LOGINบรรยากาศยามค่ำคืนเต็มไปด้วยดวงดาวบนท้องฟ้าส่องแสงระยิบระยับเปล่งประกายงดงาม ในยามผู้คนต่างพากันหลับใหลเพื่อพักผ่อนสำหรับเช้าวันใหม่ แต่ไม่ใช่สำหรับแก้มหวานยังคงทำงานดึกดื่นที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง
ในทุกวันตอนเย็นหลังเลิกเรียนหญิงสาวจะมาล้างจานร้านเหล้าใกล้บ้านเป็นประจำ แม้จะเสี่ยงไปบ้างสำหรับสาวสวยอย่างเธอ แต่ต้นทุนชีวิตคนเราไม่เท่ากันฉะนั้นขอให้เป็นงานได้เงินและสุจริตเธอทำหมดโดยไม่เกี่ยงสักนิด อีกอย่างที่นี่ใกล้บ้านการเดินทางกลับบ้านค่อนข้างสะดวก
“เอานี่รอบสุดท้ายแล้ว”
“ค่ะ” แก้มหวานหันไปส่งยิ้มแก่พนักงานที่ยกจานมาให้ก่อนก้มหน้าก้มตาล้างภาชนะต่ออย่างไม่ปริปากบ่น กระทั่งเวลาล่วงเลยเกือบตีห้าครึ่ง งานทั้งหมดก็เรียบร้อย
“อื้อ ปวดหลังจัง” เธอบิดกายไปมาสองสามรอบ เพื่อสลัดอาการเมื่อยล้าออกจากร่างกาย
“นี่ค่าจ้างวันนี้”
“ขอบคุณค่ะ” แก้มหวานยื่นมือรับเงินจากผู้จัดการร้าน ค่าจ้างของเธอเป็นการทำแบบเหมารายวันและจ่ายทุกวันหลังจบงาน
“ความจริงหวานเป็นคนสวยมากคนหนึ่ง สนใจออกไปทำงานหน้าร้านไหม รายได้ดีกว่าล้างจานแน่นอน” ผู้จัดการร้านเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตามองคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เธอค่อนข้างพึงพอใจในรูปร่างและหน้าตาของแก้มหวานมาก หากได้ออกไปรับแขกคาดว่าลูกค้าคงเยอะขึ้นกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรค่ะ งั้นหวานขอตัวกลับก่อนนะคะ” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเธอถูกทาบทามเรื่องนี้ ตั้งแต่ทำงานที่นี่สองเดือนผู้จัดการร้านมักเกลี้ยกล่อมเสมอ เธอไม่คิดจะทำย่อมทราบดีเป็นงานแบบไหน
หลังจากแก้มหวานออกจากร้านเหล้าสำเร็จ เธอย่างเท้ากลับบ้านทันใดเนื่องจากมีเวลานอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงต้องรีบตื่นไปเรียนต่อ เธอไม่รู้ตัวสักนิดขณะนี้มีแววตาคู่หนึ่งจ้องมองแผ่นหลังเล็กแบบไม่กะพริบ
“เหอะ คนดีของคุณแม่เพิ่งจะออกจากร้านเหล้าตอนตีห้า” ควินตันบังเอิญขับรถผ่านทางนี้พอดี ระหว่างกำลังมุ่งหน้ากลับคอนโดหลังจากผ่าตัดคนไข้ฉุกเฉินเรียบร้อย คาดไม่ถึงจะเจอแก้มหวานลูกสาวเพื่อนสนิทมารดาที่บอกว่าแสนดีนักหนา
ชายหนุ่มถึงขั้นส่ายหัวไปมาอย่างไม่ชอบใจ จากไม่ชอบหญิงสาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วกลายเป็นรังเกียจยิ่งขึ้น
“อย่าหวังว่าผู้หญิงอย่างเธอจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ฉันจะทำให้คุณแม่เปลี่ยนใจไม่บังคับฉันแต่งงานกับเธอแน่นอน” ว่าจบใส่เกียร์และออกรถทันที นับจากนี้เขาต้องหาวิธีกระชากหน้ากากผู้หญิงหน้าเงินให้ได้
เมื่อแก้มหวานกลับมาถึงบ้านไม่รอช้าชำระร่างกายและล้มตัวลงบนเตียงขนาดกะทัดรัด
“อื้อ เหนื่อยจังวันนี้” เสียงหวานพึมพำพร้อมแหงนหน้ามองเพดานห้องสีขาวล้วน ทันทีที่ศีรษะถึงหมอนผล็อยหลับทันที
หลายวันต่อมา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้คนกำลังก้าวเดินออกจากลิฟต์หยิบขึ้นดูก่อนเห็นว่าเป็นใครไม่รอช้ากดรับสายอย่างไว
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
(หนูหวานทำอะไรอยู่เหรอ ช่วงบ่ายว่างไหม)
“หวานเพิ่งเรียนเสร็จค่ะ คุณป้ามีอะไรหรือเปล่าคะ”
(ดีเลยหนูหวาน งั้นหนูไปที่ร้าน Marilla Wedding)
“ไปทำไมคะ” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน
(หนูหวานลืมแล้วเหรอว่าป้าได้ฤกษ์แต่งงานหนูกับควินแล้ว หนูหวานต้องไปลองชุดสิถ้าหนูหวานกับควินไม่แต่งเดือนหน้า ปีนี้ก็ไม่มีฤกษ์แล้วโน้นแหละยาวไปถึงปลายปีหน้าเลย ป้ารอไม่ไหวหรอก)
“เอ่อ แล้ว…”
(หนูหวานไปที่นั่นก่อนเถอะ เดี๋ยวป้าส่งโลเคชั่นให้ส่วนพี่เขาจะตามไปทีหลัง) ขอบฟ้ารู้ว่าแก้มหวานจะพูดอะไรรีบแทรกขึ้นทันใด
“ค่ะ” หลังจบบทสนทนา เธอพ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง
“โอเคไหมหวาน” โคลอี้เพื่อนสนิทแก้มหวานแตะไหล่มนของเพื่อนแผ่ว เธอยืนเงียบตั้งแต่ออกจากลิฟต์พร้อมแก้มหวานและได้ยินทุกการสนทนาระหว่างเพื่อนกับคนปลายสายชัดเจน
“หวานไม่เป็นไร” เผยยิ้มแก่เพื่อนตรงหน้า ไม่แปลกใจโคลอี้จะถามอย่างนี้เพราะเธอเล่าเรื่องตนเองคร่าว ๆ ให้เพื่อนฟังบ้าง
“ไม่แต่งไม่ได้เหรอกับลูกชายเพื่อนแม่คนนี้” โคลอี้บอกด้วยความเป็นห่วงเพื่อนสนิท เธอไม่อยากให้แก้มหวานแต่งงานกับคนที่ไม่รักเพียงเพราะอยากตอบแทนบุญคุณ
“หวานอยากปฏิเสธคุณป้าเหมือนกันแต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไรหวาน” มองเพื่อนเชิงสงสัย เธอรู้สึกเหมือนแก้มหวานมีบางอย่างปิดบัง
“ไม่มีอะไรหรอก หวานขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวฉันขับรถไปส่งดีไหม”
“ไม่เป็นไรหวานไปเองได้ ไว้เจอกันโคลอี้” เธอโบกมือลาเพื่อนสนิท จากนั้นวิ่งไปหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อรอรถแท็กซี่ไปร้านชุดแต่งงานตามที่ขอบฟ้าส่งมา
รถแท็กซี่แล่นจอดสถานที่มุ่งหมาย แก้มหวานยื่นธนบัตรค่าโดยสารที่บอกจำนวนเงินตรงมิเตอร์ก่อนเปิดประตูลงแล้วก้าวเข้าไปข้างในซึ่งมีพนักงานสองคนยืนต้อนรับ
“สวัสดีค่ะ ใช่คุณแก้มหวานหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ”
“งั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ” พนักงานสาวคนหนึ่งผายมือเชื้อเชิญเธอไปยังโซฟารับรองแขก
“คุณแก้มหวานนั่งรอก่อนนะคะ ดิฉันขอไปยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ”
“ค่ะ” พยักหน้ารับก่อนนั่งคอยอย่างใจเย็น
เกือบสองชั่วโมงยังคงไร้ร่างว่าที่เจ้าบ่าว แก้มหวานแอบใจเสียเล็กน้อยที่เขาไม่ได้มาตามนัดแต่พยายามเข้าใจว่าอาจติดคนไข้ ก็เข้าเป็นหมอไม่แปลกจะยุ่งตลอดเวลา
“ไม่เป็นไรนะหวาน รออีกหน่อยเถอะ” เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง เธอนั่งรอเขาจนแล้วจนรอดจนถึงสามชั่วโมงควินตันไม่โผล่หน้าสักที
“เอ่อ คุณแก้มหวานรับอะไรเพิ่มอีกไหม”
“ไม่แล้วค่ะ” หญิงสาวส่ายหัวไปมาพลางฉีกยิ้มกว้างแก่พนักงาน
“คุณแก้มหวานจะลองชุดก่อนไหมคะ” พนักงานเห็นว่าเธอนั่งรอตั้งนานแล้วจึงลองเสนอแนะ
“ก็ได้ค่ะ” เพราะอีกไม่นานใกล้ถึงเวลาเข้างาน ขืนเธอยังนั่งรออีกสักพักคงได้เข้างานสายแน่นอน สุดท้ายจำใจต้องเลือกชุดก่อนโดยไม่รอเจ้าบ่าว
“คุณแก้มหวานอยากได้ชุดแบบไหนดีคะ เดี๋ยวดิฉันช่วยแนะนำ”
“แบบไหนก็ได้ค่ะ หวานขอที่ราคาไม่แพง”
“เอ่อ แต่คุณขอบฟ้าอยากให้คุณแก้มหวานเลือกชุดที่ดีที่สุด ไม่ทราบว่า…”
“เอาแบบที่หวานบอกนั่นแหละค่ะ” งานแต่งไร้ความรักจากเจ้าบ่าว คนอย่างเธอไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้นจำเป็นต้องใช้ของแพง ๆ อีกอย่างเงินซื้อชุดไม่ใช่เงินของตัวเอง เธอไม่อยากถูกเขาตำหนิเรื่องใช้เงินฟุ่มเฟือย
“ค่ะ งั้นเชิญทางนี้”
หลังจากแก้มหวานได้ชุดตามต้องการ เธอรีบเดินจ้ำอ้าวไปขึ้นรถเมล์กลับบ้านและเตรียมตัวทำงานต่อช่วงเย็น ไม่ทันสังเกตขณะนี้มีรถหรูคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้านชุดแต่งงาน โดยคนในรถจ้องมองตามแผ่นหลังเล็กแบบไม่ละสายตา
“เหอะ! อยากแต่งงานกับฉันมากสินะ” แค่คิดว่าแก้มหวานเข้าหาครอบครัวตัวเองเพื่อเงินก็รู้สึกขยะแขยงเต็มที
ครืด!
“ครับคุณแม่” ควินตันกดรับสายเบอร์ที่โทรเข้ามา
(ควินลูกไม่ได้ไปลองชุดแต่งงานเหรอ)
“ลูกรักของคุณแม่คงโทรไปฟ้องใช่ไหม” เขายกยิ้มมุมปากขณะเดียวกันชำเลืองมองคนตัวเล็กตรงป้ายรถเมล์ด้วยสายตาชิงชัง
(หนูหวานไม่ได้เป็นคนโทรมาฟ้องอะไรทั้งนั้น เลิกทำเหมือนเกลียดหนูหวานสักที น้องไปทำอะไรให้ลูกนักหนา)
“ผมไม่ได้ทำเหมือนเกลียด แต่ผมเกลียดเธอจริง ๆ รังเกียจด้วยครับ เป็นไปได้อยากยกเลิกงานแต่งเลย”
(เอ๊ะควินอย่าพูดแบบนี้อีกถ้าหนูหวานได้ยินคงรู้สึกเสียใจแย่ แม่ไม่เข้าใจเลยทำไมลูกต้องอคติกับน้องขนาดนี้)
“ถ้าคุณแม่โทรมาแค่ด่า งั้นผมวางละกัน” ควินตันไม่มีอารมณ์สนทนากับมารดา เขาวางสายและโยนโทรศัพท์ไปเบาะหลังอย่างหัวเสีย
“คนอย่างเธอมีดีอะไรนักหนา แม่ฉันถึงรักเธอมากกว่าลูกอย่างฉัน” มือหนากำพวงมาลัยรถแน่นเผยให้เห็นเส้นเลือด
ตราบใดยังไม่ถึงวันแต่งงาน เขาต้องหาทางยกเลิกงานแต่งให้ได้เพราะเขาไม่มีทางใช้ชีวิตคู่กับผู้หญิงสำส่อนและหวังแค่สมบัติของครอบครัวเด็ดขาด
เครื่องปรับอากาศราคาแพงให้ความเย็นฉ่ำทั่วห้องนอนส่งผลให้คนบนเตียงขนาดคิงไซซ์กอดกันกลมแทบหลอมเป็นร่างเดียวกัน บทรักเมื่อคืนทำเอาคนทั้งคู่ไร้เรี่ยวแรง“อื้อ” แก้มหวานปรือตาขึ้นทีละนิดในเวลาบ่ายสามของวัน บิดกายไปมาก่อนรับรู้ถึงของหนักตรงเอวคอดกิ่วเมื่อก้มหน้ามองพบกับแขนกำยำของผู้ชายที่ขึ้นชื่อเป็นสามีทางนิตินัยและพฤตินัยกำลังโอบรัดราวกลัวเธอจะหายเธอพยายามจะยกแขนของเขาอย่างระมัดระวังด้วยความกลัวจะทำเขาตื่นจากการหลับใหล แต่เรี่ยวแรงในเวลานี้ช่างน้อยนิดเหลือเกิน“คุณควินตันคะ” เธอหมายจะปลุกคนตัวโตเพื่อขอร้องให้เขาปล่อยตัวเองเป็นอิสระ“อื้อ” เสียงทุ้มร้องคำรามในลำคอ จากนั้นดึงเธอมาแนบอกกว้าง ขณะนี้ใบหน้าจิ้มลิ้มห่างกับอกเปลือยเปล่าเพียงไม่กี่คืบส่งผลให้เธอเผลอเงยหน้ามองอกล่ำสัน‘ขนาดหลับยังหล่อเลย’นิ้วเรียวสัมผัสทั่วแผ่งอกเปลือยเปล่าก่อนสะดุดกับรอยฟันที่เธอกัดเขาเมื่อคืนทำเอาหน้าขาวใสเป็นสีแดงระเรื่อ แทบไม่อยากเชื่อเลยเธอกับเขาจะผ่านเรื่องสุดเร่าร้อนด้วยกัน“คุณควินตันคะ” เธอตัดสินใจเรียกเขาอีกครั้ง เพราะไม่อาจทนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่ากับเขาสองต่อสอง อีกทั้งรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะป่
ร่างเล็กถูกวางบนเตียงขนาดใหญ่อย่างอ่อนโยน ตามด้วยควินตันแนบกายแกร่งบนตัวเธอ ทั้งคู่สบตากันโดยไม่เปล่งประโยคใดนอกจากเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเธอและเขานิ้วยาวเกลี่ยเส้นผมปรกใบหน้าขาวเนียนไปทัดหู จากนั้นจูบพรมทั่วดวงหน้าสวยหวานก่อนหยุดยังปากนุ่ม เขาเม้มปากนุ่มทั้งล่างและบนก่อนสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากสาวแล้วกวาดต้อนชิมความหวานอย่างคนหิวกระหายในรสชาติ“เพิ่งเคยจูบกับฉันเป็นครั้งแรกด้วยใช่ไหม” นิ้วยาวลูบกลีบปากอวบอิ่มแผ่วเบา“ค่ะ” ตอบรับอย่างเขินอาย จูบของเธอคงแย่มากสินะเขาถึงได้ถามอย่างนั้น คิดแล้วอดน้อยใจไม่ได้ ทำไงได้ล่ะเธอไม่เก่งเรื่องพวกนี้สักหน่อยคงไม่แปลกถ้าเขาจะมองว่ามันตลก“งั้นอย่าไปทำแบบนี้กับใคร ฉันไม่ชอบ” กระซิบข้างหูคนตัวเล็ก แก้มหวานถึงกับร้อนผ่าวในประโยคนั้น“หวานไม่ทำหรอก” ตอบเสียงแผ่วแต่คนเหนือร่างได้ยินชัดเจน เขากดจูบแก้มนวลหนัก ๆ อย่างมันเขี้ยวก่อนเลื่อนตัวลงไปต่ำเพื่อตักตวงชิมความหวานจากสองเต้าสวย ลิ้นร้อนลากไล้เลียวนทั่วยอดถันสีหวานสลับการดูดดื่ม“อื้อ” แก้มหวานยกหลังมือขึ้นปิดปากตัวเอง เพื่อข่มเสียงร้องอันน่ารังเกียจแต่ไม่วายเล็ดลอดออกมาอยู่ดี“ไม่ต้องอายครางออกมาเลย ฉัน
“อื้อ” แก้มหวานไม่กล้าขัดขืนคนตัวโตยอมให้เขาจูบง่ายดาย มือเรียวจิกเล็บบนโซฟาอย่างไม่เข้าใจกับการกระทำแสนป่าเถื่อนของคนเหนือร่างแควก!ฝ่ามือหยาบกร้านฉีกเสื้อสายเดี่ยวออกเป็นสองชิ้น ไม่รอช้าโน้มหน้าคลอเคลียดอกบัวตูม ปลายลิ้นสากเลียวนตรงเนินอกอวบอิ่มและไม่วายดูดแรง ๆ จนเกิดรอยแดงหลายจุด“อื้อ คุณควินตันทำแบบนี้กับหวานทำไมคะ”คำถามของคนตัวเล็กกลับไร้คำตอบจากปากหยักได้รูป ชายหนุ่มไม่เข้าใจเหตุผลของตนเองเช่นกันทำไมถึงอยากทำแบบนี้กับเธอ เขารู้เพียงแค่ว่ารู้สึกพลุ่งพล่านอยากปลดปล่อยกับคนใต้ร่าง“อย่านอนนิ่งเหมือนท่อนไม้ ช่วยมีอารมณ์กับฉันเหมือนกับที่เธอนอนกับคนอื่นหน่อย” ถึงจะเคยตั้งปณิฐานไว้จะไม่แตะต้องตัวเธอ แต่วินาทีนี้ชายหญิงอยู่ใกล้กันคงไม่ต่างกับแม่เหล็กและโลหะดึงดูดเข้าหากัน“หวานไม่เคยนี่คะ” ตอบเสียงแผ่ว เธอทราบหน้าที่ภรรยาต้องตอบสนองอารมณ์สามี แต่จะให้ทำไงได้ก็เธอไม่เคยมาก่อนจึงไม่รู้ต้องปฏิบัติอย่างไรถึงจะถูกใจอีกฝ่าย“ฉันไม่เชื่อหรอก ขนาดนี้แล้วยังจะหลอกกันอีกเหรอหรือเธออยากได้เงิน เอาอย่างนี้ดีไหมถ้าเธอทำให้ฉันถูกใจฉันจะให้เงินก้อนหนึ่งถือว่าเป็นค่าตัวดีไหม”“ไม่เอาค่ะ” เพราะถูกต
แก้มหวานออกจากสนามบินเมื่อใกล้เวลาทำงาน เธอไม่อยากไปสายเดี๋ยวจะโดนตัดเงินถึงร้านจะจ้างเป็นรายวันก็เถอะ“สวัสดีค่ะพี่โรส” เธอยกมือไหว้เจ้าของร้านก่อนเดินเข้าไปหลังร้านเพื่อล้างจาน แม้ไม่ใช่งานสมเกียรติแต่เป็นงานซื่อสัตย์สุจริตสามารถเลี้ยงชีพได้ผ่านไปสองชั่วโมงแก้มหวานยังคงวุ่นวายกับกองจานเปรอะเปื้อนเท่าภูเขา อดแปลกใจไม่ได้ทำไมวันนี้จานค่อนข้างเยอะกว่าทุกวัน กระทั่งเจ้าของร้านเดินมาหาหญิงสาว“หวาน”“คะ” เธอหันหลังไปมอง“ช่วยพี่หน่อยสิ”“มีอะไรหรือเปล่าคะ” แก้มหวานมองคนตรงหน้าด้วยความสงสัย สีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายบ่งบอกชัดเจนมีเรื่องซีเรียส“หวานรับปากมาก่อนสิว่าจะช่วย”“พี่โรสบอกมาก่อนสิคะ” เธอไม่อยากรับปากใครส่ง ๆ ในเรื่องที่ยังไม่รู้อีกฝ่ายต้องการอะไร“พอดีเกิดปัญหานิดหน่อย หวานช่วยไปดูแลแขกหน่อยสิคนนี้เขาเป็นรายใหญ่ของร้าน พี่ไม่อยากเสียเครดิต”“ไม่เอา” อีกฝ่ายไม่ทันอธิบายมากนัก แก้มหวานปฏิเสธทันที“ช่วยพี่หน่อยเถอะหวาน ถือว่าพี่ขอร้อง”“หวานเคยบอกแล้วนี่คะ หวานไม่ทำงานแบบนั้นแล้วคนอื่นไปไหนหมดคะ” เธอถามอย่างสงสัย“อยู่นั่นแหละหวาน แต่เอ่อ เสี่ยเขาต้องการให้หวานไปดูแล หวานไม่ต้องห่
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขายังคงนิ่งเรียบไม่มีการพัฒนาสักนิดเดียว หนำซ้ำควินตันมักชอบพูดแขวะแก้มหวานบ่อยครั้งในหลายเรื่องอย่างกับคนเกลียดมานาน จนบางครั้งเธอไม่เข้าใจเลยตัวเองทำอะไรผิดนักหนาแค่แต่งงานตามคำขอร้องของผู้มีพระคุณถึงขั้นโดนขนาดนี้เลย“รีบ ๆ หน่อยสิ”“ค่ะ” ตอบรับพร้อมวิ่งตามหลังควินตันไปยังลานจอดรถ เขาต้องการให้เธอเร็วขนาดไหนกันนะนี่ก็เร็วสุดแล้ว ทำไงได้ล่ะเธอไม่ได้ขายาวเหมือนเขาสักหน่อยขนาดวิ่งยังเทียบไม่ได้กับการเดินธรรมดาของอีกฝ่าย“ว้าย!” ด้วยความรีบร้อนแก้มหวานเผลอสะดุดเท้าตัวเองและคิดว่าต้องล้มแน่นอนจึงปิดตาสนิท แต่ดันไม่ใช่อย่างที่คิดเมื่ออยู่ ๆ มีแขนกำยำของใครบางคนโอบเอวคอด ลมหายใจอุ่นเป่ารดต้นคอระหง“จะอยู่ในท่านี้อีกนานไหม ฉันเมื่อยแขน” เสียงเข้มของควินตันทำให้เธอลืมตาขึ้นและเผลอสบดวงตาคู่คม“คุณควินตัน” เสียงหวานเอ่ยเรียกเจ้าของแขนแกร่งแผ่วเบา ในใจรู้สึกขอบคุณเขาเหลือเกินไม่ได้ปล่อยให้เธอหกล้มคะมำ ทว่านาทีถัดมาร่างเล็กลงไปกองกับพื้นเพราะถูกคนตัวโตปล่อยแบบไม่ทันตั้งตัว“อ๊ะ” เธอร้องเสียงหลงพลางทำหน้าเหวอ“รีบขึ้นรถ” สั่งเสร็จ ควินตันเดินอ้อมไปฝั่งคนขับทิ้งคนตัวเล็
“เหอะ ไม่ผิดอย่างที่ฉันคาดไว้” ควินตันชำเลืองมองกล่องกำมะหยี่สีแดงบนตักแก้มหวาน แค่นหัวเราะในลำคอซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ในนั้นคือสิ่งใด“คุณแม่ให้มาค่ะ” เธอบอกเสียงแผ่วเบา“แล้วทำไมไม่ปฏิเสธล่ะ เธอเองก็อยากได้ไม่ใช่เหรอ” ควินตันหันมองคนข้างกายสลับกับมองท้องถนนระหว่างขับรถกลับบ้าน“หวานปฏิเสธไปแล้วค่ะ แต่คุณแม่ไม่ยอม”“งั้นเหรอ” ถามราวไม่เชื่อคำอธิบายจากปากคนตัวเล็ก“เพื่อความสบายใจของคุณควินตัน งั้นหวานคืนให้คุณก็ได้ค่ะ” หญิงสาวยื่นกล่องกำมะหยี่แก่เขาอย่างไม่ลังเล เธอไม่ปรารถนารับมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ฉะนั้นตัดปัญหาโดยการให้เขา“แน่ใจนะ”“ค่ะ” คนอย่างเธอคำไหนคำนั้น แม้จะเกิดมาจนแต่มารดามักสอนไม่ให้ทำตัวเป็นคนกลับกลอก อย่าหวังที่อยากจะได้ของคนอื่น“อย่าให้ฉันได้ยินว่าเธอฟ้องแม่ฉันล่ะ”“ไม่ต้องห่วงค่ะ หวานไม่ทำแบบนั้นหรอก”“ดี” ควินตันคว้ากล่องเครื่องเพชรมาวางบนตักแกร่ง จากนั้นสนใจขับรถต่อโดยไม่สนทนากับแก้มหวานอีกเลย กระทั่งรถแล่นเข้าจอดในรั้วบ้าน“พรุ่งนี้เช้าเตรียมอาหารให้ฉันก่อนไปทำงานด้วย” คนกำลังจะเปิดประตูลงจากรถหยุดชะงัก“คุณควินตันอยากทานอะไรเหรอคะ หวานจะได้ทำถูก” เธอมองคู่สนทนาอย่า







