LOGIN"อึก... ซี๊ด..."
เสียงครางต่ำลอดผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น วิศพยายามฝืนลืมตาขึ้นในความมืดสลัว กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางหึ่งๆ แข่งกับเสียงเครื่องวัดชีพจร ติ๊ด... ติ๊ด... ย้ำเตือนว่าเขายังรอดชีวิต ซี่โครงขวาร้าวระบมจนแค่หายใจแรงๆ ก็ยังจุก ขาขวาที่ถูกดามเฝือกไว้ปวดหนึบจนต้องขยับตัวหนีความร้าวราน แต่ยิ่งขยับมันก็ยิ่งปวดจนแทบคลั่ง แกร๊ก... แสงไฟสีส้มจากโซนหน้าประตูสว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงล้อรถเข็นคันเล็กบดไปกับพื้นห้อง "ขออนุญาตนะคะคนไข้" เสียงหวานใสเจือความนุ่มนวลนำมาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินมาถึงข้างเตียง "ตื่นเช็ดตัวหน่อยน้า เช้านี้มีคิวเข้าห้องผ่าตัดค่ะ" สัมผัสอุ่นๆ แตะลงบนท่อนแขนซ้าย วิศสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งรับโดยอัตโนมัติเพราะภาพที่ถูกผลักตกบันไดยังหลอกหลอน แต่พอลืมตาขึ้นเต็มตา เขากลับพบเพียงดวงตากลมโตที่หยีลงเป็นสระอิอยู่เหนือหน้ากากอนามัยสีฟ้า พยาบาลเวรคนนี้ไม่ใช่ทรงผอมบางเหมือนพยาบาลเมื่อคืน รูปร่างของเธออวบอิ่ม ภายใต้ชุดยูนิฟอร์มสีขาวนั้นดูนุ่มนิ่มไปเสียทุกสัดส่วน วิศพยักหน้าช้าๆ กัดฟันยันข้อศอกเตรียมจะลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง "อึก..." "อ๊ะ! คนไข้คะ นอนตะแคงพอนะคะ อย่าเพิ่งฝืนลุกเลย" สองมืออวบนุ่มรีบกดลงบนหัวไหล่เขาเบาๆ ทันที "คุณตกบันไดมาแรงมาก ยังไม่รู้เลยว่าหลังกับซี่โครงช้ำแค่ไหน ขืนลุกพรวดพราดเดี๋ยวระบมหนักกว่าเดิมนะคะ เอียงตัวมาทางน้ำนิดเดียวก็พอค่ะ" น้ำ... ชื่อน้ำงั้นเหรอ วิศทิ้งตัวลงนอนตะแคงซ้ายตามแรงประคองอย่างว่าง่าย จังหวะที่เธอขยับเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมอ่อนๆละมุนๆ ก็ลอยแตะจมูก มันไม่มีกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกชวนเวียนหัวแบบที่ชาร์มชอบใช้ ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดหมาดค่อยๆ ซับลงบนลำคอและแผงอกกว้างอย่างเบามือที่สุด "เจ็บนิดนึงนะค้า ไม่ต้องเกร็งน้า" เธอส่งเสียงปลอบกลั้วรอยยิ้มผ่านหน้ากาก "น้ำเช็ดตรงรอยช้ำให้เบาๆ นะคะ แป๊บเดียวค่ะ ทนหน่อยน้า" น้ำเสียงลากยาวติดอ้อนนิดๆ ทำเอาวิศเผลอมองตามมือคู่นั้น นิ้วป้อมๆ ของเธอนุ่มนิ่ม สัมผัสอุ่นๆที่ทะลุผ้าขนหนูเข้ามาทำเอาอกซ้ายของคนที่เพิ่งถูกเมียตัวเองพยายามฆ่าเต้นผิดจังหวะ มันเป็นความรู้สึกของการถูกประคับประคองดูแล... สิ่งที่เขาแทบไม่เคยได้รับจากผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา "ฮัด... ฮัดชิ้ว!" จู่ๆ พยาบาลสาวก็หันขวับไปอีกทางแล้วจามออกมา เธอลนลานรีบวางผ้าขนหนูลงกะละมัง คว้าขวดเจลแอลกอฮอล์มากดล้างมือรัวๆ "อุ๊ย... ขอโทษค่ะคนไข้ แอร์ห้องนี้ตกใส่หัวพอดีเลยรอแป๊บนะคะ น้ำขอเปลี่ยนแมสก์ก่อน" เธอหันหลังไปดึงหน้ากากอนามัยชิ้นใหม่ออกจากกล่อง นิ้วเรียวเกี่ยวสายหน้ากากชิ้นเก่าที่เปื้อนน้ำมูกทิ้งลงถังขยะ แล้วหันหน้ากลับมา... วินาทีที่แสงไฟสลัวในห้องสาดกระทบใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางนั้น... ตึกตัก... ตึกตัก... ตี๊ดดดดดด เครื่องวัดชีพจรข้างเตียงกรีดร้องลั่นห้อง กราฟหัวใจพุ่งปรี๊ด วิศเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุด ร่างกายสูงใหญ่แข็งทื่อ ความเจ็บปวดที่ซี่โครงหรือที่ขาปลิวหายวับไปจากสมอง ดวงตาเฉี่ยวคม จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับ... ชาร์ม หน้าเหมือนผู้หญิงสารเลวที่เพิ่งผลักเขาตกบันไดเมื่อคืนไม่มีผิดเพี้ยน "นี่กู... หลอนยาเหรอวะ..." วิศสบถเสียงพร่า ยกมือซ้ายขึ้นขยี้ตาตัวเองอย่างแรงจนแดงเถือก หวังว่าฤทธิ์ยาแก้ปวดจะแค่ทำให้เขาสร้างภาพลวงตาขึ้นมาเอง แต่พอลดมือลงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าสวยหวานนั้นก็ยังอยู่ที่เดิม แถมยังชะโงกเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนได้กลิ่นแป้งเด็กชัดเจน "คะ คนไข้! เป็นอะไรคะ!" เธอชะงักมือที่กำลังเกี่ยวสายแมสก์เข้ากับหู คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความตกใจ "เจ็บแผลตรงไหนคะ! หรือหน้ามืด บอกน้ำเร็ว จะได้รีบตามคุณหมอ!" วิศกรามค้าง ขบฟันเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ผู้หญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า หน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ... แต่ไม่ใช่มัน ชาร์มผอมแห้งจนเห็นไหปลาร้าชัดเจน แต่ผู้หญิงคนนี้อวบอิ่มเต็มไม้เต็มมือ ชาร์มมีแต่สายตาเหยียดหยามและคำพูดถากถาง... แต่คนตรงหน้ามีแต่ความตื่นตระหนกและห่วงใยอย่างซื่อตรง "เธอ... ชื่ออะไร" วิศเค้นเสียงลอดไรฟันถามออกไปอย่างยากลำบาก สายตายังไม่ยอมละไปจากใบหน้านั้น "คะ" เธอทำหน้าเหวอไปนิดนึงก่อนจะตอบเสียงซื่อ "น้ำอิงค่ะ เป็นพยาบาลเวรดึก คนไข้เจ็บตรงไหนคะเนี่ย เครื่องมันร้องใหญ่เลย ให้น้ำเรียกหมอเวรไหมคะ" "ไม่ต้อง..." วิศสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด พยายามบังคับกราฟหัวใจตัวเองให้เต้นช้าลง "ไม่ต้องเรียกใครทั้งนั้น ฉันแค่ ตกใจนิดหน่อย" "ตกใจ" น้ำอิงเอียงคอทำตาปริบๆ "ตกใจอะไรคะ น้ำมือหนักไปเหรอ" "เปล่า..." วิศกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ หลับตาลงเพื่อหนีภาพใบหน้าที่กรีดแผลในใจเขาให้เหวอะหวะขึ้นมาอีกรอบ "เช็ดตัวต่อเถอะ... ฉันอยากพักแล้ว" "อ้อ... โอเคค่ะ ถ้ารู้สึกไม่ดีตรงไหนรีบบอกน้ำเลยนะคะ ห้ามทนเด็ดขาดนะ" น้ำอิงรีบดึงหน้ากากอนามัยขึ้นปิดบังใบหน้านั้นไว้ตามเดิม วิศค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเพดานห้อง ปล่อยให้มืออวบนุ่มคู่นั้นซับผ้าอุ่นๆ ลงบนร่างกายของเขาต่อไป"คุณแม่ท่านคงเห็นว่าช่วงนี้เราสองคนเหนื่อยมากมั้งคะ..." น้ำอิงทอดสายตามองภาพครอบครัวตรงหน้าด้วยความซึ้งใจ หยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตา "วันก่อนอิงแอบเห็นคุณแม่นั่งนวดหลังอยู่เลย ท่านคงอยากช่วยแบ่งเบาภาระเรา อยากให้เราได้นอนพักเต็มอิ่มบ้าง เลยจงใจเอาของเล่นมาล่อหลานไปนอนด้วยแบบนี้" คำพูดของภรรยาทำเอาพีรวิศรู้สึกสะอื้น เขามองมารดาที่เคยเจ้าระเบียบและเข้มงวดกับทุกอย่างในชีวิต บัดนี้กลายเป็นเพียงคุณย่าใจดีที่ยอมให้หลานเจ็ดคนมานอนเบียด นอนทับ ยอมให้ห้องนอนหรูหราเต็มไปด้วยเศษขนมและของเล่นเกลื่อนพื้น ขอเพียงแค่หลานๆ มีความสุข และลูกชายกับลูกสะใภ้ของท่านได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง "เราโชคดีจังเลยนะคะพี่วิศ โชคดีที่มีคุณแม่ โชคดีที่ลูกๆ น่ารัก โชคดีที่เรามีกันและกัน" "พี่ต่างหากที่โชคดีที่สุดในโลก" คนตัวโตสอดท่อนแขนเข้าที่เอวนุ่มนิ่มของเมียรัก ดึงร่างอวบให้เข้ามาเบียดชิดกับแผงอก แล้วก้มลงกดจูบ บนกระหม่อมบางของเธออย่างแสนรัก ซึมซับความอบอุ่นและกลิ่นหอมละมุนที่เป็นดั่งยาชูกำลังของเขาเสมอมา "ปล่อยให้เด็กๆ นอนกับคุณย่าไปเถอะคืนนี้ เรากลับห้องกันดีกว่า ป่านนี้คุณย่าคงอยากให้เราไปนอนพักเต็มทีแล้ว" วิ
นาฬิกาบนผนังห้องนอนใหญ่เพิ่งจะบอกเวลาสองทุ่มครึ่ง แต่บรรยากาศภายในคฤหาสน์กลับเงียบสงัดจนผิดปกติ น้ำอิงในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นใส่นอนเดินเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ ออกมาจากห้องน้ำ คนเป็นแม่กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปหาพ่อของลูกที่กำลังนั่งพิงพนักเตียงอ่านรายงานการประชุมในไอแพดอยู่ "พี่วิศคะ... วันนี้บ้านเราไฟดับหรือว่าหูอิงหนวกไปเอง ทำไมมันเงียบขนาดนี้เนี่ย" น้ำอิงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ปกติเวลานี้ แฝดสามคนโตอย่างวิน เวย์ และวาวา น่าจะกำลังวิ่งไล่จับกันรอบโซฟา ส่วนแฝดสี่วัยสามขวบก็คงกำลังร้องไห้แย่งของเล่นหรือไม่งั้นก็งอแงจะกินนมรอบดึก แต่นี่กลับไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วหรือเสียงแหกปากร้องไห้เล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินเลยแม้แต่นิดเดียว คนเป็นพ่อละสายตาจากหน้าจอไอแพด เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเหมือนกับเพิ่งนึกขึ้นได้ "นั่นสิ... พี่อาบน้ำเสร็จก็ไม่ได้ยินเสียงไอ้พายุแหกปากแล้วนะ หรือว่าไอ้แทนพาลูกไปเล่นเกมที่ห้องมัน" "เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ พี่แทนบ่นปวดหลังตั้งแต่หกโมงเย็นแล้ว บอกว่าขอตัวไปสลบยาวยันเช้า" น้ำอิงวางผ้าขนหนูลงบนเก้าอี้ เดินเข้ามาใกล้เตียง "อิงใจไม่ดีเลยค่ะ เงียบๆ แ
"แม่! หลานแม่เอาตุ๊กตาน้องไปโยนทิ้งน้ำนะ แถมไอ้พายุก็ขี่หลังนพจนหลังจะหักแล้วเนี่ย แม่ช่วยห้ามหลานหน่อยสิ!" วิศโอดครวญ อุ้มน้ำฝนที่ยังสะอื้นฮักๆ กางแขนกางขาฟ้องย่า"ก็ลูกแกเองทั้งนั้น ทนๆ เอาหน่อยสิ ตอนแกเด็กๆ แกแสบกว่านี้อีกนะวิศ มาหาคุณย่ามาลูกน้ำฝน มากินคุกกี้เร็ว ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะลูก ย่าให้ป้าชื่นอบคุกกี้สตรอว์เบอร์รีไว้ให้หนูโดยเฉพาะเลย" คุณนายมาลินีกวักมือเรียกหลานสาวตัวน้อยน้ำฝนที่ได้ยินคำว่าคุกกี้ก็หยุดร้องไห้ปาดน้ำตาลวกๆ แล้วดิ้นลงจากอกป๊ะป๋าวิ่งเตาะแตะไปเกาะขาคุณย่าทันที วิศยืนอ้าปากค้างกับสกิลการเปลี่ยนอารมณ์ของลูกสาว"ป๊ะป๋า..."แรงกระตุกที่ขากางเกงทำให้วิศต้องก้มลงไปมอง น้องน้ำค้าง แฝดสี่คนลูกสาวคนสุดท้องวัยสามขวบ ยืนทำหน้าบิดเบี้ยว สองมือกุมหน้าท้องตัวเองแน่น ขาเล็กๆ หนีบเข้าหากัน"เป็นอะไรลูกน้ำค้าง ปวดท้องเหรอ" วิศย่อตัวลงนั่งยองๆ ลูบหัวลูกสาวเบาๆ"ป๊ะป๋า ค้างปวดอึ้ อึ้จะออกแย้ว..."คำพูดสั้นๆ แต่เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางวง พีรวิศตาโตเท่าไข่ห่าน ความทรงจำอันเลวร้ายตอนอุ้มลูกๆ คนอื่นเข้าห้องน้ำไม่ทันแวบเข้ามาในหัว"เฮ้ย อย่าเพิ่งเบ่งลูก อั้นไว้ก่อน อิง อิงจ๋า เมี
"คุณน้ำอิงคะ...พี่ไม่ทำแล้วค่ะ ขอลาออกตั้งแต่วินาทีนี้เลย เงินเดือนของเดือนนี้พี่ไม่รับก็ได้ค่ะ ขอกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย!"เสียงสะอื้นของ พี่แวว พี่เลี้ยงเด็กระดับวีไอพีที่เพิ่งจ้างมาได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ดังลั่นตรงทางเดิน น้ำอิงในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างแรง สภาพพี่เลี้ยงตรงหน้าคือผมเผ้ายุ่งเหยิง บนแก้มซ้ายมีรอยสีเมจิกสีดำขีดเป็นเส้นยาว ส่วนที่กระโปรงก็มีคราบเหนียวหนึบของดินน้ำมันแปะอยู่"ใจเย็นๆ ก่อนนะคะพี่แวว เดี๋ยวอิงเพิ่มเงินเดือนให้อีกหมื่นนึงเลย เอามั้ยคะ ทนอีกนิดนึงนะ" น้ำอิงพยายามหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน"แสนนึงพี่ก็ไม่ไหวค่ะคุณน้ำอิง เมื่อกี้แฝดสี่เอาของเล่นปาใส่หัวพี่ พอพี่จะดุ แฝดพี่ก็วิ่งเอาสีมาป้ายหน้าหนู แถมยังขู่ว่าถ้าฟ้องคุณพ่อจะจับพี่ไปโยนลงสระน้ำ... พี่ขอตัวนะคะ"พี่แววโค้งตัวลวกๆ แล้วลากกระเป๋าเดินทางวิ่งหน้าตั้งออกประตูบ้านไปทันทีเหมือนคนกับหนีตาย น้ำอิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเล็กหน้าประตู"ไปซะละ... คนที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยอิง"พีรวิศที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองในสภาพสวมเสื้อยืดสีขาวย้วยๆ กางเกงขาสั้น เหงื่อแตกทั้งตัว เอ่
"ขอบคุณครับหมอ... ขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยชีวิตเมียผม" วิศยกมือไหว้คุณหมออย่างซาบซึ้ง คุณนายมาลินียกมือขึ้นพนมไหว้ท่วมหัว น้ำตาไหลอาบแก้ม "โอ๊ย คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หลานย่าปลอดภัย หนูอิงปลอดภัย ชายสองหญิงสองเลยเหรอเนี่ย! มาทีเดียวครบเลย ย่าจะเลี้ยงให้พุงกางทุกคนเลยลูกเอ๊ย" "เย้! น้องมาแย้ว! ป๊ะป๋าไม่ต้องร้องไห้นะ" น้องวินกับน้องเวย์กระโดดชูมือดีใจ วิ่งเข้ามากอดขาป๊ะป๋าที่กำลังปาดน้ำตาป้อยๆ สองชั่วโมงต่อมา ณ ห้องพักฟื้นวีไอพี เตียงคนไข้ถูกเข็นเข้ามาจัดวางตรงกลางห้อง ร่างอวบอิ่มที่เคยสดใสของน้ำอิงตอนนี้ซีดเซียวลงไปมาก สายน้ำเกลือและถุงเลือดระโยงระยางอยู่ที่หลังมือ เธอยังสะลึมสะลือจากฤทธิ์ยาแก้ปวด แต่พอรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆ ที่ทาบทับลงบนฝ่ามือ ดวงตากลมโตก็ค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ "พี่วิศ..." เสียงหวานแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน "พี่อยู่นี่คนดี... พี่อยู่นี่ครับ" วิศกดจูบลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อ น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วหยดแหมะลงบนแก้มเนียนของภรรยา เขาซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือของเธอ ลูบไล้ไปมาอย่างแสนรัก "หนูเก่งมากรู้ไหม ขอบคุณนะอิง... ขอบคุณที่อดทนเพื่อลูกของเรา พี่รักหนูที่สุดเลยนะ พี่ใจแทบขาดตอนรู้ว่า
ไฟหน้าห้องผ่าตัดยังคงสว่างวาบเป็นสีแดง พีรวิศเดินวนไปวนมาหน้าประตูบานเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับหนูติดจั่น สองมือหนาสอดประสานกันแน่น สันกรามปูดโปนนูนเด่นจากการขบกัดอย่างแรง เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมที่เคยเนี้ยบเป๊ะบัดนี้ยับยู่ยี่และชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อด้วยความตึงเครียด "พี่วิศครับ นั่งพักก่อนเถอะ เดินมาสามชั่วโมงแล้วนะ ขาจะรับน้ำหนักไม่ไหวนะ" นพเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว พยายามจะเข้าไปพยุงเจ้านายที่เคยขาหักมาก่อน "กูจะนั่งได้ยังไงวะ! มึงไม่เห็นเหรอนพ หมอเพิ่งให้พยาบาลวิ่งไปเบิกเลือดถุงที่สามเมื่อกี้! อิงเสียเลือดมาก เมียกูตกเลือดนะเว้ย" วิศตวาดเสียงสั่น น้ำตาของลูกผู้ชายรื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างไม่อายใคร ความกลัวเกาะกุมหัวใจจนแทบจะหยุดเต้น ภาพใบหน้าหวานที่ซีดเผือดก่อนจะถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดยังคงติดตา ท้องที่สองของน้ำอิงมันใหญ่โตจนน่ากลัว การอุ้มแฝดสี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และตอนนี้ร่างกายของเมียรักกำลังแบกรับความเสี่ยงขั้นสุด ที่โซฟาฝั่งตรงข้าม คุณนายมาลินีนั่งกอด น้องวาวา ไว้บนตัก ส่วน น้องวิน กับ น้องเวย์ นั่งขนาบข้างพี่แทนไท เด็กแฝดสามวัยสี่ขวบมองป๊ะป๋าที่กำลังกระวนกระวายด้วยแววตาใสซื่อ พวกเขายังเ
"แผลแห้งดีมากเลยค่ะคุณวิศ ซี่โครงที่ช้ำก็ยุบลงเยอะแล้ว วันนี้ปวดน้อยลงแล้วใช่ไหมคะ" เสียงหวานใสของน้ำอิงเอ่ยถามเจื้อยแจ้ว มืออวบนุ่มค่อยๆ ลูบขอบพลาสเตอร์ปิดแผลบนหน้าขาของพีรวิศให้แนบสนิทไปกับผิวอย่างเบามือที่สุด "อืม... ก็ปวดน้อยลง" วิศครางรับในลำคอ สายตาคมทอดมองกลุ่มผมหอมๆ ของคนที่ก้มๆ เงยๆ อยู่
เช้าวันถัดมา ณ ห้องพักฟื้น V.I.P. โรงพยาบาลเอกชนบรรยากาศเงียบสงบแตกต่างจากความวุ่นวายเมื่อวานลิบลับ ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของคุณนายมาลินี มารดาของพีรวิศ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด และรีบตรงดิ่งมาหาลูกชายทันทีที่ทราบข่าว"วิศลูกแม่ โธ่เอ๊ย ทำไมมันถึงทำกับลู
"รับใบนี้ค่ะ รูดเลย" ชาร์มโยนกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดลงบนเคาน์เตอร์กระจก มือเรียวกรีดกรายยื่นแบล็กการ์ดชื่อ 'พีรวิศ' ให้พนักงานด้วยท่าทางมาดมั่น"รอสักครู่นะคะคุณผู้หญิง" พนักงานรับไปเสียบเข้าเครื่อง แต่เพียงอึดใจเดียว เสียงเตือนก็ดังตี๊ดสั้นๆ "เอ่อ ขออภัยค่ะ บัตรปฏิเสธการทำรายการค่ะ""จะเป็นไป
แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟบนเพดานแทงทะลุเปลือกตาจนพีรวิศต้องกะพริบตาถี่ๆ"อึก" เสียงครางต่ำเล็ดลอดจากลำคอแห้งผาก เขาพยายามขยับตัว แต่ความรู้สึกชาหนึบที่ขาขวาซึ่งกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความปวดตุบๆ ตามจังหวะและกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกที่ตีขึ้นจมูก ก็ดึงสติเขากลับมาสู่ความเป็นจริง"คุณพีรวิศคะ คุณพีรวิศ รู้สึกตัวแล