LOGINBy : พิ้งค์พราว
“เฮ่อ เหนื่อยเป็นบ้าเลยวันนี้” ฉันทิ้งร่างที่เหนื่อยล้าเต็มทนลงเก้าอี้ภายในห้องแต่งตัวของพนักงาน จะไม่ให้ฉันเหนื่อยได้ยังไงละก็ทำงานมาทั้งวัน แปดโมงเช้ายันเที่ยงคืนกว่า งานเลี้ยงเลิกตอนห้าทุ่มครึ่งก็จริง แต่พนักงานอย่างฉันก็ยังต้องอยู่เคลียร์ทุกอย่างช่วยเพื่อนจนเสร็จ เจ้านายดูสนุกสนานกันมาก ส่วนพนักงานก็ดูเหนื่อยกันมากเช่นกัน
ทว่ามีเรื่องดีเรื่องหนึ่งนั่นก็คือมีคนให้ทิปพนักงานบริการคนละหนึ่งใบเทา ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ
“คิดแล้วก็น่าห่วงเรื่องงานเหมือนกันแฮะ” ดีใจได้แป๊บหนึ่งก็ต้องมีเรื่องให้เครียดอีกแล้ว ก็เรื่องเจ้าของโรงแรมคนใหม่นี่สิ
‘ต่อไปนี้ผมคือประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของ Autumn sweet time ยังไงฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ’ เสียงของเจ้านายคนใหม่ยังกึกก้องอยู่ในหัวฉันอยู่เลย คุณธามม์อยู่เหนือคุณฌอนไปอีก
และเขายังเป็นถึงลูกคุณนฤบดี ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเครืออนันต์ถิระคุณอีกด้วย จะบอกว่าเป็นเจ้าของโรงแรมยังได้เลย ตำแหน่งน่าเกรงขามจนฉันแอบขนลุก จะไม่เครียดหรือกังวลอะไรเลย ถ้าไม่ได้ไปนั่งกินข้าวกับแขกมา มันผิดกฎของโรงแรม หรือว่าคุณธามม์กำลังจะทดสอบพนักงานอยู่ แล้วฉันก็คือคนที่โดนทดสอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันจะโดนอะไรต่อละเนี่ย
“เลิกคิด มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดหรอกมั้ง”
“พราว! มาอยู่ที่นี่เอง นึกว่ากลับไปซะแล้ว โล่งอกไปที” พี่ฝ้ายเดินเข้ามาหน้าตาตื่น สายตาและน้ำเสียงแบบนี้คงไม่ใช้งานฉันต่อหรอกนะ จะไปฟ้องกรมแรงงานแล้วนะ เที่ยงคืนแล้วค่ะหัวหน้า
“พอดีว่าจีเอ็มขอพี่มา” นั่นไง จีเอ็มอีกแล้ว สองคนนี้ใช้ฉันบ่อยมาก คนอื่นทำงานไม่เป็นกันรึไง
“มีอะไรให้ช่วยคะ”
“จีเอ็มบอกให้พราวเอาไวน์ขึ้นไปให้คุณธามม์หน่อย ที่ห้องของจีเอ็มนะ”
นี่ยังจะดื่มต่ออีกเหรอ คอแข็งกันจังผู้บริหารที่นี่
“ไม่ได้ใช้ฟรีนะ มีทิปให้ด้วย ได้ยินว่าแบงก์เทา แต่จะโอนเข้าบัญชีให้โดยตรงนะ”
อืม ได้ยินแบบนี้ค่อยมีแรงเดินหน่อย เอาวะทนมาทั้งวันแล้ว ทนอีกสักนิดเพื่อเงิน
“ได้ค่ะ พราวจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“อ้อ ไม่ต้องเคาะประตูนะ เปิดเข้าไปได้เลย” เป็นอะไรกับการเคาะประตูกันนะชอบย้ำไม่ให้เคาะ แทนที่จะย้ำว่าต้องเคาะทุกครั้งนะ แปลกคน
ฉันเดินลากขามาพร้อมกับไวน์แดงสองขวด ปลายเท้ามาหยุดที่หน้าประตูห้องของคุณฌอน แอบกังวลอยู่เหมือนกันนะ ทำไมต้องเจาะจงใช้ฉันด้วย คงไม่ได้เรียกมาเชือดกันหรอกใช่ไหม
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ฉันมันก็ดื้อเสียด้วยสิ ไม่ให้เคาะแต่เคาะประตูไปแล้วสามครั้ง ให้สัญญาณคนข้างในสักหน่อย เผื่อกำลังทำอะไรกันอยู่จะได้ไม่เคอะเขินทีหลัง
ฉันแง้มประตูออกช้า ๆ ก่อนจะมั่นใจเปิดพอหลวมตัวเข้าไปข้างในห้อง
ห้องที่ควรจะมีเสียงเพลงหรือเสียงพูดคุยกันบ้าง ทำไมกลับเงียบกริบ ซ้ำยังเปิดไฟพอสลัวอยู่ที่โซนห้องนั่งเล่นเพียงดวงเดียว แล้วเจ้านายทั้งสองหายไปไหนกัน
“เอ่อ คุณฌอนคะ ดิฉันเอาไวน์ขึ้นมาให้ค่ะ” ฉันเอ่ยไปลอย ๆ เผื่อคุณเขาจะอยู่ในห้องนอนหรือไม่ก็ห้องน้ำ
ทว่าก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาเลย ฉันย่องไปที่ระเบียงห้องเผื่อว่าจะออกไปนั่งรับลมเย็น ๆ หนาว ๆ กัน แง้มผ้าม่านดูก็ไม่พบใครเลย
“แล้วคุณเขาไปอยู่ไหนกัน ให้ฉันขึ้นมาทำไมดึก ๆ ดื่นๆ”
“บ่นอะไร”
คุณพระ! หัวใจแทบวาย จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น จนฉันแอบสะดุ้งเฮือก เจ้าของเสียงเดินออกมาจากฝั่งของห้องนอน
“คะ คือว่า ว๊าย!” ฉันกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ก็ต้องรีบหันหลังให้คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไว “ขอโทษค่ะ คุณธามม์ ฉะ ฉันไม่ได้ตั้งใจมองนะคะ” ไม่ให้ตกใจได้ไงก่อน ก็คุณธามม์เขาใส่แค่ผ้าขนหนูผืนเดียวเดินออกมาหาฉัน หัวใจแทบวาย นี่ครั้งที่สองแล้วนะ
ปกติคุณเขาชอบโชว์เรือนร่างให้สาว ๆ ดูรึไง ถึงได้ชอบนุ่งน้อยห่มน้อยออกมาให้ฉันเห็นนัก คราวที่แล้วก็โชว์ห่อหมก รู้ว่าหุ่นดีน่ากอด แต่ก็น่าจะอายฉันบ้างสิ ไม่ได้อยากดูขนาดนั้นนะ
“ผมก็ไม่ได้ว่า อยากมองก็มองสิ ตามใจคุณ”
“ไม่ได้อยากมองค่ะ ดิฉันเอาไวน์มาให้ท่านประธานแล้วนะคะ” ฉันยังหันหลังให้กับคุณธามม์
“ขอบใจ รอผมแป๊บหนึ่งนะ ผมไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน ดูแล้วคุณคงไม่หันหน้ามาคุยกับผมดีดีแน่ ถ้ายังใส่แบบนี้อยู่” พูดจบเขาก็เดินเข้าห้องไป
“ค่ะ” ฉันตอบรับไปแบบงุนงง ทำไมต้องให้รอ แล้วนี่จีเอ็มไปไหน
ฉันยืนรอคุณธามม์ไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะเดินออกมาพร้อมกับชุดใส่สบายพร้อมนอนเป็นกางเกงขายาวสีกรมท่อนบนใส่เสื้อยืดสีขาว แบบนี้ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย
“ทำไมคุณไม่นั่งรอ ยืนรอผม คุณไม่เหนื่อยเหรอ” เขาถามพลางนั่งลงที่โซฟาหนัง
“ฉันทนได้ค่ะ ท่านประธานมีอะไรจะให้ดิฉันช่วยอีกไหมคะ”
“บอกแล้วไงว่าให้พูดปกติ ใช้คำง่าย ๆ ไม่ต้องพิธีกับผมมาก พราว”
สายตาคมเหมือนจะจ้องฉันเขม็ง น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความจริงจัง เหมือนพ่อแม่ไม่พอใจลูกที่ไม่ยอมเชื่อฟังหรือทำตามที่บอกที่สอน
“ค่ะคุณธามม์”
“นั่งก่อนสิ” เขาเชื้อเชิญให้นั่งลงโซฟาตัวที่อยู่ใกล้เขา
“ค่ะ” ฉันค่อย ๆ หย่อนก้นลงนั่ง
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว คุณควรนั่งนาน ๆ นะ” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบขวดไวน์มาเปิดเองอย่างชำนาญ ก่อนจะเทลงแก้วตรงหน้า
ตอนนี้ฉันควรกลับไปนอนมากกว่านะคะท่านประธานคนใหม่ คุณไม่ควรให้ฉันมานั่งดูคุณดื่มอยู่แบบนี้
“ท่านประธานมีอะไรให้ดิฉันช่วยอีกไหมคะ”
“ทำไม? คุณอึดอัดเวลาอยู่กับผมเหรอ”
“เปล่านะคะ ฉันแค่อยากกลับไปนอนพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าต้องตื่นมาทำงานต่อค่ะ”
“ไม่ต้อง ผมขอหัวหน้าคุณไว้แล้ว พรุ่งนี้คุณต้องคอยตามไปดูแลผมที่ต่างจังหวัด”
“ต่างจังหวัด? ดูแลท่านประธานงั้นเหรอคะ”
พนักงานเสิร์ฟต้องไปดูแลเจ้านายนอกสถานที่ด้วยเหรอ คิดว่าเป็นหน้าที่ของเลขาเสียอีก
“หยุดเรียกผมแบบนั้นสักทีได้ไหม บอกแล้วไงให้เรียกผมว่าธามม์ ส่วนคุณก็แทนตัวเองว่าพราว จะต้องให้ผมดุคุณอีกกี่รอบ” แค่เรียกว่าประธานทำไมต้องดุด้วย ก็คนมันไม่ชินนี่
“ค่ะ ขอโทษค่ะ”
“ผู้ชายที่เป็นเพื่อนร่วมงานของคุณเขาชอบคุณใช่ไหม” จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย ซ้ำยังถามถึงใครกันล่ะเนี่ย เพื่อนร่วมงานผู้ชายก็ใช่ว่ามีคนเดียว
“ใครเหรอคะ ฉันไม่เข้าใจที่คุณธามม์ถามค่ะ”
“คนที่คอยช่วยคุณเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มบ่อย ๆ คืนนี้ไง ผมเห็นเขาเทคแคร์คุณดีเกินกว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานธรรมดานะ ดูแล้วเขาคงชอบคุณนะ” คุณธามม์พูดถึงดิวสินะ เพราะมีแต่ดิวที่คอยเดินเสิร์ฟแชมเปญช่วยฉัน นี่เขาแอบมองฉันตลอดเลยเหรอ แปลกจริง
“พราวไม่ทราบว่าดิวรู้สึกยังไงกับพราวค่ะ แต่ที่รู้จักเขา เขาค่อนข้างเป็นสุภาพบุรุษ เขามีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ก็เลยไม่รู้ว่าจีบฉันอยู่รึเปล่าค่ะ”
“...” ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่าเนี่ย ทำไมคุณเขานิ่งไปแบบนี้ แถมยังจ้องหน้าฉันตาไม่กะพริบ เหมือนกำลังประมวลผลอะไรบางอย่างในความคิด ฉันแอบกลืนน้ำลายลงคอไปเฮือกหนึ่ง บีบมือตัวเองแน่น
“คุณมองคนไม่ออกเลยสินะ แสดงว่าที่ผ่านมาผมทำอะไรให้คุณไปคุณคงดูไม่ออก”
“ยังไงเหรอคะ” ฉันยังไม่เข้าใจที่เขาจะสื่อ
“เฮ้อ” คุณธามม์ถอนหายใจเหมือนคนสิ้นหวังกับอะไรบางอย่าง ก่อนจะยืนขึ้นและยกแก้วไวน์ดื่มจนหมดแก้ว
ฉันทำอะไรให้เจ้านายไม่พอใจอีกแล้วเนี่ย เขาดูไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่
“งั้นผมคงต้องบอกคุณตรง ๆ ใช่ไหม” เขาขยับมายืนตรงหน้าฉัน จากนั้นโน้มตัวลงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉัน จนลมหายใจจะรดหน้าฉันอยู่แล้ว มือทั้งสองข้างวางทาบลงขอบโซฟาเหมือนกำลังขังฉันไว้ให้อยู่ในพื้นที่ของเขา ทำแบบนี้มันเรียกว่าคุกคามได้ไหมนะ
“มีอะไรเหรอคะ พราวพูดอะไรผิดไปรึเปล่า” ฉันรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าว ๆ อย่างบอกไม่ถูก ก็สายตาคมของเจ้านายหนุ่มซ้ำยังมีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจ้องกันใกล้ขนาดนี้จะไม่ให้หวั่นไหวได้ยังไงล่ะ
“ผมชอบคุณ พิ้งค์พราว”
กึก
“...” ฮะ! อะไรนะ หูฝาดไปรึเปล่าเรา ชอบเหรอ บ้าน่า รู้จักฉันไม่กี่วันเจ้านายบอกว่าชอบฉันเหรอหรือเขาหมายถึงชอบการทำงานของฉัน
จะรู้กี่โมงจ๊ะพราว เขาชอบเธอ ชอบที่หมายถึงอยากกอด อยากจูบ อยากมีความทรงจำดีดีร่วมกับเธอนั่นแหละ
รุกได้สักทีนะคะคุณธามม์ กว่าจะบอกเธอตรง ๆ นี่ขนาดบอกแล้วสาวยังไม่รู้ตัวอีกว่าเจ้านายมาเต๊าะจีบ ซื่อเกิ้นเรื่องแบบนี้
แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงมาบอกสาวกลางดึกแบบนี้ล่ะ ไว้วันหลังก็ได้ไหมคะ เที่ยงคืนแล้วนะเจ้านาย ไปนอนได้แล้ว
รอวันวิวาห์ หนึ่งเดือนต่อมากว่าจะผ่านมาแต่ละวันมันช่างเนิ่นนานเหลือเกินนี่คือความรู้สึกของคนที่อยากเป็นเจ้าบ่าวใจแทบขาดอย่างนภัทรเขานับรอวันที่จะได้เห็นพนิตาใส่ชุดเจ้าสาวเดินจูงมือเข้าประตูวิวาห์ไปพร้อมกันกับเขาผ่านมาหนึ่งเดือนนับจากวันที่ไปสู่ขอพนิตากับพ่อแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เขาจำได้ว่าพ่อแม่พนิตาโกรธมากที่รู้ว่าลูกสาวแอบไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนภัทรชิงสุกก่อนห่ามดีที่คุณย่านงนรีไปด้วยจึงช่วยพูดให้พ่อแม่ของพนิตาใจเย็นลงได้ บวกกับที่เขารับปากหนักแน่นว่าจะรักและดูแลลูกสาวของพ่อตาแม่ยายเป็นอย่างดี จนสุดท้ายว่าที่พ่อตาแม่ยายก็ยอมใจอ่อนยกลูกสาวให้กับบ้านอนันต์ถิระคุณส่วนเรื่องสินสอดทองหมั้นพ่อแม่พนิตาไม่ได้เรียกร้องอะไร ขอแค่ว่าที่ลูกเขยไม่ทำร้ายร่างกายและจิตใจของลูกสาวเป็นพอ แต่ถึงฝั่งเจ้าสาวจะไม่เรียกร้องค่าสินสอดสักบาท ทางญาติผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าบ่าวก็คงไม่ให้ตัวเองเสียชื่อเสียง เสนอเงินสดแปดหลัก พร้อมเครื่องเพชรอีกหลายชุด ทองคำแท่งและทองรูปพรรณหนักหลายบาท ยังไม่พอแถมนาฬิกาสุดหรูราคาหลักล้านให้พ่อกับแม่ไว้ใส่ไปอวดเพื่อนบ้านอีกด้วย ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะยกให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงทั้งหมด ไม
ครอบครัวการละครเวลา 07.20 น.บรรยากาศยามเช้าที่สดใส หนุ่มสาวนอนกอดกันกลมบนเตียงหลุยส์ขนาดใหญ่ แต่ชายหญิงกับใช้พื้นที่แค่นิดเดียว ทั้งคู่ยังนอนหลับปุ๋ยไม่ติงไหว เพราะร่างกายสูญเสียพลังงานไปมากจากการเล่นบทรักกันเมื่อคืนก็ไม่ใช่แค่รอบเดียวนะสิ เขาสะกิดเธอถึงสองรอบติดแบบจัดหนักจัดเต็มเล่นเอาเสียวท้องน้อยวูบวาบทั้งคืน ล่าสุดตื่นมาตีสี่ครึ่งจัดอีกเป็นรอบที่สาม ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนนักหนา ร่างบางแทบจะแตกสลายในอ้อมอกเขาเธอเพลียนั่นแหละ แต่มันก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้เช่นกัน“พี่คะ...พี่ธามม์ พี่! ตื่นค่ะ” เสียงหวานของผู้เป็นน้องสาวยืนเรียกพี่ชายอยู่ข้างเตียง ทว่าคนที่นอนหลับสนิทกลับนอนไม่รู้เรื่องอะไร งานเข้าเขาแล้วยังไม่รู้ตัวอีก“ไอ้ลูกชายตัวดี บอกสอนอะไรก็ไม่ฟัง” ไม่ใช่แค่ธนิฐาที่เข้ามาปลุกพี่ชายในห้องนอนของพนิตา แต่ยังมีทั้งพ่อ แม่และย่าของเขาพากันมายืนล้อมเตียงหนุ่มสาวราวกับญาติมาเยี่ยมคนไข้ที่แอดมิทโรงพยาบาล“ธามม์ลูก ตื่นได้แล้วลูก” นัฐฐาเข้าไปเขย่าตัวลูกเลี้ยงให้ตื่น“อะไรกันครับเนี่ย คนจะนอน” นภัทรขยับตัวงัวเงีย แต่เปลือกตายังไม่ยอมเปิดรับแสง ซ้ำยังกอดแฟนสาวแน่นขึ้นไปอี
ว่าจะไม่แล้วนะ18+ “ไงจ๊ะหนูพราวอาหารมื้อนี้อร่อยถูกปากไหมจ๊ะ” นัฐฐาเอ่ยถามว่าที่ลูกสะใภ้หลังจากรับประทานของหวานอิ่มทุกคนทานของหวานกันจนหมด หลังจากที่หยุดฟังสองพ่อลูกตวาดใส่กันจบ“อร่อยทุกอย่างเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ให้เกียรติพราวขนาดนี้” พนิตาขอบคุณพร้อมพนมมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนกิริยามารยาทอ่อนน้อมถ่อมตนบวกกับการแต่งตัวเรียบร้อยน่ารักของพนิตาวันนี้ช่างถูกจริตคุณย่านงนรีเหลือเกิน หญิงสูงวัยลอบมองเธอแทบจะทุกสิบวินาที มองไปนั่งอมยิ้มไป เธอผ่านด่านคุณย่าร้อยเปอร์เซ็นต์“คืนนี้ค้างที่นี่นะหนู ย่าให้คุณสุเตรียมห้องไว้ให้หนูแล้ว” พนิตาชะงักเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ ตามมารยาท“เธอนอนห้องผมก็ได้ครับคุณย่า” คำพูดของนภัทรทำให้คนเป็นพ่อขมวดคิ้วเข้ม ส่วนคนข้าง ๆ หน้าแดงวาบทันที เธอสะกิดแขนเขาเป็นเชิงเตือน“ไม่ได้! ยังไม่แต่งงาน หนูพราวก็เป็นแค่แขกคนหนึ่ง” พ่อเอ่ยค้านเสียงหนักแน่น “ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งงานกัน นอนแยกห้องไปก่อนนะหลานรัก” คุณย่าเสริม ทำให้นภัทรไม่กล้าแม้จะเถียงสักคำ จำใจต้องยอมทำตามที่ผู้ใหญ่แนะนำเวลา 22.50 น.ดื่นค่ำมืดผู้หลักผู้ใหญ่ต่างหลับฝันกันหมด เหลือเพียงหนุ่มสาวที
เปิดตัวเปิดใจBy : พิ้งค์พราวใครก็ได้ช่วยเอาฉันออกไปจากตรงนี้ที ไม่คิดว่าการแค่มาทานกับครอบครัวของแฟนมันจะทำให้ฉันอึดอัดใจได้ขนาดนี้ รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง จะขยับตัวแต่ละทีก็ยังเก้ ๆ กังๆ จะหายใจยังต้องคุมลมหายใจไม่ให้เสียงดังหรือเป็นฉันที่ไม่เหมาะกับเขาตั้งแต่แรกแล้ว...ฉันมาทำอะไรที่นี่...เพลงนี้ลอยมาเลยจ้า“อาหารพวกนี้เธอทานได้ใช่ไหม” เสียงทุ้มของชายสูงวัยเอ่ยถามพนิตาฉันกลอกตามองอาหารทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะ อาหารที่จัดเสิร์ฟวันนี้ล้วนแต่เป็นอาหารสุดหรูแบบมิชลินเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ไก่ตุ๋นไวน์แดง กุ้งล็อบสเตอร์ตัวใหญ่อบชีส และอีกสามสี่อย่างที่มีแต่เมนูราคาแพงการจัดจานก็แลดูคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างมาก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...“ทำไมพ่อถึงถามคำถามแบบนี้กับเธอ” ความคิดของฉันชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคคำถามของคนข้าง ๆ ฉันหันไปมองเขา พบว่าคุณธามม์คิ้วขมวดเข้าหากัน สายตาดุดันเพ่งเล็งไปที่พ่อของเขา เขาจะจริงจังอะไรขนาดนั้น“คุณธามม์” ฉันเรียกชื่อเขาแผ่วเบาพลางยื่นมือไปแตะที่ขาเขา ประหนึ่งว่าให้เขาใจเย็นกว่านี้ นั่นพ่อคุณนะ “ถามแค่นี้แกก็โกรธพ่อเหรอ!” คุณนฤบดีก็ไม่ยอมแพ้ตวาดเสียงดั
เปิดตัวแฟนสาวก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!“เชิญ” เสียงทุ้มเจือความขุ่นเคืองเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทำงานชายหนุ่มปรายหางตามองเลขาคนใหม่ ก่อนจะก้มหน้าลงสนใจเอกสารที่อยู่บนโต๊ะทำงานต่อ“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจพลางยิ้มมุมปากขณะที่เดินถือแฟ้มมาให้เขาเซ็น เธอรู้ว่าแฟนหนุ่มกำลังงอนเธออยู่ เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง “วันนี้คุณธามม์จะรับชาหรือกาแฟดีคะ” พนิตาเอ่ยถามก่อนจะยื่นแฟ้มเอกสารวางไว้บนโต๊ะเจ้านาย“...” เขาทำเป็นไม่สนใจที่เธอถาม ยังคงนั่งอ่านเอกสารตรงหน้าต่อ“คุณจะเป็นแบบนี้ไปตลอดเลยใช่ไหมคะ” พนิตาเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง แถมยังทำสีหน้าเคร่งเครียดใส่เจ้านายที่ไม่เงยหน้ามาสนใจเธอได้ยินน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของพนิตา เปลือกตาชายหนุ่มค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้นมองหญิงสาวอย่างเต็มตา พอเขาเห็นหน้าของแฟนสาวที่กำลังเริ่มส่อแววไม่พอใจ เขารีบดีดตัวลุกขึ้นเดินเลี้ยวออกไปหาเธออย่างเร็วไว“ไม่ครับ ไม่เป็นแล้ว” เขาโผเข้ากอดเธอโดยไม่สนใจว่าที่นี่คือที่ทำงาน “ทำอะไรคะคุณธามม์” หญิงสาวพยายามบิดตัวออกจากอ้อมแขนกว้าง กลัวคนจะเปิดประตูเข้ามาเห็น“ไม่ปล่อย คุณอยากดื้อก่อนทำไม” ยิ่งห้ามยิ่งกอดแน่นเสียยิ่งกว่างูรัด“พราวคิ
ใครกันคือว่าที่ลูกสะใภ้By : ธามม์“จัดโต๊ะให้เลขากูด้วย จัดไว้ตรงนี้ก็ได้” ผมนั่งชี้นิ้วสั่งเพื่อนรักที่นั่งอยู่หน้าผมในห้องทำงานส่วนตัว“จะให้เลขามานั่งในห้องประธานเลยเหรอครับผม ไม่ใช่หน้าห้องเหรอ” คนขี้สงสัยชอบถามคำถามไม่เข้าหู“ห้องนี้ออกจะกว้างมีมาอีกสักโต๊ะจะเป็นอะไร ผมอยากสอนงานเธอให้เก่ง คุณต้องช่วยผมสอนเธอด้วยนะครับคุณฌอน” ผมไม่ได้แค่อยากเห็นหน้าเธอตลอดเวลาอย่างที่คนอื่นคิดหรอกนะ ผมอยากให้เธอเก่งทุกด้าน ไม่ต้องเก่งมากเอาแค่พอที่จะผ่านด่านของคนในครอบครัวของผมไปได้ “ครับผมเจ้านาย เดี๋ยวผมสั่งคนขึ้นมาจัดการให้ตอนนี้เลยครับ”“ดี เร็ว ๆ ล่ะ”“ว่าแต่จะให้เอาเตียงขึ้นมาด้วยไหมครับเจ้านาย เผื่อจำเป็นต้องใช้” เพื่อนผมคนนี้ช่างเป็นคนชอบกวนประสาท“เป็นความคิดที่ดีนะ แต่ผมว่าบนเตียงค่อนข้างบ่อยแล้ว เปลี่ยนมาเป็นบนโต๊ะบ้างก็ได้ครับ” ผมยกยิ้มมุมปากหนึ่งข้างด้วยความกวนประสาทเพื่อนเช่นกัน“เชี่ย ไอดอลผมเลยนะคุณเนี่ย” “แต่คุณคือไอดอลของผมนะคุณฌอน แค่นี้ยังไม่ถึงครึ่งคุณมึงเลยนะครับ” ผมกับฌอนพูดคุยเรื่องแบบนี้กันอย่างอารมณ์ดี ตามประสาเพื่อนสนิทที่รู้ใจกัน“แน่นอน กูต้องเป็นที่หนึ่งของกลุ่มอย







