FAZER LOGINเฟิ่งหลิวแสร้งทำท่าทีนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านทั้งที่รู้ดีว่าอยู่ในห้องสองต่อสองถึงตะโกนไปพวกข้างนอกก็คนของเขาจะเข้ามาช่วยไหม
จากที่ดูหมิงซื่อทรงอำนาจไม่น้อยเป็นถึงฮ่องเต้ ตวาดทีเดียวรับรองพวกนั้นกลัวหัวหด
ล้มตัวลงนอนตะแคงไม่หันไปมองคนที่นอนบนแท่นบรรทม
เสียงหายใจดังสม่ำเสมอแสดงว่าอีกคนหลับไปแล้ว
นอนคิดถึงพรุ่งนี้ จะทำอย่างไรดี ครอบครัวของเฟิ่งหลิวได้เงินมากมายนั่นหรือยังหนอ แล้วจะหนีไปอย่างไรตอนนี้อยู่แห่งใดกัน เฮ้อนอนเอาแรงดีกว่า เพื่อพรุ่งนี้สมองจะได้ปลอดโปร่งหาทางเอาตัวรอดได้อย่างมีสติ สติเท่านั้นที่จะช่วยได้
...เช้าสดใส...
เสียงทหารเซ็งแซ่เหมือนกำลังจะไปรบ ต่างช่วยกันเก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทาง เฟิ่งหลิวงัวเงียตื่นจากที่นอนสายแล้วนี่ ต้องไปทำงานลุกพรวดพลาด ปัดกวาดเช็ดถูหอคณิกา เหมือนในทุกเช้าที่ต้องทำงานหนักพวกนี้ แต่พอหันไปอีกทาง
ต้องยกมือปิดตา เมื่ออีกคนยืนโป๊ให้เสี่ยวหานขันทีข้างกาย แต่งองค์ให้อยู่ ยืนกางมือเกือบเปลือยอยู่ตรงนั้นแบบไม่สะทกสะท้านใดใด
"ว้าย"เผลอร้องด้วยความตกใจหน้าแก้มแดงถึงใบหู
“ไร้มารยาท "เสียงเกือบจะกลายเป็นตวาด
ทำไมต้องดุด้วย เฟิ่งหลิวเสียอีกต้องมาเจออะไรแบบนี้ทั้งๆ ที่ยังเป็นสาวเป็นแส้
“เห็นที่คงต้องทิ้งไว้เสียที่นี่พากลับวังหลวงไม่ได้แน่” ส่ายหน้าไปมา
“ใครอยากไป ข้าแค่มาขัดตาทัพอย่างที่ท่านว่าเป็นตาย หาสนใจไม่”
อยากจะบอกว่าครอบครัวมีเงินใช้สอยสบายแล้ว จะเป็นตายร้ายดีหาสนใจไม่ หมิงซื่อสะบัดเสื้อออกจากตัวอกแน่นด้วยมัดกล้าม คว้าข้อมืออย่างวางอำนาจ แววตาดุดันเสี่ยวหานคุกเข่าพรึบพรับ
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครเจ้ามาทำเรื่องวุ่นวายแล้วจะตายง่ายๆ อย่างนี้ได้หรือ จนกว่าจะถึงวังหลวง ต้องอยู่ไม่สู้ตายอย่างนี้”
อะไรของเขาใจคอจะพาเฟิ่งหลิวกลับวังหลวงของแคว้นใต้จริงๆ หรือไหนว่าจะตัดสินโทษ ไหนว่าจะไต่สวน
“ไหนว่าจะไต่สวน” เสี่ยวหาน ขยิบตาให้เฟิ่งหลิวเหมือนจะบอกว่าอย่ายั่วโมโหอีก
“จนกว่า จะพบองค์หญิง เจ้าจึงจะถูกม้าแยกร่าง ระหว่างนี้ห้ามใครแพร่งพรายเรื่ององค์หญิงหายตัวไป” กลัวเสียหน้าไม่กล้าบอกใครว่าหญิงที่หมายปองหนีไป
“ส่วนเจ้ามานี่” ดึงร่างบางเข้าปะทะกับอกกว้างเปลือยเปล่า
“ปล่อยนะ คนอะไรเผด็จการสิ้นดี” เฟิ่งหลิวเชิดหน้าสูงขึ้น ความทะนงตนไม่รู้มาจากไหนในตอนนี้
"อย่าได้คิดว่าจะได้อยู่อย่างสบาย"
พูดด้วยน้ำเสียงวางอำนาจเต็มที่
ผลักเฟิ่งหลิวลงไปกองกับพื้น เฟิ่งหลิวกัดฟันพยุงตัวลุกขึ้น แต่กลับทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยข้อเท้าพลิก
"โอ้ย"คลำที่เท้าใบหน้าเหยเก
"เจ้านี่เหมาะ อยู่ในหอนางโลมอย่างยิ่ง ร้อยเล่ห์มารยา"น้ำเสียงยังคงดูถูกดูแคลน
เฟิ่งหลิวสมัครใจเข้าไปอยู่ในหอนางโลม แลกเงินเพียงน้อยนิดเพราะทนเห็นครอบครัวอดอยากไม่ได้แต่เข้ามายังไม่ทันทำงานแรกสำเร็จลุล่วง ก็ต้องมาเจออะไรแบบนี้สวรรค์หนอสวรรค์
เสี่ยวหานรีบมาพยุงด้วยเห็นว่าเฟิ่งหลิวทำสีหน้าเหยเก แสดงความเจ็บปวด
"เสี่ยวหานท่านแม่ทัพกลับมาหรือยัง" ทำเป็นไม่สนใจเปลี่ยนเรื่องพูด ไม่สนใจว่าเฟิ่งหลิวเจ็บอยู่
"ทูลฝ่าบาท จนกระทั่งป่านนี้ ท่านแม่ทัพยังไม่กลับมา"
หมิงซื่อถอนใจ องค์หญิงสิบสี่คนนี้ท่าทียโสทว่าใบหน้างดงามเกินคำบรรยาย เมื่อเขาส่งราชสานส์มาขอเชื่อมสัมพันธ์ ต้องการให้นางไปเป็นฮองเฮากลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย อีกทั้งยังตรึงกำลังตามแนวชายแดนเกณฑ์ไพร่พลกลับเข้าในเขตแดนห้ามทำการค้าขายแลกเปลี่ยน
ทำไมรังเกียจเขานัก ทั้งๆ ที่เขาเองก็ได้รับการขนานนามว่ารูปโฉมงดงามและเก่งกาจในการทำศึกอีกทั้งยังไม่ได้แต่งตั้งฮองเฮา
ในครั้งแรกที่เห็นภาพวาดที่ถูกส่งมา หมิงซื่อครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะทำเช่นไรให้ได้องค์หญิงสิบสี่อิงเผยมาครอบครอง
...หลงรูป..นางเข้าแล้ว
หลานซานเข้ามาอีกคน
"ส่งม้าเร็วตามท่านแม่ทัพให้ยุติการค้นหาองค์หญิง"เสี่ยวหานขมวดคิ้ว
"ฝ่าบาท สิ่งที่ทำไปทั้งหมดจะเสียเปล่า ทั้งยกทัพมาตีแคว้นเหนือทั้งสูญเสียกำลังพลไปมากมาย"
หลานซานยกมือเขกหัวเสี่ยวหานดังโป้ก
"ฝ่าบาทเสี่ยวหาน พูดมากอย่าทรงถือสา"เสี่ยวหานเกาหัวแกรกๆ
"จริงอย่างเสี่ยวหานพูดมา ข้าแพ้แล้วแพ้ให้กับหญิงงามเพียงคนเดียว"น้ำเสียงเศร้าสร้อย แว๊บหนึ่งเฟิ่งหลิวกลับรู้สึกว่าโลกทั้งโลกกำลังจะแหลกสลาย
"ฝ่าบาทอย่าทรงกังวลองค์หญิงสิบสี่ ต้องมีสักวันที่เห็นความจริงใจของฝ่าบาท"หันมาที่เฟิ่งหลิว เฟิ่งหลิวขยับตัวหนีรู้ได้ทันทีภัยกำลังจะมาถึงตัว
...ใกล้จะถึงแคว้นใต้แล้ว …..องค์หญิงสิบสี่อิงเผยในอาภรณ์แบบชาวบ้านธรรมดา เดินอยู่บนทางทอดยาวสู่ตัวเมืองหลวง ปาดเหงื่อที่ไหลรินพร้อมกับความหิวที่เพิ่มขึ้นในยามสาย เสียงตะโกนดังลั่นมาแต่ไกล"หลบไปหลบไป ..ฝ่าบาทยกทัพกลับมาแล้ว...วววว"ชาวบ้านที่เดินอยู่พากันแหวกช่องตรงกลาง แล้วนั่งคุกเข่าก้มหน้า"ฮ่องเต้และองค์หญิงสิบสี่เสด็จจจมาแล้วว"เสียงฝีเท้าม้าและเสียงแซ่ซ้องดังลั่นเบื้องหน้านั่นหมิงซื่อบนหลังม้าองอาจหล่อเหลา พร้อมด้วยแม่ทัพหนุ่มอวิ้นกุ้ยและหลานซาน องค์หญิงสิบสี่อิงเผยแอบเหลือบตามอง ผ่านผ้าคลุมหน้าถึงกับนิ่งงัน"ก้มหน้าบังอาจ"เสียงตวาดจากทหารที่คอยอารักขา อิงเผยกลืนน้ำลายลงคอยากเย็น คนผู้นี้นะหรือฮ่องเต้แคว้นใต้หมิงซื่อถัดจากขบวนม้า ในเกี้ยวเฟิ่งหลิวชะโงกหน้าออกมาโบกไม้โบกมือให้กับชาวบ้าน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส อิงเผยกำหมัดแน่น อิงเผยหนีออกมาเผชิญความยากลำบากในหลายวันมานี้เพื่อให้ใครก็ไม่รู้ได้ชูคอกลับเข้าวังอย่างสง่างามเช่นนั้นหรือเฟิ่งหลิวตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของวังหลวงจนแทบลืมหายใจความยิ่งใหญ่สวยงามดุจดังสรวงสวรรค์"เสี่ยวหาน พวกเจ้าอยู่กันในที่ที่งดงามแบบนี้หรือ""ใช่
"ปล่อยข้านะ ปล่อยเดี๋ยวนี้"คนข้างหน้าจู่โจมเข้าใส่ กดร่างบางให้นอนราบกับพื้นเฟิ่งหลิวทั้งถีบทั้งกัด"ช่วยด้วย อุ๊ป.."ปากบางโดนรวบปิดจนแน่นหมดหนทางต่อสู้ดิ้นรน ส่งเสียงอู้อี้ด่าทออาภรณ์ถูกเลิกขึ้นสูงขาเรียวถูกตรึงไว้เฟิ่งหลิวยังคงดิ้น อีกคนจับไหล่อีกคนคร่อมร่างไว้ ดิ้นรนจนหมดเรี่ยวแรงกลัวจนแทบสิ้นสติ นึกหาหนทางที่จะเอาตัวรอด แต่ไร้หนทางเหนื่อยแสนเหนื่อย ดิ้นรนจนเหนื่อยหอบ ปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระเฟิ่งหลิวกัดฉับเข้าที่ไหล่ของคนที่คร่อมร่างอยู่"โอ้ย"ยกฝ่ามือฟาดลงบนแก้มเนียนจนใบหน้าสะบัดไปตามแรงมือ น้ำตาไหลริน ด้วยความกลัวและความเจ็บปวด รอยฝามือแดงเป็นทางอวิ้นกุ้ย โผล่เข้ามาชักกระบี่จี้ไปที่คอยหอยของคนที่จับไหล่อยู่ ใช้เท้าถีบเข้าที่ คนที่คร่อมร่างของเฟิ่งหลิวอยู่ หลานซานกัดฟันถีบร่างใหญ่ของอีกคนด้วยรู้สึกเจ็บแค้นแทนเฟิ่งหลิวที่ถูกย่ำยีเฟิ่งหลิวทะลึ่งพรวดลุกขึ้นทั้งๆ ที่อาภรณ์หลุดหลุย อวิ้นกุ้ยรับร่างบางไว้ทันก่อนที่เฟิ่งหลิวจะล้มลงกับพื้นหมดสติไปในอ้อมแขน หลานซานจ้อมองใบหน้าที่บวมแดงสงสารจับใจหมิงซื่อชักกระบี่จากฝักออกมาเสียบเข้าไปที่ยอดอกของทหารนอกแถวว่องไวปานสายฟ้า ล้มลงขาดใจตายท
ชุดสีฟ้าสดรับกับใบหน้าใสกระจ่างตา เอวบางคอดกิ่ว สวยสะคราญพี่สาวนางหนึ่งในหอนางโลมเคยกล่าวว่า"เฟิ่งหลิว หากจับนางมาขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อย แต่งตัวด้วยอาภรณ์ดีดีเสียนิด นางจะสวยที่สุดในบรรดาเหล่านางโลมทั้งหลายที่นี่"เมื่อจับเฟิ่งหลิวให้หมุนตัวไปมาตรงหน้า“ข้าว่าเราฝึกนางเสียหน่อย ตำแหน่งอี้จีเหมาะกับนางไม่น้อย เฟิ่งหลิวด้วยหน้าตาผิวพรรณ เหมือนชนชั้นสูงหากแต่งองค์ทรงเครื่องฝึกมารยาทที่แข็งกร้าวของนางให้อ่อนหวานอีกนิด เกรงว่าต่อไปหอนางโลมของเราต้องมีอี้จีที่เป็นที่กล่าวขวัญแน่นอน”ที่ผ่านมาเคยแต่สวมเสื้อผ้ามอมแมมหลวมโคลกจนมองไม่มีทรวดทรงองค์เอว เพิ่งจะมีโอกาสในครั้งแรกแต่มันก็พังลง แต่บัดนี้ด้วยอาภรณ์เนื้อดีเฟิ่งหลิวเป็นสาวน้อยที่ผุดผาดน่ามอง นั่งเท้าคางคิดหาทางออก เสี่ยวหานเข้ามาด้านใน เสียงพูดคุยเบาๆ เฟิ่งหลิวย่องไปแอบฟัง"นางอยู่ไหน""นางนั่งอยู่ห่างออกไป""นางตั้งใจยั่วยวนข้าให้ตกหลุมพรางของนาง ดีที่ข้าไหวตัวทันหญิงงามแค่ไหนหากแสดงกิริยายั่วยวนในสายตาข้า เลือกที่จะไม่แตะต้องนางจะดีกว่า"เฟิ่งหลิวตาโตได้ยินทุกคำพูด หากยั่วยวนจะไม่แตะต้อง เป็นทางออกของเฟิ่งหลิวแล้ว อุตส่าห์กลัวแทบตายว่า
ก่อนหน้านั้น…"เงินนี่เจ้ารับไปเสีย แล้วดื่มชาเสีย"ท่านแม่เฒ่าแก่เนี้ยสือหรู รีบรับเงินในมือของหญิงนางหนึ่ง เทเงินออกมานับดวงตาเบิกโพลง ในตอนนี้ความโลภก็เข้าครอบงำนางเสียแล้ว"ข้านำเงินไปให้มารดาข้าก่อนแล้วจึงจะกลับมาดื่มชา จะได้ไหม ""น่าเฟิ่งหลิวเจ้าไม่ไว้ใจข้าหรือไร ไม่มีเวลาแล้วเจ้าดื่มชาเสีย ข้าสัญญาข้าจะนำเงินนี่ไปให้มารดาของเจ้าให้เอง"ท่านแม่สือหรูจีบปากจีบคอพูด"แต่ข้า อยากจะแน่ใจว่าท่านแม่ของข้าได้รับเงิน""ไอ้ย่า เจ้านี่ไม่ไว้ใจใครจริงๆ หากข้าโกหกเจ้าขอให้ตายไปไร้ดินกลบฝัง ข้าเข้าใจความลำบากของเจ้าดี อย่างไรก็ไม่บิดพลิ้วแน่นอน เงินมากมายนี่แม่เจ้าสบายไปหลายเดือนหรือว่าเจ้าไม่ต้องการมันเช่นนั้นข้าไปหาคนอื่นแทนเจ้า" เดินหนี เฟิ่งหลิ่วรีบคว้าถ้วยชามากระดกรวดเดียว ยามสงครามเช่นนี้ควรมีกำลังทรัพย์เพราะไม่รู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อๆ ไหร่ คิดได้เพียงเท่านั้น อาการวิงเวียนจนแทบทรงกายไม่อยู่ดวงตาพร่ามัว หลับตาลงช้าๆจะต้องกลัวสิ่งใดกันในเมื่อเข้ามาในหอคณิกาก็ทำใจไว้แล้ว ทำใจว่าต้องเล่นละครหลอกเอาเงินให้ได้เยอะที่สุด หาทางเอาตัวรอดไม่ให้ตัวเองเสียทีให้ได้นานที่สุด เก็บเงินแล้วออกไปใช้
"หลานซานคิดว่านาง มาเพื่อถ่วงเวลาฝ่าบาทคงเป็นองค์หญิงสิบสี่ที่ส่งนางมา รั้งนางไว้มีแต่ยุ่งยาก ปล่อยนางไปเสียกลางทางนี้เถิดขอรับ""ไม่ไม่ไม่ จะให้มาอยู่กลางหุบเขาหันหน้าหันหลังไม่มีใครอย่างนั้นหรือ"เมื่อเช้าลองชะโงกหน้าออกไปดูที่นี่มีแต่หุบเขา ไม่คุ้นตาว่าแต่เป็นที่ไหนกัน ทีแรกคิดว่ายังอยู่ไม่ไกลจากหอนางโลม แต่ตอนนี้ยากจะบอกได้ว่าอยู่ที่ไหนแล้วจะหาทางกลับไปได้อย่างไร หลานซานคนนี้หน้าตาหน้าหล่อเหลาแต่ใจดำ คนพวกนี้หน้าตาดีท่าทีองอาจแต่ใจดำ"ข้ารอแค่เพียงหาองค์หญิงสิบสี่พบ""อย่านะ ข้ายังไม่อยากไปไหน"คิดคำหวานฉอเลาะเหมือนที่พวกพี่สาวในหอนางโลมและสือหรูสอนไม่ออก อีกทั้งยังไม่กล้าจีบปากจีบคอพูดเหมือนที่เคยถูกสั่งสอนมา"ทำไม ไหนเจ้าบอกไม่อยากเห็นหน้าข้า จะลูกไม้อะไรอีก""หลานซาน เกรงว่าแม่นางคนนี้ จะถูกส่งมาเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้ฝ่าบาททรงติดตาม องค์หญิงสิบสี่เป็นแน่"พูดซ้ำๆ เดิมๆ ก็หลานซานนั่นปักใจไปแล้ว คำว่าหญิงงามเช่นเฟิ่งหลิวช่วยอะไรไม่ได้ในยามนี้หลายคนคาดการณ์ผิดใครจะคิดว่าเฟิ่งหลิวจะวิ่งหนีออกมาต่างหาก แล้วคนพวกนี้ทำไมต้องคิดว่า เฟิ่งหลิวร้ายกาจอย่างนั้นด้วย“ปล่อยนางไว้เสียที่นี่” ห
เฟิ่งหลิวแสร้งทำท่าทีนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านทั้งที่รู้ดีว่าอยู่ในห้องสองต่อสองถึงตะโกนไปพวกข้างนอกก็คนของเขาจะเข้ามาช่วยไหมจากที่ดูหมิงซื่อทรงอำนาจไม่น้อยเป็นถึงฮ่องเต้ ตวาดทีเดียวรับรองพวกนั้นกลัวหัวหดล้มตัวลงนอนตะแคงไม่หันไปมองคนที่นอนบนแท่นบรรทมเสียงหายใจดังสม่ำเสมอแสดงว่าอีกคนหลับไปแล้วนอนคิดถึงพรุ่งนี้ จะทำอย่างไรดี ครอบครัวของเฟิ่งหลิวได้เงินมากมายนั่นหรือยังหนอ แล้วจะหนีไปอย่างไรตอนนี้อยู่แห่งใดกัน เฮ้อนอนเอาแรงดีกว่า เพื่อพรุ่งนี้สมองจะได้ปลอดโปร่งหาทางเอาตัวรอดได้อย่างมีสติ สติเท่านั้นที่จะช่วยได้...เช้าสดใส...เสียงทหารเซ็งแซ่เหมือนกำลังจะไปรบ ต่างช่วยกันเก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทาง เฟิ่งหลิวงัวเงียตื่นจากที่นอนสายแล้วนี่ ต้องไปทำงานลุกพรวดพลาด ปัดกวาดเช็ดถูหอคณิกา เหมือนในทุกเช้าที่ต้องทำงานหนักพวกนี้ แต่พอหันไปอีกทางต้องยกมือปิดตา เมื่ออีกคนยืนโป๊ให้เสี่ยวหานขันทีข้างกาย แต่งองค์ให้อยู่ ยืนกางมือเกือบเปลือยอยู่ตรงนั้นแบบไม่สะทกสะท้านใดใด"ว้าย"เผลอร้องด้วยความตกใจหน้าแก้มแดงถึงใบหู “ไร้มารยาท "เสียงเกือบจะกลายเป็นตวาดทำไมต้องดุด้วย เฟิ่งหลิวเสียอีกต้องมาเจออะไรแบบนี้ทั







