LOGIN“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา”
“เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร” “ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ” “เจ้าค่ะ” “เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร “กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว” “เจ้าค่ะ” “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย” “แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว” “ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร้อมด้วยเก้าอี้สี่ด้านอยู่กลางเรือน ตรงไปจนสุดทางจะเจอกับห้องครัวที่เปิดโล่งสามด้านมีที่กั้นสูงเพียงเข่า เตาไฟอันเล็กที่วางอยู่ด้านซ้ายมุมล่าง อุปกรณ์และวัตถุดิบทำครัวครบครันพร้อมสรรพ จัดวางไว้บนชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ เมื่อสำรวจดูเสร็จ ยายก็ได้พาไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ตรงข้ามกับห้องครัว ในห้องนั้นมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง เทียนสี่เล่มวางกระจายตามมุมห้อง จะว่าไปเรือนหลังนี้ก็สุขสบายอยู่ ถึงแม้จะต้องทำด้วยตนเองก็ตาม “นี่เสื้อผ้าเจ้า อาบน้ำเสร็จก็เข้านอนได้แล้ว” กายของเด็กสาวหย่อนตัวลงในน้ำอุ่นนั่งแช่อย่างสบายใจพลางหลับตาลงด้วยความสบายตัว แต่กลับไม่สบายใจเลย คนที่รักต้องมาตายต่อหน้าต่อตาเช่นนั้น นางจึงคิดแผนในหัวที่จะหาทางล้างแค้นสกุล ********** หลังจากที่ข้าอาบน้ำเสร็จแล้วจึงเดินออกมาเรียกหายายเจียอี กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เลยจึงเดินไปที่กลางเรือน กวาดสายตาไปมาจนสะดุดเข้ากับแจกันใบหนึ่งสีขาวลายกิ่งไม้สีดำทรงสูง ปกติแล้วคนทั่วไปมักวางไว้ที่สูงหรือบนโต๊ะ ตู้ ทว่าแจกันใบนี้กลับบนพื้นบ้าน ซ้ำยังไม่มีดอกไม้ในแจกันเลย “อะไรกัน กำแพงนี่... ห้องลับหรือ” ด้วยความสงสัยของข้าจึงจับแจกันไปมาจนบิดไปจนกำแพงนั้นถอยหลังไป เกิดเป็นช่องว่างให้คนสามารถเดินเข้าไปได้ ข้าตัดสินใจเดินเข้าไปหลังกำแพงนั่น หลังกำแพงนั้นเต็มไปด้วยอาวุธมากมายทั้งกระบี่ที่ติดแขวนที่ผนังห้องทั้งสามด้าน ทวนเล่มยาวตั้งเรียงไว้ทางซ้ายเป็นสิบ ยังมีมีดพก เข็ม ปิ่นเงินต่างๆ วางไว้ที่โต๊ะกลางห้องเก่าๆ ที่ฝุ่นจับไปทั่ว ...ให้ตายสิ อยู่ไม่ได้แล้ว... “อ๊ะ ยายจ๋า ขะ ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ อย่าข้าอะไรข้าเลย อ๊ายยย!!!!” ข้าหลับตาปี๋ ยกสองแขนมาป้องไว้ “ข้าไม่ได้ทำอะไรเจ้าเสียหน่อย ตกใจไปได้ เจ้ามาทำอะไรที่ห้องนี้ รู้ทางเข้าได้ยังไง” “แจกันข้างหน้านั่น” พร้อมชี้ไปแจกันข้างหน้า ยายผ่อนลมหายใจยิ้มไปส่ายหัวไป ...อะไรกัน แล้วทำไม... “ถ้าเป็นเด็กคนอื่นเข้ามาห้องนี้คงสติเตลิดวิ่งหนีไปแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น” “ข้าก็ตกใจอยู่หรอก แต่ว่ายายมีของพวกนี้ไว้ทำไมกัน” “ออกจากห้องนี้เถอะ ถ้าเจ้าอยากรู้ ข้าจะเล่าให้ฟัง” ยายจึงพาข้าออกจากห้องนั้นไปยังห้องนอน เมื่อนั่งบนฟูกนอน ยายก็เริ่มเล่าให้ฟัง “เดิมทีข้านักฆ่ามืออาชีพ หาเลี้ยงตนด้วยการฆ่าคนตั้งแต่อายุสิบสี่ มือข้าแปดเปื้อนเลือดไม่เว้นแต่ละวัน สิ่งที่ข้าถนัดคือ กระบี่กับยาพิษ ข้าไล่ล่าค่าหัวทั่วทั้งเมืองตามที่คนว่าจ้าง จนวันหนึ่งข้าได้เจอกับชายคนหนึ่งที่หน้าผาในขณะที่ข้าตามล่า ชายผู้นั้นอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งนอนสลบอยู่ ข้าจึงพาเข้ามาที่เรือนข้า ทั้งทำแผล ทายา ต้มยา ดูแลอย่างดี ต่อมาก็รู้ว่าเขาเป็นหัวหน้าพ่อค้าจากเมืองข้างเคียง ใครจะไปรู้ว่าความรักมันก่อเกิดขึ้นจากความชิดใกล้ จนในที่สุดเขาก็ขอข้าแต่งงาน ข้าเองก็กลับใจไม่เป็นนักฆ่าอีกต่อไป ข้าใช้ชีวิตติดตามสามีไปค้าขายไปทั่วหล้า ทว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนสามีข้าป่วยกระเสาะกระแสะ ข้าจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นี่เพื่อรักษา ไม่นานนักเขาก็จากข้าไป” “เมื่อก่อน ท่านยายเป็นนักฆ่าหรือ” “ใช่ แต่มันก็เป็นแค่วันวาน ตอนนี้ข้าไม่ใช้แล้ว” “ท่านยาย สอนวิชาเหล่านั้นกันข้าเถอะ ข้าขอร้องท่านล่ะ” ข้าคุกเข่าขอร้องอ้อนวอน มองเข้าไปในตาของอีกฝ่ายด้วยแววตาที่มุ่งมั่น หวังว่าจะเห็นใจ “เจ้าอยากนักฆ่าหรือไง งานแบบนี้มันเสี่ยงมาก จะให้เจ้าทำคงเป็นไปไม่ได้หรอก” “แต่ข้าอยากทำ ข้ารู้ว่าเสี่ยงมากขนาดไหน แต่วิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่ข้าใช้ล้างแค้นได้ เป็นนักฆ่าเลือกเหยื่อก็ยังได้ อย่างที่ข้าบอกไป พ่อแม่ข้าถูกฆ่าตายอย่างทารุณ ไร้คนเหลียวแลช่วยเหลือ ข้าหมดสิ้นทุกอย่างเพราะพวกมัน!! ถ้าข้าไม่ล้างแค้นให้สกุล ข้าไม่ยอมจากโลกนี้ไปแน่ ข้าขอความเมตตาจากท่านด้วย” กายที่สั่นระรัว น้ำตาที่ไหลริน น้ำเสียงตะกุกตะกักเหล่านี้นั้นระบายความอัดอั้นของข้าไปหมดแล้ว ข้าไม่ยอมให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าตายเปล่าหรอก ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องล้างแค้นให้ได้ “แต่ว่า…” “ขอร้องเถอะเจ้าค่ะ เมตตาข้าด้วย” “อืม ไม่ว่ายังไงคงจะขัดขวางแรงแค้นเจ้าไม่ได้อยู่ดีสินะ ถ้างั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปข้าจะฝึกให้เจ้าเป็นนักฆ่ายอดฝีมือให้ได้ เจ้าเตรียมใจไว้แล้วกัน มานอนได้แล้ว” ...เสมือนเสียงสวรรค์มาโปรด สิ่งที่ข้าต้องการกำลังเข้าใกล้มาแล้ว ต่อจากนี้ไปข้าต้องมุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนเสียแล้ว...“ไม่ได้!!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ชายชราแผดเสียงดังลั่นจนรู้สึกปวดหู พร้อมกับยืนขึ้นกำลังลุกเดินหนีไป เป็นภรรยาของเขาที่ปรามเขาไว้แล้วให้อยู่ฟังต่อ“ข้ารู้ดี การกระทำเช่นนี้คือการหลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร ทว่าพวกท่านก็น่าจะรู้ดีว่ายามนี้ผู้ปกครองฝ่ายในคือฮองเฮาหลี่ นางโหดเหี้ยม ปกครองอย่างทารุณ ผู้ใดไม่เป็นไปตามที่นางต้องการย่อมโดนลงโทษจนบาดเจ็บเจียนตาย พวกท่านจะส่งนางไปยังสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากนรกเช่นนั้นหรือ” คำพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่เจียงหลีกำลังเผชิญอยู่“แล้วเจ้าต้องการอะไร ทำไมต้องการใช้ชื่อลูกสาวข้า” หลังจากพวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สักพัก ฝ่ายชายเลยประเด็นอีกครั้ง“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกท่านก็ไม่ต้องรับโทษจากการเลือกนางกำนัล ชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือ จ้าวซินเหยียน แต่เล็กจนโตไม่เคยออกนอกจวนแม้ครึ่งก้าว ย่อมไม่มีใครรู้ว่านางหน้าตาเช่นไร ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ผู้ใดจะล่วงรู้”“ถ้าแม่นางคิดเห็นเช่นนั้น พวกเราขอปรึกษาสักครู่” พวกเขาเดินออกไปปล่อยให้นั่งรอต่อไป มันมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาไม่ยินยอม ชื่อเสียงวงศ์ตระก
เวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้าภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดี
“เจ้ามาแล้วหรือ มาๆ มาทานข้าวได้แล้ว” หญิงชราที่เลี้ยงดูนางมาตลอดหกปี กล่าวทักนางเมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วพร้อมด้วยข้าวของในมือ “ได้จ้ะ เดี๋ยวข้าเก็บของที่ซื้อมาก่อน แล้วจะมาทานด้วยกัน” “อืม รีบไปรีบมา เดี๋ยวเย็นชืดหมด” นางเข้าไปหอมแก้มยายแล้วเดินเข้าไปที่ครัว ล้างมือเสร็จรีบมาทานข้าวอย่างไว “ยายก็กินด้วยกันสิ ทำไมปล่อยให้ข้ากินอยู่คนเดียว” “เจ้ากินเถอะ ข้าไม่หิว” “ยายกินเถอะ เดี๋ยวต้องดื่มยาอีก” หญิงชรามีโรคมารุมเร้าตามวัย บัดนี้ร่างกายของเขาไม่เป็นก่อนแล้ว ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ทุกวัน ด้วยความที่อยู่กันสองคนจึงต่างต้องประคองกันไป “ข้ารู้ดีว่าร่างกายข้าเป็นยังไง ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน ยานั่นไม่จำเป็นหรอก” “ไม่พูดแบบนี้สิ ท่านยายต้องอยู่กับข้าก่อน ข้าเสียพ่อแม่ไปอย่าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” “ข้าก็อายุมากแล้ว สรรพสิ่งย่อมเวียนว่ายในวัฏสงสาร ข้อนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ดีใจนะ ที่มีลูกหลานอย่างคนอื่นเขาเหมือนกัน” “ข้าเสียพ่อแม่ไปแล้ว อย่าให้ข้าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” นางรีบเข้าไปคุกเข่านั่งลงข้างท่านยาย หัวนางวางลงบนตัก มือทั้งเกาะกุมมืออีกฝั่ง “พอได้แล้ว ไปกินขะ.
“ข้ามาอยู่ที่ตำหนักได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอยู่ที่เตียงนอนทรงวงกลมกลางตำหนักสีทองและฟ้าที่โอ่อ่ากว้างขวาง ประดับด้วยผ้าแพรสีเข้มล้อมรอบ ภายในตำหนักมีชั้นเก็บตำราหกชั้นเรียงรายอยู่มุมห้อง ภาพสุดท้ายของเขาคือกำลังเสพสุขอยู่ที่หอคณิกาแล้วมีชายสองคนบุกเข้ามา ถ้าคาดเดาไม่ผิดคงเป็นเหล่าพี่น้องอย่างองค์รัชทายาทและน้องสี่แน่นอน “ตื่นแล้วหรือ ลูกตัวดี” คนเป็นแม่รีบเดินมาพร้อมจับใบหูของลูกชายตัวแสบดึงลงสุดแรงจนใบหูแดงก่ำ อีกฝ่ายต้องเอามือประคบ “อะไรกันเสด็จแม่ ข้าแค่ร่ำสุรา ไม่ได้มีสิ่งอื่นเลย” “แต่รู้ไหมว่าเสด็จพ่อเจ้าทนข้อครหาจากเหล่าขุนนางไม่ได้ เป็นถึงราชวงศ์กลับประพฤติตนเช่นนั้น พวกขุนนางถึงขึ้นตั้งข้อหาปลดตำแหน่งเจ้า อับอายสิ้นดี” “เสด็จแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ไปหอคณิกาอีกแล้ว” เขาทรุดตัวลงต่อหน้า กอดขา ส่งสายตาอ้อนวอนแม่ของตนหวังให้ใจเย็นลงและไม่ให้เสด็จพ่อทราบเหตุการณ์ในวันนี้ “ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไรก็สายไปแล้ว เสด็จพ่อเจ้ากำลังคัดเลือกหญิงงามที่เหมาะสมเพื่อจัดงานอภิเษกให้เจ้า เพื่อทีเจ้าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา” “ไม่ได้เด็ดขาด ข้ามีสัญญาอภิเษกกับอวี้ชิงไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตำ
วันรุ่งขึ้นยายปลุกข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้ออกมาวิ่งรอบป่าไผ่ นั่งสมาธิใกล้ลำธาร แต่ข้าดันแอบหลับเสียจนได้ จึงโดนปลุกด้วยน้ำจากในลำธารสาดกระเซ็นมาโดนกายด้วยกระบี่ที่ตวัดในลำธารแล้วจึงตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะฝึกวิชากระบี่ ยิงธนู การใช้มีดสั้น วรยุทธ์ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งวัน ตกเย็นยายก็สอนวิชาพิษไหนจะการค้าขายกับข้าอีก ส่วนงานบ้านงานเรือนนั้นแน่ว่า.....ข้าทำไม่ได้ อะไรก็ไม่รู้ยิบย่อยไปหมด ซื้อที่ร้านอาหารกินเอาจะง่ายกว่าไหม ทั้งยังอุดหนุนกิจการคนอื่นอีก...“อัครเสนาบดีหลี่ ท่านจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อข้าแทบพลิกแผ่นดินหาป้ายคำสั่งนั่นแล้วก็ไม่เจอ” ชายคนนั้นผู้ที่ฆ่าล้างสกุลหนานกงเอ่ยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่นายต้องการคืออะไร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาแทบจะรื้อจวนหาแล้วก็ยังไม่พบ“ในเมื่อใช้ป้ายคำสั่งนั้นไม่ได้คงต้องใช้แผนสำรอง เจ้าตามข้ามา” เขาเอ่ยเป็นนัยเพื่อให้ผู้ที่บังคับรถม้าที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่นั้น พาไปที่ชายแดนเมืองเจียงหลี ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่นับร้อยคนได้ ต่างปลูกเรือนใกล้ชิดติดกันขนาบสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเดินแล้วยังเป็นตลาดที่ให้คนมาจับจ่ายกั
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา” “เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร” “ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ” “เจ้าค่ะ” “เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร “กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว” “เจ้าค่ะ” “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย” “แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว” “ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร







