LOGIN...บทสนทนาในโต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ข้าไม่เข้าใจ คำพูดของท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านอ๋องฉินผู้นี้คืออะไรกัน กบฏ ทรราช ป้ายคำสั่ง คืออะไรกัน... นางได้แต่พยายามทำความเข้าใจ ไม่เอื้อนเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว แต่เสียงเสวนาของพวกเขากลับกลายเป็นเพลงขับกล่อมให้เด็กสาวเข้าเฝ้าโจวกง ไปเสียแล้วและศรีษะซบลงบนตักที่อบอุ่นปลอดภัยของผู้เป็นแม่ในที่สุด
“ท่านพี่ ข้านำตัวนางกลับเรือนของนางก่อน เชิญพวกท่านตามสบาย” ขณะที่นางกำลังจะอุ้มลูกสาวของตนพากลับเรือนนั้น ได้เสียงหนึ่งขัดขึ้นมา
“ฮูหยิน ท่านคงอุ้มนางไม่ไหว ข้าดีกว่า” เมื่อกล่าวจบเขาเดินเข้ามาทันทีทันใดเพื่อจะอุ้มร่างเล็กบอบบาง ขณะนั้นเฉินซีก็กำลังจะปฏิเสธความช่วยเหลืออยู่นั้น สายตานางเหลือบมองเห็นสามีตนพยายามบอกใบ้ให้ปล่อยไป และแล้วเขาเดินออกไปตรงดิ่งที่เรือนนอนทันทีอย่างคนที่รู้ที่ทางในจวนหลังนี้เป็นอย่างดี โดยมีซือหมิงตามดูแลอยู่ไม่ห่าง
“ทำไมท่านจึงปล่อยให้ท่านอ๋องทำแบบนั้นกันเจ้าคะ” นางถามอย่างฉุนเฉียวแฝงด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่สามีนางต้องการแม้แต่น้อย
“เอาเถอะน่ะฮูหยิน อย่างไรเสียอนาคตของลูกสาวเราคงต้องฝากฝังไว้กับฉินอ๋องแล้ว”
“ฝากฝัง!! ทำไมกันหรือว่า หลี่หงปั๋ว” จากน้ำเสียงขุ่นเคืองแปรเปลี่ยนเป็นสงสัยทันใดเมื่อกล่าวถึงชื่อนั้นขึ้นมา
“ใช่ ตอนนี้หลี่หงปั๋วพยายามบีบคั้นข้าให้เข้าร่วมกับเขา โดยใช้อำนาจป้ายคำสั่งทหารสูงสุดของข้า ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะปกป้องนางแล้ว”
“เช่นนั้น ที่ท่านเชิญท่านอ๋องมาต้องการจะทำสิ่งใดกัน”
“ไม่นานหรอก เจ้าจะรู้เอง” เขาพูดทิ้งทวนไว้ก่อนเดินจากไป
ในเวลายามซวี ท้องฟ้าแสงจันทร์สว่างใสสาดส่องลงผิวน้ำในสระ โคมที่จุดที่มุมศาลามิกล้าอาจสู้ ลมหนาวพัดมาอย่างเอื่อยๆ ช่างเย็นยะเยือก ทว่าภายในเรือนหลังนี้กลับอบอุ่นกว่าเปลวเทียน กลิ่นหอมกรุ่นไปด้วยเครื่องหอมที่จุดไว้ ข้าได้แต่มองนางหลับไหลอยู่บนฟูกนอน ใบหน้านางยามนี้ข้าอยากจดจำเป็นที่สุด
“ท่านอ๋อง ท่านทรงยิ้มเพราะเหตุใดกัน” จากที่หน้านิ่งเป็นน้ำแข็งมาเนิ่นนาน ในที่สุดปริปากเอ่ยขึ้นมาเสียที
“ข้าเพียงแค่เอ็นดูนางไม่ได้หรือไรกัน ยามที่นางไม่ยอกย้อนข้าเช่นนี้ดีไปอีกแบบ”
“ท่านพูดจาเช่นนี้หมายความท่านชอบนางหรือ” คำถามที่ย้อนกลับมาทำเอาข้าเองก็สับสนเช่นกัน ความรู้สึกเช่นนี้มันหมายความอย่างไร ทั้งที่ข้าใช้ชีวิตมามากกว่า 19 ปี ควรมีคำตอบให้ตนเองได้แล้ว
“ท่านอ๋อง กระหม่อมอยากจะสนทนากับท่านสองต่อสองเพียงชั่วครู่ได้หรือไม่”
“ได้เลยท่านแม่ทัพ ซือหมิงเจ้าไปรอข้าที่รถม้าก่อนเถอะ” แล้วแม่ทัพผู้นี้เดินนำข้าไปหนึ่งก้าวพุ่งตรงมายังศาลาริมสระน้ำ แต่ว่าบนโต๊ะไม้นั้นดันมีม้วนหนังสือสีขาวกับเทียบหนังสือวางอยู่ เขาตั้งใจทำการใดกัน
“ท่านแม่ทัพ ท่านเชิญได้”
“เหตุใดท่านรีบร้อนเช่นนี้ เชิญดื่มชาก่อน” น้ำชาสีใสไหลรินลงในถ้วยชาสีเขียวอ่อน พลางเสมองชมทิวทัศน์ในสระน้ำโดยรอบก่อนจะกล่าวเข้าหัวข้อสำคัญ
“กระหม่อมมีสิ่งหนึ่งที่อยากถามท่าน ขอไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน ท่านชอบลูกสาวใช่หรือไม่” ยามนั้นหยุดชะงักดั่งต้องมนตร์ ถ้วยชาแทบไม่แตะต้องกับริมฝีปากต้องวางลงทันที เพราะข้าไม่เคยเข้าคำว่าความรักจริงๆ สักครั้ง ที่ผ่านมาเพียงแค่สำราญใจกับความงามของหญิงหอคนิกา นางกำนัล หรือนางระบำเพียงเท่านั้น แต่ทว่าความรู้สึกของข้าเยี่ยงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ใดมาก่อน
“ท่านในวันนี้เฉกเช่นกระหม่อมในวันวาน ทั้งกิริยา ท่าทาง น้ำเสียงต่างๆ กระหม่อมหวนนึกถึงตอนที่คบหากับฮูหยินใหม่ๆ ความรู้สึกเช่นกระหม่อมสัมผัสได้จากท่านที่ส่งผ่านไปยังลูกสาวของกระหม่อม”
“ข้าไม่รู้หรอก ว่าตนเองนั้นรู้สึกเยี่ยงไร แต่ถ้าท่านถามเช่นนี้ข้าเองก็จะตรงไปตรงมาเช่นกันว่าข้ารู้สึกทั้งเอ็นดู ห่วงใย อยากอยู่ใกล้นาง อยากปกป้องนางตลอดไปให้ได้”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นกระหม่อมขอให้ท่านเมตตา เมื่อนางผ่านวัยปักปิ่นแล้วโปรดรับนางเป็นชายาด้วย” เขาหมอบกราบลงด้วยความนอบน้อมในขณะเดียวกันก็สง่างาม ความตั้งใจของเขาคงอยากจะให้ดูแลนาง ถ้าเป็นเช่นนั้นม้วนหนังสือกับเทียบหนังสือนั่น...
“ท่านแม่ทัพลุกขึ้นก่อนเถิด เหตุใดกันท่านจะต้องทำเช่นนี้”
“อย่างที่ท่านอ๋องทราบเกี่ยวกับสกุลหลี่ กระหม่อมไม่สบายพระทัยแม้ชั่วครู่ เกรงจะเกิดเหตุไม่คาดคิด สกุลหนานกงคงต้องจบสิ้น โปรดให้คำมั่นสัญญากับกระหม่อมด้วยเถิดว่าจะปกป้องลูกสาวของกระหม่อมเมื่อมีภัย”
“ข้ารู้ดีว่าตอนนี้สกุลหลี่อยากเป็นใหญ่ แต่เหตุใดท่านคิดว่าสกุลหนานกงต้องจบสิ้นกัน ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งเจียงหลี ผู้ใดต่างก็เกรงกลัว”
“ไม่ได้!!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ชายชราแผดเสียงดังลั่นจนรู้สึกปวดหู พร้อมกับยืนขึ้นกำลังลุกเดินหนีไป เป็นภรรยาของเขาที่ปรามเขาไว้แล้วให้อยู่ฟังต่อ“ข้ารู้ดี การกระทำเช่นนี้คือการหลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร ทว่าพวกท่านก็น่าจะรู้ดีว่ายามนี้ผู้ปกครองฝ่ายในคือฮองเฮาหลี่ นางโหดเหี้ยม ปกครองอย่างทารุณ ผู้ใดไม่เป็นไปตามที่นางต้องการย่อมโดนลงโทษจนบาดเจ็บเจียนตาย พวกท่านจะส่งนางไปยังสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากนรกเช่นนั้นหรือ” คำพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่เจียงหลีกำลังเผชิญอยู่“แล้วเจ้าต้องการอะไร ทำไมต้องการใช้ชื่อลูกสาวข้า” หลังจากพวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สักพัก ฝ่ายชายเลยประเด็นอีกครั้ง“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกท่านก็ไม่ต้องรับโทษจากการเลือกนางกำนัล ชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือ จ้าวซินเหยียน แต่เล็กจนโตไม่เคยออกนอกจวนแม้ครึ่งก้าว ย่อมไม่มีใครรู้ว่านางหน้าตาเช่นไร ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ผู้ใดจะล่วงรู้”“ถ้าแม่นางคิดเห็นเช่นนั้น พวกเราขอปรึกษาสักครู่” พวกเขาเดินออกไปปล่อยให้นั่งรอต่อไป มันมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาไม่ยินยอม ชื่อเสียงวงศ์ตระก
เวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้าภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดี
“เจ้ามาแล้วหรือ มาๆ มาทานข้าวได้แล้ว” หญิงชราที่เลี้ยงดูนางมาตลอดหกปี กล่าวทักนางเมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วพร้อมด้วยข้าวของในมือ “ได้จ้ะ เดี๋ยวข้าเก็บของที่ซื้อมาก่อน แล้วจะมาทานด้วยกัน” “อืม รีบไปรีบมา เดี๋ยวเย็นชืดหมด” นางเข้าไปหอมแก้มยายแล้วเดินเข้าไปที่ครัว ล้างมือเสร็จรีบมาทานข้าวอย่างไว “ยายก็กินด้วยกันสิ ทำไมปล่อยให้ข้ากินอยู่คนเดียว” “เจ้ากินเถอะ ข้าไม่หิว” “ยายกินเถอะ เดี๋ยวต้องดื่มยาอีก” หญิงชรามีโรคมารุมเร้าตามวัย บัดนี้ร่างกายของเขาไม่เป็นก่อนแล้ว ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ทุกวัน ด้วยความที่อยู่กันสองคนจึงต่างต้องประคองกันไป “ข้ารู้ดีว่าร่างกายข้าเป็นยังไง ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน ยานั่นไม่จำเป็นหรอก” “ไม่พูดแบบนี้สิ ท่านยายต้องอยู่กับข้าก่อน ข้าเสียพ่อแม่ไปอย่าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” “ข้าก็อายุมากแล้ว สรรพสิ่งย่อมเวียนว่ายในวัฏสงสาร ข้อนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ดีใจนะ ที่มีลูกหลานอย่างคนอื่นเขาเหมือนกัน” “ข้าเสียพ่อแม่ไปแล้ว อย่าให้ข้าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” นางรีบเข้าไปคุกเข่านั่งลงข้างท่านยาย หัวนางวางลงบนตัก มือทั้งเกาะกุมมืออีกฝั่ง “พอได้แล้ว ไปกินขะ.
“ข้ามาอยู่ที่ตำหนักได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอยู่ที่เตียงนอนทรงวงกลมกลางตำหนักสีทองและฟ้าที่โอ่อ่ากว้างขวาง ประดับด้วยผ้าแพรสีเข้มล้อมรอบ ภายในตำหนักมีชั้นเก็บตำราหกชั้นเรียงรายอยู่มุมห้อง ภาพสุดท้ายของเขาคือกำลังเสพสุขอยู่ที่หอคณิกาแล้วมีชายสองคนบุกเข้ามา ถ้าคาดเดาไม่ผิดคงเป็นเหล่าพี่น้องอย่างองค์รัชทายาทและน้องสี่แน่นอน “ตื่นแล้วหรือ ลูกตัวดี” คนเป็นแม่รีบเดินมาพร้อมจับใบหูของลูกชายตัวแสบดึงลงสุดแรงจนใบหูแดงก่ำ อีกฝ่ายต้องเอามือประคบ “อะไรกันเสด็จแม่ ข้าแค่ร่ำสุรา ไม่ได้มีสิ่งอื่นเลย” “แต่รู้ไหมว่าเสด็จพ่อเจ้าทนข้อครหาจากเหล่าขุนนางไม่ได้ เป็นถึงราชวงศ์กลับประพฤติตนเช่นนั้น พวกขุนนางถึงขึ้นตั้งข้อหาปลดตำแหน่งเจ้า อับอายสิ้นดี” “เสด็จแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ไปหอคณิกาอีกแล้ว” เขาทรุดตัวลงต่อหน้า กอดขา ส่งสายตาอ้อนวอนแม่ของตนหวังให้ใจเย็นลงและไม่ให้เสด็จพ่อทราบเหตุการณ์ในวันนี้ “ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไรก็สายไปแล้ว เสด็จพ่อเจ้ากำลังคัดเลือกหญิงงามที่เหมาะสมเพื่อจัดงานอภิเษกให้เจ้า เพื่อทีเจ้าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา” “ไม่ได้เด็ดขาด ข้ามีสัญญาอภิเษกกับอวี้ชิงไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตำ
วันรุ่งขึ้นยายปลุกข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้ออกมาวิ่งรอบป่าไผ่ นั่งสมาธิใกล้ลำธาร แต่ข้าดันแอบหลับเสียจนได้ จึงโดนปลุกด้วยน้ำจากในลำธารสาดกระเซ็นมาโดนกายด้วยกระบี่ที่ตวัดในลำธารแล้วจึงตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะฝึกวิชากระบี่ ยิงธนู การใช้มีดสั้น วรยุทธ์ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งวัน ตกเย็นยายก็สอนวิชาพิษไหนจะการค้าขายกับข้าอีก ส่วนงานบ้านงานเรือนนั้นแน่ว่า.....ข้าทำไม่ได้ อะไรก็ไม่รู้ยิบย่อยไปหมด ซื้อที่ร้านอาหารกินเอาจะง่ายกว่าไหม ทั้งยังอุดหนุนกิจการคนอื่นอีก...“อัครเสนาบดีหลี่ ท่านจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อข้าแทบพลิกแผ่นดินหาป้ายคำสั่งนั่นแล้วก็ไม่เจอ” ชายคนนั้นผู้ที่ฆ่าล้างสกุลหนานกงเอ่ยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่นายต้องการคืออะไร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาแทบจะรื้อจวนหาแล้วก็ยังไม่พบ“ในเมื่อใช้ป้ายคำสั่งนั้นไม่ได้คงต้องใช้แผนสำรอง เจ้าตามข้ามา” เขาเอ่ยเป็นนัยเพื่อให้ผู้ที่บังคับรถม้าที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่นั้น พาไปที่ชายแดนเมืองเจียงหลี ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่นับร้อยคนได้ ต่างปลูกเรือนใกล้ชิดติดกันขนาบสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเดินแล้วยังเป็นตลาดที่ให้คนมาจับจ่ายกั
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา” “เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร” “ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ” “เจ้าค่ะ” “เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร “กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว” “เจ้าค่ะ” “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย” “แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว” “ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร







