LOGIN“อืม ข้าไปก่อนนะ ไว้เจอกัน” แล้วเด็กหนุ่มพร้อมกับบ่าวรับใช้ก็จากไปจากประตูจวนจนลับสายตาแล้ว ทีนี้ก็มีแค่สองคนพ่อลูกที่ยืนประจันหน้ากันอยู่เพราะแม่นมและบ่าวคนอื่นกลับไปในจวนหมดแล้ว
“ไหนของฝากข้ากัน ท่านพ่อบอกเองนะเจ้าค่ะ”
“เอ๊ะ เจ้านี่ก็ยังไง ข้าไปสนามรบต่อสู้กับข้าศึก จะให้ข้านำสิ่งใดมาฝากเจ้ากัน ข้าไปหาแม่เจ้าดีกว่า” เขาวิ่งทิ้งท้ายลูกสาวตัวเองให้วิ่งตาม เพราะไม่อยากจะเสวนาอะไรมากนัก พุ่งตรงไปหาภรรยาผู้เป็นที่รักของเขาที่ได้พบเจอกันมานาน
“ท่านแม่ ดูท่านพ่อสิเจ้าคะ จากไปคราวนี้ท่านพ่อไม่ของมาฝากข้าอีกแล้ว” ว่าแล้วก็วิ่งปรี่ไปหาหญิงสาววัยกลางคน ที่กำลังประกอบอาหารอยู่อย่างตั้งใจ หน้าตาของนางคือต้นตำหรับของลูกสาวที่เหมือนกันทุกสัดส่วน ต่างกันแค่ตอนนี้นางหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เพราะกำลังตั้งใจทำมื้อเย็นอยู่
“อ้าว เด็กคนนี้นี่ ข้าบอกเจ้าหลายรอบแล้ว เฉินซีเจ้าดูสิ ลูกสาวเจ้าเอาใหญ่แล้ว” เขารีบเถียงกลับเพราะลูกสาวเขาเอาแต่ถามหาไม่ยอมลดละเลย
“พอเลยทั้งสองคน!! เห็นไหมว่าข้ากำลังทำอาหารอยู่” นางหันขวับมาตาเขียว เสียงมีดที่ปักลงบนเขียงหลังจากหั่นผักเสร็จก็ดังสนั่น สองพ่อลูกรู้สึกลนลาน มองหน้าเข้าหากันด้วยความกลัว
“ฮูหยิน วันนี้ท่านอ๋องฉินมาทานอาหารที่จวนเราเตรียมสำรับไว้ให้ด้วยนะ ข้าขอตัวก่อน” ว่าแล้วก็รีบอุ้มอวี้ชิงออกมาจากในครัวอย่างรวดเร็ว
“อะไรกัน ที่แท้ท่านพ่อก็กลัวท่านแม่ แต่ทำไมคนๆ นั้นมาอีกแล้ว” ชายผู้นั้นที่ชอบแกล้งนางตลอดเวลา ชอบยอกย้อนคำอยู่ร่ำไป ถึงจะเป็นคนเก่งมีความสามารถก็ช่าง แต่เมื่อนางเจอกับเขาก็อารมณ์ไม่ดีทุกครั้ง
**********
ทันทีที่รถม้าที่ประดับป้ายฉินอ๋องเทียบท่าที่ประตูจวน ชายหนุ่มสูงโปร่ง สง่าผ่าเผย ตาคม จมูกโด่ง สันกรามคม คิ้วเข้ม ถือว่าเป็นหนุ่มรูปงามแห่งเจียงหลีก็ว่าได้ ทั้งหนานกงตงหยาง ถานเฉินซี นายหญิงประจำจวน หรือแม้แต่นางเองก็มารอรับ
“คารวะท่านอ๋องฉิน” ทุกคนต่างทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ที่มาเยือน แม้จะอยู่คนหนึ่งที่ไม่เต็มใจก็ตาม
“ท่านแม่ทัพ อย่าทำอย่างนี้เลยท่านอาวุโสกว่าข้า ข้าต่างหากที่ต้องเขาเคารพท่าน” ทั้งเขาและ ซือหมิง องครักษ์ประจำตัวเขาทำการคารวะอีกฝ่าย
“ท่านอ๋อง เชิญเข้ามาข้างในก่อนเพคะ” นายหญิงของจวนผายมือเชื้อเชิญเขาเดินเขาไป
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันต้องขออภัยที่สำรับยังจัดไม่เรียบร้อยเพคะ หม่อมฉันขอเวลาสักหนึ่งถ้วยชา ”
“ไม่เป็นไรฮูหยินหนานกง ข้าได้ยินมาว่าลูกสาวท่านฝีมือการเดินหมากก้าวหน้าขึ้นมาก ถ้าไม่ติดขัดอะไรในเวลาหนึ่งถ้วยชานี้ ข้าขอเดินหมากกับนาง”
“ตามแต่ท่านปรารถนาเพคะ อวี้ชิง ดูแลท่านอ๋องด้วยล่ะ” ใบหน้ายิ้มหวานอาบยาพิษพร้อมสายตาที่ส่งมานั้นทำให้นางหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญหน้าอ๋องหนุ่มท่าน แล้วพวกเขาก็เดินจากไป
“ท่านอ๋องฉิน เชิญทางนี้เพคะ” นางผายมือเชิญพวกเขาเขาไปยังศาลากลางน้ำ สถานที่ๆ นางมานั่งเล่นอยู่บ่อยเพื่อจะทำการเดินหมากกับเขา
“ท่านอ๋อง ท่านไม่กลัวจะแพ้หม่อมฉันหรือเพคะ”
“ไม่หรอก ข้าว่าเจ้าต่างหากที่ต้องเกรงกลัวข้า เรื่องเดินหมากข้าเก่งกว่าเจ้าแน่นอน” .....ก็แน่นอนสิ ก็ท่านเกิดก่อนข้าตั้งเก้าปี ท่านย่อมเรียนรู้ได้มากกว่าเป็นแน่..... นางบ่นในใจพลางวางหมากบนกระดานไปแต่ก็ต้องข่มใจไว้ ไม่กี่ชั่วยามก็เขาก็กลับจวนแล้ว
ภายในเวลาหนึ่งถ้วยชานั้น ทั้งอวี้ชิงและ หานเจ๋อหลิน หรือท่านอ๋องฉิน ต่างผลัดกันแพ้ชนะหมากล้อมกันอยู่นั้นก็ได้มีบ่าวรับใช้ขัดการเดินหมากของทั้งสอง
“คุณหนู ท่านอ๋อง อาหารเตรียมเรียบร้อยแล้วเพคะ” สาวใช้ที่มาเชิญพวกเรานั้นส่งสายตาเย้ายวนถึงเขา เขาเองตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ข้าได้แต่ขยับปากขมุบขมิบ...ประพฤติเช่นนี้ สงสัยตอนตั้งจวนนางสนมคงมีเป็นร้อย...
“ทำสีหน้าเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไร หึงหวงข้าหรือ”
“สีหน้าเช่นนั้นอย่างไรหรือเพคะ อีกอย่างหม่อมฉันอายุเพียง 10 ปี ไม่เข้าใจคำว่ารักอย่างถ่องแท้เลย นับประสาอะไรกับหึงหวงล่ะเพคะ แน่นอนว่าหม่อมฉันไม่รู้ว่าคืออะไร” แต่นางหารู้เลยว่ากิริยาต่างๆ ที่แสดงออกมานั้นอยู่สายตาของเขาเสมอ แต่เขาเองก็เข้าใจได้ว่านางยังเด็ก ไม่รู้ประสาจึงแสดงออกมาเช่นนั้น
“เจ้านี่น่ะ ไม่มีหลักฐานคงไม่ยอมรับหรอก ใช่ไหม” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้มพร้อมดีดไปที่กลางหน้าผากไปครั้งนึง ทำเอานางกรีดร้องออกมาดังลั่น
“โอ๊ย นี่ท่านดีดหน้าผากข้าทำไมกัน เจ็บนะ”
“ไปกันเถอะ ถ้าให้พวกเขารอนานจะดูไม่ดี” แต่นางยังนั่งหายใจกระฟัดกระเฟียดอยู่ที่เดิมจากการกระทำของเขา
“เจ้าก็มานำทางข้าไปสิ นี่จวนเจ้านะ”
“เพคะ ทางนี้เพคะ” นางบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย แต่จำใจต้องทำ...ไม่นานหรอกอวี้ชิง ประเดี๋ยวเขาก็กลับแล้ว อดทนอีกสักนิด... นางก็เดินนำพาเขาไปยังห้องทานอาหารในจวนนี้ เพื่อทานอาหารเย็นด้วยกัน อาหารจัดใส่จานเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ หลากสีสันทำให้ดึงดูดความสนใจของเด็กสาวให้วิ่งปรี่ไปที่โต๊ะอาหาร
“อย่าพึ่งรีบสิลูก รอให้ท่านอ๋องจับตะเกียบก่อน” เฉินซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นแกมดุ เพราะรู้ดีว่าลูกสาวนางนั้นค่อนข้างเอาแต่ใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎใดๆ ถ้าอยู่ในเขตส่วนตัวของตน
“แต่ท่านแม่ ข้า...” แต่นางก็ต้องเก็บเสียงไว้ก่อนเพราะได้ยินเสียงกระแอมดังมาจากผู้เป็นพ่อของตน
“ท่านอ๋อง เชิญท่านก่อนเลยพะยะค่ะ” ท่านแม่ทัพเจ้าของจวนกล่าวเชิญให้ผู้สูงศักดิ์เริ่มก่อนตามธรรมเนียม แล้วพวกเขาค่อยจับตะเกียบตาม เขาคีบบรรดาอาหารทะเลวางลงบนจานอาหารอยู่ตลอด สายตาทุกคนคนที่นั่งทานอยู่ แม้แต่ ซือหมิง แม่นมเฉิงหรือบ่าวรับใช้ที่จับจ้องอยู่นั้นก็อดยิ้มไม่ได้
“ไม่ได้!!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ชายชราแผดเสียงดังลั่นจนรู้สึกปวดหู พร้อมกับยืนขึ้นกำลังลุกเดินหนีไป เป็นภรรยาของเขาที่ปรามเขาไว้แล้วให้อยู่ฟังต่อ“ข้ารู้ดี การกระทำเช่นนี้คือการหลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร ทว่าพวกท่านก็น่าจะรู้ดีว่ายามนี้ผู้ปกครองฝ่ายในคือฮองเฮาหลี่ นางโหดเหี้ยม ปกครองอย่างทารุณ ผู้ใดไม่เป็นไปตามที่นางต้องการย่อมโดนลงโทษจนบาดเจ็บเจียนตาย พวกท่านจะส่งนางไปยังสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากนรกเช่นนั้นหรือ” คำพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่เจียงหลีกำลังเผชิญอยู่“แล้วเจ้าต้องการอะไร ทำไมต้องการใช้ชื่อลูกสาวข้า” หลังจากพวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สักพัก ฝ่ายชายเลยประเด็นอีกครั้ง“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกท่านก็ไม่ต้องรับโทษจากการเลือกนางกำนัล ชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือ จ้าวซินเหยียน แต่เล็กจนโตไม่เคยออกนอกจวนแม้ครึ่งก้าว ย่อมไม่มีใครรู้ว่านางหน้าตาเช่นไร ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ผู้ใดจะล่วงรู้”“ถ้าแม่นางคิดเห็นเช่นนั้น พวกเราขอปรึกษาสักครู่” พวกเขาเดินออกไปปล่อยให้นั่งรอต่อไป มันมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาไม่ยินยอม ชื่อเสียงวงศ์ตระก
เวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้าภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดี
“เจ้ามาแล้วหรือ มาๆ มาทานข้าวได้แล้ว” หญิงชราที่เลี้ยงดูนางมาตลอดหกปี กล่าวทักนางเมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วพร้อมด้วยข้าวของในมือ “ได้จ้ะ เดี๋ยวข้าเก็บของที่ซื้อมาก่อน แล้วจะมาทานด้วยกัน” “อืม รีบไปรีบมา เดี๋ยวเย็นชืดหมด” นางเข้าไปหอมแก้มยายแล้วเดินเข้าไปที่ครัว ล้างมือเสร็จรีบมาทานข้าวอย่างไว “ยายก็กินด้วยกันสิ ทำไมปล่อยให้ข้ากินอยู่คนเดียว” “เจ้ากินเถอะ ข้าไม่หิว” “ยายกินเถอะ เดี๋ยวต้องดื่มยาอีก” หญิงชรามีโรคมารุมเร้าตามวัย บัดนี้ร่างกายของเขาไม่เป็นก่อนแล้ว ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ทุกวัน ด้วยความที่อยู่กันสองคนจึงต่างต้องประคองกันไป “ข้ารู้ดีว่าร่างกายข้าเป็นยังไง ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน ยานั่นไม่จำเป็นหรอก” “ไม่พูดแบบนี้สิ ท่านยายต้องอยู่กับข้าก่อน ข้าเสียพ่อแม่ไปอย่าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” “ข้าก็อายุมากแล้ว สรรพสิ่งย่อมเวียนว่ายในวัฏสงสาร ข้อนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ดีใจนะ ที่มีลูกหลานอย่างคนอื่นเขาเหมือนกัน” “ข้าเสียพ่อแม่ไปแล้ว อย่าให้ข้าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” นางรีบเข้าไปคุกเข่านั่งลงข้างท่านยาย หัวนางวางลงบนตัก มือทั้งเกาะกุมมืออีกฝั่ง “พอได้แล้ว ไปกินขะ.
“ข้ามาอยู่ที่ตำหนักได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอยู่ที่เตียงนอนทรงวงกลมกลางตำหนักสีทองและฟ้าที่โอ่อ่ากว้างขวาง ประดับด้วยผ้าแพรสีเข้มล้อมรอบ ภายในตำหนักมีชั้นเก็บตำราหกชั้นเรียงรายอยู่มุมห้อง ภาพสุดท้ายของเขาคือกำลังเสพสุขอยู่ที่หอคณิกาแล้วมีชายสองคนบุกเข้ามา ถ้าคาดเดาไม่ผิดคงเป็นเหล่าพี่น้องอย่างองค์รัชทายาทและน้องสี่แน่นอน “ตื่นแล้วหรือ ลูกตัวดี” คนเป็นแม่รีบเดินมาพร้อมจับใบหูของลูกชายตัวแสบดึงลงสุดแรงจนใบหูแดงก่ำ อีกฝ่ายต้องเอามือประคบ “อะไรกันเสด็จแม่ ข้าแค่ร่ำสุรา ไม่ได้มีสิ่งอื่นเลย” “แต่รู้ไหมว่าเสด็จพ่อเจ้าทนข้อครหาจากเหล่าขุนนางไม่ได้ เป็นถึงราชวงศ์กลับประพฤติตนเช่นนั้น พวกขุนนางถึงขึ้นตั้งข้อหาปลดตำแหน่งเจ้า อับอายสิ้นดี” “เสด็จแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ไปหอคณิกาอีกแล้ว” เขาทรุดตัวลงต่อหน้า กอดขา ส่งสายตาอ้อนวอนแม่ของตนหวังให้ใจเย็นลงและไม่ให้เสด็จพ่อทราบเหตุการณ์ในวันนี้ “ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไรก็สายไปแล้ว เสด็จพ่อเจ้ากำลังคัดเลือกหญิงงามที่เหมาะสมเพื่อจัดงานอภิเษกให้เจ้า เพื่อทีเจ้าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา” “ไม่ได้เด็ดขาด ข้ามีสัญญาอภิเษกกับอวี้ชิงไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตำ
วันรุ่งขึ้นยายปลุกข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้ออกมาวิ่งรอบป่าไผ่ นั่งสมาธิใกล้ลำธาร แต่ข้าดันแอบหลับเสียจนได้ จึงโดนปลุกด้วยน้ำจากในลำธารสาดกระเซ็นมาโดนกายด้วยกระบี่ที่ตวัดในลำธารแล้วจึงตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะฝึกวิชากระบี่ ยิงธนู การใช้มีดสั้น วรยุทธ์ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งวัน ตกเย็นยายก็สอนวิชาพิษไหนจะการค้าขายกับข้าอีก ส่วนงานบ้านงานเรือนนั้นแน่ว่า.....ข้าทำไม่ได้ อะไรก็ไม่รู้ยิบย่อยไปหมด ซื้อที่ร้านอาหารกินเอาจะง่ายกว่าไหม ทั้งยังอุดหนุนกิจการคนอื่นอีก...“อัครเสนาบดีหลี่ ท่านจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อข้าแทบพลิกแผ่นดินหาป้ายคำสั่งนั่นแล้วก็ไม่เจอ” ชายคนนั้นผู้ที่ฆ่าล้างสกุลหนานกงเอ่ยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่นายต้องการคืออะไร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาแทบจะรื้อจวนหาแล้วก็ยังไม่พบ“ในเมื่อใช้ป้ายคำสั่งนั้นไม่ได้คงต้องใช้แผนสำรอง เจ้าตามข้ามา” เขาเอ่ยเป็นนัยเพื่อให้ผู้ที่บังคับรถม้าที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่นั้น พาไปที่ชายแดนเมืองเจียงหลี ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่นับร้อยคนได้ ต่างปลูกเรือนใกล้ชิดติดกันขนาบสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเดินแล้วยังเป็นตลาดที่ให้คนมาจับจ่ายกั
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา” “เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร” “ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ” “เจ้าค่ะ” “เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร “กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว” “เจ้าค่ะ” “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย” “แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว” “ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร







