LOGIN“ป้านวลจ๋า แก้วกลับมาแล้ว”
เสียงใสๆ ตะโกนเรียกผู้เป็นป้าเจื้อยแจ้วอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
“ไปกินรังแตนที่ไหนมาล่ะนังแก้ว ถึงได้ตะโกนซะเสียงดังเชียว...” นางนวลเอ่ยถาม พลางละมือจากการนวดแป้งเพื่อจะใช้ทำขนมเทียน หลังจากได้ยินเสียงเรียกของหลานสาว
ร่างอันอวบท้วมลุกจากแคร่แล้วเดินต้วมเตี้ยมอุ้ยอ้ายออกมาหา แต่เมื่อเหลือบมองไปเห็นสภาพที่เลอะเทอะขะมุกขะมอมของคนเป็นหลาน อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นตุ่ยๆ ราวกับหนูสกปรกตัวหนึ่ง จึงอุทานเสียงดังระงมและรีบกระวีกระวาดเข้าไปหาทันที
“ตายแล้ว! นี่เอ็งไปทำอะไรมา ทำไมสารรูปถึงดูไม่ได้แบบนี้” หญิงสูงวัยใช้มือหมุนตัวของดอกแก้วไปมาอย่างสำรวจตรวจตรา
“แก้วไม่เป็นอะไรหรอกป้า แต่ที่จะเป็นก็แค่ตรงนี้” มือเล็กยกขึ้นตบที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเองเบาๆ
“เอ็งเป็นอะไรของเอ็งวะ ช่วยพูดให้ข้าเข้าใจง่ายๆ หน่อยซิ” คนเป็นป้าเลิกคิ้วฉงน
“เจ็บใจนะสิป้า ก็แก้วกำลังเก็บผักบุ้งอยู่ดีๆ จู่ๆ อีตาคุณชายวัชรขี้งกก็ขี้ม้ามาเจอเข้า พูดจาเสียดสีกระแนะกระแหน มิหนำซ้ำยังบอกว่าจะจับแก้วไปส่งให้กับตำรวจ แต่พอแก้วไม่ยอม คุณชายบ้านั่นก็เลยจับแก้วโยนลงไปในคลองน้ำแทน ฮึ!”
ได้ยินเช่นนั้น นางนวลถึงกับทอดถอนหายใจออกมายาวเหยียด ถ้าจะโทษหม่อมราชวงศ์พลวัชรก็กระไรอยู่ เพราะนางรู้นิสัยหลานสาวดีว่าเป็นคนจองหองและอวดดีที่หนึ่ง ซ้ำยังชอบเข้าไปเก็บผักบุ้งในอาณาเขตของวังแสงจันทร์เป็นประจำ ซึ่งนางเตือนแล้วก็ไม่ยอมฟัง ทุกครั้งที่เข้าไปทั้งสองคนนั้นจะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอ โดยไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร
“ป้าบอกเอ็งหลายครั้งแล้วใช่ไหมหือนังแก้ว ว่าอย่าเข้าไปในอาณาเขตของวังแสงจันทร์ ทำไมเอ็งไม่เชื่อป้า”
“ทำไมจะเข้าไปไม่ได้ล่ะป้า แก้วไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย แค่ไปเก็บผักบุ้งก็เท่านั้นเอง หาได้ขโมยอะไรเลย ป้าก็รู้นี่จ๊ะว่าหม่อมสร้อยฟ้าท่านอนุญาตให้คนแถวนี้เข้าไปเก็บผักบุ้งในอาณาเขตของวังแสงจันทร์ได้”
เรื่องนี้คนเป็นป้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่นางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเหตุไฉนทั้งหลานสาวและคุณชายพลวัชรจะต้องทะเลาะเบาะแว้งหรือกระโชกโฮกฮากกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่ร่ำไป
“เออๆ ช่างมันเถอะนังแก้ว มาเหนื่อยๆ เอ็งก็รีบไปอาบน้ำอาบท่าดีกว่า ประเดี๋ยวจะต้องไปขายผักที่ตลาดกันอีก”
หญิงสูงวัยยกมือเหี่ยวๆ ขึ้นมาโบกไล่ ส่วนดอกแก้วได้แต่ตีหน้ามุ่ยทำปากขมุบขมิบ เพราะผู้เป็นป้าไม่เคยเข้าข้างเธอเลยสักครั้ง
“ป้าน่ะ...อย่างนี้ทุกที” บ่นงุ้งงิ้งเสร็จก็เดินกระฟัดกระเฟียดแยกออกไป
นางนวลมองตามหลังหลานสาวพร้อมกับส่ายหัวน้อยๆ ในความดื้อรั้นที่ชอบสร้างเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน เพราะใจจริงนั้นนางไม่อยากให้ดอกแก้วไปข้องแวะกับหม่อมราชวงศ์พลวัชรสักเท่าไหร่ ในเมื่ออยู่คนละชั้นวรรณะกันแล้ว ควรจะแยกเสียให้เด็ดขาด ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันเลยเป็นดีที่สุด
แต่ทว่าเหตุการณ์ที่ทั้งสองคนชอบปะทะคารมกันอยู่บ่อยๆ คงเป็นชะตากรรมเสียกระมัง
“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทำไงได้”
หญิงสูงวัยถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ อย่างพยายามปลงอนิจจัง...
เสียงฝีเท้าอาชาไนยตัวใหญ่ดังกุบกับย่ำไปตามถนนซึ่งทำจากหินศิลาแลง พลวัชรระบายยิ้มมุมปากและนึกขันในใจไปตลอดทาง หลังได้กำราบปราบพยศนางโจรผู้จองหองนั่น
พิษสงอันร้ายกาจที่สร้างปัญหาให้เขาอยู่ตลอดกลับต้องพ่ายแพ้สยบแทบเท้าอย่างศิโรราบเมื่อโดนจับโยนลงน้ำเช่นนั้น ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่เห็นเธอตะเกียกตะกายว่ายอยู่ในน้ำราวกับอึ่งอ่างกำลังโดนปลาชะโดไล่งาบ ก็ยิ่งทำให้เขาอดที่จะระเบิดเสียงหัวเราะดังๆ ออกมาเสียไม่ได้
เมื่อ ๒ ปีที่แล้วหลังเขาเรียนจบจากอังกฤษมาใหม่ๆ ยัยผู้หญิงชั้นไพร่คนนั้นต้องทำให้เกียรติยศของชายผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นถึงหม่อมราชวงศ์อย่างเขาต้องมัวหมองลงในชั่วพริบตา
ชายหนุ่มจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี โดยวันนั้นเขาไปเที่ยวยังตลาดเพราะอยากซึมซับเอาบรรยากาศของเมืองไทยให้หายคิดถึงหลังจากไปร่ำเรียนอยู่ที่อังกฤษเสียหลายปี ซึ่งในขณะที่กำลังเดินเลือกซื้อของอยู่นั่นเอง เขาก็เห็นผู้ชายร่างท้วมคนหนึ่งกำลังทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างหญิงสาววัยดรุณี ดูจากสถานการณ์แล้ว ผู้ชายคนนั้นคงกำลังจะฉกฉวยเอาทรัพย์สินหรือประสงค์ร้ายเป็นแน่ เขาจึงรีบเข้าไปช่วยด้วยการดึงร่างเล็กๆ ของเธอเข้ามาหาเพื่อหลบหลีกให้พ้นจากพวกมิจฉาชีพ
“นี่เธอระวัง!”
“ว้ายทำอะไรน่ะ!” และยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยอะไร จู่ๆ หญิงสาวคนนั้นก็โวยวายดังลั่นขึ้นเสียก่อน
“ไอ้บ้า! ไอ้โรคจิต! นี่นายลวนลามฉันเหรอ!”
พลวัชรได้แต่ทำหน้าอิหลักอิเหลื่อกำลังจะอ้าปากอธิบาย หากแต่อีกฝ่ายกลับยิ่งร้องแรกแหกกระเชอหนักกว่าเดิม
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! เจ้าข้าเอ๊ย...ไอ้ผู้ชายที่แต่งตัวแบบผู้ดีคนนี้ มันคิดจะลวนลามฉัน!”
ได้ผลอย่างรวดเร็ว! สายตาหลายสิบคู่ของคนในตลาดต่างหันมามองเขาเป็นจุดเดียวกัน และไม่กี่อึดใจต่อมา ผักบ้าง ผลไม้บ้าง ของสดจิปาถะต่างๆ นานับชนิดก็ถูกระดมปาใส่คนที่ถูกเข้าใจผิด จนชายหนุ่มต้องรีบเผ่นหนีแทบไม่ทัน ทั้งเจ็บใจ ทั้งอับอายเป็นอย่างมาก
เขาได้แต่มองหน้ายัยผู้หญิงตัวแสบอย่างโกรธแค้นระคนชิงชัง เพราะนอกจากจะไม่รู้จักบุญคุณคนแล้ว ยังทำให้เขาอับอายขายหน้าอีก...
หม่อมราชวงศ์หนุ่มสลัดความคิดนั้นทิ้งก่อนจะควบม้าลัดเลาะเข้าสู่อาณาเขตของวังแสงจันทร์ พลางกระตุกบังเหียนให้ม้าหยุดวิ่งเมื่อถึงคอก ร่างสูงสง่ากระโดดลงอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับยื่นสายแส้ส่งต่อไปยังคนเฝ้าคอก มือหนาขยับเสื้อสเวตเตอร์สีน้ำเงินที่ทำจากไหมพรมขนแกะเข้าหากันเล็กน้อย แล้วเดินสาวเท้ายาวๆ เข้าไปในตัววัง
หม่อมสร้อยฟ้าซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดเครื่องทองหยองก็ต้องหรี่ตามองบุตรชายตัวเองอย่างแปลกใจ หลังเห็นเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ
“ถูกใจอะไรมาล่ะชายวัชร ถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ราวกับทศกัณฐ์เห็นนางสีดาแบบนั้นล่ะหือ...”
เมื่อได้ยินประโยคสัพยอกของผู้เป็นมารดา พลวัชรจึงคลี่ยิ้มกว้างๆ ไพล่สองมือไปด้านหลังพร้อมกับยืดอกตึงผึ่งผายขึ้นดุจนักรบทันที
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับหม่อมแม่ แค่ไปจัดการขับไล่พวกหัวขโมยที่ชอบแอบเข้ามาหาผลประโยชน์ส่วนตัวในอาณาเขตวังของเราเท่านั้นเอง”
คิ้วเรียวทั้งสองข้างของหญิงสูงวัยขมวดจนชิดกัน งุนงงคล้ายจะถาม ชายหนุ่มจึงยิ้มหวานแล้วเอ่ยต่อ
“ก็ยัยตัวแสบดอกแก้วนั่นไงครับ วันนี้แอบเข้ามาเก็บผักบุ้งที่อยู่ริมคลองน้ำท้ายวังของเราอีกแล้ว ชายเลยต้องไปสั่งสอนเพื่อให้หลาบจำเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นก็คงจะได้ใจกันพอดี”
พลวัชรเล่าวีรกรรมที่น่ายินดีของตนเอง ก่อนจะเดินไปนั่งพอยต์เท้าไขว่ห้างลงบนเบาะกำมะหยี่สีเลือดนกตัวยาวซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหม่อมสร้อยฟ้า
“ชายวัชรนี่ก็กระไร กลัวอะไรไม่เข้าท่าเลยจริงๆ”
“ก็ต้องกลัวไว้ก่อนสิครับหม่อมแม่ ครั้งนี้อาจจะเป็นผักบุ้ง แต่ครั้งหน้าอาจจะมาฉกฉวยเอาทรัพย์สินในวังของเราก็ได้ ใครจะไปรู้...”
ได้ยินเช่นนั้น หม่อมสร้อยฟ้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ กับความเจ้าคิดเจ้าแค้นของคนเป็นลูก นางรู้ดีว่าพลวัชรถ้าได้ลองโกรธหรือเกลียดใครสักคน คงไม่มีวันเลิกราเป็นแน่ ยิ่งโดยเฉพาะกับดอกแก้วผู้ซึ่งทำให้เขาอับอายขายหน้ามาแล้ว ก็ยิ่งไม่มีทางจะลดราวาศอกเลยแม้แต่น้อย
“เอาเถอะลูก...อย่าไปรังแกเด็กแก้วเขาเลยนะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว เขาออกจะน่าสงสารเสียด้วยซ้ำ ความเป็นอยู่ก็ค่อนข้างอัตคัดขัดสน ต้องหาเช้ากินค่ำ” ผู้เป็นแม่พูดปรามบุตรชายเอาไว้
พลวัชรตีหน้าขรึม เสมองไปทางอื่นครู่หนึ่งแล้วจึงเบือนหน้ากลับมาพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแกมห้วนนิดๆ
“ก็หม่อมแม่ให้ท้ายอย่างนี้นะสิครับ นังเด็กไพร่คนนั้นถึงได้กำเริบเสิบสานเข้าไปใหญ่” ดวงตาสีดำขลับดั่งนิลกาลของชายหนุ่มเปล่งประกายวาวโรจน์อย่างมีอารมณ์ เมื่อคิดว่าผู้เป็นมารดากำลังเมตตางูเห่าที่อาจจะมาแว้งกัดเอาได้ภายหลัง ร่างสูงสง่าจึงลุกพรวดขึ้นจากเบาะกำมะหยี่ แล้วรีบเดินลงส้นเท้าหนักๆ อย่างฉุนเฉียวไปยังห้องนั่งเล่นซึ่งอยู่ปีกตึกด้านซ้าย
เขากระแทกกายแกร่งลงนั่งบนโซฟาตัวนุ่มด้วยสีหน้าขึงจัด พลางเสสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทำไมเวลาที่เห็นหน้ายัยแสบนั่น เขาต้องรู้สึกหงุดหงิดและมีอารมณ์โกรธกรุ่นทุกที ใบหน้าอันจิ้มลิ้มบวกกับดวงตากลมโตแป๋วแหววเสมือนลูกกวางป่าที่กำลังหลงทาง เห็นแล้วมันน่าเข้าไปขย้ำคอให้แหลกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเสียจริงๆ!
“คุณชายถามตรงๆ แบบนี้ จะให้เรไรตอบว่าอย่างไรดีล่ะคะ” เรไรพูดเขินๆ“ผมมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับพี่ชายวัชร ผมกับคุณเรไรมีเรื่องจะมาปรึกษาหม่อมป้า”“เรื่องอะไรเหรอชายรุจ” พลวัชรเอ่ยถาม แต่ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มของหม่อมราชวงศ์หนุ่มผู้น้องก็พอจะเดาอะไรต่อมิอะไรออก“ผมกับคุณเรไรตกลงว่าจะแต่งงานกันน่ะครับ” พันธวุธเป็นฝ่ายบอก เพราะเรไรนั้นเอาแต่ยิ้มอายๆ บิดตัวไปมาจนม้วนอยู่คนเดียว“จริงหรือคะพี่เรไร!” ดอกแก้วอุทานขึ้น แล้วรีบขยับเข้าไปจับมือของพี่สาวเอาไว้มั่น“จริงจ้ะแก้ว” เรไรตอบยิ้มๆ“แก้วดีใจด้วยนะคะ”“พี่เองก็ดีใจกับแก้วด้วยที่กำลังจะมีหลานตัวน้อยให้พี่” เรไรคลี่ยิ้มสดใสก่อนจะหันไปทางพลวัชรและพันธวุธ “คุณชายทั้งสองคุยกันไปก่อนนะคะ เรไรขอตัวไปคุยกับแก้วตามประสาผู้หญิงสักครู่”“เชิญตามสบายเลยครับ” พลวัชรเอ่ยปากอนุญาต จากนั้นเรไรจึงจูงมือดอกแก้วไปทางสวนดอกไม้ของวังแสงจันทร์ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยต้นดอกแก้วที่พลวัชรสั่งให้ปลูกเพิ่มเติมจนพิศไปทางไหนก็เห็นแต่ใบสีเขียวขจีและดอกสีขาวนวลตายิ่งนัก“คุณชายคงจะรักแก้วมากนะถึงได้ปลูกต้นดอกแก้วไว้ทั่ววังแบบนี้” เรไรหันมาคุยกับน้องสาวตัวเองหลั
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กน้อยลิงทโมนจะสวยได้ถึงขนาดนี้”“แน่ะ” ดอกแก้วอมยิ้มจนแก้มเต็มย้วย “แก้วไม่ได้เป็นลิงทโมนสักหน่อย”“ตอนนั้นน่ะใช่เลยล่ะ ลิงทโมนแสนดื้อชัดๆ แต่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว แถมยังสวยอีกต่างหาก และที่สำคัญเป็นเมียฉันด้วย”คำพูดดังกล่าวทำเอาคนเป็นเจ้าสาวช้อนตามองอย่างอายๆ“ผ่านไปไม่เท่าไหร่เองนะคะ”“มันเหมือนผ่านมานานมากเลย อาจจะเป็นเพราะเธออยู่ในหัวใจของฉันตั้งแต่ตอนนั้นเลยกระมัง ฉันจึงรู้สึกว่าเราเป็นของกันและกันมานานแล้ว”“คุณชายพูดแบบลิเกกับเขาก็เป็นด้วย” หญิงสาวเอ่ยปากล้อเลียนเจ้าบ่าวของตัวเอง“ใครว่าล่ะ ฉันพูดจริงต่างหาก” น้ำเสียงของพลวัชรเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะใช้สายตาตัวเองตอกตรึงคนร่างเล็กเอาไว้ “แก้วจ๊ะ...”“คะ...”“ฉันรักเธอนะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนพาฝัน “แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า”“แก้วก็รักคุณชายค่ะ”คราวนี้ดอกแก้วบอกอย่างไม่อาย เพราะไม่มีอุปสรรคหรือข้อห้ามใดๆ ที่เธอจะต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไปแล้ว“ถ้าอย่างนั้นเป็นของฉันนะแก้ว...”“คุณชายบ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้...” ใบหน้าสวยหวานแดงแปร๊ดขึ้นทันที“บ้าตรงไหนกัน” พลวัชรยั่วเย้าด้วยรอ
“ป้าเต็มใจและยินดีที่จะรับหนูแก้วเป็นลูกสะใภ้จ้ะ” หม่อมสร้อยฟ้าเอ่ยขึ้นบ้าง“เพราะฉะนั้นห้ามหนีไปไหน ยังไงวันนี้เธอก็ต้องแต่งงานกับฉัน”พลวัชรพูดเป็นเชิงข่มขู่ แต่น้ำเสียงและแววตาที่มองมายังเจ้าสาวนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลลึกซึ้ง จนพวงแก้มของดอกแก้วแดงซ่านราวกับลูกตะขบที่สุกงอมเต็มที่“คนเจ้าเล่ห์...” หญิงสาวพึมพำเบาๆ “...คุณชายหลอกแก้ว”“ถ้าไม่ทำแบบนี้มีหรือคนแสนดื้ออย่างเธอจะยอมง่ายๆ” มือใหญ่หนาเอื้อมมาจับมือเรียวบางของดอกแก้วเข้าไปกระชับไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง “แต่งงานกับฉันนะดอกแก้ว ฉันรักเธอนะ”ดอกแก้วมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งเคียงข้างคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอดในฐานะเจ้าสาว และที่สำคัญเขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ‘เขารักเธอ’ หญิงสาวบอกตัวเองว่า ตอนนี้คงจะไม่สามารถปฏิเสธหรือหนีพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอคงจะตอบอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...“แต่งก็แต่งสิคะ แก้วไม่ได้ห้ามคุณชายเสียหน่อย”เสียงเฮดังขึ้นเมื่อดอกแก้วพูดประโยคดังกล่าวจบ จากนั้นพิธีการในตอนเช้าก็เริ่มขึ้นอย่างชื่นมื่นจนกระทั่งจบลงด้วยพิธีเรียกขวัญและผูกข้อม
อีกสองวันต่อมาพลวัชรก็ได้รับอนุญาตจากหมอให้กลับไปพักฟื้นต่อที่วังได้ คนงานและบ่าวไพร่ในวังแสงจันทร์ทั้งหลายต่างยิ้มแย้มอย่างดีใจที่เห็นคุณชายของพวกเขามีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทุกคนจึงช่วยกันตระเตรียมงานมงคลซึ่งจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ด้วยความขยันขันแข็ง และในขณะเดียวกันกำหนดวันลาพักร้อนของพันธวุธก็ใกล้จะหมดลง เขาจึงไปที่คุ้มเดือนดาราเพื่อลาดอกแก้วและเรไรก่อนจะเดินทางกลับพระนคร“ผมมาลากลับน่ะครับแก้ว...คุณเรไร...”“แล้วจะมาอีกเมื่อไหร่คะคุณชายรุจ” ดอกแก้วเอ่ยถามพันธวุธจึงได้แต่ทำหน้าเศร้าๆ เหมือนเด็กน้อยขาดความรัก“คงจะมาตอนงานแต่งพี่ชายวัชรกับคุณเรไรน่ะครับ กลับไปคราวนี้คงคิดถึงที่นี่น่าดู”“เอาไว้เจอกันใหม่นะคะคุณชายรุจ...” สองสาวเอ่ยลาหม่อมราชวงศ์หนุ่ม“แน่นอนครับ ผมต้องกลับมาที่นี่อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวลากลับพระนครเลยนะครับ”หลังจากเอ่ยลาสองสาวแสนสวยแห่งคุ้มเดือนดาราเสร็จ พันธวุธก็เดินไปที่รถเก๋งคันหรูของตัวเองโดยมีเรไรเดินไปส่ง ทั้งสองยืนคุยกันต่อครู่หนึ่งก่อนที่พันธวุธจะขึ้นรถและขับออกจากคุ้มเดือนดารามุ่งหน้าสู่พระนคร“คุณชายรุจกลับไปแล้วหรือคะพี่เรไร” ดอกแก้วเอ่ยถามหลังจากที่เห็น
เช้าวันรุ่งขึ้นเรไรชวนดอกแก้วมาเยี่ยมคุณชายพลวัชรแต่เช้า โดยที่เรไรขับรถมาเอง เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคนเป็นพี่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำและบอกให้ดอกแก้วล่วงหน้าไปก่อน หญิงสาวจึงมายืนเก้ๆ กังๆ ตรงหน้าห้องที่พลวัชรพักฟื้นอยู่เพียงลำพัง ครั้นจะผลักประตูเข้าไปก็ไม่กล้า เลยตัดสินใจยืนรอเรไรอยู่ที่หน้าห้อง ขณะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาจากข้างใน คนที่เปิดออกมาคือจ้อน เมื่อจ้อนเจอหญิงสาวจึงเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้จะยังดูสะลึมสะลือเพราะเพิ่งจะตื่นนอนใหม่ๆ อยู่บ้างก็ตาม“อ้าว...คุณแก้วมาเยี่ยมคุณชายหรือครับ”“พี่จ้อนบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้เรียกแก้วเฉยๆ” ดอกแก้วมองค้อนๆ ทำให้จ้อนฉีกยิ้มแฉ่งและยกมือขึ้นเกาหัวแบบเขินๆ“ให้พี่เรียกแบบนี้เถอะนะครับ สบายใจกว่ากันตั้งเยอะ ว่าแต่จะเข้าไปเยี่ยมคุณชายเลยไหมครับ”“แก้วว่าจะรอพี่เรไรก่อนน่ะจ้ะ”“เข้าเลยครับคุณแก้ว คุณชายยังไม่ตื่นหรอก ไปนั่งรอข้างในดีกว่า พี่จะได้ฝากคุณแก้วให้ดูคุณชายแทนครู่หนึ่ง พอดีพี่จะไปเข้าห้องน้ำนะครับ รู้สึกปวดท้อง” จ้อนพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ขณะเอามือกุมไว้ที่ท้องและก้นของตัวเอง“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ พี่จ้อนไปห้องน้ำเถอะ แก้
“อย่าทำอะไรฉันนะไอ้บ้า!”“อย่านะ!”ทั้งดอกแก้วและหม่อมสร้อยฟ้าต่างก็ร้องระงม แต่ไอ้เชิดกลับไม่ฟัง มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาแก้มัดเชือกต่อไป ในขณะที่วิรัญญาและมะขามต่างยืนกอดอกมองด้วยความพอใจทันทีที่ดอกแก้วเป็นอิสระ ไอ้เชิดก็ขยับเข้าไปจะช้อนอุ้มเอาร่างอรชร หากทว่าดอกแก้วอาศัยความว่องไวและวิชาป้องกันตัวที่มีอยู่บ้าง แย่งเอาปืนที่เหน็บอยู่ในขอบกางเกงของไอ้เชิดมาไว้ในมือได้ เธอเล็งปลายกระบอกปืนไปที่โจรชั่ว ดวงตาจ้องมองเขม็ง“ถ้าแกเข้ามาฉันยิงแกแน่” ดอกแก้วขู่เสียงแข็ง“ไม่เอาน่าคนสวย” ไอ้เชิดยังยิ้มกว้างและไม่มีทีท่าว่าจะกลัวดอกแก้วแต่อย่างใด มันทำท่าจะย่างสามขุมเข้าหา หญิงสาวจึงยิงปืนขึ้นด้านบนหนึ่งนัดปัง!เสียงปืนและท่าทางที่เอาจริงของดอกแก้วทำให้ไอ้เชิดและลูกน้องของมันรีบถอยร่นไป“ปล่อยหม่อมท่านเดี๋ยวนี้” ดอกแก้วหันไปทางวิรัญญา แต่สาวสวยโสภายังคงยิ้มเยือนก่อนจะล้วงเอาปืนออกจากกระเป๋าถือแล้วจ่อไปที่ขมับของหม่อมสร้อยฟ้า“เธอนั่นแหละที่ต้องวางปืน ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าหม่อมสร้อยฟ้าเดี๋ยวนี้”คำขู่ของวิรัญญาทำให้ดอกแก้วมีท่าทีละล้าละลังขึ้นมาทันที“ฉันบอกให้วางปืนลง!” วิรัญญาตะคอกลั่น พลางเหน







