ความมืดมิดที่เสิ่นหลีเผชิญไม่ได้เงียบสงบอย่างที่ควรเป็น เนื่องจากในโสตประสาทของเธอคล้ายกับมีเสียงกระซิบพร่าเลือนสลับกับเสียงคำรามกึกก้องที่ฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ตลอดเวลาซึ่งแตกต่างจากร่างกายที่กำลังรู้สึกเบาหวิวราวกับขนนกที่ถูกทิ้งลงในพายุหมุน
ก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนถูกภูเขาทั้งลูกกดทับในเสี้ยววินาทีต่อมา ความเจ็บปวดที่ปลายนิ้วชี้หายไปแล้ว แต่ข้อมือซ้ายกลับทวีความร้อนรุ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเธออยากจะกรีดร้อง ทว่าลมหายใจกลับติดขัด
เฮือก!
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวพลางสูดอากาศเข้าปอดอย่างแรงจนแสบทรวงอก เธอกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความมึนงงจู่โจมเข้าที่ขมับจนโลกหมุนคว้างไปชั่วขณะ
เสิ่นหลีหลับตาแน่น พยายามประคองสติที่แตกกระเจิง ภาพสุดท้ายที่จำได้คือแสงสีครามเจิดจ้าและดวงตาเนตรมังกรที่ดูเหมือนจะทะลุทะลวงเข้ามาในจิตวิญญาณของเธอ
เมื่อความทรงจำเริ่มกลับคืนมา สิ่งแรกที่เสิ่นหลีทำคือการสำรวจสภาพแวดล้อมตามสัญชาตญาณของนักโบราณคดีที่มักจะตื่นตัวในสถานที่แปลกใหม่เสมอ
ทว่า... ที่นี่ไม่ใช่สุสาน
เธอไม่ได้นอนอยู่บนแท่นหินนิลดำที่เย็นเยียบ และไม่มีเสียงเครื่องปั่นไฟหรือเสียงตะโกนของรุ่นน้องในทีมสำรวจ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานที่มุงด้วยจากและไม้ไผ่เก่าแทบผุพัง ที่มีแสงแดดรำไรลอดผ่านรอยแยกเข้ามา
แสงนั้นนวลตาและเงียบสงบจนน่าประหลาด กลิ่นที่อบอวลอยู่ในอากาศไม่ใช่กลิ่นดินชื้นหรือกลิ่นอายของสิ่งของโบราณ แต่มันคือกลิ่นสาบของฟางแห้ง กลิ่นควันไฟจาง ๆ และกลิ่นสมุนไพรพื้นบ้านที่ชวนให้รู้สึกหม่นหมอง
“อาจารย์... ทุกคน...” เสิ่นหลีเค้นเสียงเรียกหาทีมงาน แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอกลับเป็นเพียงเสียงแหบพร่าและแหลมเล็กจนเธอเองยังจำไม่ได้
เธอก้มลงมองมือของตัวเองเป็นอย่างแรก และนั่นคือวินาทีที่หัวใจของนักโบราณคดีสาวแทบหยุดเต้น มือที่เคยเรียวยาวจากการดูแลอย่างดี บัดนี้กลับดูผอมบาง แห้งกรัง และสากระคายราวกับมือของคนที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต ผิวพรรณหยาบกร้านและมีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ เต็มไปหมด ที่สำคัญคือ... มันเล็กลงมากจนดูเหมือนมือของเด็กสาววัยรุ่น
“นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน...” เธอพึมพำพลางลูบไปตามแขนที่เล็กลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ชุดที่เธอสวมอยู่ไม่ใช่กางเกงคาร์โก้และเสื้อเชิ้ตกันลมราคาแพง แต่เป็นผ้าป่านหยาบสีตุ่นที่ขาดวิ่นและเต็มไปด้วยรอยปะ
สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่ข้อมือซ้าย รอยอุ่นวาบที่เธอรู้สึกก่อนสติจะดับวูบบัดนี้กลายเป็นรอยประทับจางรูปวงกลมลึกลับที่มีลวดลายคล้ายกรงเล็บมังกรห้าเล็บเกี่ยวกระหวัดกันอยู่บนผิวหนัง รอยนี้ดูเหมือนรอยสักโบราณแต่กลับแฝงไปด้วยพลังงานบางอย่างที่ขยับเขยื้อนได้ตามจังหวะชีพจร
“อาเจี่ย... ท่านฟื้นแล้วหรือ?”
เสียงเล็กใสค่อนข้างสั่นเครือดังขึ้นจากมุมห้อง เสิ่นหลีหันไปมองตามสัญชาตญาณ แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพบกับเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตามอมแมม อายุราว ๆ 7 ขวบ สวมเสื้อผ้าเก่าไม่ต่างจากเธอ เด็กน้อยโผเข้ากอดร่างของเธอพลางสะอื้นไห้จนตัวโยน
“อาเจี่ย... ท่านหลับไปตั้งสามวัน ข้านึกว่าท่านจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ข้ากลัวมาก... กลัวว่าท่านลุงจะขายข้า”
‘อาเจี่ย? พี่สาวงั้นเหรอ?’
ในขณะที่สมองของเสิ่นหลีกำลังจะระเบิดด้วยความสับสน จู่ ๆ ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอก็พุ่งเข้าสู่สมองอย่างรุนแรงประดุจคลื่นยักษ์ ภาพความลำบาก การถูกทุบตีด้วยไม้ฟืน ความหิวโหยที่ยาวนานจนต้องกินดินเพื่อประทังชีวิต และความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อเด็กหญิงตรงหน้าที่ชื่อว่า ‘เสิ่นเหยา’ ไหลบ่าเข้ามาจนเธอต้องยกมือกุมขมับ
ร่างนี้ชื่อ ‘เสิ่นหลี’ เหมือนกับเธอ... มีชีวิตรันทด พ่อแม่ตายจากไปตั้งแต่เสิ่นเหยาอายุได้ 5 ปี แม้ว่าจะมีที่ดินและบ้าน แต่ทว่าได้ถูกลุงจอมโลภที่ชื่อว่า เสิ่นต้าฟู่ ชายผู้ซึ่งจ้องจะขูดรีดเอาผลประโยชน์จากหลานสาวกำพร้าสองคนเพื่อไปเข้าบ่อนการพนันยึดเอาไปหมด
“เสี่ยวเหยา...” เสิ่นหลีเรียกชื่อเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่น ความรู้สึกผูกพันประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นในอกอย่างรวดเร็ว
“ข้าอยู่นี่ อาเจี่ย ท่านหิวไหม? ข้าไปขอข้าวต้มก้นหม้อจากป้าหวังมาให้ท่านแล้ว” เสิ่นเหยากล่าวพลางผละออกจากอกของพี่สาว แล้ววิ่งกลับไปที่โต๊ะ ก่อนจะยื่นถ้วยกระเบื้องบิ่น ๆ ที่มีน้ำข้าวใสอยู่ครึ่งถ้วยมาให้เธออย่างทะนุถนอม
เสิ่นหลีมองน้ำข้าวตรงหน้าด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก เธอคือนักโบราณคดีชื่อดังที่เคยกินอาหารในภัตตาคารหรู แต่ตอนนี้กลับต้องมาน้ำตาซึมเพียงแค่มองน้ำข้าวที่แทบไม่มีเมล็ดข้าวให้เห็น แต่เธอไม่มีทางเลือกเมื่อท้องส่งเสียงประท้วงออกมาด้วยความหิวโหยจนเจ็บปวด ดังนั้นหญิงสาวจึงรับถ้วยข้าวต้มมาดื่มรวดเดียวหมดซึ่งรสชาติจืดชืดของมันนั้นกลับให้พลังงานอย่างประหลาด
“ขอบใจนะ... เหยาเอ๋อร์” เสิ่นหลีลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ ความเย็นชาที่เคยมีในฐานะผู้ใหญ่ในโลกเก่าถูกทำลายลงด้วยความใสซื่อของเด็กคนนี้
หญิงสาวพยายามยันกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายนี้จะอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกลับสั่งให้เธอต้องเคลื่อนไหว เธอเดินไปที่มุมห้องที่มีถังน้ำเก่าตั้งอยู่ แสงที่สะท้อนจากน้ำในถังเผยให้เห็นใบหน้าใหม่ของเธอ... ใบหน้าของเด็กสาวอายุประมาณ 15 ปี ใบหน้าซูบผอมจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ดวงตาที่เคยเป็นประกายบัดนี้ดูหม่นแสง แต่สิ่งเดียวที่ยังคงเดิมคือแววตาที่ดื้อรั้นและไม่ยอมคน
“ฉันทะลุมิติ... ของจริงสินะ” เธอพึมพำพลางมองดูความจริงที่น่าเหลือเชื่อ
เธอนึกถึงแรงสั่นสะเทือนในสุสานมังกรห้าเล็บ ชัดเจนว่ามิติมันบิดเบี้ยวเพราะหยดเลือดของเธอ และตราประทับที่ข้อมือนี้คือเครื่องยืนยันว่าเธอไม่ได้แค่ฝันไป...
ในขณะที่เธอกำลังใช้สมองอันชาญฉลาดประมวลผลหาทางรอด สัมผัสเย็นเยียบของโลหะที่ข้างตัวก็ทำให้เธอสะดุ้ง เธอก้มลงมองที่ข้างเอว... แล้วหัวใจก็พองโตขึ้นมา เพราะสิ่งนั้นคือไม้บรรทัดเหล็กสีหม่น
ซึ่งเป็นสิ่งของคู่ใจของเธอ! มันตามเธอมาด้วย! แม้จะดูเก่าและมีคราบสนิมเขียวขึ้นหนาตามากกว่าเดิม แต่อักขระโบราณที่สลักอยู่บนผิวโลหะกลับดูเด่นชัดขึ้น ราวกับมันได้รับพลังงานบางอย่างมาจากสุสานมังกร
เสิ่นหลีคว้ามันมาถือไว้ในมือน้ำหนักที่คุ้นเคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่ยังไม่ทันที่เธอจะสำรวจรอบด้านให้มากว่านี้
ตึง... ตึง...
ด้านนอกพลันเกิดเสียงฝีเท้าหนักและหยาบกระด้างดังขึ้นที่หน้ากระท่อมไม้ไผ่ พร้อมกับเสียงถ่มน้ำลายอย่างไม่เกรงใจใคร
“เสิ่นหลี! แกฟื้นแล้วใช่ไหม อย่ามาแกล้งตายอยู่ในนั้นนะ! รีบออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนดุดันแฝงไปด้วยความโลภทำให้เสิ่นเหยาตัวสั่นเทิ้ม เด็กน้อยรีบมุดเข้าไปแอบหลังพี่สาวทันที
“ท่านลุงต้าฟู่มาแล้ว...” เด็กหญิงกระซิบเสียงสั่น
เสิ่นหลีกัดฟันกรอด ความทรงจำในหัวบอกเธอว่าลุงคนนี้คือคนที่แย่งชิงไร่นาของพ่อแม่เธอไปจนหมด และยังบังคับให้เธอไปทำงานหนักในป่าจนตกเขาเกือบตายเพื่อหาเงินมาให้เขาถลุงในบ่อน
ปัง!
ประตูไม้ไผ่ถูกถีบออกอย่างแรงจนฝุ่นฟุ้ง ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนหน้าตามันเยิ้มเดินเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองคนที่มีท่าทางอันธพาล ในมือของพวกมันมีเชือกและไม้พลอง
“โอ้... ฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย ปาฏิหาริย์แท้” เสิ่นต้าฟู่หัวเราะร่าอย่างน่าเกลียด
“ในเมื่อแกไม่ตาย ลุงก็มีข่าวดีมาบอก ลุงหาเจ้าบ่าวให้แกได้แล้ว เศรษฐีตระกูลหวังในเมืองลั่วอวิ๋นเขาอยากได้เมียเด็กไปประดับบารมี แม้เขาจะอายุมากกว่าพ่อแกสักสิบปีแถมยังขาเป๋ไปข้าง แต่มันให้ราคางามนักแกเอ๋ย! พอเพียงจะจ่ายหนี้พนันของข้า”
“หนี้พนันของแก เกี่ยวอะไรกับฉัน” เสิ่นหลีสวนกลับเสียงกร้าว เธอจ้องหน้าเสิ่นต้าฟู่อย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาเรียวคมประดุจนักล่าที่เคยจ้องมองสุสานโบราณ บัดนี้กลับจดจ้องไปที่คอหอยของลุงใจยักษ์นิ่ง
เสิ่นต้าฟู่ชะงักไปชั่วครู่ แววตาของหลานสาวคนนี้เปลี่ยนไปจนเขาเกรงขาม แต่เมื่อนึกถึงเงินทองเขาก็กลับมาดุดันอีกครั้ง
“ปากดีนักนะอีเด็กเหลือขอ! พวกแกสองคนไปลากตัวมันออกมา ถ้าขัดขืนก็หักแขนหักขามันซะ เศรษฐีหวังเขาขอแค่หน้าตาดูดี ส่วนร่างกายจะเป็นยังไงเขาก็ไม่ว่าหรอก!”
ชายฉกรรจ์สองคนพุ่งเข้ามาหมายจะคว้าแขนเสิ่นหลี แต่เธอเบี่ยงตัวหลบด้วยทักษะการเคลื่อนไหวที่เคยเรียนป้องกันตัวมา ทว่าร่างกายที่ขาดสารอาหารกลับตอบสนองได้ช้ากว่าที่ใจนึก ทำให้เธอเสียหลักล้มลงนั่งกองไปกับพื้นดินจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
และก่อนที่ไม้พลองจะหวดลงมาเฉียดไหล่เธอไปเพียงนิด เสิ่นหลีก็รีบถอยร่นไปจนติดผนังดินโคลน ในใจของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านประดุจลาวา ความไม่ยินยอมที่ติดมาจากมังกรตัวนั้นดูเหมือนจะเดือดพล่านขึ้นในอกของเธอโดยอัตโนมัติ
‘ข้าต้องการอาวุธ... ถ้าไม้บรรทัดนี่เป็นกระบี่... ถ้าข้ามีกระบี่ที่ยาวกว่านี้สักหน่อย!’
บัดนี้จินตนาการถึงความยาวและความคมของกระบี่กำลังฉายชัดในหัวสมองของเธออย่างรุนแรง วูบหนึ่งข้อมือซ้ายที่มีรอยประทับมังกรพลันร้อนขึ้นประดุจถูกถ่านร้อนนาบผิว
ไม้บรรทัดเหล็กสีหม่นในมือขวาเริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ก่อนจะมีแสงสีเงินยวงพุ่งออกมาจากอักขระโบราณที่สลักอยู่บนผิวโลหะ เสิ่นหลีรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ความยาวของมันยืดขยายออกในพริบตาต่อหน้าต่อตาผู้คนในห้อง!
เคร้ง!
จากไม้บรรทัดเหล็กค่อนข้างเก่า บัดนี้มันกลับกลายเป็น กระบี่สั้นที่มีใบดาบคมกริบและเรียวยาวสะท้อนแสงอาทิตย์จนทำให้ผู้ที่มองเกิดตาพร่ามัว ตัวกระบี่สีนิลดำดูน่าเกรงขามราวกับทำมาจากชิ้นส่วนของมังกรตัวนั้นไม่มีผิด
“นั่นมัน... วิชามารอะไรกัน!” ชายฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามาถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ ขนหัวลุกชันเมื่อเห็นของวิเศษเปลี่ยนรูปได้ต่อหน้า
เสิ่นหลีมองอาวุธในมือด้วยความทึ่ง แต่ไม่มีเวลาให้สงสัย เธออาศัยจังหวะที่พวกมันตกตะลึงพุ่งตัวสวนกลับไป กระบี่สั้นในมือวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ความคมของมันกรีดผ่านแขนของชายคนแรกจนเลือดสาดกระเซ็น
“อ๊าก! มือข้า!”
เสิ่นหลีไม่ได้หยุดแค่นั้น ในใจของเธอยังคงเต้นระรัวและเรียกร้องพลังที่มากขึ้น ‘ข้าต้องปกป้องเหยาเอ๋อร์... ข้าต้องการกระบี่ระยะที่ไกลมากกว่านี้!’
เพียงแค่คิด รูปทรงของกระบี่ในมือก็สั่นไหวอีกครั้ง แสงสีเงินขยายตัวออกจนความยาวของมันเพิ่มขึ้นเท่ากับกระบี่ยาว มาตรฐาน ใบดาบเรียวยาวตรงสลักลวดลายขีดวัดระยะที่ดูแปลกตาแต่น่าเกรงขาม กลิ่นอายสังหารแผ่ออกมาจนเสิ่นต้าฟู่ถึงกับขาอ่อนแรงก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
“เจ้าเป็นใคร!” เขาตะโกนเสียงสั่นอย่างหวาดกลัว
ส่วนเสิ่นเหยานั้นได้แต่มองพี่สาวนิ่งค้างด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา ทว่านางหาได้กลัวพี่สาวของตนไม่ กลับกันนางพลันรู้สึกยินดีเสียมากกว่า