로그인“เจ้าคิดว่าชุดสองชุดนั้นจะมาถึงมือข้าเลยทันทีหรือ แน่นอนว่าพวกนางทั้งสามคนย่อมได้เลือกก่อนอยู่แล้ว” นางยักไหล่คล้ายไม่ใส่ใจ
“แต่...เหตุใดเป็นเช่นนี้เล่าเจ้าคะ”
เสียนฉิงเยว่ได้ยินเช่นนั้นพลันมองเข้าไปยังห้องโถง แม้ว่าจะมองไม่เห็นเสียนฮูหยินแต่นางกลับนึกไปถึงสายตาพิจารณาของอีกฝ่ายในยามที่มองมา เห็นชัดว่านี่เป็นการหยั่งเชิง ถึงความสำคัญในฐานะของนางต่อผู้เป็นพี่สาวทั้งสามคน
เมื่อเช้าสาวใช้ทั้งสี่คนมาที่ห้องของนางพร้อมกันหมด เห็นชัดว่าทั้งสี่ถือของมาด้วยกัน ดังนั้นก่อนมาถึงห้องของนางเสื้อผ้าข้าวของล้วนผ่านการเลือกของผู้อื่นมาก่อนแล้ว เสื้อผ้าสองชุดดูก็รู้ว่าเป็นของเหลือจากที่พี่สาวทั้งสามคนได้เลือกแล้ว ดูท่าเสียนฮูหยินคงสงสัยอะไรขึ้นมาแล้วกระมัง
“เราคงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้น” หาไม่คงถูกเสียนฮูหยินจับได้เป็นแน่... นางต่อประโยคนั้นในใจอย่างไม่ใคร่จะสบายใจนัก
ทันทีที่คนของคฤหาสน์มาแจ้งว่ารถม้าพร้อมแล้ว เสียนเหวินที่ข้างกายมีเสียนชิงหรูและเสียนชิงเซียง ผายมือไปยังรถม้าที่จอดหน้าคฤหาสน์ เขาช่วยพยุงพวกนางทั้งสามขึ้นบนรถม้า จากนั้นจึงก้าวตามขึ้นไปทีหลัง คิ้วเข้มขมวดมุ่นที่หญิงสาวทั้งสองเกาะติดซ้ายขวา จนเขาไม่มีช่องว่างชวนเสียนฉิงเยว่สนทนา ซึ่งดูเหมือนหญิงสาวที่เงยหน้าขึ้นจะมองเห็นสีหน้าของเขาเข้าพอดี นางยิ้มให้เขาน้อย ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเปิดม่านรถม้าแล้วหันไปสนใจทิวทัศน์ด้านนอกแทน
เสียนฉิงเยว่หาได้ประหลาดใจที่มองเห็นผู้คุ้มกันหลายคนเดินอยู่ข้าง ๆ เช่นกันกับเรื่องขี่ม้าออกไปตามท้องถนนที่ไม่ใคร่จะมีคุณชายจากตระกูลต่าง ๆ กระทำกัน ส่วนมากแล้วพวกเขามักจะเดินทางโดยรถม้า หรือไม่ก็นั่งเกี้ยวที่มีคนหาม ทั้งนี้เป็นการแสดงออกเป็นนัยถึงความมั่งคั่งของตระกูลต่าง ๆ ซึ่งตามความเห็นของหญิงสาวแล้ว เรื่องเหล่านี้ออกจะเป็นการแสดงออกที่ฟุ่มเฟือยโดยใช่เหตุจริง ๆ
ถนนเสวียนอู่เป็นย่านการค้าขายที่มีร้านเครื่องประดับมากมายตั้งอยู่ แต่ร้านที่เสียนเหวินพาหญิงสาวทั้งสามคนเข้าไป เป็นร้านที่มีขนาดใหญ่ทั้งยังเป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดในฉางอัน ดังนั้นแน่นอนว่าภายในต้องมีเหล่าคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ กำลังเลือกชมเครื่องประดับอยู่
ทันทีที่ได้ยินว่ารถม้าจากตระกูลเสียนมาถึง ความสนใจทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่เสียนเหวินที่เดินลงจากรถม้าก่อนใคร ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านั้นย่อมต้องเป็นคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ แต่ทันทีที่พวกนางมองเห็นเสียนเหวินช่วยพยุงสตรีถึงสามคนลงจากรถม้า พวกนางก็เริ่มหันไปซุบซิบกันด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น
เสียนเหวินหันมากล่าวกับเสียนฉิงเยว่ด้วยท่าทีอ่อนโยน “เยว่เอ๋อร์เจ้าเลือกดู ชอบชิ้นไหนก็หยิบกลับไปสักชุดเถิด ท่านแม่บอกว่าเจ้ามีของพวกนี้ไม่มากนัก ไม่สู้เลือกชิ้นที่เจ้าชอบเอาไว้ใส่เล่น”
“แล้วพวกเราเล่าเจ้าคะ” เสียนชิงหรูเอ่ยถามด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“นั่นสิเจ้าคะพี่เหวิน ท่านถามแต่เยว่เอ๋อร์แล้วข้าเล่า”
เสียนเหวินแทบจะกลอกตาแล้วถอนหายใจออกมา กระนั้นเขาเพียงแค่ยิ้มอย่างจนใจแล้วหันไปกล่าวกับพวกนางให้เลือกเครื่องประดับคนละชุดเช่นกัน เมื่อเห็นเสียนชิงหรูและเสียนชิงเซียงมัวแต่ดีใจและเดินไปเลือกเครื่องประดับ เขาจึงหันกลับมาคะยั้นคะยอให้เสียนฉิงเยว่เลือกปิ่นปักผม ดังนั้นนางจึงทำได้แค่แสร้งเดินไปมองเครื่องประดับมากมายละลานตาภายในร้าน ท่ามกลางสายตาสนใจใคร่รู้ของคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ
“คุณชายรอง”
เสียงที่ดังขึ้นหน้าร้านเครื่องประดับทำให้เสียนเหวินชะงัก เมื่อเขาเห็นว่าเป็นคนของเสียนซีหลิวก็เดินออกไปยังหน้าร้าน “เหตุใดเจ้าก็อยู่ที่นี่”
“เรียนคุณชายรองคุณชายใหญ่อยู่ที่หอน้ำชาฝั่งตรงข้ามขอรับ ข้าน้อยเห็นรถม้าอยู่ที่นี่จึงเข้ามาดู”
“อ้อ พี่ใหญ่อยู่ที่หอน้ำชาหรอกหรือ”
“ขอรับ ตอนนี้คุณชายใหญ่กำลังสนทนาอยู่กับคุณชายเหอและคุณชายเหลียนขอรับ”
“คุณชายเหลียนอยู่ที่นี่ด้วยหรือ” เสียนเหวินมีท่าทีตื่นเต้นขึ้นมา เขามีธุระอยากจะคุยกับเหลียนชิงเหวินอยู่พอดี ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก
“พวกเจ้าทั้งสามเลือกเครื่องประดับไปก่อนนะ ข้าไปหาพี่ใหญ่ครู่เดียวเดี๋ยวจะกลับมา อย่าออกไปด้านนอกเล่า รอในนี้จนกว่าข้าจะกลับมาเข้าใจหรือไม่” เสียนเหวินกำชับก่อนเดินออกไปกับคนสนิทของผู้เป็นพี่ชาย
เสียนชิงหรูและเสียนชิงเซียงหันไปสบตากัน ก่อนมองตามแผ่นหลังของเสียนเหวินไปยังหอน้ำชาฝั่งตรงกันข้าม
โอกาสดี ๆ เช่นนี้พวกนางมีหรือที่จะยอมพลาด ได้พบกับคุณชายเหลียน และคุณชายเหอ ทายาทของอีกสองตระกูลผู้ทรงอิทธิพลทางการค้าของเมืองฉางอัน หากมีวาสนาไม่จำเป็นต้องเป็นเสียนซีหลิว หรือเสียนเหวิน แต่หากเป็นคุณชายท่านอื่นพวกนางก็ย่อมต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองอยู่แล้ว
มองญาติผู้พี่ทั้งสองเดินตามเสียนเหวินไปยังหอน้ำชาแล้ว เสียนฉิงเยว่ก็ได้แต่ถอนหายใจ ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถิด ส่วนตัวนางนั้นขออยู่เงียบ ๆ ตรงนี้ดีกว่า
…นั่นคือความคิดของนางเพียงลำพัง เพราะนางไหนเลยจะรู้ว่าตนกำลังเปิดโอกาสให้คุณหนูทั้งหลายได้เข้ามาถึงตัวนาง
“แม่นางท่านนี้หรือว่าจะเป็นคุณหนูเสียนที่เพิ่งเดินทางมาจากเสียนหยางหรือ”
เสียนฉิงเยว่หมุนตัวกลับไปมองอีกฝ่าย เมื่อครู่เสียงซุบซิบแบบไม่เกรงใจนั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสตรีเหล่านี้เป็นเพียงคุณหนูสูงศักดิ์แค่เพียงภายนอก แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม นางเองก็คร้านจะใส่ใจจึงเพียงแค่ส่งยิ้มให้
"ได้ยินว่าท่านตกน้ำหายดีแล้วหรือ” เมื่อเห็นว่าเสียนฉิงเยว่ยิ้มให้จึงเดินเข้ามาใกล้ ก่อนหยุดและเอ่ยประโยคหนึ่งราวกับอยากจะชวนสนทนา “ข้ามีนามว่าหนิงเหอ แซ่กวน พี่ชายของข้าสนิทสนมกับคุณชายเสียนเป็นอย่างดี”
เสียนฉิงเยว่เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายทันทีที่ได้ยิน ที่ว่าสนิทกับคุณชายเสียนเป็นคนพี่หรือคนน้องเล่า แล้วหากเป็นจริงเมื่อครู่ไยจึงไม่เข้ามาทักทายเสียนเหวิน “ท่านเข้าใจผิดแล้วผู้ที่ตกน้ำคือพี่สาวของข้า หรูซวง ข้ามีนามว่าฉิงเยว่”
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“นั่นสินะ” อวี่ซินหยางเห็นด้วย เพียงแต่ความสงสัยใคร่รู้ของเขาไหนเลยจะห้ามได้ “ประมุขโหลวของพวกเราไม่เคยใส่ใจอิสตรีจริง ๆ จัง ๆ เลยสักครั้ง หากข้าไม่ได้ร่วมรับรู้พร้อม ๆ กับพวกเจ้าว่าเขาเองก็ไปหอนางโลมเป็นบางครา ข้ายังคงแอบคิดว่าเขาคงตายด้านไปแล้ว สตรีที่ทำให้เขาแสดงอารมณ์ออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่น
เสียนเหวินนั้นยังพออะลุ่มอล่วยเพราะมาด้วยเรื่องการค้าเช่นกัน แต่เสียนชิงหรูกับเสียนชิงเซียงที่เข้ามาโดยไม่รู้จักกาลเทศะ ทั้งยังจงใจส่งสายตาหวานซึ้งให้คนในห้องนี่สิ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งขายหน้าจริงๆ!!!“คนนี้ไม่เหมือนคนอื่น นาง...” เสียนซีหลิวขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของเสียนฉิงเยว่ ถึงอย่าง
เสียนซีหลิวเดินเข้ามาหานาง และเอ่ยถ้อยคำที่ทำเอาทั้งเสียนชิงหรูกับเสียนชิงเซียงต้องกำมือแน่นด้วยความอิจฉาริษยา เสียนเหวินเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่กลอกตา ชายหนุ่มขอตัวออกมาจากห้องโถงเดินตามเสียนฉิงเยว่ไปด้วยความห่วงใย ระหว่างนั้นไม่มีใครสังเกตเลยว่าเสียนฮูหยินยังคงมองไปยังประตูห้องโถงด้วยดวงตาครุ่นคิด คว
“ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน” แต่จะค่อย ๆ ละเมียดชิมไปทีละน้อยๆ อย่างที่เคยพูดเอาไว้ จะได้ไม่เสียคำพูด เขาต่อประโยคนั้นในใจด้วยรอยยิ้ม ซึ่งรอยยิ้มนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวตัวสั่นและเย็นวาบไปทั้งกาย“อีกอย่าง”หญิงสาวชะงักเมื่อเขาเอ่ยประโยคถัดมา“เข็มเหล่านั้นอนุญาตให้เจ้าพกติดตัว แต่หากกล้าใ







