ANMELDENคำนำนักเขียน
สวัสดีนักอ่านที่รักทุกท่าน พบกับนิยายเซตอีกแล้ว นิยายเรื่องสองบุปผานี้เป็นแนวรักโรแมนติกเหมือนเดิม เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องฝาแฝดที่ต้องเติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่ตัดขาดแยกทางอย่างไม่หวนกลับ
คนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงกลายเป็นสตรีดีงาม ส่วนอีกคนไปอยู่ในยุทธจักรกลายเป็นสตรีดิบเถื่อน
เมื่อพี่น้องเติบโตกลับมีเหตุให้สลับตัวกัน
เล่มนี้เป็นเรื่องราวของบุปผาคนน้อง สตรีผู้เปรียบเหมือนดอกไม้เพลิงพร้อมแผดเผา
เหตุการณ์เริ่มต้นจาก พี่สาวของนางมีคู่หมั้นแสนดี เป็นบุรุษผู้พรั่งพร้อมในสายตาผู้คน แต่แท้จริง เขาเป็นเพียงบุรุษลวงโลกที่คิดเก็บพี่สาวเอาไว้ใช้งานหนักหลังเรือน ส่วนเขาแค่ครองรักกับใครอีกคนที่ซุกซ่อนอย่างอิ่มเอม
พี่สาวเป็นสตรีอ่อนแอถูกรังแกเอาเปรียบได้ง่าย มีอะไรก็กล้ำกลืนฝืนทนอยู่คนเดียว พอนางรู้เข้าจึงไม่ยอมให้พี่สาวแต่งกับคู่หมั้นผู้นี้ ทว่าความสัมพันธ์สองสกุลมั่นคงยากสั่นคลอน การตัดขาดจึงไม่ง่าย ด้วยเหตุนี้นางจึงตัดสินใจทำบางสิ่ง เพื่อถอนหมั้นแทนพี่สาว
ปัญหาเก่าผ่านพ้น แต่ปัญหาใหม่ที่ได้รับกลับจัดการไม่ง่ายดายนัก
การมีคู่หมั้นคู่หมาย ชีวิตช่างวุ่นวาย...
ปฐมบท
ใต้ม่านโปร่งที่โบกพลิ้วผะแผ่วเผยให้เห็นภาพหนึ่งบนเตียงนอนหนานุ่มภายในห้องพักพิเศษของโรงเตี๊ยมยู๋อี้
บุรุษหนุ่มร่างเปลือยเปล่าที่มีสัดส่วนสมบูรณ์แบบค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง หลังจากผ่านช่วงเวลาพายุอารมณ์ที่ทำมึนงงเนิ่นนานจนในที่สุดก็ได้สติกลับคืนมา มิรู้เช่นกันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หากแต่ความรู้สึกหวามไหวที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ยังคงกำซาบซึมลึกไปถึงกลางใจอย่างไร้สาเหตุ
ผิวขาวนุ่ม รูปร่างอวบอิ่มที่ควรซุกซ่อนใต้ชุดรัดกุม แพขนตาที่ปกติมักนิ่งสงบมิเคยกระพือไหว ดวงตาเรียวยาวที่เดิมทีปกคลุมด้วยความเยือกเย็นลุ่มลึกแลดูไร้ความรู้สึกใด ทั้งหมดของสตรีผู้นั้นเขาเพิ่งได้มีโอกาสเห็นในมุมมองที่แตกต่างออกไป
สตรีที่เดิมทีสุขุมเงียบขรึมจืดชืดไร้เสน่ห์ไม่น่าสนใจยิ่งไม่มีสิ่งใดน่าจดจำสำหรับเขากลับเผยความเร่าร้อนและออดอ้อนที่ดุดันปานนั้น
นางเหมือนเปิดเปลือยอีกตัวตนที่ซ่อนเร้น
ยามสบตากลมโตที่ร้อนแรงปานเพลิงคู่นั้นยังให้ความรู้สึกเสมือนถูกดึงดูดจากฤทธิ์ที่หวานเชื่อมของน้ำผึ้งหยาดเยิ้มออกมาอย่างน่าแปลกใจ
ทุกรสสัมผัสจากผิวเนื้อเนียนละเอียดผ่านเนื้อแกร่งล้วนตราตรึง ความร้อนผะผ่าวที่ส่งผ่านให้กันล้วนน่าจดจำ
แววตาคมดำขลับที่เพลิงอารมณ์มอดดำลงแล้วคู่นี้เหลือบมองมัดกล้ามกำยำของตนที่มีรอยฟันขบกัดเล็กๆ ก่อนค่อยๆ กวาดมองไปทางที่นอนยับย่นด้านข้าง
ตรงนั้นมีรอยเลือดสีแดงประทับอยู่อย่างโดดเด่น
อันที่จริงนางควรบีบน้ำตาร้องไห้ฟูมฟาย ให้เขาต้องรับผิดชอบชั่วชีวิตมิใช่หรือไร ไยเอ่ยปากขอโทษยกใหญ่
“พี่ชาย ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านอย่าถือสาหาความเลย หากเจอหน้า ก็ไม่ต้องทักทายข้านะ ลืมมันไปซะ”
พูดพลางกระโดดจากเตียงอย่างว่องไวราวแมวป่า สวมเสื้อผ้าที่เพิ่งถอดครบทุกชิ้นแล้ววิ่งหายไปไม่เหลียวหลัง
“...”
นางไปแล้ว...
ไร้การเรียกร้อง ไม่กล่าวแม้คำลา
ทิ้งไว้เพียงคราบเลือดที่หยาดหยดจากกลีบบุปผา
มุมปากบุรุษค่อยๆ ยกโค้งเกิดเป็นรอยยิ้มบาง บันดาลให้ใบหน้าหล่อเหลาแลดูเย้ายวนใจเป็นพิเศษ
ดวงตาคู่คมเห็นเพียงพู่ห้อยเอวขนนกสีฟ้าที่ตกอยู่
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้ไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์ชาติใด
ทุกตัวละครไม่มีอยู่จริง
ทุกตัวอักษรเกิดจากจินตนาการทั้งหมด
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสนุกกับจินตนาการ
ด้วยรัก
ทางฝั่งตรงข้าม พระชายารัชทายาทรับฟังขันทีด้วยท่าทีนิ่งสงบก่อนพยักหน้ารับยิ้มๆ หาได้รู้สึกอันใดไม่กลับเป็นหลินซิงเยียนเองที่ตื่นตกใจ“จะดีหรือเพคะ ท่านไม่เสียใจ ไม่นึกโมโหเลยหรือ?”คนถูกถามส่ายหน้าเนิบช้า “ข้ากับรัชทายาท พวกเราเป็นแค่สหายวัยเยาว์ที่บังเอิญหมั้นหมายกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไม่มีความรักแบบชายหญิง มีเพียงทำหน้าที่ให้ดี ข้ามอบทายาทมังกรให้เขา ส่วนเขามอบฐานะมั่นคงให้ข้า”หลินซิงเยียนนิ่วหน้า “มีเช่นนี้ด้วยหรือเพคะ”พระชายารัชทายาทหัวเราะให้กับความใสซื่อนั้น “น้องสะใภ้ เจ้าไม่เคยเจอก็ใช่ว่าไม่มีหรอกนะ เอาเถอะ เช่นนี้ ข้าขอแนะนำเจ้าดีกว่า ข้าคิดว่าเจ้าควรปรึกษาน้องสี่ หาฤกษ์ดีวันดีทูลขอฝ่าบาทเรื่องรางวัลพระราชทานจากการชนะศึกเป็นการอวยยศอ๋องแยกจวนไปนอกรั้ววังจึงจะดี”ดวงตาหลินซิงเยียนสว่างวาบ นึกอยากกอดพี่สะใภ้แล้วหอมแก้มสักฟอดเหลือเกินงานเลี้ยงจบลงที่องค์รัชทายาททรงรับอนุชายาเข้าตำหนักบูรพาทั้งหมด นับเป็นการจัดงานเลี้ยงเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าหลายคนจะนึกเสียดายตำหนักองค์ชายสี่ก็ตามทางฝ่ายหลินซิงเยียนกับเจิ้งจื่อหมิงนั้นพวกเขาปรึกษา
งานเลี้ยงในพระราชวังถูกจัดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในฐานะพระชายาเอก หลินซิงเยียนย่อมติดตามเจิ้งจื่อหมิงมาด้วยกันแม้จะเป็นสามีภรรยา แต่ตามธรรมเนียมต้องนั่งแยกชายหญิง หลินซิงเยียนจึงถูกจัดให้นั่งกับพระชายารัชทายาท ซึ่งฝั่งตรงข้ามของพวกนางคือองค์ชายสี่กับรัชทายาทนั่นเองข่าวว่าองค์ชายรองนั้นสิ้นพระชนม์ตั้งแต่วัยเยาว์ ส่วนองค์ชายสามร่างกายอ่อนแอต้องเก็บตัวรักษาตลอดปี องค์ชายห้าองค์ชายหกยังทรงมีพระชนมายุน้อยยิ่งนักดังนั้นตอนที่เกิดเรื่องใส่ร้าย หลายคนจึงหลงเชื่อ เรื่องแย่งชิงอำนาจระหว่างองค์รัชทายาทกับองค์ชายสี่แต่ยามนี้ทุกอย่างล้วนคลี่คลายลงจนหมดสิ้นแล้วหลินซิงเยียนสังเกตได้ว่าพี่น้องสูงศักดิ์สองคนนั้น เจรจาพาทีพูดคุยต่อคำกันด้วยดี ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลงานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นตามพิธีการอันเคร่งครัดฮ่องเต้ทรงเสด็จเข้ามาพร้อมฮองเฮาและพระสนม ทุกคนหยุดดื่มกินเพื่อลุกขึ้นทำความเคารพโอรสสวรรค์ จากนั้นเมื่อได้รับพระราชนุญาตให้นั่งลงดื่มกินตามสบาย บรรยากาศจึงกลับมาเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์อันรื่นรมดุจเดิมวันนี้มีการแสดงของคุณหนูจากสกุลขุนนางต่างๆ สตรีแต่ละคนทั้งงดงามสูงส่งแลดูไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่า
ครั้นเห็นพี่สาวขมวดคิ้วนิ่วหน้าทำท่าครุ่นคิดปานนั้น หลินจิ้นเหยียนที่มองออกจึงกล่าวเสียงเศร้า “หากพี่รองออกมาไม่ได้ก็เป็นไรขอรับ ข้าหลับกลางวันมากหน่อยก็ดี เวลาจะได้เดินเร็วขึ้นหน่อย”หลินซิงเยียนเคาะหน้าผากเล็กเบาๆ อย่างหมั่นไส้“เด็กโง่ ข้ากำลังคิดว่าหากมอบป้ายหยกของตำหนักให้เจ้าเอาไว้พกพาเพื่อเข้าไปหาข้าโดยสะดวกแล้ว ยังต้องส่งองครักษ์คอยคุ้มกันเจ้าตอนเดินทางมาหาข้ากี่คนต่างหาก”“หา...” หลินจิ้นเหยียนตาโต “ข้าจะได้เข้าวังหรือ”หญิงสาวพยักหน้ายิ้ม “ข้าอาจออกมาไม่ได้ทุกวัน แต่เจ้าเข้าไปหาข้าได้ทุกวันเลยนะ”“เย้! พี่รองใจดีที่สุดเลย”เด็กชายให้รู้สึกลิงโลดยิ่งนัก จึงกระโดดโลดเต้นจนเตียงหักดังโครม“...”เจ้าหมูน้อยตัวอ้วน แรงเยอะจริงเชียว...ทุกวันหลังจากนั้นยามเช้าตรู่ สตรีผู้หนึ่งยืนส่งสามีอย่างอารมณ์ดียิ่งยวด“ท่านตั้งใจทำงานไม่ต้องห่วงทางนี้ ข้าผู้เป็นภรรยาจะดูแลตำหนักแห่งนี้แทนเจ้าของเช่นท่านอย่างดียิ่งเจ้าค่ะ” หลินซิงเยียนเอ่ยกับเจิ้งจื่อหมิงเสียงอ่อนเสียงหวานชายหนุ่มถามยิ้มๆ “นัดหมายบุรุษอื่นทำเรื่องซุกซนก็บอกมาเถอะ”คนเป็นภรรยาย่นจมูก “รู้ทันตลอด”เมื่อขออนุญาตและยืนส่งสามีผู้เ
เด็กน้อยเบิกตากลมโต กำลังจะจับมืออยู่แล้วเชียว แต่พอได้ยินแบบนั้น ใครจะกล้าเล่า!ทว่าท้ายที่สุด หลินจิ้นเหยียนก็ยื่นมือน้อยๆ ออกมา แล้วจับมือหลินซิงเยียนไว้แน่น“พี่หญิงรอง! ใช่พี่จริงๆ”“ใช่น่ะสิ ผีตนใดจะงดงามปานนี้”น้ำตาที่ปริ่มๆ พลันพร่างพรู เด็กน้อยพลันร้องไห้โฮ ดีใจเป็นที่สุด“พี่รอง ในที่สุดท่านก็มา...”หลินซิงเยียนแย้มยิ้มอ่อนโยนมากที่สุดเท่าที่เคยยิ้ม“พี่มาแล้ว น้องเล็ก...”หลินซิงเยียนดึงตัวหลินจิ้นเหยียนเข้ามากอดแนบอก เด็กชายร้องไห้ ซุกซบในอก ลำตัวสั่นเทา แต่ปากพร่ำบอก“ข้าไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ร้องไห้ สุภาพบุรุษไม่ร้องไห้”หนุ่มน้อยอยากทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ ไม่ไหวหลินจิ้นเหยียนขุดรูหนูแห่งนี้เอาไว้สำหรับหลบตัวซ่อนอยู่กับความเงียบเหงา เผื่อว่าความคับแคบของที่นี่จะช่วยบรรเทาความวังเวงภายในหัวใจดวงน้อยๆแต่บัดนี้มีพี่หญิงแล้ว เขาไม่เปล่าเปลี่ยวเดียวดายอีกเดิมทีมีเพียงพี่หญิงใหญ่ที่ใส่ใจเขาอย่างแท้จริง ทว่าบัดนี้ พี่หญิงใหญ่ไม่อยู่แล้ว ส่วนพี่หญิงรอง เขาไม่กล้าเข้าใกล้เท่าใด เพราะพวกเราห่างหายไปนานหลายปี ตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์จึงห่างเหิน
หลินซิงเยียนรับฟังคำรายงานด้วยใบหน้าเรียบเฉย เสมองเลยไปทางเรือนของหลินจิ้นเหยียนนิ่งๆอันที่จริง นางไม่ได้ต้องการผลลัพธ์รุนแรงขนาดนี้ แผนที่คิดเอาไว้คือให้ถานเจียซินลุกขึ้นมาดูแลปกป้องลูกตนส่วนนางก็เพียงรอให้เหอรั่วซีคลอดเด็กออกมา จับบิดาตัวจริงมาพิสูจน์หยดเลือด จากนั้นค่อยขับไล่เหอรั่วซีออกไปจากสกุลหลินด้วยหนังสือหย่าร้างอย่างเป็นทางการแต่ในเมื่อสตรีชั่วทั้งสองคนนั้นคิดการตื้นเขินเกินไปกระทั่งทำตัวบานปลายกันเอง มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ส่วนเด็กน้อยที่ไม่มีสิทธิ์ลืมตาดูโลกคนนั้น ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง ล้วนไม่ควรเกิดมาเป็นเครื่องมือของสตรีใด ไม่รู้ว่าภายหน้าจะถูกบังคับควบคุมให้ทำเรื่องเลวร้ายอันใดตายไปเช่นนี้ บางทีอาจดีเสียกว่าหญิงสาวพยักหน้าให้คนสนิทจากสำนักวิหคบุปผาที่แฝงตัวมาเป็นสาวใช้จวนหลินและกำลังรายงานให้ฟังขณะนี้ “ขอบใจเจ้ามาก”“คุณหนู เอ้ย! พระชายา ต่อไปนี้ข้าต้องทำอะไรต่อ เจ้าคะ เอ้ย! เพคะ”สาวใช้นามม่านชิงให้รู้สึกไม่คุ้นชินกับฐานะใหม่อันสูงศักดิ์ของผู้เป็นนายเอาเสียเลย ให้ตายเถอะ!หลินซิงเยียนมองยิ้มๆ “เจ้าเรียกข้าแบบเดิมได้นะ”“จริงหรือเจ้าคะ?” ม่านชิงย
ถานเจียซินชะงัก “เจ้ากำลังพูดบ้าอันใด ใครจะฆ่าลูกชายของข้าได้ เขาเป็นถึงคุณชายใหญ่สกุลหลินเชียวนะ”แม้นางจะนึกเสียใจภายหลังเสมอ แต่พอเจอหน้า นางก็ควบคุมสติตัวเองไม่ได้ มือคู่นี้ไม่อาจยั้งแรงไม่ให้ทุบตี บุตรชายคนนั้นมีใบหน้าเหมือนหลินหานเจ๋อร์มากเกินไป นางเกลียดเขา รังเกียจบุรุษไม่ได้ความเช่นเขาเป็นที่สุด“เจ้านี่โง่เขลาไม่สร่างซาเลยนะ” หลินซิงเยียนหรี่ตา “เหอรั่วซีอาจตั้งครรภ์ รอถึงวันที่นางคลอดบุตรชายคนใหม่ เจ้าคงเข้าใจนะว่าควรทำตัวอย่างไรในฐานะมารดาแท้ๆ ของหลินจิ้นเหยียน”ตั้งแต่สกุลหลินเริ่มกลับมามีฐานะสูงส่งยิ่งใหญ่เพราะการเกี่ยวดองกับตำหนักองค์ชายสี่ เหอรั่วซีอารมณ์ดีมาก เชิดหน้าได้สูงกว่าเดิมยิ่ง ระหว่างเดินเล่นในสวนพฤกษาเพื่อรับแสงแดดบำรุงร่างกาย นางยังวางแผนว่าคืนนี้จะเข้าไปยั่วยวนหลินหานเจ๋อร์อีก ตอนนั้น นางคิดไม่ผิดจริงๆ ที่นำเรื่องคอขาดบาดตายของหลินซิงเยียนเข้าไปปรึกษาเขา จนสองเราได้มีโอกาสใกล้ชิด โดยที่เขาไม่หลีกหนีหลบหน้าเหมือนเมื่อก่อน ทำให้นางสามารถวางยาลุ่มหลงในน้ำชาแล้วก็ได้เข้าหอสำเร็จเสียทีและเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่านางจะตั้งครรภ์แน่ ยังต้องนอนร่
“ท่านไร้เหตุผลเกินไป ข้าไม่คุยด้วยแล้ว”ความอกุศลชนิดนี้ต่อให้หน้าด้านไร้ยางอายปานใด นางให้รู้สึกหมดความอดทนจะฟังจริงๆหวังว่าพี่หญิงคงไม่คิดแบบเดียวกันจากที่ไม่เคยคิดอันใดยามนี้หลินซิงเยียนเริ่มคิดมาก นางเบี่ยงตัวเดินเลี่ยงไปหมายตีจาก นึกอยากไปหาพี่สาว หากพี่รู้ข่าวอาจคิดเหลวไหลเช่นกัน นางต้องไปอ
นางพักผ่อนสมองโดยการเลือกอ่านตำราของพี่สาวอย่างสนใจ ทุกเล่มมีแต่เนื้อหาเกี่ยวข้องกับจรรยากุลสตรีและธรรมเนียมปฏิบัติหลังเรือน น่าเบื่อไม่น้อยแต่พออ่านได้จังหวะนั้นเสียงหน้าประพลันดัง “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกหาเจ้าค่ะ”หลินซิงเยียนมุ่นคิ้ว สงสัยว่าจะถูกเรียกไปตำหนิเรื่องอันใดอีกเล่า นางแ
ร่างบางล้มลง แสร้งสลบเพื่อตรึงสถานการณ์“ใครก็ได้ ไปตามท่านหมอเร็วเข้า”“เจ้าค่ะๆ”จวนหลินพลันวุ่นวาย ทว่าท่ามกลางเสียงโกลาหล หลินหานเจ๋อที่นั่งเงียบงันอย่างมิกล้ามีปากเสียงมานานค่อยๆ เอ่ยขึ้นอย่างระแวดระวังอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า“ใต้เท้าลู่ ข้าในฐานะบิดาขอกล่าวสักคำ ในเมื่อบุตรสาวของข้าไม่ยอมถึงเพี
“ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ฮูหยินใหญ่ ข้าทำใจมิได้ ข้าไม่อาจยอมรับความอัปยศนี้ได้เจ้าค่ะ”จบคำพลันก้มหน้าซบมือตัวเองร้องไห้ต่อ ยังไม่ลืมแง้มนิ้วมือแอบเหลือบมองหวังว่าจะได้ผลเสียที ร้องไห้จนเหนื่อยแล้วนะ!ทว่ามิคาด ผู้อาวุโสทุกคนกลับมองหน้ากันไปมา ท่าทางอึดอัดอย่างคนมิกล้าพูดจาแม้สักคำ ก่อนจะหันไปมอง







