Masukถ้าคนอื่นคิดว่าความสัมพันธ์นี้มันผิดปกติ... ช่างมันสิ เพราะสำหรับเราสองคน มันคือความรัก
Lihat lebih banyakแก้วกาแฟเย็นชืดวางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง นกกระดาษพับครึ่งๆ กลางๆ ถูกเหยียบย่ำจนยับยู่ยี่อยู่บนพื้นห้อง ภีมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออกสองเม็ด ถอดแว่นสายตากรอบบางที่ใส่อยู่ประจำออกวางข้างแก้วกาแฟ ข้างๆ กันนั้นมีเส้นโซ่ขนาดเล็กยาวประมาณหนึ่งเมตรวางนิ่งอยู่
พั้นซ์เดินออกมาจากห้องน้ำ เธอสวมเพียงเสื้อเชิ้ตตัวยาวของเขา ไม่คิดจะติดกระดุมสักเม็ด ขาทั้งสองข้างมีรอยแดงเป็นแถบยาวปรากฏชัด
"เมื่อคืนเล่นแรงเกินไปไหม" ภีมถาม น้ำเสียงเรียบเรื่อย เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ สายตามองรอยแดงบนต้น ก่อนจะยกมือขึ้นใช้นิ้วโป้งลูบมันเบาๆ
"ถ้าบอกว่าแรง แล้วหมอจะเลิกเหรอ" พั้นซ์หัวเราะ หยิบซองบุหรี่บนโต๊ะขึ้นมาจุด
"ก็รู้อยู่ว่าชอบแบบไหน"
"ปากดี" เขาใช้นิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่ออกจากปากเธอ แล้วก้มลงกดจูบหนักๆ ที่ริมฝีปากอิ่ม
"เมื่อไหร่จะหยุดเรียกหมอ"
"เมื่อไหร่ที่หมอภีมเลิกสั่ง" เธอสวนกลับทันที ยักคิ้วให้อย่างท้าทาย
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนเปลวไฟกับน้ำมัน ไม่มีใครคิดจะถอย และไม่มีใครยอมใคร รสนิยมเจ็บปวดที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของคนทั่วไปกลายเป็นสายใยผูกพวกเขาทั้งสองคนไว้แน่นจนยากจะแยกออก
...
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนคอนโดหรู ศัลยแพทย์ตกแต่งวัยสามเอ็ดปีนอนนิ่งอยู่บนเตียง สายตามองแผ่นหลังเปลือยเปล่าของคนข้างกายที่ยังคงหลับสนิท พั้นซ์ขยับตัวเล็กน้อย รอยรัดสีเข้มที่ข้อมือทั้งสองข้างกับรอยแดงบนผิวเนียน บ่งบอกถึงแรงอารมณ์เมื่อคืนที่เพิ่งจะจบลง
ภีมยื่นมือไปแตะรอยที่ข้อมือเธอเบาๆ พั้นซ์ลืมตาขึ้นมอง สายตาของเธอไม่ได้มีความกลัวคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความง่วงและรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
"ตื่นเช้าจัง" น้ำเสียงงัวเงียเอ่ยขึ้น
"มีเคสเคสแรกแปดโมงครึ่ง" ภีมตอบ เขาขยับเข้าไปจุมพิตที่ขมับของเธอ
"นอนต่อเถอะ"
"ไม่ต้องมาทำเป็นห่วง" พั้นซ์พลิกตัวหันมาหา พิงศีรษะลงกับอกกว้างของเขา
"เมื่อคืนรุนแรง แล้วตอนนี้มาทำนุ่มนวล"
"ก็ตอนนั้นเราไม่ฟัง" เขาลูบเรือนผมยาวของเธออย่างเบามือ
"บอกให้หยุดดิ้นก็ยิ่งดิ้น อยากโดนแรงๆ ไม่ใช่หรือไง"
"แล้วชอบไหมล่ะ" เภสัชกรสาวช้อนสายตาขึ้นมอง
"เวลาที่พั้นซ์ไม่ฟังคำสั่ง"
ภีมไม่ตอบ คำตอบของเขาถูกแทนที่ด้วยแรงบีบเบาๆ ที่ท้ายทอยของเธอ เขาบดจูบลงมาอีกครั้ง เป็นจูบที่หนักแน่น ดุดัน และเต็มไปด้วยความอยากครอบครอง
พั้นซ์เผยอรับสัมผัสอย่างคุ้นเคย รสชาติหวานขมปลุกอารมณ์ เธอใช้มือที่ยังมีรอยแดงเกี่ยวรัดรอบคอเขาแน่น ไม่ยอมปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายควบคุมอยู่ฝ่ายเดียว
คนนอกอาจจะมองว่าศัลยแพทย์หนุ่มลุคนิ่งๆ ใส่แว่น พูดจานุ่มนวลสุภาพเรียบร้อยคนนี้ คือชายหนุ่มในฝันของใครหลายคน เป็นคุณหมอผู้สุขุมและใจดี
แต่มีเพียงพั้นซ์คนเดียวที่รู้ว่าภายใต้ท่าทีเป๊ะทุกระเบียบนิ้วนั้น มีความตื่นตัวต่อความเจ็บปวดและการเป็นผู้ควบคุมซ่อนอยู่อย่างลึกล้ำ
และก็มีเพียงภีมคนเดียวเช่นกันที่รู้ว่า เภสัชกรสาวหน้าสวยเผ็ดคนนี้ ไม่เคยต้องการความรักแบบหวานเลี่ยนหรือคำเอาอกเอาใจแบบเด็กๆ เธอต้องการความจริงจัง ความรุนแรงที่ตรงไปตรงมา และความรักที่ไม่มีสิ่งอื่นมาบดบัง
ช่วงสายของวัน ภีมอยู่ในชุดสครับสีเข้ม นั่งตรวจเอกสารอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่คลินิกความงามระดับท็อปของเขา เสียงเคาะประตูสั้นๆ ดังขึ้นก่อนที่พั้นซ์จะเดินเข้ามา
"มาทำไม" ภีมเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มคนไข้ ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย
"เอาเอกสารตัวยาตัวใหม่มาให้ดู" พั้นซ์วางแฟ้มลงบนโต๊ะทำงานของเขา เดินวนมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ทำงานของศัลยแพทย์หนุ่ม
"แล้วก็แวะมาดูด้วยว่า หมอตัดนิ้วคนไข้ไปหรือยัง"
"ปากไม่ดีอีกแล้ว" ภีมคว้าเอวบางของเธอไว้ ดึงให้ลงมานั่งบนตัก พั้นซ์ไม่ได้ขัดขืน เธอยกมือขึ้นลูบสันกรามของเขาเบาๆ
"คนข้างนอกเขาคิดว่าพี่ภีมเป็นเทพบุตรนะรู้ไหม" เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"พูดจาเพราะสุภาพ ใจดี... ถ้าเขารู้ว่าเมื่อคืนหมอใช้เนกไทพันมือพั้นซ์ไว้กับหัวเตียงแล้วทำอะไรบ้าง เขาคงจะตกใจแน่ๆ"
"แล้วเราตกใจไหม" เขาเอียงหน้าจูบต้นคอของเธอ
"ชอบจะตาย" พั้นซ์ตอบทันควัน ไม่มีความเขินอาย
"ถ้าพี่นุ่มนวลเหมือนคนอื่น พั้นซ์คงทิ้งพี่ไปนานแล้ว"
"กล้าทิ้ง?" น้ำเสียงลดระดับความนุ่มนวลลงน่าขนลุก
"ลองดูสิ"
"ขู่เหรอ" พั้นซ์ใช้เล็บจิกลงบนบ่ากว้างผ่านเนื้อผ้า
"คิดว่าพั้นซ์กลัวหรือไง"
"ไม่ได้ขู่" ภีมซุกหน้าลงกับซอกคอของเธอ สูดกลิ่นหอมประจำตัวของเธอเข้าลึกๆ
"แต่ถ้าคิดจะไป ก็ต้องเอาชีวิตมาแลก"
คำพูดฟังดูเหมือนหยอกเย้า แต่น้ำเสียงดิ่งลึกของภีมตอกย้ำว่าเขาหมายความตามนั้นจริง
ความสัมพันธ์ของพวกเขามันเกินคำว่า 'แฟน' หรือ 'คู่รัก' ไปนานแล้ว มันคือความผูกพันชนิดที่ต่างฝ่ายต่างหมกมุ่นและคลั่งรักกันในระดับที่ไร้เหตุผล
ทั้งคู่ไม่ได้ต้องการความรักที่ถูกศีลธรรมในสายตาใคร ไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ที่ราบเรียบ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้ครอบครอง ได้กดดัน และได้ถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนที่ตนเองเลือก
"เมื่อไหร่จะเลิกประชดด้วยคำว่าเลิก" ภีมถามเบาๆ จูบไล่ตามแนวสันกรอบหน้าของเธอ
"ก็เวลาเห็นพี่ทำหน้านิ่งๆ แล้วมันน่าแกล้ง" พั้นซ์หัวเราะ
"อยากรู้ว่าจะทนได้แค่ไหน"
"ทนได้เท่าที่พั้นซ์ยังอยู่ในสายตา" เขาเงยหน้าขึ้นมองสบตากับเธอ
"แต่อย่าให้เกินขอบเขต เพราะถ้าพี่หมดความอดทนขึ้นมาจริงๆ พั้นซ์ก็รู้ว่าไม่มีใครหยุดพี่ได้"
"รู้" พั้นซ์เหยียดยิ้ม รอยยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้าสวย
"และพั้นซ์ก็ชอบเวลาที่พี่หมดความอดทนที่สุด"
ทั้งคู่จ้องตากัน รสนิยมบิดเบี้ยวที่รวมเป็นหนึ่งเดียวทำให้ไร้ซึ่งช่องว่างสำหรับคนอื่น พวกเขารักกันมาก รักในตัวตน รักในบาดแผล และรักในความบ้าที่มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่เข้าใจ
ภีมใช้เวลาเก็บเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน สายตาคมปรายมองแฟนสาวที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาเป็นระยะ ท่าทางของพั้นซ์ดูผ่อนคลายเกินกว่าจะมีความผิดปกติใดๆ ภีมถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งใจทุกอย่างยังคงอยู่ในการควบคุม"เสร็จแล้วครับ กลับกันเลยไหม" ภีมคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาถือไว้ เดินตรงไปหยุดยืนตรงหน้าเธอพั้นซ์ช้อนสายตาขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอชิดกันเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นหอมประจำตัวเธอลอยขึ้นมาแตะจมูกเขา ภีมยื่นมือออกไปหวังจะกุมมือเล็กของแฟนสาวตามความเคยชิน แต่พั้นซ์กลับก้าวถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งเพื่อจัดสายสะพายกระเป๋า ทำให้มือของเขาสัมผัสได้เพียงอากาศ"ไปกันเถอะค่ะ พั้นซ์เริ่มหิวแล้ว""อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวพี่พาแวะ" ภีมชะงักมือที่ค้างกลางอากาศเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอารมณ์ไว้ใต้ท่าทีสุขุมแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม"กินข้าวที่ห้องดีกว่าค่ะ พั้นซ์ซื้อของสดเข้าไปแช่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"ภีมพยักหน้ารับ เดินนำเธอออกจากห้องทำงานและก้าวลงไปยังลานจอดรถด้านข้างคลินิก แล้วเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้เธอเหมือนทุกครั้งพั้นซ์ก้าวขึ้นไปน
จราจรบนถนนสายหลักเริ่มติดขัดอย่างหนัก พั้นซ์หมุนพวงมาลัยรถยนต์ส่วนตัวด้วยสีหน้าขรึม วันนี้เธอมีนัดสำคัญกับซัพพลายเออร์เพื่อพูดคุยเรื่องการจัดส่งตัวยาล็อตใหม่สำหรับร้านขายยาของเธอ ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่จังหวะที่กำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนเลน เครื่องยนต์กลับส่งเสียงกระตุกติดๆ กันสองสามครั้ง"เป็นอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย..." พั้นซ์บ่นพึมพำกับตัวเอง คิ้วสวยขมวดเข้าหากันยังไม่ทันขาดคำ สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดขึ้นเตือนขึ้นพร้อมกันหลายจุด รถยนต์ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหันและดับแน่นิ่งอยู่บริเวณเลนซ้ายสุดพั้นซ์ถอนหายใจยาว พยายามกดปุ่มสตาร์ตซ้ำอยู่สองสามหน แต่ไม่มีท่าทีว่าจะติดเลย เธอจำใจเปิดไฟฉุกเฉินแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากศูนย์ซ่อมรถยนต์ทันที"อีกประมาณสี่สิบนาทีช่างถึงจะเดินทางไปถึงครับ" ปลายสายแจ้งกลับมาพั้นซ์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาด้วยความหงุดหงิด อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดหมาย ถ้าต้องรถที่จะซ่อมเสร็จเมื่อไรก็ไม่รู้ เธอไม่มีทางไปทันนัดแน่ๆ สายตาหวานเหลือบมองออกไปนอกกระจกรถเพื่อสำรวจพื้นที่รอบข้าง ก่อนจะพบว่าจุดที่รถเธอมาเสียอยู่ตอนนี้ ห่างจ
หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้นลงในเวลาเกือบสามทุ่ม ภากรและเรวตีเดินออกมาส่งที่หน้าประตูบ้าน ภากรหยุดยืนมองภีม ก่อนจะเอ่ยปากสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและไร้ช่องว่างให้ปฏิเสธ"ภีม ไปส่งหนูปริมด้วย"ภีมทำเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ อย่างไม่มีทางเลือก เขาก้าวเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้ปริมตามมารยาท ปริมยิ้มบางๆ แล้วหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน "หนูกลับก่อนคะคุณลุง คุณป้า ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นค่ะ""อืม ฝากสวัสดีคุณพ่อด้วย แล้วก็ฝากบอกอีกว่าเรื่องสัญญาร่วมทุนโครงการใหม่ ฉันให้คนเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว สัปดาห์หน้าคงได้เข้าไปคุยรายละเอียดกัน" ภากรทิ้งท้ายด้วยเรื่องงานที่แฝงความหมายบางอย่าง"ได้ค่ะคุณลุง หนูจะบอกคุณพ่อให้นะคะ"ปริมหันมามองภีมที่ยืนรออยู่ ปริมเดินไปที่รถหันมาไปยิ้มให้ภีม แล้วก้าวขึ้นไปนั่งตลอดระยะทาง แทบไม่ได้มีบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษระหว่างทั้งสองคน ตลอดเวลาสิบเจ็ดปีที่รู้จักกันมาปริมรู้ดีว่าภีมไม่ชอบให้ใครมาถามจี้หรือยุ่งเรื่องส่วนตัว เธอระมัดระวังการวางตัวมาตลอดหลายปี เพราะมั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปมีใครข้างนอก ตำแหน่งภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องเป็นของเธออยู่ดี
วันศุกร์ภีมเดินทางมาถึงตามนัดหมายภีมบอกกับพั้นซ์ ว่าต้องกลับมาทำธุระส่วนตัวของครอบครัว ซึ่งพั้นซ์ก็ไม่ได้ถามซักไซ้ การไม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวคือหนึ่งในข้อของพั้นซ์ดีที่ภีมชอบ มันทำให้ชีวิตของเขาราบรื่น ไม่น่ารำคาญ และจัดการอะไรได้ง่ายดายรถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ชายในชุดสูทเรียบร้อยสองคนก็ก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อมภีมก้าวลงจากรถ ปรับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบ"คุณภากรอยู่ไหน""คุณภากรรออยู่ที่ห้องรับลองใหญ่ครับคุณภีม" ชายคนนั้นโค้งหัวตอบด้วยความสุภาพภีมพยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้าวขาเดินเข้าไปตามทางเดินกว้างจนถึงห้องรับลองใหญ่ที่เปิดประตูทิ้งไว้เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานอย่าง ภากร ผู้เป็นพ่อของเขา นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ข้างกายมี เรวตี ผู้เป็นแม่ ภีมเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้า สายตาหันไปเห็น ปริยา หรือ ปริม ที่นั่งฝั่งตรงข้ามภากรและเรวตี ภีมนั่งลงข้างๆ ปริมบนโซฟา"คุณภากรเรียกผมมา มีอะไรหรือเปล่าครับ" ภีมเอ่ยถามผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานภากรจ้องมองลูกชายเพียงคนเ