง "ท่าน… จำได้ด้วยหรือ พวกเราเพิ่งจะขจัดพิษออกจากร่างกายของท่าน ท่านสิ้นใจไปแล้วจริง ๆ ท่านหมอกล่าวยืนยันว่าท่านสิ้นใจแล้ว" เฟิ่งเสี่ยวอิงอ้าปากหวอ ไม่เพียงแค่ทะลุมิติมาโผล่ในโลกโบราณ หากยังอยู่ในร่างของนางร้ายที่ล่วงลับด้วยยาพิษ แถมฟื้นคืนชีพต่อหน้าคนทั้งเรือนอีกต่างหาก หญิงสาวหลับตาลงพยายามเรียบเรียงสติ ฉับพลันภาพประหลาดพรั่งพรูเข้ามาในห้วงความคิด เป็นภาพของหญิงสาวในชุดสีแดง ดวงตาเรียวรี คำพูดแหลมคม นี่มันตัวร้ายของนิยายจีนย้อนยุคที่เคยอ่านชัด ๆ นางชื่อซูซินอวี่ เป็นคู่อาฆาตนางเอกที่ตายตอนต้นเรื่องด้วยน้ำมือของคนที่เกลียดชังนาง ส่วนนางเอกเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงส่ง นางอภิเษกสมรสกับองค์ชายต่างแคว้นซึ่งก็คือพระเอกและครองรักกันนิรันดร เฟิ่งเสี่ยวอิงกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ 'เหตุใดชีวิตใหม่ของข้าต้องเป็นนางร้าย' เสียงฝีเท้าอีกระลอกดังก้องมาตามทางเดินก่อนที่ประตูจะเปิดออกกว้าง คนกลุ่มใหม่กรูเข้ามา พวกเขาคือบ่าวรับใช้ระดับสูง สีหน้าแสดงถึงความเหลือเชื่อปนหวาดระแวง และที่หน้าประตู คนที่ก้าวเข้ามาคือบุรุษในอาภรณ์สีม่วงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่สายตาที่มองมานั้นทั้งเย็นชาและแปลกใจ เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงเฉียบคมดั่งคมมีดเฉือนลึกไปถึงกระดูก "เจ้าฟื้นคืนชีพมาเพราะเจตนาร้ายใด ซูซินอวี่" เฟิ่งเสี่ยวอิงที่ยังมึนงงกับการทะลุมิติกะพริบตาถี่ ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบกลับไปว่า "เอ่อ ข้าแค่อยากกินขนมไข่ ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าแถบนี้มีขายที่ใดบ้าง" เสียงอื้ออึงรอบตัวจบลง ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วห้องทันที แม้แต่ลมหายใจก็ยังหยุดชะงัก สาวรับใช้ต่างยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง บุรุษผู้นั้นแผ่รังสีความเย็นเฉียบจนบ่าวรับใช้แทบไม่กล้าสบตา เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้มองนางอย่างจับผิด แววตาคมราวกระบี่กวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณของนาง "ขนมไข่?" เขาทวนคำเสียงเย็น เฟิ่งเสี่ยวอิงกระพริบตาปริบ ๆ 'เอาละสิ จะตอบยังไงให้ไม่ดูเป็นคนวิกลจริต' "ขออภัยเถิด ข้าแค่ฝันถึงตอนเด็ก ข้าชอบกินขนมไข่มาก พอตื่นขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึง" นางแถไปน้ำขุ่น ๆ พร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ หวังจะกลบเกลื่อนความแปลกประหลาดของตัวเอง ชวนให้คนฟังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวคนหนึ่งด้านหลังเขาหัวเราะเบา ๆ "ขนมไข่ คงเป็นอาการหลงเหลือจากพิษกระมังเพคะ ท่านอ๋อง" ท่านอ๋อง…เช่นนั้นหรือ เฟิ่งเสี่ยวอิงที่นั่งอยู่บนเตียงหันขวับไปมองอีกฝ่ายเต็มตา พลันภาพจากความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง บุรุษตรงหน้านี้คือ หลี่เหวินเจิ้ง ท่านอ๋องผู้อื้อฉาว คู่หมั้นของซูซินอวี่ผู้ไม่เคยเหลียวแลนางแม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง และในนิยายต้นฉบับคือคนที่ไม่เคยรักซูซินอวี่แม้แต่น้อย ในนิยายเรื่องนั้น เขาเย็นชากับนางราวกับนางเป็นอากาศ ทอดทิ้งนางให้ตายอย่างโดดเดี่ยว หลังจากนั้นยังแต่งกับสตรีอีกคนอย่างที่เคยวาดฝันเอาไว้โดยสมบูรณ์ เขาไปเที่ยวหอนางโลม นัดแนะกับสตรีนางหนึ่งที่นั่น เมื่อซูซินอวี่รู้ข่าวจึงตามไปและจับได้คาหนังคาเขา ทว่าสวรรค์ไม่เข้าข้าง นางโดนยาพิษในหอคณิกา แล้วตายลงหลังจากนำตัวกลับมารักษาที่จวนภายในไม่ถึงหนึ่งวันอย่างน่าสมเพชบนความสะใจของใครบางคน เฟิ่งเสี่ยวอิงเบิกตาโพลง รู้ทันทีว่าร่างนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องยาพิษแต่ยังมีปัญหาเรื่องหัวใจ ความน่าอับอาย มีศัตรูรายล้อมรอบทิศทางอีกนับไม่ถ้วน และความตายซ้ำสองที่อาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ "ดูเหมือนพิษจะกัดกินสมองเจ้าด้วย" หลี่เหวินเจิ้งเอ่ยเสียงเย็น แล้วหมุนกายจะจากไป "เฝ้านางไว้ให้ดี อย่าให้ก่อเรื่องขายหน้าขึ้นมาอีกก็แล้วกัน" แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวพ้นธรณีประตู เฟิ่งเสี่ยวอิงก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงมั่นคง "ท่านอ๋อง" เสียงนั้นมิใช่เสียงของสตรีผู้อ่อนแอ หากแต่เป็นเสียงของคนที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะแหบพร่าและอ่อนแรงอยู่เล็กน้อย เขาหยุดฝีเท้าลง "เมื่อข้าฟื้นคืนมาได้ แล้วใครกันแน่ที่ควรหวาดกลัว" ทุกสิ่งเงียบลง ประโยคนั้นทำเอาคนทั้งห้องขนลุกชัน สาวใช้พากันเงียบกริบ หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ไม่กล้าคิดว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาหันกลับมามองอีกครั้ง สายตาดุดันยิ่งกว่าเดิม คราวนี้เหมือนกำลังประเมินใหม่ว่านางตรงหน้ายังใช่ ซูซินอวี่คนเดิมหรือไม่ เฟิ่งเสี่ยวอิงสบตาเขา ไม่หลบ ไม่หวั่นไหว แม้ภายในใจจะตีกันยุ่งเป็นขยุ้มด้าย นางแค่รู้ว่าในเมื่อสวรรค์ส่งให้มาอยู่ในร่างของนางร้าย ก็ขอสาบานว่านับจากนี้ไปนางจะไม่ยอมให้ใครมาเข่นฆ่าได้อีกเป็นครั้งที่สอง! ใช่แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนางคือซูซินอวี่ มิใช่เฟิ่งเสี่ยวอิงอีกแล้ว บรรยากาศภายในห้องพักของคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพเต็มไปด้วยความเงียบ แม้หลี่เหวินเจิ้งจะจากไปแล้ว แต่แรงกดดันในอากาศยังไม่จางหายตามไปง่าย ๆ สาวใช้ชุดเขียวที่ชื่อเสี่ยวหรงรีบประคองหมอนวางหลังให้ซูซินอวี่ พลางส่งผ้าเย็นมาเช็ดเหงื่อให้นางด้วยมือสั่นเทา "คุณหนู ข้ารู้ว่าท่านอาจยังงุนงงอยู่บ้าง แต่โปรดอย่าพูดเช่นนั้นต่อหน้าท่านอ๋องอีกเลยนะเจ้าคะ" ซูซินอวี่เหลือบมองอีกฝ่าย รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก สีหน้านางแม้ยังซีดขาวเพราะฤทธิ์พิษเก่ายังตกค้าง แต่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยสติและประกายเฉียบคมเกินกว่าจะเป็นผู้อ่อนแอที่กำลังป่วยอยู่ "เสี่ยวหรง" นางเรียกสาวใช้ข้างกายด้วยเสียงนุ่มนวล "เจ้าว่า ข้าเคยเป็นคนเช่นไร" สาวใช้ตัวสั่น หยุดมือชั่วครู่ก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง "คุณหนู ท่านเคยเอาแต่ใจเจ้าค่ะ แต่ท่านใจดีกับข้ามาตลอด แม้จะโมโหร้ายกับผู้อื่นก็ตาม" ซูซินอวี่คนใหม่คลี่ยิ้มจาง ๆ "ใจดีเฉพาะกับเจ้า แสดงว่าคงร้ายกับคนทั้งจวนก็คงไม่ผิดนัก" เสี่ยวหรงหน้าเจื่อน ไม่กล้าพยักหน้าหรือส่ายหัว ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเช็ดเหงื่อต่อไป ในหัวของซูซินอวี่เต็มไปด้วยความทรงจำแปลกประหลาด บางส่วนคือความรู้สึกขมขื่น ความอับอาย ความเกลียดชังที่ร่างนี้เคยเผชิญ การถูกหัวเราะเยาะ การถูกดูแคลน ทั้งจากหลี่อ๋อง และสตรีอีกคนในนิยายต้นฉบับ นั่นคือพระชายาเอกของเขา เยี่ยนซื่อเอ๋อร์ บุตรีขุนนางฝ่ายธรรมาธิการ ผู้งดงาม อ่อนโยน ฉลาดหลักแหลม เปรียบดั่งหงส์กลางหมู่ห่านป่า เป็นสตรีที่ใคร ๆ ก็กล่าวขวัญถึงและเป็นคนที่หลี่อ๋องหลงใหลตั้งแต่แรกเห็น ซูซินอวี่ลูบขมับตนเบา ๆ ความรู้สึกในหัวคล้ายหลอมรวมกับร่างใหม่นี้อย่างช้า ๆ 'ข้าอาจจะไม่ใช่ซูซินอวี่ที่ทุกคนจดจำ แต่ในเมื่อข้ามาอยู่ในร่างของนาง ก็ย่อมต้องมีชีวิตอยู่เพื่อชำระบัญชีแทนนาง' นางเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงเรียบ "เสี่ยวหรง ไปค้นกล่องเครื่องประทินโฉมให้ข้าที ข้าจะล้างหน้าแต่งตัว" "เจ้าคะ?" "จะให้ข้าอยู่ในสภาพผีเฝ้าเตียงเช่นนี้ให้ใครครหาอีกหรือ" เสี่ยวหรงเบิกตากว้าง ลนลานลุกไปค้นกล่องเครื่องประทินโฉมในมุมห้อง ซูซินอวี่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเตียง แม้ขาแข้งยังอ่อนแรง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองยืนได้มั่นคงอย่างน่าประหลาด นางจ้องกระจกในมุมห้อง ใบหน้าของซูซินอวี่สะท้อนกลับมา ดวงหน้าเรียว ตาคม จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูปงดงาม หากแต่ซ่อนร่องรอยความดื้อรั้นไว้ชัดเจน "คนผู้นี้ ถูกเข่นฆ่าอย่างน่าสมเพช ต่อหน้าคนที่ควรรักนางที่สุด" นางพูดกับเงาในกระจก "เจ้าต้องการให้ข้าแก้แค้นให้หรือไม่" ภาพในกระจกยังคงเงียบกริบ แต่แววตาที่มองตอบกลับมานั้นสั่นระริก คล้ายประกายสายหนึ่งในจิตใจที่ยังไม่ดับสูญ "ได้ แต่แก้แค้นในแบบของข้านะ ผู้คนจะต้องสรรเสริญในความดีของเจ้ามากกว่านางร้ายที่เจ้าเคยเป็น การแก้แค้นที่ฝ่ายตรงข้ามเจ็บปวดที่สุดคือการที่เจ้าเป็นคนดีและมีความสุข"ภายในเรือนใหญ่ยามสายวันที่อากาศปลอดโปร่งซูซินเยว่เริ่มมีสีหน้าดีขึ้น พักฟื้นอยู่ในห้องข้าง ๆ หลังได้รับการดูแลจากซูซินอวี่ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาวันนี้บ่าวคนสนิทของฉินซื่อเดินมาหยุดหน้าประตูเรือนของซูซินอวี่ พร้อมย่อตัวลงอย่างสุภาพ"คุณหนูใหญ่ ฮูหยินรองขอให้ท่านเข้าพบที่เรือนเจ้าค่ะ"ซูซินอวี่ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ลุกขึ้นตามไปอย่างสงบภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบหรู แฝงกลิ่นดอกไม้หอมและกระถางชาฉินซื่อ นั่งอยู่หลังโต๊ะฉลุลาย ห่มผ้าแพรบางสีไข่มุกอ่อน ดวงหน้าประดับรอยสงบนิ่งตามแบบสตรีผู้สูงศักดิ์เมื่อซูซินอวี่เข้ามาคำนับ นางเพียงพยักหน้าเบา ๆ"นั่งลงเถิด"น้ำเสียงไม่อ่อนแต่ก็ไม่แข็งเหมือนที่ผ่านมา ซูซินอวี่ยอบกายอย่างนอบน้อม นั่งลงเงียบ ๆ ตรงข้ามนางฉินซื่อเงียบอยู่ชั่วครู่ จิบชาหนึ่งคำ แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ"ข้าได้ยินว่าเจ้าดูแลเยว่เอ๋อร์ไม่ห่าง ยามที่เด็กคนนั้นป่วยก็เอาแต่เหวี่ยงใส่ทุกคน แต่กลับเงียบเมื่อเจ้าปรากฏตัวนับว่าน่าแปลกใจอยู่บ้าง"ซูซินอวี่มิได้ตอบทันที เพียงกล่าวเรียบง่าย"ข้าไม่คิดสิ่งใด นอกจากอยากให้น้องรองหายดี"ฉินซื่อเหลือบตามอง แล้วนิ่งเงียบนางเอื้อมมือไปหยิบกล่องผ้าไหมเ
เซี่ยอวี้หลันเปิดกล่องไม้ดำที่พระสนมหลี่มอบให้ ด้านในมีตราไม้ของตระกูลเซี่ยและจดหมายเก่าเขียนด้วยลายมือของหลินเหวียนหลาน ซึ่งเป็นมารดาระหว่างอ่านเขาพบร่องรอยบางอย่างในกระดาษชั้นล่างสุด ซองผนึกตราประจำราชสำนักที่เขียนว่า "ถึงรองแม่ทัพเซี่ยอวี้เหวิน โดยเร่งด่วน" ลงวันหนึ่งวันก่อนกวาดล้างตระกูลหลินใบหน้าเซี่ยอวี้หลันเครียดจัด ก่อนจะค่อย ๆ แกะซองออกภายในคือรายงานลับที่ระบุว่า"ข่าวการก่อกบฏของแม่ทัพหลินอี้เฉินเป็นข่าวปลอม สร้างโดยหวังหมิงเฉิน และ ขุนนางฝั่งใต้ เพื่อป้ายความผิดแก่ตระกูลหลิน มีเป้าหมายเพื่อขจัดกองกำลังชายแดน และเร่งการแต่งตั้งองค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท"ขอบล่างของจดหมายลงนามโดย อดีตเจ้ากรม เฟิ่งซ่างซูเซี่ยอวี้หลันแน่นิ่ง ดวงตาวาวโรจน์ มิใช่ด้วยความโกรธแต่มันคือการตัดสินใจ"ข้าจะไม่แทงด้วยดาบแต่จะปล่อยให้เขาถูกฟันด้วยราชโองการอย่างที่เขาเคยสังหารมารดาข้า"คืนนั้น องค์ชายแปด,องค์ชายสาม,แม่ทัพซูชิ่งอันและพระสนมหลี่ ทั้งสี่คนรวมตัวกันเงียบ ๆ ท่ามกลางแสงตะเกียงแม่ทัพซูวางแผนล้อมรอบหวังหมิงเฉินด้วยหลักฐานและพยานด้านทหารองค์ชายสาม เตรียมข้อมูลราชกิจโบราณที่ถูกฝังไว้ พระสนม
จวนองค์ชายแปดภายในห้องหนังสือที่เงียบสงบ มีเพียงแสงเทียนสะท้อนบนชั้นตำราและม้วนผ้าคัมภีร์องค์ชายแปดนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์ ใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่าคล้ายเก็บซ่อนบางสิ่งไว้ภายใต้ดวงตาคมลึกเซี่ยอวี้หลันคุกเข่าเงียบ ๆ เบื้องหน้า "กระหม่อมมีเรื่องต้องทูลพะยะค่ะ"องค์ชายแปดเหลือบมองเขา ก่อนวางพู่กันลงและเอ่ยเสียงเบา"ลุกขึ้นก่อนเถอะ"เซี่ยอวี้หลันลุกขึ้นอย่างสงบ แต่ยังคงกุมห่อผ้าสีเข้มไว้แน่น"เมื่อคืน กระหม่อมได้พบพระสนมหลี่พ่ะย่ะค่ะ"คำพูดนั้นคล้ายเงียบงันในอากาศเพียงชั่วขณะ องค์ชายแปดละสายตาจากโต๊ะ ดวงตาหลุบต่ำ ก่อนจะหันมาสบตาเขาโดยตรง"นางว่าอย่างไร""นางบอกว่า กระหม่อมคือหลานชายของนาง" เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ"คือบุตรของหลินเหวียนหลาน กับบุรุษแห่งตระกูลเซี่ย"องค์ชายแปดนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยท่าทีสงบ ไม่แสดงความประหลาดใจออกมา"ข้ารู้"เซี่ยอวี้หลันเบิกตากว้างเล็กน้อยองค์ชายแปดเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น"ข้ารู้มาตั้งแต่เห็นเจ้าครั้งแรก ว่าดวงตาเจ้าคล้ายใครบางคนในภาพวาดโบราณที่ข้าเคยเห็น เป็นภาพของท่านแม่ของเจ้า""เหตุใดองค์ชายไม่เคยตรัส"องค์ชายแปดยิ้มเศร้า"
สองวันหลังเข้าวัง ชื่อขององครักษ์เซี่ยยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่กลับมีบางสายตาที่จับจ้องเขาราวกับรู้จักมานานนับปีในตำหนักฝ่ายใน ที่เหล่าสตรีสวมอาภรณ์งดงามแสร้งยิ้มแย้ม แต่ภายในใจคมดั่งมีด เบื้องหลังรอยยิ้มที่อ่อนโยนแต่ภายในวังหลังเริ่มไหวกระเพื่อม ตำหนักของ พระสนมหลี่ สตรีผู้ได้รับความโปรดปรานอย่างเงียบ ๆ จากฮ่องเต้ และเป็นสตรีที่ไม่มีใครกล้าดูแคลน แม้จะไม่ปรากฏในงานพระราชพิธีบ่อยนัก ข้างกายพระนางมีสาวใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง"พระสนมเพคะ องครักษ์ใหม่ขององค์ชายแปด ดูเหมือนจะเป็นคนจากจวนแม่ทัพซูเพคะ"พระสนมหลี่จิบชาเบา ๆ ดวงตายังจับจ้องผ้าไหมที่เย็บด้วยลายเมฆโบราณแต่ปากกลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ"ชื่ออะไรนะ""เซี่ยอวี้หลัน เพคะ"เพียงชื่อเดียวเท่านั้น มือเรียวที่ถือถ้วยชาเอียงไปเล็กน้อย ก่อนจะวางลงช้า ๆ บนจานรองพระนางเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาใต้ขนตายาวจับจ้องไปยังสวนดอกไม้นอกหน้าต่าง"เซี่ย" นางเอ่ยช้า ๆ"เจ้าว่า คนในตระกูลเซี่ยมิใช่ว่าถูกกวาดล้างตามตระกูลหลินไปจนหมดแล้วหรอกหรือ"นางกำนัลสะดุ้งเล็กน้อย "ใช่เพคะ แต่ท่านอัครเสนาบดีและอดีตเจ้ากรมเฟิ่งเป็นผู้ขอราชโองก