LOGINนับตั้งแต่บิดาและมารดาของนางจากไป นางเหลือตัวคนเดียวในคฤหาสน์ตระกูลเสียนที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี บรรดาฮูหยินใหญ่ฮูหยินรองของเสียนฮั่ว ต่างก็ผลักนางไปทางโน้นทีทางนี้ที ราวกับนางเป็นตัวอัปมงคลที่หามีผู้ใดต้องการไม่
โชคยังดีที่ฮูหยินสามของเสียนฮั่วไม่มีบุตรจึงรับนางเอาไว้นางจึงไม่ถูกรังแกจนเกินไป ถึงอย่างนั้นฐานะของนางในตระกูลเสียนกลับไร้ซึ่งความสำคัญโดยสิ้นเชิง
ตลอดมานางเอาแต่อยู่ในที่ของตน ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่แสดงตน พยายามทำตัวราวกับไร้ตัวตนมาโดยตลอด ไม่ว่าคนในตระกูลจะเหยียดหยามหรือดูหมิ่น นางก็ได้แต่ทำเป็นโง่งมไม่สนใจ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกขับไสไล่ส่ง
ไม่เพียงเท่านั้นนางยังต้องดูแลฮูหยินสามที่เป็นดังเกราะคุ้มภัยในยามที่อีกฝ่ายล้มป่วยกระเสาะกระแสะ ถึงอย่างนั้นทันทีที่ฮูหยินสามจากไป นางจึงเริ่มรู้ซึ้งว่าคนในตระกูลเสียนยังโหดร้ายได้มากกว่าที่เคยตระหนัก
ยิ่งนางแสร้งทำเป็นอ่อนแอและขลาดเขลา พวกเขาก็ยิ่งได้ใจหาเรื่องรังแกนางอยู่ร่ำไป
ปีก่อนถึงขนาดมีความคิดจะยกนางให้ไปเป็นอนุของบุตรชายของคหบดีตระกูลหวัง ทั้งที่มีข่าวลือไม่ใคร่จะสู้ดีว่าเขาลุ่มหลงสุรานารี ทั้งยังชอบตบตีทำร้ายฮูหยินและอนุของตนเองภายในจวน
หากไม่ใช่เพราะนางใช้เล่ห์กลเล็กน้อย ทำให้เขาเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะรับนางเข้าตระกูล มีหรือนางจะเอาตัวรอดมาได้
หลายสิบปีมานี้นอกจากฮูหยินสามซึ่งรู้จักนิสัยใจคอ และตัวตนที่แท้จริงของนางแล้ว ก็มีเพียงจินเอ๋อร์สาวใช้คนสนิทเท่านั้นที่ล่วงรู้ ตัวตนที่แท้จริงที่ว่าเสียนฉิงเยว่...ไหนเลยจะเป็นสตรีขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาผู้คน!!!
ในยามนั้นคหบดีหวังส่งคนมาถอนหมั้นโดยอ้างว่านับตั้งแต่บุตรชายของเขาหมายตาเสียนฉิงเยว่ ก็พลันฝันร้ายและมีวิญญาณร้ายคอยตามหลอกหลอน พวกเขายังถึงกับโทษว่านางเป็นตัวโชคร้ายที่ทำให้ผู้คนต้องหนีห่าง ดังนั้นคนในตระกูลเสียนจึงต่างก็ละเลยนาง ไม่เข้าใกล้ ไม่สนใจ ทั้งยังจงใจเพิกเฉย แม้แต่อาหารการกินและเงินที่สมควรได้ พวกเขาก็แสร้งทำเป็นลืมเลือนจนสิ้น
หากไม่ใช่เพราะฮูหยินสามได้เคยแอบมอบเงินส่วนหนึ่งให้นางเก็บไว้ นางน่ะหรือจะมีเงินทุนออกไปลอบทำการค้า และนางไหนเลยจะยังมีข้าวกินและมีเสื้อผ้าสวมใส่เช่นทุกวันนี้เล่า
“เยว่เอ๋อร์” เสียงเรียกอยู่ด้านนอกทำเอานายแล้วบ่าวหันมาสบตากัน เสียนฉิงเยว่สบตากับสาวใช้ จินเอ๋อร์รีบพยักหน้าแล้วเดินออกไปเปิดประตู
เจ้าของเสียงนั้นก็คือเสียนเหวิน
“พี่เหวิน” เสียนฉิงเยว่ก้มหน้าลงเปลี่ยนกลับมาเป็นคนที่ไม่กล้าเงยหน้าอีกครั้ง
“ไม่ได้กำลังน้อยอกน้อยใจที่ถูกตำหนิกระมัง” เสียนเหวินไม่ได้ก้าวเข้ามาในห้อง เนื่องจากอย่างไรเสียญาติผู้น้องของเขาก็เป็นสตรี ดังนั้นเสียนฉิงเยว่จึงต้องเดินออกมาหาเขาที่หน้าประตู “วันนี้ข้าไปที่ถนนจูเสว่ที่นั่นมีร้านขนมขึ้นชื่อจึงซื้อมาฝาก ก่อนหน้านี้ส่งไปยังห้องพี่ๆ ของเจ้าแล้ว นี่เป็นส่วนของเจ้า”
เสียนเหวินยื่นกล่องใบหนึ่งส่งไปให้จินเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ชายหนุ่มลอบสังเกตอีกฝ่ายตั้งแต่ที่นางมาถึงเมืองฉางอัน ดูเหมือนในบรรดาหญิงสาวทั้งสี่ เสียนฉิงเยว่จะค่อนข้างเก็บตัว ทั้งยังพูดคุยกับผู้อื่นน้อยมาก
จากการแต่งกายที่เรียบง่ายไร้ซึ่งเครื่องประดับ อีกทั้งท่าทีขี้กลัวและหวาดระแวงของนาง ฐานะในตระกูลเสียนของนางคงไม่นับว่าสำคัญอะไร หากเทียบกับการแต่งกายที่ประณีตงดงามและเครื่องประดับล้ำค่าหลายชิ้นของอีกสามคน
“ขอบคุณพี่เหวินที่เมตตา” หญิงสาวเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าแล้วย่อกายขอบคุณ
“พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยวที่ตลาด สักสาย ๆ หน่อยจะให้คนมาบอก เจ้าก็เตรียมตัวเอาไว้” เสียนเหวินยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
ชายหนุ่มมองญาติผู้น้องที่อายุน้อยกว่าเขาด้วยใบหน้าอ่อนโยน นางอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ด ห่างจากเขาเพียงสี่ปี แต่ในยามที่เขามองนางกลับรู้สึกเหมือนมองน้องน้อยคนหนึ่ง มิใช่มองเด็กสาวที่พร้อมจะออกเรือนไม่ ผิดกับอีกสามคนที่เขามองว่าพวกนางออกจะเก่งกาจ
ยิ่งมองเห็นและได้ยินคำพูดที่พวกนางสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในทุก ๆ สถานการณ์นั้นแล้ว เขาย่อมมองว่าคนเงียบขรึมเช่นเสียนฉิงเยว่คงไม่อาจตามพวกนางทัน
หากให้เขาลองคาดเดาแล้ว ความผิดในวันนี้หากนางไม่ได้รั้งอยู่ด้านหลังไกลลิบ นางคงหนีไม่พ้นถูกปรักปรำว่าเป็นคนผลักเสียนหรูซวงเป็นแน่
หลังเสียนเหวินกลับไปจินเอ๋อร์แอบเหลือบมองผู้เป็นนาย นางมองดูท่าทีครุ่นคิดของอีกฝ่ายแล้วได้แต่กังวล “คุณหนูเจ้าคะ”
“เจ้าว่าข้าร้ายกาจเกินไปหรือไม่”
“ในที่สุดคุณหนูก็รู้แล้วว่าตัวเองร้ายกาจ” จินเอ๋อร์พลั้งปากก่อนรีบเอามือปิดปากตัวเองเมื่อผู้เป็นนายหันขวับมาจ้องเขม็ง
นางจึงหัวเราะแหะแล้วรีบกลบเกลื่อน “ข้าหมายถึงท่านไม่ผิดนี่เจ้าคะ คนตระกูลเสียนล้วนเป็นต้นเหตุให้ท่านต้องเสแสร้งเช่นนี้ หาไม่แล้วท่านยังจะหนีจากการถูกจับแต่งงานครั้งนั้นได้หรือเจ้าคะ”
เสียนฉิงเยว่ค้อนสาวใช้คนสนิทของตัวเองทีหนึ่ง ก่อนที่นางจะถอนหายใจออกมาพร้อมกับมองไปยังประตูซึ่งถูกปิดสนิท “ข้าว่าเขาก็ดูเป็นคนไม่เลว”
แม้จะก้มหน้าก้มตาแต่หลายครั้งนางก็แอบเงยหน้าขึ้นมองเสียนเหวิน ทั้งยังรับรู้ได้จากดวงตาเอื้ออาทรของอีกฝ่าย บุรุษจิตใจดีทั้งยังไร้เดียงสาจนมองเล่ห์กลของอิสตรีไม่ออกเช่นนี้ อดที่จะทำให้นางรู้สึกผิดขึ้นมาในใจไม่ได้
แน่นอนความรู้สึกเห็นใจของอีกฝ่ายเป็นความจริงไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง ดูเหมือนเขาจะมองออกถึงฐานะอันน่าอึดอัดและลำบากใจของเสียนฉิงเยว่ ทว่าเป็นเสียนฉิงเยว่คนที่นางเสแสร้งให้คนอื่นเห็น ดังนั้นเมื่อมองเห็นท่าทีเห็นอกเห็นใจของอีกฝ่าย นางกลับรู้สึกเหมือนกำลังหลอกลวงคนผู้หนึ่งอยู่
“คุณหนู”
“หืม” นางหันไปมองจินเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“เรา...จะอยู่ในตระกูลเสียนอีกนานเท่าไรหรือเจ้าคะ” เพราะผู้เป็นนายวางแผนจะออกจากตระกูลเสียนทันที หลังจากการไว้ทุกข์ให้ฮูหยินสามสิ้นสุดลงซึ่งก็คือเมื่อเดือนที่แล้ว แต่เพราะต้องเดินทางมายังเมืองฉางอันเสียก่อนจึงไม่มีโอกาสบอกกล่าวกับเสียนฮั่ว
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า







