LOGIN“ฝ่าบาท อย่าทรงกังวลไป ข้าขันอาสาตามหาองค์หญิงเอง เส้นทางคดเคี้ยวบุกป่าฝ่าดงฝ่าบาทอาจเกิดอันตรายได้” น้ำเสียงห่วงใยจริงจัง
คนอะไรจะมีคนยอมทำเรื่องยากๆ แทนแบบนี้ต้องไม่เป็นคนดีมาก ไม่ก็คงชอบบังคับคนอื่น แต่อาจจะเป็นอย่างหลัง
"ฝากท่านแม่ทัพเป็นธุระด้วย"
"น้อมบัญชาฝ่าบาท ข้าน้อยอวิ้นกุยแม้ตายก็จะนำองค์หญิงกลับมาให้ได้"หมิงซื่อรับปลายสายคาดเอวจาก เสี่ยวหาน
“ข้านำนางไปไว้ในกระโจมของข้า นางเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเจ้าอาจหลงกลนางได้”
น้ำเสียงเหมือนจะสัพยอกเสี่ยวหาน แต่เฟิ่งหลิวกลับรู้สึกว่าเหมือนเยาะหยันอย่างไรชอบกล เอาสิเอากับเขาหน่อยนั่งลงกับพื้นไม่ไปไหนนั่งจุมปุกอยู่แบบนั้น
“ลุกขึ้น” ออกคำสั่ง
“ไม่ ปล่อยข้าไปเถิด” หมายความอย่างที่พูดจริงๆ จากนี้ไปคงหาทางกลับบ้านเองได้ไม่ยาก แต่หากไกลออกไปเล่า หลับตาไม่สนใจสิ่งที่หมิงซื่อพูด
“ไม่ลุกข้าจะให้ พวกทหารมายกเจ้าขึ้น” หญิงงามคนนี้ช่างเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว สมกับเป็นนางคณิกาที่คงผ่านผู้คนมามากหน้า ในแต่ละค่ำคืนจึงมีฤทธิ์มีเดชเช่นนี้
“หากไม่ปล่อยข้าจะนั่งอยู่อย่างนี้ เชิญเลยจะทำอย่างไรก็เชิญ” หมิงซื่อยิ้มมุมปาก
"เสี่ยวหานเรียกทหารเข้ามาสักสองคนหามแม่นางคนนี้ไปที่กระโจมของข้า"
ทหารสองคนเข้ามาข้างใน เฟิ่งหลิวลุกขึ้นยืนกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น หากจะให้ทหารพวกนั้นมาถูกเนื้อต้องตัวทั้งลากทั้งดึงอีกทั้งแต่ละคนท่าทีกักฬะสิ้นดี
"อย่านะ"
"เป็นนางคณิกา เจ้าหวงตัวแบบนี้ได้หรือ"คำก็นางคณิกาสองคำก็นางคณิกา
"ข้าถึงจะเป็นนางคณิกาแต่ก็เป็นนางคณิกาชั้นดี"โกหกทั้งๆ ที่ จะถูกฝึกให้เป็นอี้จีแต่ไม่ทันจะผ่านงานแรกไปด้วยซ้ำ ไอ้ที่ร่ำเรียนมาหากมาใช้ตอนนี้จะได้ผลไหม
"บอกมาองค์หญิงให้สิ่งใดตอบแทนเจ้า เจ้าจึงต้องมาถ่วงเวลาข้า"น้ำเสียงยามพูดถึงองค์หญิงช่างอ่อนโยน แต่ท้ายประโยคกลับดุดันใส่ เฟิ่งหลิว
"ไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม"ใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาไม่ยอมอ่อนข้อให้
"ไปได้แล้ว"ดึงสายรัดเอวที่ผูกติดกับมือ จูงเฟิ่งหลิวไปที่กระโจมใหญ่ ที่รายรอบด้วยกระโจมเล็กๆ มากมาย คล้ายกับเป็นเกราะป้องกัน
เมื่อถึงกระโจมใหญ่
“นอนข้างล่างนี่แหละ” หมิงซื่อทิ้งเฟิ่งหลิวลงบนผ้าห่มกองใหญ่ด้านล่างที่เสี่ยวหานเอามากองไว้หมายจะเข้ามานอนคอยรับใช้หมิงซื่อ
"เสี่ยวหานเฝ้าประตูไว้แม่นางคนนี้ร้อยเล่ห์มารยา ต้องเป็นข้าที่จัดการนาง"
ในเมื่อใจคิดไปเสียแล้วว่าเฟิ่งหลิวร้อยเล่ห์มารยา ยากจะเปลี่ยนความคิดได้อีกทั้งยังคิดว่าหากปล่อยให้เฟิ่งหลิวหนีไปเบาะแสเดียวในการตามหาองค์หญิงสิบสี่อิงเผยจะต้องหายไป
เดินไปจับปลายสายรัดเอวกระตุก แล้วทิ้งตัวลงนอนบนแท่นนอนสบายอารมณ์ เฟิ่งหลิวนั่งนิ่งไม่ยอมนอน หมิงซื่อกระตุกเชือกไปมา
“นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางและยังมีเรื่องให้ต้องทำอีกเยอะ บางทีอาจไม่ได้นอนอีกต่อไป สวมรอยเป็นองค์หญิงอาจถูกม้าแยกร่าง หรือไม่ก็ต้องถูกประหาร ข้าชอบที่จะเห็นม้าแยกร่าง ตัดสินใจแล้วให้ม้าแยกร่างดีที่สุด”
น้ำเสียงดุดันเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านทั้งที่คนฟังขวัญหนีดีฝ่อ แต่กลับสะกดกลั้นอาการกลัวไว้ คนพูดพูดเหมือนกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาสิ้นดี
“ดีจะได้ไม่ต้องเห็นหน้า..ท่าน.. อีก” เฟิ่งหลิวบ่นเบาๆ
ฉับพลันนั่นเองใบหน้าหล่อก็ยื่นมาเกือบชิดใบหน้าเนียน
“ใบหน้าข้าเป็นอย่างไร เจ้ามันก็แค่นางคณิกา เหตุใดกล้าต่อคำของข้า พรุ่งนี้ข้าสัญญาสอบสวนเจ้าเสร็จจะให้ม้าแยกร่างเจ้าเสียจะได้ไม่ต้องพบกันอีก” เฟิ่งหลิวนิ่งหลบตาคม ตกใจแทบช็อกเมื่อใบหน้าหล่อเหลาอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ผลักอกกว้าง แต่ไม่สะดุ้งสะเทือนส่งสายตาเหยียดหยาม
"ไม่มีใครกล้าทำเช่นนี้กับข้า"น้ำเสียงแสดงว่าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“นอน"ส่งเสียงเข้ม
“ไม่อยากนอนปล่อยเดี๋ยวนี้ อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะได้นอน” หลายคนในหอนางโลมรู้ดีว่าเฟิ่งหลิวค่อนข้างจะร้ายกาจไม่น้อย แต่...ก็เพียงแต่ตอนที่โมโหเท่านั้นเฟิ่งหลิวจะดื้อแพ่ง
“พอดีเลย เชิญตามสบายอย่าหาว่าข้าไม่เตือน ข้าออกจากวังหลวงมาแสนนาน ห่างสนมมาก็แรมเดือนหากจะมีเจ้าแก้ขัดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ข้ากำลังจะหลับแต่หากเจ้าปลุกขึ้นมาอีกที ไม่รับรองว่าจะปลุก ...อารมณ์พิศวาทของข้าขึ้นมาหรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าไม่ได้นอนทั้งคืนแน่ ถึงจะผ่านชายมามากหน้าหลายตา แต่คงไม่มีใครเหมือนข้าแน่”
เป็นคำขู่ที่ได้ผล เฟิ่งหลิวทิ้งตัวลงนอนนิ่งไม่กล้าขยับตัว หลับตาปี๋หน้าแดงแจ๋ด้วยความเขินอายแต่ หมิงซื่อกลับมองไม่เห็น
“ตราบนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าหมิงซื่อจะไม่มีทางปล่อยมือจากเจ้า”มืออบอุ่นกุมมือของเฟิ่งหลิวไว้แน่น อ้อมกอดแข็งแรงประคองร่างบางแนบชิดราวกับกลัวว่านางจะเลือนหายไปอีกครั้ง“ข้ารักเจ้าเฟิ่งหลิว”ดวงหน้าใสยิ้มกว้าง ซุกหน้าลงบนอกกว้างอย่างอ่อนโยน“ขอเวลาข้าสะสางเรื่องวุ่นวายให้ผ่านพ้นอีกไม่นาน”“ทุกอย่างล้วนเป็นสวรรค์กำหนด”หมิงซื่อยกมือขึ้นลูบแก้มนุ่มเบาๆ“มีเพียงข้าเท่านั้นที่กำหนดเฟิ่งหลิว เจ้าและข้าที่กำหนดทุกอย่างด้วยตัวเอง หากจะเป็นสวรรค์จริงๆ ข้าก็พร้อมฟันฝ่าเพื่อให้ได้เคียงข้างเจ้า”ใจสองดวงบัดนี้คล้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว...วังหลวงหมิงซื่อกระโดดลงจากหลังม้า ก่อนจะส่งมือให้เฟิ่งหลิวที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า ร่างบางถูกอุ้มลงมาอย่างทะนุถนอม อ้อมแขนของฮ่องเต้ยังคงโอบรอบเอวบางไว้ไม่ห่างอวิ้นกุ้ยเหลือบตามอง ก่อนประสานมือคารวะ“ฝ่าบาท ลู่ตั๋วและลู่กังหลบหนีไปได้ ส่วนทัพแคว้นเหนือบางส่วนหลบหนี บางส่วนถูกควบคุมตัวเรียบร้อยแล้ว รอเพียงบัญชาของฝ่าบาทว่าจะจัดการเช่นไร”ยังไม่ทันที่หมิงซื่อจะเอ่ยตอบ อิงเผยก็รีบวิ่งเข้ามา ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความยินดี“ฝ่าบาท...”หมิงซื่อปรายตามองนิ่ง“อ
เฟิ่งหลิว ปาดหยาดน้ำตาอาดูรทิ้งไปใบหน้าซีดขาวสะท้อนความเจ็บปวดที่ยากจะกลบเกลื่อน หมิงซื่อกอดร่างของหยิ่วเย่วแนบอกแน่นราวไม่ยอมปล่อย แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีวันกลับมาแล้วลู่กัง ดึงตัวลู่ตั๋ว ออกจากตรงนั้นทันทีเช่นกันเมื่อรู้ว่าหยิ่วเย่ว หมดลมหายใจแล้ว อวิ้นกุ้ยสะอึกหมายจะตามไปหมิงซื่อโบกมือห้าม“ปล่อยพวกเขาไป”เฟิ่งหลิว ยืนนิ่งน้ำตายังไหลอาบแก้ม สงสารหยิ่วเย่วจับใจ"ปล่อยพวกเขาไปนะ"เสียงนั้นต่ำและนิ่ง แต่แฝงความเหนื่อยล้าหมิงซื่อลุกขึ้นทันที ก่อนจะคว้าข้อมือบางของเฟิ่งหลิวแน่น"ฝ่าบาทปล่อยเฟิ่งหลิวเดี๋ยวนี้"แต่คำพูดนั้นไร้ผล ร่างบางถูกดึงขึ้นหลังม้าในพริบตาม้าพุ่งทะยานออกไปจากตรงนั้นทันทีสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นหลิว ใบเขียวอ่อนลู่ลมไหวงดงามราวภาพวาด แต่บรรยากาศกลับเงียบงัน ม้าที่ควบมาด้วยความเร็วสูงกลับถูกกระตุกบังเหียนให้เหยาะย่างไม่มีคำพูดใดใดหลุดออกมาจากปากคนทั้งสอง มีแต่เพียงความคิดเท่านั้นที่แล่นวนอยู่ในหัวเฟิ่งหลิวก้มหน้า นางคิดว่าหมิงซื่อคงเสียใจไม่น้อยกับการจากไปของหยิ่วเย่ว ความเงียบของเขาทำให้นางยิ่งสงสาร แต่หมิงซื่อกลับคิดอีกแบบเขาคิดว่านางกำลังเสียใจที่ถูกเขาชิงตัวก
อิงเผยเดินนวยนาดจากไป หยิ่วเย่วลุกขึ้นเขย่าลูกกรงประตูไปมาเป็นห่วงทั้งลู่ตั๋วลู่กัง เฟิ่งหลิวและพรรคพวกที่ไม่อาจไหวตัวทันอาจ ต้องมาสังเวยชีวิตเพราะทัพของแคว้นเหนือที่มาสมทบหรืออาจจะต้องตายเพราะเงื้อมมือของหมิงซื่อในยามที่เขาโกรธหยิ่วเย่วรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งเขาได้ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ทัพของหมิงซื่อกำลังพลนับหมื่นยืนม้าคอยอยู่ที่หน้าวังหลวง หมิงซื่อควบม้ามายืนตรงหน้าถัดมาเป็นอวิ้นกุ้ยหมิงซื่อชูดาบขึ้นสุดแขน“เดินทัพ ชิงตัวองค์หญิงเฟิ่งหลิว”เสียงโห่ร้องอื้ออึง เสียงฝีเท้าม้ากระโจนไปสู่ที่หมายข้างในนั้นเสี่ยวหาน เปิดกรงขังให้หยิ่วเย่วตามบัญชาของหมิงซื่อ“พระสนม ท่านไปเสียฝ่าบาทไม่อยากทำร้ายท่าน หากฝ่าบาทกลับมาเกรงว่าจะเห็นท่านอยู่แล้วจะอดใจไม่ลงโทษท่านไม่ได้ ก่อนไปจึงบอกให้ปล่อยท่านไปเสีย”หยิ่วเย่วน้ำตารื้นขอบตา เสี่ยวหานส่งบังเหียนม้าให้“เสี่ยวหาน เจ้าดีกับข้าไม่น้อย ข้าชาตินี้เป็นคนของฝ่าบาทชาติหน้าก็ยังเป็นคนของฝ่าบาท ลาก่อน”เสี่ยวหานโบกมืออำลา หยิ่วเย่วควบม้าออกจากตัววัง แต่พอพ้นจากประตูวังกลับเปลี่ยนทิศทางไปตามทางที่เคยเป็นที่ซ่องสุ่มของพวกฝ่ายซ้ายกองทหารของหมิงซื่
ก่อนหน้านั้น “หมิงหยวนมิใช่ผู้ที่ไว้ใจได้ความสามารถโดดเด่นเกินกว่า จะอยู่ในตำแหน่งต้าหวางได้เนิ่นนาน คาดว่าไม่นานอาจคิดการใหญ่”เฉินจงเต๋อพูดขึ้นกับลู่ตั๋วในค่ำคืนหนึ่ง “ฝ่าบาทหมิงหยวนกับข้านับถือเป็นพี่น้อง เรื่องราวของเขาก็เหมือนเรื่องราวของลู่ตั๋ว ข้าพระองค์ตักเตือนเขาจะดีไหม” เฉินจงเต๋อส่ายหน้า “ไม่มีผลหากเขาตกลงใจที่จะทำมันแล้ว หมิงหยวนแม้ไม่เคยแข็งข้อแต่หลายอย่างในตัวเขาไม่เหมาะกับการเป็นผู้ตาม”ลู่ตั๋วถอนหายใจ ตระกูลลู่ถูกสังหาร รวมกันห้าสิบหกศพรวมทั้งมารดาของลู่กัง เช่นนั้นแล้วความแค้นเคืองทั้งหมดของผู้ใดกัน หากไม่ใช่ของเขาและลู่ตั๋วที่ในตอนนั้นตั้งใจอารักขาเฉินจงเต๋อแต่ต้องรีบกลับมายังตระกูลลู่แล้วพบว่า ไม่มีใครรอดชีวิตนอกจากลู่กังที่พ่อบ้านนำตัวไปปะปนอยู่กับบรรดาขอทานข้างถนน และในตอนนั้นเองที่ลู่ตั๋วรับ หยิ่วเย่วและหลานซานมาเป็นลูกบุญธรรมเลี้ยงดู เสมือนลูกเพื่อรอวันทวงคืน แล้วยังจะความรู้สึกผิดที่ไม่อาจอารักขาเฉินจงเต๋อปล่อยให้ถูกสังหารง่ายดายหมิงซื่อนอนหนุนตักไทเฮาเหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ไทเฮาลูบหลังเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยน“ไม่ใช่ความผิดของลูก”ห
ลู่กังนั่งนิ่งอยู่บนระเบียงไม้ ดวงตาหม่นเศร้าทอดมองออกไปยังความมืดไกลสุดสายตา ลมกลางคืนพัดชายอาภรณ์ให้พลิ้วไหว แต่กลับไม่อาจพัดพาความหนักอึ้งในใจเขาให้เบาบางลงได้เลยแสงจันทร์ซีดจางตกกระทบใบหน้าคมสันของเขา เผยให้เห็นแววตาที่อ่อนล้า ราวกับคนที่เพิ่งสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญยิ่ง“เสี่ยวกัง”เสียงทุ้มของลู่ตั๋วดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง ลู่กังหันไปมองก่อนจะลุกขึ้นเล็กน้อย“ท่านพ่อ”ลู่ตั๋วเดินเข้ามาช้าๆ แล้วหย่อนกายนั่งลงข้างบุตรชาย ดวงตาของชายชราสงบนิ่งแต่แฝงความเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง“หลายสิ่งที่เราคาดหวัง มักไม่เป็นอย่างที่หวัง เลิกเศร้าโศกเสียทีเถิด คนเราแม้ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ก็ยังต้องมีบางอย่างที่ต้องผิดหวัง”ลู่กังหัวเราะเบาๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าจนเจ็บปวด“หลานซานแต่เดิมเป็นคนที่มีน้ำใจมาก ชั่วชีวิตเขาไม่เคยพบความสุขสมเลยสักครั้ง แต่ก่อนตายเขากลับเพียงเอ่ยว่าต้องการหยุดอยู่ที่ใครบางคน”เสียงของลู่กังแผ่วลงเมื่อเอ่ยถึงคนที่จากไป“ตอนนั้นลูกคิดว่าเขาเพียงพูดเล่น แต่ตอนนี้ลูกเข้าใจแล้ว...นั่นคือคำสั่งลา”ลู่ตั๋วทอดถอนใจยาว“ที่ผ่านมา หลานซานช่วยเรามามาก พ่อตั้งใจรับศพเขา
“เป็นข้าที่พานางกลับมาที่นี่ ใช่ไหม”หมิงซื่อนั่งนิ่งอยู่ริมเตียง สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นชัดเจน เสียงแหบราวกับถามตัวเองมากกว่าถามผู้ใด แววตาที่เคยหนักแน่นบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสน ไทเฮามองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบช้าๆ“ไม่ใช่ลูกหมิงซื่อ แต่เป็นสวรรค์ ที่ต้องการให้นางกลับมานางควรมาและสวรรค์แค่พานางมา”หมิงซื่อเหม่อมองออกไปไกลนอกหน้าต่าง ความเงียบปกคลุมอยู่พักใหญ่ ในใจเขายุ่งเหยิงเกินกว่าจะจับต้นชนปลายได้ หากเป็นสวรรค์จริง เหตุใดสวรรค์จึงต้องเล่นตลกกับเขาเช่นนี้ ให้เขาได้พบหญิงที่รักที่สุด แล้วกลับบอกว่านางคือคนที่ควรเกลียดชังเขามากที่สุด...ตำหนักฮ่องเต้...หยิ่วเย่วยืนรออยู่หน้าตำหนักมานานเกือบสามชั่วยามแล้ว นางยืนนิ่งใต้แสงโคมที่ริบหรี่ แม้ลมกลางคืนจะหนาวเพียงใด นางก็ยังไม่ขยับไปไหนในที่สุดหมิงซื่อก็เดินกลับมาแต่ไม่ใช่หมิงซื่อที่สงบนิ่งเช่นทุกวัน หากเป็นหมิงซื่อที่เมามายจนแทบยืนไม่อยู่ เสี่ยวหานรีบประคองเขาไว้ แต่หมิงซื่อกลับสะบัดแขนออกอย่างแรง“ฝ่าบาท ระวังเพคะ”หยิ่วเย่วรีบก้าวเข้าไปช่วยพยุงอีกด้าน แต่ยังไม่ทันแตะตัว เขาก็สะบัดมือออกทันทีหมิงซื่อเดินโซเซเข้าไปในห้อง
“เรื่องใหญ่เช่นนี้ ฮ่องเต้ตัดสินใจเพียงลำพังไม่ได้”น้ำเสียงของไทเฮาแข็งกร้าว ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับตึงเครียด เส้นสายแห่งความโกรธปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้ฟังคำบอกเล่าของเสี่ยวหาน สีพระพักตร์ยิ่งบึ้งตึงราวกับพายุที่กำลังก่อตัวภายในตำหนักเงียบงันลงชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมาโดยพลการ“ไทเฮา
“หากทหารที่จากบ้านมานาน ผ่านมาพบเจ้าเข้าไม่แคล้วต้องถูกย่ำยี” พี่สาวรีบพูดเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในยามที่มีศึกสงคราม“ย่ำยี ได้อย่างไรกัน” “ในการสงคราม ไม่มีใครกล่าวโทษใครหรอก ทางที่ดีหาทางเอาตัวรอดก่อนไปรวมกันด้านใน รอท่านแม่สือหยูหาทางหนีทีไล่ให้พวกเราก่อน”ที่นั่นหลายคนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
เสียงใสปานกระดิ่งทองตามแบบที่ถูกฝึกมาให้ดัดเสียงจีบปากจีบคอพูดให้อ่อนหวานไพเราะ“เพลงพิณของเจ้าไพเราะสะดุดหู อีกทั้งเมื่อพบหน้าข้าก็อยากจะขอเป็นแขกประจำของที่นี่เสียแล้ว นี่คือเงินสำหรับเจ้าข้ามัดจำเวลาค่ำคืนของที่นี่เพื่อให้ได้พบเจ้า” เหล่าพี่สาวต่างยิ้มดีอกดีใจ เฟิ่งหลิวทำได้ในครั้งแรกและทำได้ดี
เฟิ่งหลิวสาวน้อยรูปร่างหน้าตาต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไปผิวเนื้อผุดผาดขาวราวหยกขาวต้องแสง ปากคอคิ้วคางดุจงานสรรค์สร้างจากปลายพู่กันของจิตรกรเอก แต่รูปร่างเล็กเหมือนหญิงชาวบ้านที่อดยากขาดแคลนอาหารดีๆ หากพินิจให้ดีเสียหน่อย เฟิ่งหลิวนับว่าโดดเด่นไม่น้อยแต่ใบหน้ากลับขะมุกขะมอมด้วยความทุกข์เข็ญ หอบห่อผ้







