LOGINเช้าวันถัดมา ณ ห้องพักฟื้น V.I.P. โรงพยาบาลเอกชน
บรรยากาศเงียบสงบแตกต่างจากความวุ่นวายเมื่อวานลิบลับ ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของคุณนายมาลินี มารดาของพีรวิศ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด และรีบตรงดิ่งมาหาลูกชายทันทีที่ทราบข่าว "วิศลูกแม่ โธ่เอ๊ย ทำไมมันถึงทำกับลูกขนาดนี้" มาลินีจับมือลูกชายแน่น ลูบผมที่ปรกหน้าผากซึ่งมีผ้าพันแผลของเขาเบาๆ น้ำตาไหลพราก "แม่เตือนแล้วใช่ไหมว่านังชาร์มมันหน้าเงิน มันไม่เคยรักลูกจริง เห็นไหมว่ามันผลักลูกตกบันไดจนเกือบฆ่าลูกแม่ตายแล้วเนี่ย!" "ผมจัดการมันแล้วครับแม่" วิศตอบเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงซีดเซียวจากพิษบาดแผลและการผ่าตัดดามเหล็กที่ขา แต่แววตานั้นเด็ดเดี่ยว "ทนายกฤษณ์จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม่ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ ผมไม่เป็นไรแล้ว" "จะไม่ให้แม่ร้องได้ยังไง! ซี่โครงก็ร้าว ขาก็หัก แม่เจ็บแทนลูกเหลือเกิน..." แกร๊ก ประตูห้องเปิดออก ร่างในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดตาเข็นรถอุปกรณ์ทำแผลเข้ามา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของวานิลลาลอยแตะจมูกวิศทันที มาลินีปาดน้ำตา หันไปมองที่ประตู ก่อนจะเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุด เลือดในกายเดือดพล่านพุ่งปรี๊ดขึ้นหน้าทันที "ชะ ชาร์ม นังสารเลว มึงยังกล้าเสนอหน้ามาเหยียบที่นี่อีกเหรอ" คุณนายมาลินีผุดลุกขึ้นพรวด ง้างมือสุดแขนเตรียมจะพุ่งเข้าไปตบหน้าผู้หญิงที่บังอาจทำร้ายลูกชายตัวเอง แต่เสียงแหบพร่าของวิศก็ตะโกนขัดขึ้นเสียก่อน "แม่... หยุดก่อน นั่นไม่ใช่มัน!" มือที่ง้างอยู่ชะงักค้างเติ่ง มาลินีหันขวับมองหน้าลูกชาย สลับกับพยาบาลสาวตรงหน้าที่ยืนตัวสั่น ทำตาโตด้วยความตกใจ "ไม่ใช่ได้ยังไง ก็หน้ามันพิมพ์เดียวกันขนาดนี้" มาลินีหรี่ตามองพิจารณาคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง จริงสิ ใบหน้าเหมือนกันราวกับแกะ แต่รูปร่างสรีระนั้น ต่างกันลิบลับ นังชาร์มผอมแห้งจนเห็นกระดูกไหปลาร้า เอวคอดกิ่วแบบคนอดอาหาร แต่พยาบาลคนนี้ อวบอิ่มไปทั้งตัว หน้าอกหน้าใจดันเสื้อฟอร์มจนแทบปริ สะโพกผายกลมกลึงรับกับต้นขาที่มีน้ำมีนวล เป็นรูปร่างที่คนโบราณเรียกว่า 'หุ่นแม่พันธุ์' โดยแท้ ต่างจากนังกระดูกเดินได้คนนั้นโดยสิ้นเชิง แถมแววตาก็ไม่มีความหยิ่งยโส มีแต่ความซื่อตรงและตกใจกลัว "สะ สวัสดีค่ะคุณท่าน" น้ำอิงรีบยกมือไหว้ปลกๆ เสียงใสสั่นนิดๆ "หนูชื่อน้ำอิงค่ะ เป็นพยาบาลพิเศษที่คุณวิศจ้างมาดูแลเคสนี้โดยเฉพาะค่ะ ไม่ใช่คนที่คุณท่านพูดถึงหรอกนะคะ" มาลินีค่อยๆ ลดมือลง ถอยกลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงช้าๆ แต่สายตายังคงจับจ้องทุกอิริยาบถของพยาบาลร่างอวบอย่างไม่วางตา "ขออนุญาตนะคะคุณวิศ ถึงเวลาพลิกตัว เช็ดตัว แล้วก็ดูแผลผ่าตัดค่ะ" น้ำอิงสูดหายใจเรียกสติ เดินเข้ามาใกล้เตียง เลื่อนรถเข็นอุปกรณ์มาไว้ใกล้มือ "อืม" วิศรับคำสั้นๆ สายตาคมกริบที่เคยมองคนอื่นอย่างเย็นชา บัดนี้กลับทอดมองตามมือเล็กๆ ที่กำลังขยับจัดเตรียมอุปกรณ์ด้วยแววตาที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มาลินีนั่งมองลูกชายตัวเองด้วยความประหลาดใจ วิศเป็นคนหวงตัว ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย ยิ่งเวลาเจ็บป่วยยิ่งหงุดหงิดพาลใส่คนรอบข้าง แต่ตอนนี้กลับนอนนิ่ง ยอมให้ผู้หญิงที่หน้าเหมือนอดีตเมียแตะต้องตัวอย่างง่ายดาย "น้ำจะค่อยๆ ประคองไหล่กับสะโพกนะคะ ค่อยๆ ขยับนะ" น้ำอิงโน้มตัวลงไปใกล้ สอดแขนอวบนุ่มเข้าใต้แผ่นหลังกว้าง อีกมือประคองที่สะโพกสอบ "พร้อมนะคะ หนึ่ง สอง สาม" เธอออกแรงดึงเพียงเบาๆ จังหวะการพลิกตัวนั้นลื่นไหลและนุ่มนวล แต่เมื่อแผ่นหลังกว้างพลิกตะแคงขึ้นมา น้ำอิงก็ต้องชะงักตาค้าง "เอ๊ะ ทำไม" น้ำอิงอุทานเสียงหลง นิ้วเรียวชี้ไปที่แผ่นหลังและบริเวณสีข้างของชายหนุ่ม "คุณวิศคะ ทำไมหลังกับซี่โครงถึงช้ำบวมแดงปื้นขนาดนี้คะ! เมื่อวานตอนเช้าที่น้ำเช็ดยังไม่มีรอยช้ำพวกนี้เลยนี่คะ" วิศนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อความเย็นจากอากาศปะทะรอยช้ำ "พยาบาลเมื่อวาน มันมือหนัก" คำตอบสั้นๆ นั้นทำเอาน้ำอิงเม้มปากแน่น ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในอก เธอไม่น่ารีบลงเวรไปเลย ไม่คิดเลยว่าพยาบาลที่มารับช่วงต่อจะทำรุนแรงกับคนไข้ที่เพิ่งผ่าตัดและซี่โครงร้าวขนาดนี้ "เจ็บมากไหมคะเนี่ย น้ำขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่ดูแล" เสียงหวานอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือจับผ้าชุบน้ำอุ่นแตะลงบนรอยช้ำอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าเขาจะแหลกสลาย "เจ็บนิดนึงนะคะคุณวิศ น้ำจะพยายามเบามือที่สุดเลยค่ะ" วิศหลับตาลง ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ สัมผัสที่ปลายนิ้วของเธอช่างแตกต่างจากเมื่อวานลิบลับ ไม่มีความรังเกียจ ไม่มีความเร่งรีบ ร่างกายที่เคยเกร็งเขม็งของเขาตอบรับสัมผัสนั้นด้วยความผ่อนคลาย มาลินีลอบมองภาพนั้นเงียบๆ กลิ่นหอมสะอาดๆ จากตัวน้ำอิง บรรยากาศอบอุ่นและอ่อนโยนที่แผ่ออกมา มันช่างขัดแย้งกับใบหน้าที่เหมือนนังปีศาจนั่นเหลือเกิน แม่พยาบาลคนนี้กำลังทำให้ลูกชายของเธอ สงบลงได้จริงๆ มาลินีไล่สายตามองสะโพกผายและสัดส่วนอุดมสมบูรณ์นั่นอีกครั้ง ในใจลึกๆ อดคิดไม่ได้ว่า ผู้หญิงที่มีความอ่อนโยนและรูปร่างแบบนี้นี่แหละ ที่เหมาะจะเป็นแม่ของหลานเธอ "หนูน้ำอิง" มาลินีเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำอิงชะงักมือที่กำลังซับรอยช้ำ หันมาส่งยิ้มผ่านหน้ากากอนามัย "คะคุณท่าน ต้องการอะไรเพิ่มไหมคะ" มาลินีถอนหายใจยาว แววตาที่เคยมองอย่างระแวงเปลี่ยนเป็นความเอ็นดู "เรียกแม่เถอะลูก ไม่ต้องเรียกคุณท่านหรอก" น้ำอิงเบิกตากว้างนิดๆ ก่อนจะยิ้มรับ "อ่า ค ค่ะ คุณแม่" "แม่ฝากดูแลตาวิศด้วยนะลูก พี่เขาขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจไปบ้าง แต่เนื้อแท้ไม่มีอะไรหรอก ช่วยดูแลพี่เขาหน่อยนะ แม่ฝากด้วยนะลูก" คำพูดที่เปลี่ยนไปจากการเรียกแบบห่างเหินมาเป็น พี่เขา ทำเอาวิศที่นอนหันหลังอยู่ลืมตาขึ้นมาทันที มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน น้ำอิงยิ้มรับจนตาหยี "ยินดีค่ะคุณแม่ ไม่ต้องห่วงนะคะ น้ำจะดูแลคุณวิศ ให้ดีที่สุดเลยค่ะ""คุณแม่ท่านคงเห็นว่าช่วงนี้เราสองคนเหนื่อยมากมั้งคะ..." น้ำอิงทอดสายตามองภาพครอบครัวตรงหน้าด้วยความซึ้งใจ หยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตา "วันก่อนอิงแอบเห็นคุณแม่นั่งนวดหลังอยู่เลย ท่านคงอยากช่วยแบ่งเบาภาระเรา อยากให้เราได้นอนพักเต็มอิ่มบ้าง เลยจงใจเอาของเล่นมาล่อหลานไปนอนด้วยแบบนี้" คำพูดของภรรยาทำเอาพีรวิศรู้สึกสะอื้น เขามองมารดาที่เคยเจ้าระเบียบและเข้มงวดกับทุกอย่างในชีวิต บัดนี้กลายเป็นเพียงคุณย่าใจดีที่ยอมให้หลานเจ็ดคนมานอนเบียด นอนทับ ยอมให้ห้องนอนหรูหราเต็มไปด้วยเศษขนมและของเล่นเกลื่อนพื้น ขอเพียงแค่หลานๆ มีความสุข และลูกชายกับลูกสะใภ้ของท่านได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง "เราโชคดีจังเลยนะคะพี่วิศ โชคดีที่มีคุณแม่ โชคดีที่ลูกๆ น่ารัก โชคดีที่เรามีกันและกัน" "พี่ต่างหากที่โชคดีที่สุดในโลก" คนตัวโตสอดท่อนแขนเข้าที่เอวนุ่มนิ่มของเมียรัก ดึงร่างอวบให้เข้ามาเบียดชิดกับแผงอก แล้วก้มลงกดจูบ บนกระหม่อมบางของเธออย่างแสนรัก ซึมซับความอบอุ่นและกลิ่นหอมละมุนที่เป็นดั่งยาชูกำลังของเขาเสมอมา "ปล่อยให้เด็กๆ นอนกับคุณย่าไปเถอะคืนนี้ เรากลับห้องกันดีกว่า ป่านนี้คุณย่าคงอยากให้เราไปนอนพักเต็มทีแล้ว" วิ
นาฬิกาบนผนังห้องนอนใหญ่เพิ่งจะบอกเวลาสองทุ่มครึ่ง แต่บรรยากาศภายในคฤหาสน์กลับเงียบสงัดจนผิดปกติ น้ำอิงในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นใส่นอนเดินเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ ออกมาจากห้องน้ำ คนเป็นแม่กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปหาพ่อของลูกที่กำลังนั่งพิงพนักเตียงอ่านรายงานการประชุมในไอแพดอยู่ "พี่วิศคะ... วันนี้บ้านเราไฟดับหรือว่าหูอิงหนวกไปเอง ทำไมมันเงียบขนาดนี้เนี่ย" น้ำอิงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ปกติเวลานี้ แฝดสามคนโตอย่างวิน เวย์ และวาวา น่าจะกำลังวิ่งไล่จับกันรอบโซฟา ส่วนแฝดสี่วัยสามขวบก็คงกำลังร้องไห้แย่งของเล่นหรือไม่งั้นก็งอแงจะกินนมรอบดึก แต่นี่กลับไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วหรือเสียงแหกปากร้องไห้เล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินเลยแม้แต่นิดเดียว คนเป็นพ่อละสายตาจากหน้าจอไอแพด เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเหมือนกับเพิ่งนึกขึ้นได้ "นั่นสิ... พี่อาบน้ำเสร็จก็ไม่ได้ยินเสียงไอ้พายุแหกปากแล้วนะ หรือว่าไอ้แทนพาลูกไปเล่นเกมที่ห้องมัน" "เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ พี่แทนบ่นปวดหลังตั้งแต่หกโมงเย็นแล้ว บอกว่าขอตัวไปสลบยาวยันเช้า" น้ำอิงวางผ้าขนหนูลงบนเก้าอี้ เดินเข้ามาใกล้เตียง "อิงใจไม่ดีเลยค่ะ เงียบๆ แ
"แม่! หลานแม่เอาตุ๊กตาน้องไปโยนทิ้งน้ำนะ แถมไอ้พายุก็ขี่หลังนพจนหลังจะหักแล้วเนี่ย แม่ช่วยห้ามหลานหน่อยสิ!" วิศโอดครวญ อุ้มน้ำฝนที่ยังสะอื้นฮักๆ กางแขนกางขาฟ้องย่า"ก็ลูกแกเองทั้งนั้น ทนๆ เอาหน่อยสิ ตอนแกเด็กๆ แกแสบกว่านี้อีกนะวิศ มาหาคุณย่ามาลูกน้ำฝน มากินคุกกี้เร็ว ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะลูก ย่าให้ป้าชื่นอบคุกกี้สตรอว์เบอร์รีไว้ให้หนูโดยเฉพาะเลย" คุณนายมาลินีกวักมือเรียกหลานสาวตัวน้อยน้ำฝนที่ได้ยินคำว่าคุกกี้ก็หยุดร้องไห้ปาดน้ำตาลวกๆ แล้วดิ้นลงจากอกป๊ะป๋าวิ่งเตาะแตะไปเกาะขาคุณย่าทันที วิศยืนอ้าปากค้างกับสกิลการเปลี่ยนอารมณ์ของลูกสาว"ป๊ะป๋า..."แรงกระตุกที่ขากางเกงทำให้วิศต้องก้มลงไปมอง น้องน้ำค้าง แฝดสี่คนลูกสาวคนสุดท้องวัยสามขวบ ยืนทำหน้าบิดเบี้ยว สองมือกุมหน้าท้องตัวเองแน่น ขาเล็กๆ หนีบเข้าหากัน"เป็นอะไรลูกน้ำค้าง ปวดท้องเหรอ" วิศย่อตัวลงนั่งยองๆ ลูบหัวลูกสาวเบาๆ"ป๊ะป๋า ค้างปวดอึ้ อึ้จะออกแย้ว..."คำพูดสั้นๆ แต่เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางวง พีรวิศตาโตเท่าไข่ห่าน ความทรงจำอันเลวร้ายตอนอุ้มลูกๆ คนอื่นเข้าห้องน้ำไม่ทันแวบเข้ามาในหัว"เฮ้ย อย่าเพิ่งเบ่งลูก อั้นไว้ก่อน อิง อิงจ๋า เมี
"คุณน้ำอิงคะ...พี่ไม่ทำแล้วค่ะ ขอลาออกตั้งแต่วินาทีนี้เลย เงินเดือนของเดือนนี้พี่ไม่รับก็ได้ค่ะ ขอกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย!"เสียงสะอื้นของ พี่แวว พี่เลี้ยงเด็กระดับวีไอพีที่เพิ่งจ้างมาได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ดังลั่นตรงทางเดิน น้ำอิงในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างแรง สภาพพี่เลี้ยงตรงหน้าคือผมเผ้ายุ่งเหยิง บนแก้มซ้ายมีรอยสีเมจิกสีดำขีดเป็นเส้นยาว ส่วนที่กระโปรงก็มีคราบเหนียวหนึบของดินน้ำมันแปะอยู่"ใจเย็นๆ ก่อนนะคะพี่แวว เดี๋ยวอิงเพิ่มเงินเดือนให้อีกหมื่นนึงเลย เอามั้ยคะ ทนอีกนิดนึงนะ" น้ำอิงพยายามหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน"แสนนึงพี่ก็ไม่ไหวค่ะคุณน้ำอิง เมื่อกี้แฝดสี่เอาของเล่นปาใส่หัวพี่ พอพี่จะดุ แฝดพี่ก็วิ่งเอาสีมาป้ายหน้าหนู แถมยังขู่ว่าถ้าฟ้องคุณพ่อจะจับพี่ไปโยนลงสระน้ำ... พี่ขอตัวนะคะ"พี่แววโค้งตัวลวกๆ แล้วลากกระเป๋าเดินทางวิ่งหน้าตั้งออกประตูบ้านไปทันทีเหมือนคนกับหนีตาย น้ำอิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเล็กหน้าประตู"ไปซะละ... คนที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยอิง"พีรวิศที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองในสภาพสวมเสื้อยืดสีขาวย้วยๆ กางเกงขาสั้น เหงื่อแตกทั้งตัว เอ่
"ขอบคุณครับหมอ... ขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยชีวิตเมียผม" วิศยกมือไหว้คุณหมออย่างซาบซึ้ง คุณนายมาลินียกมือขึ้นพนมไหว้ท่วมหัว น้ำตาไหลอาบแก้ม "โอ๊ย คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หลานย่าปลอดภัย หนูอิงปลอดภัย ชายสองหญิงสองเลยเหรอเนี่ย! มาทีเดียวครบเลย ย่าจะเลี้ยงให้พุงกางทุกคนเลยลูกเอ๊ย" "เย้! น้องมาแย้ว! ป๊ะป๋าไม่ต้องร้องไห้นะ" น้องวินกับน้องเวย์กระโดดชูมือดีใจ วิ่งเข้ามากอดขาป๊ะป๋าที่กำลังปาดน้ำตาป้อยๆ สองชั่วโมงต่อมา ณ ห้องพักฟื้นวีไอพี เตียงคนไข้ถูกเข็นเข้ามาจัดวางตรงกลางห้อง ร่างอวบอิ่มที่เคยสดใสของน้ำอิงตอนนี้ซีดเซียวลงไปมาก สายน้ำเกลือและถุงเลือดระโยงระยางอยู่ที่หลังมือ เธอยังสะลึมสะลือจากฤทธิ์ยาแก้ปวด แต่พอรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆ ที่ทาบทับลงบนฝ่ามือ ดวงตากลมโตก็ค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ "พี่วิศ..." เสียงหวานแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน "พี่อยู่นี่คนดี... พี่อยู่นี่ครับ" วิศกดจูบลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อ น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วหยดแหมะลงบนแก้มเนียนของภรรยา เขาซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือของเธอ ลูบไล้ไปมาอย่างแสนรัก "หนูเก่งมากรู้ไหม ขอบคุณนะอิง... ขอบคุณที่อดทนเพื่อลูกของเรา พี่รักหนูที่สุดเลยนะ พี่ใจแทบขาดตอนรู้ว่า
ไฟหน้าห้องผ่าตัดยังคงสว่างวาบเป็นสีแดง พีรวิศเดินวนไปวนมาหน้าประตูบานเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับหนูติดจั่น สองมือหนาสอดประสานกันแน่น สันกรามปูดโปนนูนเด่นจากการขบกัดอย่างแรง เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมที่เคยเนี้ยบเป๊ะบัดนี้ยับยู่ยี่และชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อด้วยความตึงเครียด "พี่วิศครับ นั่งพักก่อนเถอะ เดินมาสามชั่วโมงแล้วนะ ขาจะรับน้ำหนักไม่ไหวนะ" นพเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว พยายามจะเข้าไปพยุงเจ้านายที่เคยขาหักมาก่อน "กูจะนั่งได้ยังไงวะ! มึงไม่เห็นเหรอนพ หมอเพิ่งให้พยาบาลวิ่งไปเบิกเลือดถุงที่สามเมื่อกี้! อิงเสียเลือดมาก เมียกูตกเลือดนะเว้ย" วิศตวาดเสียงสั่น น้ำตาของลูกผู้ชายรื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างไม่อายใคร ความกลัวเกาะกุมหัวใจจนแทบจะหยุดเต้น ภาพใบหน้าหวานที่ซีดเผือดก่อนจะถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดยังคงติดตา ท้องที่สองของน้ำอิงมันใหญ่โตจนน่ากลัว การอุ้มแฝดสี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และตอนนี้ร่างกายของเมียรักกำลังแบกรับความเสี่ยงขั้นสุด ที่โซฟาฝั่งตรงข้าม คุณนายมาลินีนั่งกอด น้องวาวา ไว้บนตัก ส่วน น้องวิน กับ น้องเวย์ นั่งขนาบข้างพี่แทนไท เด็กแฝดสามวัยสี่ขวบมองป๊ะป๋าที่กำลังกระวนกระวายด้วยแววตาใสซื่อ พวกเขายังเ
เสียงน้ำจากก๊อกในห้องน้ำหยุดลงแล้ว ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่เดินกลับมาหยุดอยู่ข้างเตียงพีรวิศนอนนิ่ง นัยน์ตาคมเหม่อมองเพดานสีขาวสว่างจ้าของห้องพักฟื้น ความรู้สึกปวดมวนที่ท้องน้อยหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเบาสบายทางกาย"เรียบร้อยแล้วค่ะ สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหมคะ"เสียงใสเอ่ยถามเบาๆ มืออวบดึงชายผ้า
"แผลแห้งดีมากเลยค่ะคุณวิศ ซี่โครงที่ช้ำก็ยุบลงเยอะแล้ว วันนี้ปวดน้อยลงแล้วใช่ไหมคะ" เสียงหวานใสของน้ำอิงเอ่ยถามเจื้อยแจ้ว มืออวบนุ่มค่อยๆ ลูบขอบพลาสเตอร์ปิดแผลบนหน้าขาของพีรวิศให้แนบสนิทไปกับผิวอย่างเบามือที่สุด "อืม... ก็ปวดน้อยลง" วิศครางรับในลำคอ สายตาคมทอดมองกลุ่มผมหอมๆ ของคนที่ก้มๆ เงยๆ อยู่
"รับใบนี้ค่ะ รูดเลย" ชาร์มโยนกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดลงบนเคาน์เตอร์กระจก มือเรียวกรีดกรายยื่นแบล็กการ์ดชื่อ 'พีรวิศ' ให้พนักงานด้วยท่าทางมาดมั่น"รอสักครู่นะคะคุณผู้หญิง" พนักงานรับไปเสียบเข้าเครื่อง แต่เพียงอึดใจเดียว เสียงเตือนก็ดังตี๊ดสั้นๆ "เอ่อ ขออภัยค่ะ บัตรปฏิเสธการทำรายการค่ะ""จะเป็นไป
แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟบนเพดานแทงทะลุเปลือกตาจนพีรวิศต้องกะพริบตาถี่ๆ"อึก" เสียงครางต่ำเล็ดลอดจากลำคอแห้งผาก เขาพยายามขยับตัว แต่ความรู้สึกชาหนึบที่ขาขวาซึ่งกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความปวดตุบๆ ตามจังหวะและกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกที่ตีขึ้นจมูก ก็ดึงสติเขากลับมาสู่ความเป็นจริง"คุณพีรวิศคะ คุณพีรวิศ รู้สึกตัวแล







