ログイン"เย็นนี้มีนัดกับซัพพลายเออร์ตัวยาใหม่" ภีมเอ่ย เดินเข้าไปหยุดด้านหลังเธอ ยื่นมือไปช่วยจัดเสื้อให้เข้าที่
"กลับพร้อมกันไหม"
"ไม่ล่ะ" พั้นซ์หมุนตัวกลับมาสบตา ยิ้มมุมปาก "มีนัดสังสรรค์กับเพื่อน นานๆ เจอกันที"
ภีมหยุดมือที่กำลังจัดเสื้อ นิ้วเรียวยาวเปลี่ยนเป้าหมายเป็นกดลงบนลาดไหล่บางเบาๆ แรงบีบที่ส่งผ่านไม่ได้แรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอจะให้รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจ
"ไปที่ไหน"
"ร้านเดิมแถวทองหล่อ" เธอช้อนสายตามอง ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้มีความเกรงกลัวสายตาที่กำลังจ้องมองลงมาที่เธอ
"ทำไม ทำหน้าเหมือนจะฆ่าใครตาย"
"ถ้าไป แล้วมีใครมาเกาะแกะ..." ภีมเว้นช่วง ก้มลงมากระซิบชิดใบหูเล็ก
"พี่จะไปลากกลับ แล้วกลับมาคิดบัญชีที่ห้อง"
พั้นซ์หัวเราะเบาๆ เอียงคอรับสัมผัสจากริมฝีปากที่แตะลงบนผิวเนื้อ อย่างท้าทาย
"กลัวตายล่ะ... คิดบัญชีแบบไหนเหรอ หมอจะใช้โซ่เส้นเมื่อเช้า หรือจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น"
"อยากรู้ก็ลองปล่อยให้คนอื่นจับตัวดูสิ" เขาผละออกมา สบตานิ่ง เรียบเฉยแต่น่าขนลุก
"แล้วจะรอเช็กชื่อตอนเที่ยงคืนนะคะ... คุณหมอ" พั้นซ์เขย่งเท้าขึ้นแตะริมฝีปากลงบนมุมปากเขา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้ศัลยแพทย์หนุ่มยืนมองตามแผ่นหลังบางจนประตูปิดลง
คลินิกความงามช่วงบ่ายยังคงคึกคัก สายตาของพนักงานและคนไข้ต่างมองมาด้วยความชื่นชม ชายหนุ่มลุคสะอาด ดูอบอุ่น นุ่มนวล ดูไม่มีพิษมีภัยกับใคร
ทว่าความสงบนั้นถูกรบกวนด้วยเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยความมั่นใจ
"ภีมคะ"
ภีมหันไปตามเสียงเรียบๆ อัญ แพทย์ผิวหนังส่งยิ้มหวานให้เขา เธอคือเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยมีความสัมพันธ์ลึกๆ ต่อกันในอดีต และเพิ่งย้ายเข้ามาทำงานในฐานะแพทย์ผิวหนังคนใหม่ของคลินิก
"หมออัญ" ภีมพยักหน้ารับตามมารยาท
"มีปัญหาเรื่องเคสคนไข้หรือเปล่า"
"เปล่าค่ะ อัญแค่จะมาทวนเรื่องเอกสารเครื่องมือตัวใหม่ แล้วก็..." อัญขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ยิ้มอย่างเป็นกันเอง
"เย็นนี้ภีมพอจะมีเวลาไหมคะ อัญอยากเลี้ยงขอบคุณที่ภีมช่วยเรื่องย้ายมาทำงานที่นี่"
"ไม่สะดวกครับ" เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ผมมีนัดแล้ว"
"เหรอคะ... เสียดายจัง" อัญทำสีหน้าเสียดายเล็กน้อย
"งั้นไว้วันหลังก็ได้เนอะ อัญยังอยู่ที่นี่อีกนาน"
ภีมไม่ตอบอะไรเพียงแค่พยักหน้ารับสั้นๆ ก่อนจะเดินผ่านเธอไป โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของอัญที่มองตามหลังเขานั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นบางอย่าง อัญรู้ดีว่าภีมเป็นคนนิ่งและเข้าถึงยากแค่ไหน...
รวมถึงรสนิยมเขาด้วยแต่เป็นเธอเองที่เดินออกมา เธอเชื่อว่าช่องว่างตรงนั้น... ตัวเธอเองก็สามารถเติมเต็มได้ หากหาโอกาสที่เหมาะสมเจอ
...
บรรยากาศในผับกึ่งบาร์ยามค่ำคืนเต็มไปด้วยเสียงเพลงเมามันส์และแสงสีกลางคืน
พั้นซ์นั่งจิบค็อกเทลกับเพื่อนสี่ห้าคน เสียงดนตรีดังแทบจะกรบเสียงบทสนทนาเฮฮาที่ดังขึ้นเป็นระยะ แต่สายตาของเธอกลับเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเป็นระยะ
เที่ยงคืนตรงเป๊ะ
ข้อความสั้นๆ จากภีมเด้งขึ้นบนหน้าจอ
‘อยู่ไหน’
พั้นซ์จุดยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวพิมพ์ตอบกลับไปทันที
'ยังไม่กลับ'
ไม่ถึงสามวินาที โทรศัพท์ก็สั่นครืดขึ้น สายเรียกเข้าจาก 'พี่ภีม' ปรากฏบนหน้าจอ พั้นซ์กดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหู โดยไม่คิดจะลุกออกไปคุยในที่เงียบๆ
"ว่าไงคะหมอ"
"(เสียงเพลงดังมาก) " น้ำเสียงปลายสายกดต่ำลงจนสัมผัสได้ถึงความตึงเครียด
"(บอกว่าเที่ยงคืน) "
"ก็เพื่อนยังไม่เลิกนี่นา" พั้นซ์พูดด้วยน้ำเสียงที่จงใจยั่วประสาท
"อีกอย่าง... มีหนุ่มๆ มาขอชนแก้วสนุกดีออก"
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ พั้นซ์ยิ้มเยาะ เธอรู้ดีว่าคำว่า 'หนุ่มๆ' กำลังไปสะกิดต่อมของชายหนุ่ม
"(พั้นซ์) " ภีมเรียกชื่อเธอ แต่น้ำเสียงน่าขนลุกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
"(ให้เวลาสิบห้านาที ถ้ายังไม่เห็นหน้า... พี่จะไปลากเรากลับมาเอง) "
"ขู่เก่งจังเลยนะ"
"(พี่ไม่เคยขู่) "
สายตัดไปทันที พั้นซ์มองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลง หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
พั้นซ์วางเงินไว้บนโต๊ะ บอกลาเพื่อนๆ แล้วเดินออกไปหน้าร้าน ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำย่นแขนขึ้นถึงข้อศอกยืนกอดอกพิงรถสปอร์ตคันหรูรออยู่แล้ว สายตาหลังกรอบแว่นจ้องตรงมาที่เธอ
"มาไวตามเคยนะ" พั้นซ์เดินเข้าไปหยุดตรงหน้า ยักคิ้วให้
ภีมไม่พูดอะไรสักคำ เขาคว้าข้อมือบางของเธออย่างแรง ดึงเข้าหาตัวจนแผ่นอกปะทะกัน มืออีกข้างบีบสันกรามของเธอให้เชิดขึ้น ก้มลงกดจูบรุนแรงกลางที่สาธารณะ รสชาติแอลกอฮอล์ขมกระจายทั่วปาก เขาบดขยี้ริมฝีปากเธออย่างเอาแต่ใจจนพั้นซ์รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ริมฝีปากล่าง
เธอใช้เล็บจิกลงบนท่อนแขนของเขา ตอบรับจูบนั้นอย่างเท่าเทียม ก่อนที่ภีมจะผละออกเล็กน้อย
"กลับห้อง" เขาเอ่ยเสียงพร่า บีบกระชับข้อมือเธอแน่นขึ้น
"ไปรับบทลงโทษของคนที่ชอบลองดี"
พั้นซ์เหยียดยิ้มอย่างชอบใจ สบตากับเขาโดยไร้ซึ่งความกลัว "จัดมาสิคะ... อย่าให้พั้นซ์ผิดหวังก็แล้วกัน"
ภีมใช้เวลาเก็บเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน สายตาคมปรายมองแฟนสาวที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาเป็นระยะ ท่าทางของพั้นซ์ดูผ่อนคลายเกินกว่าจะมีความผิดปกติใดๆ ภีมถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งใจทุกอย่างยังคงอยู่ในการควบคุม"เสร็จแล้วครับ กลับกันเลยไหม" ภีมคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาถือไว้ เดินตรงไปหยุดยืนตรงหน้าเธอพั้นซ์ช้อนสายตาขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอชิดกันเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นหอมประจำตัวเธอลอยขึ้นมาแตะจมูกเขา ภีมยื่นมือออกไปหวังจะกุมมือเล็กของแฟนสาวตามความเคยชิน แต่พั้นซ์กลับก้าวถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งเพื่อจัดสายสะพายกระเป๋า ทำให้มือของเขาสัมผัสได้เพียงอากาศ"ไปกันเถอะค่ะ พั้นซ์เริ่มหิวแล้ว""อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวพี่พาแวะ" ภีมชะงักมือที่ค้างกลางอากาศเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอารมณ์ไว้ใต้ท่าทีสุขุมแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม"กินข้าวที่ห้องดีกว่าค่ะ พั้นซ์ซื้อของสดเข้าไปแช่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"ภีมพยักหน้ารับ เดินนำเธอออกจากห้องทำงานและก้าวลงไปยังลานจอดรถด้านข้างคลินิก แล้วเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้เธอเหมือนทุกครั้งพั้นซ์ก้าวขึ้นไปน
จราจรบนถนนสายหลักเริ่มติดขัดอย่างหนัก พั้นซ์หมุนพวงมาลัยรถยนต์ส่วนตัวด้วยสีหน้าขรึม วันนี้เธอมีนัดสำคัญกับซัพพลายเออร์เพื่อพูดคุยเรื่องการจัดส่งตัวยาล็อตใหม่สำหรับร้านขายยาของเธอ ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่จังหวะที่กำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนเลน เครื่องยนต์กลับส่งเสียงกระตุกติดๆ กันสองสามครั้ง"เป็นอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย..." พั้นซ์บ่นพึมพำกับตัวเอง คิ้วสวยขมวดเข้าหากันยังไม่ทันขาดคำ สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดขึ้นเตือนขึ้นพร้อมกันหลายจุด รถยนต์ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหันและดับแน่นิ่งอยู่บริเวณเลนซ้ายสุดพั้นซ์ถอนหายใจยาว พยายามกดปุ่มสตาร์ตซ้ำอยู่สองสามหน แต่ไม่มีท่าทีว่าจะติดเลย เธอจำใจเปิดไฟฉุกเฉินแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากศูนย์ซ่อมรถยนต์ทันที"อีกประมาณสี่สิบนาทีช่างถึงจะเดินทางไปถึงครับ" ปลายสายแจ้งกลับมาพั้นซ์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาด้วยความหงุดหงิด อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดหมาย ถ้าต้องรถที่จะซ่อมเสร็จเมื่อไรก็ไม่รู้ เธอไม่มีทางไปทันนัดแน่ๆ สายตาหวานเหลือบมองออกไปนอกกระจกรถเพื่อสำรวจพื้นที่รอบข้าง ก่อนจะพบว่าจุดที่รถเธอมาเสียอยู่ตอนนี้ ห่างจ
หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้นลงในเวลาเกือบสามทุ่ม ภากรและเรวตีเดินออกมาส่งที่หน้าประตูบ้าน ภากรหยุดยืนมองภีม ก่อนจะเอ่ยปากสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและไร้ช่องว่างให้ปฏิเสธ"ภีม ไปส่งหนูปริมด้วย"ภีมทำเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ อย่างไม่มีทางเลือก เขาก้าวเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้ปริมตามมารยาท ปริมยิ้มบางๆ แล้วหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน "หนูกลับก่อนคะคุณลุง คุณป้า ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นค่ะ""อืม ฝากสวัสดีคุณพ่อด้วย แล้วก็ฝากบอกอีกว่าเรื่องสัญญาร่วมทุนโครงการใหม่ ฉันให้คนเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว สัปดาห์หน้าคงได้เข้าไปคุยรายละเอียดกัน" ภากรทิ้งท้ายด้วยเรื่องงานที่แฝงความหมายบางอย่าง"ได้ค่ะคุณลุง หนูจะบอกคุณพ่อให้นะคะ"ปริมหันมามองภีมที่ยืนรออยู่ ปริมเดินไปที่รถหันมาไปยิ้มให้ภีม แล้วก้าวขึ้นไปนั่งตลอดระยะทาง แทบไม่ได้มีบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษระหว่างทั้งสองคน ตลอดเวลาสิบเจ็ดปีที่รู้จักกันมาปริมรู้ดีว่าภีมไม่ชอบให้ใครมาถามจี้หรือยุ่งเรื่องส่วนตัว เธอระมัดระวังการวางตัวมาตลอดหลายปี เพราะมั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปมีใครข้างนอก ตำแหน่งภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องเป็นของเธออยู่ดี
วันศุกร์ภีมเดินทางมาถึงตามนัดหมายภีมบอกกับพั้นซ์ ว่าต้องกลับมาทำธุระส่วนตัวของครอบครัว ซึ่งพั้นซ์ก็ไม่ได้ถามซักไซ้ การไม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวคือหนึ่งในข้อของพั้นซ์ดีที่ภีมชอบ มันทำให้ชีวิตของเขาราบรื่น ไม่น่ารำคาญ และจัดการอะไรได้ง่ายดายรถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ชายในชุดสูทเรียบร้อยสองคนก็ก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อมภีมก้าวลงจากรถ ปรับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบ"คุณภากรอยู่ไหน""คุณภากรรออยู่ที่ห้องรับลองใหญ่ครับคุณภีม" ชายคนนั้นโค้งหัวตอบด้วยความสุภาพภีมพยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้าวขาเดินเข้าไปตามทางเดินกว้างจนถึงห้องรับลองใหญ่ที่เปิดประตูทิ้งไว้เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานอย่าง ภากร ผู้เป็นพ่อของเขา นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ข้างกายมี เรวตี ผู้เป็นแม่ ภีมเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้า สายตาหันไปเห็น ปริยา หรือ ปริม ที่นั่งฝั่งตรงข้ามภากรและเรวตี ภีมนั่งลงข้างๆ ปริมบนโซฟา"คุณภากรเรียกผมมา มีอะไรหรือเปล่าครับ" ภีมเอ่ยถามผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานภากรจ้องมองลูกชายเพียงคนเ
หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์น่าคลื่นไส้เรื่องคลิปวิดีโอนั้น พั้นซ์ก็พึ่งมาสังเกตว่าเพลิงไม่ได้มาปรากฏตัวให้เธอเห็นไม่มีการส่งข้อความมากวนประสาทเธออีกเลยแม้ในใจจะยังรู้สึกงงๆ อยู่บ้าง นึกจะมาก็มา นึกจะหายไปก็หายไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ แต่พั้นซ์ก็ไม่ได้เก็บมาใส่หัวให้เปลืองพื้นที่ในสมอง คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วที่คนแบบนั้นยอมถอยและหายไปจากชีวิตเธอสักทีวันนี้พั้นซ์นัดกลุ่มเพื่อนสาวมาเดินช็อปปิ้งผ่อนคลายความเครียดที่ห้างกลางเมือง"ยัยนารานี่นะ พอมีแฟนแล้วก็ลืมเพื่อนไปเลย" เชอร์รี่บ่นอุบอิบขณะเดินถือถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายใบในมือ"เอาน่าเชอร์รี่ เดี๋ยวเบื่อแฟนเมื่อไหร่ก็นึกถึงพวกเราเองแหละ" ไอริสหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมามองพั้นซ์ที่กำลังเลือกดูลิปสติกเคาน์เตอร์แบรนด์ "แล้วแก ล่ะพั้นซ์ ช่วงนี้เป็นไงบ้าง คุณหมอภีมยังดูแลดีเหมือนเดิมไหม"พั้นซ์คลี่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงศัลยแพทย์หนุ่ม "ก็ดี พี่ภีมเขาก็ดูแลดีตลอดนั่นแหละ""แหม ทำเป็นยิ้มหวาน อิจฉาคนมีแฟนเป็นหมอจริงๆ ทั้งหล่อ ทั้งเพียบพร้อม แถมยังดูรักแกมากด้วย" เชอร์รี่แซวขึ้นมา"เขาไม่ได้แค่ดูรักนะ ยัยหมอนั่นหลงพั้นซ์จะตายไป เท่า
ภีมค่อยๆ ถอนแกนกายออกอย่างช้าๆ หยาดน้ำรักหลั่งไหลซึมออกมา เขาไม่ยอมปล่อยให้คนในอ้อมแขนได้พักผ่อนเขาถอดแว่นออกวางไว้บนอ่างล้างหน้า สอดแขนประคองเอวสอบ แล้วดันร่างเปลือยเปล่าของพั้นซ์ให้เข้าไปภายในตู้อาบน้ำกระจกใสแผ่นหลังเนียนแนบชิดติดกับผนังกระจก ภีมเอื้อมมือไปเปิดฝักบัว สายน้ำรดลงมาชำระล้างคราบรักตามเรือนร่างของคนทั้งคู่ "พี่ภีม... พอแล้วมั้งคะ" พั้นซ์พึมพำ น้ำเสียงหอบโรยริน สองมือยันแผงอกกว้าง "พั้นซ์ขาอ่อนไปหมดแล้ว""ขาอ่อนก็เกาะผมไว้แน่นๆ สิครับ"ภีมตอบเสียงนิ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงไปบดจูบปากอิ่มอย่างหนักหน่วง ลิ้นหนาแทรกซึมเข้าไปควานหาความหวานในโพรงปากอย่างหิวโหย บีบกระชับบั้นท้ายผายแล้วยกตัวเธอขึ้นสูง พั้นซ์รู้หน้าที่ สองขาเรียวรีบยกขึ้นเกี่ยวรัดรอบเอวสอบของเขาไว้ทันที ตัวตนที่ตึงแน่นขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง กดเบียดถูไถตรงปากทางรักที่ยังคงชุ่มฉ่ำภีมดันสะโพกส่งความแข็งขืนสอดใส่เข้าไปในกายสาวรวดเดียวจนสุดโคน"อื้อออ! พี่ภีม!" พั้นซ์แหงนคอ ร้องครางออกมา สองมือจิกเกร็งลงบนไหล่หนา"อาส์... พั้นซ์"เขาขบฟันแน่น นัยน์ตาจับจ้องใบหน้าสวย ก่อนจะเริ่มขยับเอวสอบตอกกระแทกเข้าออกในท่าอุ้มแตงแผ่นหลังข







