LOGINการมีคู่หมั้นคู่หมาย ชีวิตช่างวุ่นวาย หาความสงบสุขมิได้ *** เพราะต้องการช่วยพี่สาวจัดการกำจัดคู่หมั้นเจ้าชู้ให้พ้นทาง นางจึงพลาดพลั้งไปกับความสัมพันธ์ที่ยากจะปฏิเสธ ทั้งที่แน่ใจว่าเราไม่รู้จักกันและไม่มีเหตุใดต้องสานสัมพันธ์ต่อจากวันนั้น ทว่ายิ่งหนีเหมือนยิ่งเจอ ยิ่งปฏิเสธยิ่งกลายเป็นพัวพันไร้หนทางให้เอ่ยปากไม่ยอมรับ "เจ้าไม่ใช่สตรีที่ขืนใจข้าวันนั้นจริงหรือ?" "ไม่ใช่แน่นอน ท่านจำคนผิดแล้ว" "เช่นนั้นเจ้าเป็นใครอย่าบอกว่าคือน้องสาวฝาแฝด" หญิงสาวอึ้ง หากบอกว่าใช่นั่นคือยอมรับ หากบอกว่าไม่นั่นคือใส่ร้ายพี่สาวตัวเองชัดๆ แย่แล้ว... ชายหนุ่มไม่สนอาการบื้อใบ้ จะใช่หรือไม่ นางตรงหน้าย่อมไม่ผิดตัว "เจ้าต้องรับผิดชอบข้าตลอดชีวิต..."
View Moreนางคือบุปผา ให้ความรู้สึกแสบตา
เปรียบดั่งทิวา เบิกฟ้าสาดแสง
ร้อนแรงยิ่งกว่าวสันต์
เปรียบประดุจดวงตะวัน
ให้ค่ำคืนเหมันต์ มิต้องเหน็บหนาว
ถึงคราวชิดใกล้ มิอาจลาร้าง
ไม่มีคราใดไม่แพ้ทาง
เพราะนางคือคนของใจ
ตั้งแต่วันแรกที่พบพาน
ย้อนความจากเล่มเสน่หาบุปผารัตติกาล
“องค์ชายสี่ผู้นั้นเป็นบุรุษที่ไม่ควรเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง เขามิใช่แค่เย่อหยิ่งเย็นชา แต่เป็นจอมทัพที่บ้าบิ่นไร้เหตุผล ถือตนว่าสูงส่งจนใครที่อยากเอื้อมถึงล้วนยากที่จะเอื้อมได้ มีสตรีมากมายต้องการเข้าหา ปรารถนาแต่งกับเขา ถึงขั้นจัดงานเลี้ยงท้าประชันความงามแข่งขันศาสตร์สตรี แต่เขากลับเลือกเจ้าที่ไม่มีทักษะพื้นฐานของกุลสตรี”
คนถูกถามยังคงเงียบ เสมองไปทางอื่นอย่างมิอาจสู้สายตาพี่สาวได้
หลินเล่อเจินจับมือน้องสาวมากุมแผ่วเบา “น้องพี่ สิ่งที่ทำให้แปลกใจมิใช่เขาเลือกเจ้า แต่เป็นเจ้าต่างหากที่ยอมให้เขาเลือก นิสัยเจ้าไม่เคยยอมใคร หากเขาบ้าบิ่น เจ้ายิ่งบ้าระห่ำมากกว่า หากบอกว่าเขาบังคับหมั้นกับเจ้า มิสู้บอกว่าเจ้าขืนใจเขาก็เลยต้องรับผิดชอบต่างหาก เล่ามา เรื่องของเจ้ากับเขาเป็นมาอย่างไร”
คนถูกถามย้ำๆ พลันถอนหายใจ ค่อยๆ เล่าเสียงเบา “วันนั้นข้าวางยาลู่อวิ้นกับหญิงชู้เพื่อหาหลักฐานถอนหมั้น แต่กลับโดนยาเล่นงานเสียเองจึงไปหลบในห้องหนึ่ง ใครจะรู้ ว่าเขาจะอยู่ในนั้น ทั้งกำลังเปลือยเปล่าเพราะอาบน้ำ...”
ไม่ต้องเล่าต่อก็พอคาดเดาได้คร่าวๆ
คนเป็นพี่ชะงัก “ซิงเยียน เจ้าบังคับขืนใจเขาจริงๆ”
หลินซิงเยียนยิ่งฟังยิ่งหน้าม้าน รู้สึกอับอายแทบแทรกแผ่นดินแล้ว...
เกริ่นนำ
ท่ามกลางการศึกเดือดระอุ จอมทัพเด่นตระหง่าน สู้ศึกอย่างอหังการต้านทานศัตรูที่แปรผัน ท้ายที่สุดก็สงบลง คงเหลือเพียงพื้นดินสีแดงฉานมิต่างจากทะเลเลือด กองศพทับถมที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
แคว้นศัตรูพ่ายแพ้ยับเยินมิยืนยงจีรัง แคว้นต้าเจิ้งได้รับชัยชนะอีกครั้ง เสียงแซ่ซ้องกล่าวสรรเสริญแด่จอมทัพแห่งมังกรดังต่อเนื่องจากนักรบของเขาไม่ขาดสาย
บนเชิงเขา เหนือทุ่งราบ ใต้แสงตะวัน จอมทัพหนุ่มในอาภรณ์สีดำสวมชุดเกราะเหล็กโลหิตหลั่งไหลอาบไล้ไปทั่วเรือนกายเพียงยืนนิ่งอย่างมั่นคงดุจหินผา
สายตาคมปลาบดำสนิทลึกล้ำดุจห้วงรัตติกาลค่อยๆ กวาดมองทุกสิ่งช้าๆ อย่างเฉยชา
ภาพเบื้องหน้าคือผืนพสุธากว้างใหญ่เวิ้งว้าง ใบหน้าคมคายที่เผยเพียงดวงตาเพราะสวมหน้ากากสีดำนิลอำพรางเอาไว้จนมิดยังคงเรียบเฉยไม่เผยอารมณ์อันใด
ริมฝีปากสีแดงสดยิ่งไม่เปล่งแม้ครึ่งวาจา
ท่าทางเรียบนิ่งน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงกดข่มผู้คนอย่างรุนแรง ทั้งน่าเกรงขามในคราเดียวกัน
รอบเรือนกายที่แผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารยิ่งกำจายอำนาจที่แฝงมหันตภัยคืบคลานทว่าเปี่ยมบารมีแผ่ไพศาล
เนิ่นนานให้หลังชายหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวกลับมาเนิบช้า ทุกกิริยาล้วนเย็นเยียบเฉียบขาดดุจมีดดาบอาบน้ำแข็ง
นิ้วเรียวยาวในถุงมือสีดำสนิทกระชับทวนเหล็กไหลก่อนสะบัดชายชุดคลุมเสียงดังพึ่บ พริบตาพาร่างสูงขึ้นนั่งเหยียดหลังตรงสง่าบนหลังอาชาสีดำพ่วงพี หางตาปรายมองเหล่าทหารทางด้านหลัง อันเป็นสัญญาณให้ถอนทัพ เดินทางกลับหลังสิ้นศึกหนัก
ทุกคนที่ยังรอดชีวิตต่างพร้อมพรักติดตามอย่างภักดี
อดีตเป็นเช่นนั้น ปัจจุบันล้วนเป็นเช่นเดียวกัน
ทุกครั้งที่เจิ้งจื่อหมิง องค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเจิ้งผู้นี้นำทัพเคลื่อนพลออกรบยังไม่เคยประสบคำว่าแพ้เลยสักครา
หลายปีแล้วที่ต้าเจิ้งมีสงครามรายล้อม ทั้งภายนอกและภายใน
พวกต่างแคว้นเหิมเกริมยกขบวนรุกรานไม่ขาดสาย ภายในเองก็วุ่นวายไม่น้อย การบริหารจัดการบ้านเมืองจึงหนักหน่วงใช่ย่อย เหตุเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายรัชศกจากอดีตฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกะทันหัน เสด็จพ่อจำต้องสืบราชบัลลังก์ต่อจากเสด็จลุงอย่างมิคาดฝัน โดยมีพี่ชายฝ่ายบุ๋นทั้งสามช่วยงานราชกิจในเมืองหลวง คอยสั่งการและระวังหลังให้จากด้านในพระราชวัง
ส่วนเขามีหน้าที่หลักคือปราบศัตรูรอบทิศจนได้รับฉายาจอมทัพทมิฬ
ยามเจิ้งจื่อหมิงนำกองพลพาเหล่านักรบเคลื่อนทัพเยียบย่างไปทางใด โจรชั่วทุกหัวระแหงย่อมเว้นทางเดินให้ด้วยหวั่นเกรงในฝีมือฉกาจและอำนาจ
ผู้คนล้วนกล่าวขานว่าเจ้าของฉายาจอมทัพทมิฬผู้นี้ทั้งบ้าบิ่นเหี้ยมโหดไม่เคยยั้งมือไว้ไมตรีต่อผู้ใด
เขามั่นคงมิสั่นคลอนดุจหินผากลางเหมันต์ยากต่อกรหรือโค่นล้ม ทำใต้หล้าสั่นสะท้านแค่ย่างกรายก้าวผ่าน แววตาเฉยชาบนใบหน้าราบเรียบที่ฉายแววเยียบเย็นคู่นั้น ไร้ความรู้สึกตลอดเวลา
ชายหนุ่มเป็นบุรุษที่ไม่มีใครก้าวล่วงทะลวงจิตใจได้
ยกเว้นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง...
เจ้าของธนูไฟบนเชิงเขาไป๋ซานที่ลอบปลิดชีพศัตรูจนเขาสามารถฝ่าวงล้อมออกมา
ทางฝั่งตรงข้าม พระชายารัชทายาทรับฟังขันทีด้วยท่าทีนิ่งสงบก่อนพยักหน้ารับยิ้มๆ หาได้รู้สึกอันใดไม่กลับเป็นหลินซิงเยียนเองที่ตื่นตกใจ“จะดีหรือเพคะ ท่านไม่เสียใจ ไม่นึกโมโหเลยหรือ?”คนถูกถามส่ายหน้าเนิบช้า “ข้ากับรัชทายาท พวกเราเป็นแค่สหายวัยเยาว์ที่บังเอิญหมั้นหมายกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไม่มีความรักแบบชายหญิง มีเพียงทำหน้าที่ให้ดี ข้ามอบทายาทมังกรให้เขา ส่วนเขามอบฐานะมั่นคงให้ข้า”หลินซิงเยียนนิ่วหน้า “มีเช่นนี้ด้วยหรือเพคะ”พระชายารัชทายาทหัวเราะให้กับความใสซื่อนั้น “น้องสะใภ้ เจ้าไม่เคยเจอก็ใช่ว่าไม่มีหรอกนะ เอาเถอะ เช่นนี้ ข้าขอแนะนำเจ้าดีกว่า ข้าคิดว่าเจ้าควรปรึกษาน้องสี่ หาฤกษ์ดีวันดีทูลขอฝ่าบาทเรื่องรางวัลพระราชทานจากการชนะศึกเป็นการอวยยศอ๋องแยกจวนไปนอกรั้ววังจึงจะดี”ดวงตาหลินซิงเยียนสว่างวาบ นึกอยากกอดพี่สะใภ้แล้วหอมแก้มสักฟอดเหลือเกินงานเลี้ยงจบลงที่องค์รัชทายาททรงรับอนุชายาเข้าตำหนักบูรพาทั้งหมด นับเป็นการจัดงานเลี้ยงเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าหลายคนจะนึกเสียดายตำหนักองค์ชายสี่ก็ตามทางฝ่ายหลินซิงเยียนกับเจิ้งจื่อหมิงนั้นพวกเขาปรึกษา
งานเลี้ยงในพระราชวังถูกจัดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในฐานะพระชายาเอก หลินซิงเยียนย่อมติดตามเจิ้งจื่อหมิงมาด้วยกันแม้จะเป็นสามีภรรยา แต่ตามธรรมเนียมต้องนั่งแยกชายหญิง หลินซิงเยียนจึงถูกจัดให้นั่งกับพระชายารัชทายาท ซึ่งฝั่งตรงข้ามของพวกนางคือองค์ชายสี่กับรัชทายาทนั่นเองข่าวว่าองค์ชายรองนั้นสิ้นพระชนม์ตั้งแต่วัยเยาว์ ส่วนองค์ชายสามร่างกายอ่อนแอต้องเก็บตัวรักษาตลอดปี องค์ชายห้าองค์ชายหกยังทรงมีพระชนมายุน้อยยิ่งนักดังนั้นตอนที่เกิดเรื่องใส่ร้าย หลายคนจึงหลงเชื่อ เรื่องแย่งชิงอำนาจระหว่างองค์รัชทายาทกับองค์ชายสี่แต่ยามนี้ทุกอย่างล้วนคลี่คลายลงจนหมดสิ้นแล้วหลินซิงเยียนสังเกตได้ว่าพี่น้องสูงศักดิ์สองคนนั้น เจรจาพาทีพูดคุยต่อคำกันด้วยดี ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลงานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นตามพิธีการอันเคร่งครัดฮ่องเต้ทรงเสด็จเข้ามาพร้อมฮองเฮาและพระสนม ทุกคนหยุดดื่มกินเพื่อลุกขึ้นทำความเคารพโอรสสวรรค์ จากนั้นเมื่อได้รับพระราชนุญาตให้นั่งลงดื่มกินตามสบาย บรรยากาศจึงกลับมาเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์อันรื่นรมดุจเดิมวันนี้มีการแสดงของคุณหนูจากสกุลขุนนางต่างๆ สตรีแต่ละคนทั้งงดงามสูงส่งแลดูไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่า
ครั้นเห็นพี่สาวขมวดคิ้วนิ่วหน้าทำท่าครุ่นคิดปานนั้น หลินจิ้นเหยียนที่มองออกจึงกล่าวเสียงเศร้า “หากพี่รองออกมาไม่ได้ก็เป็นไรขอรับ ข้าหลับกลางวันมากหน่อยก็ดี เวลาจะได้เดินเร็วขึ้นหน่อย”หลินซิงเยียนเคาะหน้าผากเล็กเบาๆ อย่างหมั่นไส้“เด็กโง่ ข้ากำลังคิดว่าหากมอบป้ายหยกของตำหนักให้เจ้าเอาไว้พกพาเพื่อเข้าไปหาข้าโดยสะดวกแล้ว ยังต้องส่งองครักษ์คอยคุ้มกันเจ้าตอนเดินทางมาหาข้ากี่คนต่างหาก”“หา...” หลินจิ้นเหยียนตาโต “ข้าจะได้เข้าวังหรือ”หญิงสาวพยักหน้ายิ้ม “ข้าอาจออกมาไม่ได้ทุกวัน แต่เจ้าเข้าไปหาข้าได้ทุกวันเลยนะ”“เย้! พี่รองใจดีที่สุดเลย”เด็กชายให้รู้สึกลิงโลดยิ่งนัก จึงกระโดดโลดเต้นจนเตียงหักดังโครม“...”เจ้าหมูน้อยตัวอ้วน แรงเยอะจริงเชียว...ทุกวันหลังจากนั้นยามเช้าตรู่ สตรีผู้หนึ่งยืนส่งสามีอย่างอารมณ์ดียิ่งยวด“ท่านตั้งใจทำงานไม่ต้องห่วงทางนี้ ข้าผู้เป็นภรรยาจะดูแลตำหนักแห่งนี้แทนเจ้าของเช่นท่านอย่างดียิ่งเจ้าค่ะ” หลินซิงเยียนเอ่ยกับเจิ้งจื่อหมิงเสียงอ่อนเสียงหวานชายหนุ่มถามยิ้มๆ “นัดหมายบุรุษอื่นทำเรื่องซุกซนก็บอกมาเถอะ”คนเป็นภรรยาย่นจมูก “รู้ทันตลอด”เมื่อขออนุญาตและยืนส่งสามีผู้เ
เด็กน้อยเบิกตากลมโต กำลังจะจับมืออยู่แล้วเชียว แต่พอได้ยินแบบนั้น ใครจะกล้าเล่า!ทว่าท้ายที่สุด หลินจิ้นเหยียนก็ยื่นมือน้อยๆ ออกมา แล้วจับมือหลินซิงเยียนไว้แน่น“พี่หญิงรอง! ใช่พี่จริงๆ”“ใช่น่ะสิ ผีตนใดจะงดงามปานนี้”น้ำตาที่ปริ่มๆ พลันพร่างพรู เด็กน้อยพลันร้องไห้โฮ ดีใจเป็นที่สุด“พี่รอง ในที่สุดท่านก็มา...”หลินซิงเยียนแย้มยิ้มอ่อนโยนมากที่สุดเท่าที่เคยยิ้ม“พี่มาแล้ว น้องเล็ก...”หลินซิงเยียนดึงตัวหลินจิ้นเหยียนเข้ามากอดแนบอก เด็กชายร้องไห้ ซุกซบในอก ลำตัวสั่นเทา แต่ปากพร่ำบอก“ข้าไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ร้องไห้ สุภาพบุรุษไม่ร้องไห้”หนุ่มน้อยอยากทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ ไม่ไหวหลินจิ้นเหยียนขุดรูหนูแห่งนี้เอาไว้สำหรับหลบตัวซ่อนอยู่กับความเงียบเหงา เผื่อว่าความคับแคบของที่นี่จะช่วยบรรเทาความวังเวงภายในหัวใจดวงน้อยๆแต่บัดนี้มีพี่หญิงแล้ว เขาไม่เปล่าเปลี่ยวเดียวดายอีกเดิมทีมีเพียงพี่หญิงใหญ่ที่ใส่ใจเขาอย่างแท้จริง ทว่าบัดนี้ พี่หญิงใหญ่ไม่อยู่แล้ว ส่วนพี่หญิงรอง เขาไม่กล้าเข้าใกล้เท่าใด เพราะพวกเราห่างหายไปนานหลายปี ตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์จึงห่างเหิน
“ท่านไร้เหตุผลเกินไป ข้าไม่คุยด้วยแล้ว”ความอกุศลชนิดนี้ต่อให้หน้าด้านไร้ยางอายปานใด นางให้รู้สึกหมดความอดทนจะฟังจริงๆหวังว่าพี่หญิงคงไม่คิดแบบเดียวกันจากที่ไม่เคยคิดอันใดยามนี้หลินซิงเยียนเริ่มคิดมาก นางเบี่ยงตัวเดินเลี่ยงไปหมายตีจาก นึกอยากไปหาพี่สาว หากพี่รู้ข่าวอาจคิดเหลวไหลเช่นกัน นางต้องไปอ
บุรุษผู้หนึ่งรับมือกระบวนท่าชั่วร้ายอย่างเยือกเย็น ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงหาใดเปรียบทั้งงดงามและน่ากริ่งเกรงอย่างไร้ขอบเขต แลดูแล้วให้ความรู้สึกถึงมารหนุ่มผู้ไร้ซึ่งสันติต่อโลกาสง่าผ่าเผยเทียมเทพนักรบบนฟ้าที่ลดตัวลงมาหยอกเย้าผู้คนบนผืนพนาหลินซิงเยียนพลันหรี่ตา นางชอบที่สุดคือการต่อสู้ ยิ่งได้เจอ
นางพักผ่อนสมองโดยการเลือกอ่านตำราของพี่สาวอย่างสนใจ ทุกเล่มมีแต่เนื้อหาเกี่ยวข้องกับจรรยากุลสตรีและธรรมเนียมปฏิบัติหลังเรือน น่าเบื่อไม่น้อยแต่พออ่านได้จังหวะนั้นเสียงหน้าประพลันดัง “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกหาเจ้าค่ะ”หลินซิงเยียนมุ่นคิ้ว สงสัยว่าจะถูกเรียกไปตำหนิเรื่องอันใดอีกเล่า นางแ
หญิงสาวปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มอย่างสวยงาม เชิดหน้าก้าวเท้าเดินออกจากห้องโถงอย่างมุ่งมั่นหมายมาดลู่อี้ขบฟันกรอด “ดีๆ ดียิ่ง ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าใต้เท้ากวนช่างผู้เที่ยงธรรมแห่งจวนว่าการจะฟังใครระหว่างข้าที่เป็นขุนนางอาวุโสของราชสำนักกับคุณหนูในห้องหอไม่รู้ประสาและจิตใจคับแคบเช่นเจ้า”หากไม่มีพ






reviews