LOGINเพราะสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่ยังเด็ก ‘เสียนเฉิงเยว่’ จึงซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ภายใต้ฉากหน้าการเป็น ‘กระต่ายน้อยขี้ตกใจ’ ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา นางไหนเลยคาดคิดว่าวันหนึ่งจะมีอันต้องเพลี่ยงพล้ำ การได้พบกับ ‘โหลวตงอวี้’ กำลังปลี่ยนชีวิตของนางไปโดยสิ้นเชิง ปีนั้นพบเขาที่เมืองเสียนหยาง ทั้งยังเผลอสร้างความแค้นอันแสบสันให้แก่ ปีนี้พบเขาที่เมืองฉางอัน ด้วยรู้ตัวว่าไม่อาจหนีรอดจึงได้เเต่ยอมจำนนโดยดี ฉากหน้าที่นางเพียรรักษาถูกเขามองจนทะลุปรุโปร่ง ตัวตนของนางไม่อาจซ่อนจากสายตาคมคู่นั้น คราเเรกหวาดกลัวหวั่นวิตก นานวันเข้ากลับพบว่า ‘เขา’ คือหนึ่งเดียวที่เข้าใจนาง คือผู้ที่มอบความกล้าทำให้นางกล้าที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเอง ทำให้นางพยายามสู้เพื่อให้ตนสามารถเป็นสตรีที่คู่ควรยืนเคียงข้างประมุขโหลว หนึ่งในผู้นำของตระกูลทั้งห้าเเห่งเมืองฉางอัน
View Moreเรือขนาดใหญ่ซึ่งถูกตบแต่งอย่างหรูหรากำลังล่องอยู่กลางแม่น้ำฉืออัน แม่น้ำสายหลังของเมืองฉางอัน แคว้นเทียนเฉา ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามสองฟากฝั่งแม่น้ำ ดอกเหมยบานสะพรั่งและอากาศหนาวเย็นซึ่งเริ่มคลายตัว เป็นสัญญาณบอกว่ากำลังจะล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
เหล่าคุณชายจากห้าตระกูลอันทรงอิทธิพลทางการค้า กำลังนั่งจิบสุราชมบุปผาด้วยความสำราญใจ ทั้งนี้ก็เพื่อหารือเกี่ยวกับงานฉลองอันยิ่งใหญ่ของเมืองฉางอันที่กำลังใกล้เข้ามา
เป็นเวลานับร้อยปีที่แคว้นเทียนเฉามีประเพณีหนึ่งสืบทอดต่อกันมา ประเพณีซึ่งตระกูลโหลว ตระกูลเหอ ตระกูลเสียน ตระกูลเหลียน และตระกูลอวี่ ห้าตระกูลใหญ่อันทรงอิทธิพลร่วมมือกันจัดขึ้น
งานโปรยบุปผา...
งานโปรยบุปผาเป็นงานที่ชาวเมืองฉางอันต่างก็รอคอย เนื่องจากหนึ่งปีจะถูกจัดขึ้นครั้งหนึ่ง และในทุกปีจะมีการนำกระดาษมาตัดเป็นรูปร่างของดอกไม้ชนิดต่าง ๆ โดยสอดเงินหรือหยกชิ้นเล็กๆ ปะปนลงไปในดอกไม้กระดาษเหล่านั้น ก่อนจะโปรยลงมาจากหอสุราตระกูลอวี่ให้ผู้คนเข้ามาแย่งชิงอย่างสนุกสนาน ซึ่งแต่ละตระกูลจะมีรางวัลใหญ่ที่มีมูลค่าสูงอยู่หนึ่งชิ้น อาจจะเป็นตั๋วเงินหรือหยกประดับเนื้อดีราคาสูง
ปีนี้พิเศษและคึกคักกว่าทุกปีเนื่องจากฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาทรงพระราชทานหยกล้ำค่า เพื่อให้เป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นที่มีค่าที่สุดในงานโปรยบุปผา ดังนั้นแน่นอนว่าทั้งห้าตระกูลย่อมต้องกระทำการอย่างรอบคอบ เพื่อให้งานในครั้งนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม
“ข้าขอเสนอให้เปลี่ยนกติกาเล็กน้อย เราไม่ต้องกำหนดว่าดอกไม้ชนิดใดมาจากตระกูลใดในห้าตระกูลเป็นอย่างไร” เสียนซีหลิวเสนอขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ในทุก ๆ ปี แต่ละตระกูลจะกำหนดดอกไม้มาหนึ่งชนิด เพื่อตัดเป็นรูปร่างและแบ่งแยกประเภทบุปผาประจำแต่ละตระกูลอย่างชัดเจน แต่ในปีนี้ชายหนุ่มอยากให้ต่างออกไปเล็กน้อย
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” เหอหลี่คุนเอ่ยถามด้วยท่าทีที่ไม่ใคร่จะเข้าใจนัก
“ก็หมายความว่าแทนที่จะกำหนดดอกไม้ชนิดหนึ่งชนิดใดให้แต่ละตระกูล พวกเราก็เปลี่ยนมาลองใช้บุปผาทั้งห้าคละแบบคละสี โดยซ่อนหยกเอาไว้ในนั้นแทน” เสียนซีหลิวจิบสุราด้วยท่าทีสง่างามก่อนเอ่ยออกมากลั้วหัวเราะ
“นั่นสินะ หากเจาะจงสีและชนิดของบุปผา ชาวบ้านที่เข้ามาร่วมงานก็จะเล็งเฉพาะที่ตนหมายตา หากเราใช้บุปผาหลากหลายขึ้น ทั้งยังไม่อาจแยกแยะว่ามาจากตระกูลใดดูแล้วคงสนุกขึ้นมาก อีกอย่างปีนี้มีหยกพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ หากจะให้งานครึกครื้นย่อมมีเพียงวิธีนี้ ข้าเห็นด้วย” โหลวตงอวี้พยักหน้าก่อนยิ้มที่มุมปาก
เขาเห็นด้วยกับวิธีอันชาญฉลาดนี้ของเสียนซีหลิว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะป้องกันการ ‘เล่นไม่ซื่อ’ ของผู้ใดก็ตามที่พยายามหมายปองหยกพระราชทาน โดยเฉพาะขุนนางที่สามารถติดสินบนคนในวังหลวง เพื่อให้รู้ชนิดและสีของบุปผาซึ่งห่อหุ้มหยกพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้
“พวกเจ้าสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดปีนี้องค์ฮ่องเต้จึงทรงพระราชทานหยก ทั้งที่ตลอดมางานนี้คนในวังหลวงไม่เคยให้ความสำคัญ” อวี่ซินหยางรินสุราก่อนยกจอกขึ้นมาคลึงไม่ดื่มเข้าไป ดวงตาคมจ้องมองจอกสุราในมือ ก่อนเหลือบสายตาออกไปมองทิวทัศน์นอกเรือ
“เจ้าจะพูดอะไรกันแน่” เหลียนชิงเหวินขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่ไม่ใคร่จะสบายใจนัก
“ห้าตระกูลแห่งฉางอันจัดงานโปรยบุปผามานาน ฮ่องเต้ทุกพระองค์ไม่เคยให้ความสนพระทัย แล้วเหตุใดครั้งนี้ฮ่องเต้จึงทรงมีพระประสงค์จะเข้าร่วมเล่า” อวี่ซินหยางดึงสายตากลับมาก่อนสบตากับสหายซึ่งร่วมทำการค้าอีกสี่ตระกูล
“ซินหยาง” เหอหลี่คุนขมวดคิ้ว “จะพูดอะไรก็ระมัดระวังหน่อยเถิด” เขากังวลเพราะคนทั้งหมดบนเรืออาจไม่ใช่คนของห้าตระกูล เช่นกันกับตอนนี้ที่มีสาวงามจากหอจื่อจิงกำลังเตรียมการร่ายรำ หากปล่อยให้เรื่องนี้ถูกพูดต่อไปจนล่วงเกินเบื้องสูง พวกเขาไหนเลยจะรับไหว
“คงมิใช่ว่าเจ้าเองก็สงสัยเช่นกันกับข้า?” อวี่ซินหยางเลิกคิ้วมองเหอหลี่คุน ก่อนจะหันไปมองเสียนซีหลิวซึ่งตอนนี้ถอนหายใจออกมาเมื่อมองเห็นท่าทีราวคุณชายเจ้าสำราญของผู้เป็นสหาย
“มีขอบเขตบ้างเถิด เรื่องเช่นนี้เจ้าจะไม่รู้เลยหรือว่าสมควรหรือไม่สมควรเอามาล้อเล่น” เสียนซีหลิวยังคงใบหน้าเรียบเฉย แต่คำพูดนั้นกลับยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าคนบนเรือล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เขาควบคุมเอาไว้ในมือทั้งสิ้น เนื่องจากเขาเป็นผู้จัดการจ้างเรือเพื่อหารือ “จะว่าไป” เอ่ยด้วยท่าทีลังเลก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับโหลวตงอวี้ “ข้าได้ยินมาว่าเรื่องนี้เป็นพระประสงค์ขององค์หญิงหมิงเยี่ยน”
คุณชายทั้งสี่ตระกูลต่างก็มองไปยังเสียนซีหลิว สีหน้าของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ทั้งกลัดกลุ้ม เคร่งขรึม ตกตะลึง
และสุดท้ายคนที่คาดเดาไม่ได้ว่าคิดอะไรอยู่ย่อมหนีไม่พ้นโหลวตงอวี้ เพราะชายหนุ่มเพียงเลิกคิ้วก่อนยกจอกสุราขึ้นจิบ
“ตงอวี้ น้องสาวของเจ้ายังไม่มีคู่หมายกระมัง” อยู่ๆ อวี่ซินหยางก็ถามถึงโหลวฟางอี๋ราวกำลังนึกสนุก และคำถามนั้นก็ทำให้เขารู้สึกรื่นรมย์ขึ้นไม่น้อย เขาคล้ายเห็นหางคิ้วของอีกฝ่ายกระตุกสองสามครั้งก่อนกล่าว
“คุณชายอวี่เมาแล้วกระมัง” โหลวตงอวี้ยังคงมีท่าทีเฉยเมย แต่ดวงตาวาววับนั้นไหนเลยสามารถซุกซ่อนความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ได้
อวี่ซินหยางหัวเราะออกมาเสียงดัง พร้อมกับจ้องตากับโหลวตงอวี้อย่างท้าทาย “ข้าเป็นถึงว่าที่ผู้นำตระกูลอวี่ซึ่งเป็นถึงเจ้าของหอสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฉางอัน สุราแค่นี้หาทำอันใดข้าได้ไม่ ข้าถามเพราะอยากรู้จริงๆ”
คุณชายจากสามตระกูลมองท่าทีของทั้งสองแล้วได้แต่ถอนหายใจ อวี่ซินหยางผู้นี้ก็ช่างเหลือเกินจริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าโหลวตงอวี้รักและเอ็นดูน้องสาวอย่างโหลวฟางอี๋เป็นที่สุดก็ยังกล้ากระเซ้าเย้าแหย่ เช่นนี้ไม่เป็นการรนหาที่ตายและจะเรียกเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร
มีอย่างหรือ...กล้าเอ่ยถามถึงคู่หมายของน้องสาวอีกฝ่าย ในยามที่บุรุษจากห้าตระกูลกำลังตกเป็นเป้าหมายขององค์หญิงหมิงเยี่ยน หากนี่ไม่ใช่การบอกเป็นนัยว่าต้องการหมั้นหมายโหลวฟางอี๋แล้ว จะยังหมายถึงเรื่องใดได้อีกเล่า!!
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา

















