เสิ่นหลีไม่ได้ตอบคำถามของเสิ่นต้าฟู่ด้วยคำพูด แต่นางตอบด้วยสายตาอันเย็นเยียบจนถึงกระดูก แววตาของนักโบราณคดีสาวผู้เคยเผชิญหน้ากับซากศพและกลไกความตายในสุสานโบราณมานับไม่ถ้วน บัดนี้ถูกหลอมรวมเข้ากับปราณมังกรที่คุกรุ่นอยู่ในจิตวิญญาณ ทุกย่างก้าวที่นางสืบเท้าเข้าหาลุงใจโฉด นั้นหนักแน่นและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ข้าเป็นใครน่ะหรือ?” เสิ่นหลีแค่นยิ้มมุมปาก มือที่กำด้ามกระบี่ที่ทั้งยาวและตรงราวกับไม้บรรทัดเหล็กขยับเพียงเล็กน้อยจนเกิดเสียงตัดอากาศดังฟืด
“ข้าก็คือหลานสาวที่แกเพิ่งบอกว่าจะขายกินอย่างไรเล่า!”
“ยะ... อย่าเข้ามานะ! อีเด็กปีศาจ! พวกแกสองคนมัวทำอะไรอยู่ จัดการมันสิ!” เสิ่นต้าฟู่ตะโกนลั่นพลางพยายามถอยกรูดจนหลังไปชนกับโต๊ะเก่าที่จะพังแหล่มิพังแหล่
ชายฉกรรจ์อีกคนที่ยังไม่บาดเจ็บ กัดฟันข่มความกลัว เขาชูไม้พลองในมือขึ้นหมายจะฟาดเข้าที่ศีรษะของเด็กสาวอย่างสุดแรง ทว่าในสายตาของเสิ่นหลี การเคลื่อนไหวนั้นช้าเกินไป ประสาทสัมผัสของนางในร่างนี้ดูเหมือนจะถูกยกระดับขึ้นจนมองเห็นวิถีการโจมตีได้อย่างชัดเจน
“ฟาดมาทางนี้ใช่ไหม?”
เสิ่นหลีเอี้ยวตัวหลบเพียงนิดเดียว ก่อนจะตวัดอาวุธในมือเข้าหาข้อมือของชายผู้นั้นอย่างจัง นางไม่ได้ใช้ “คม” ของกระบี่เข้าสังหารในทันที แต่กลับพลิกข้อมือใช้ “ด้านแบน” ของใบกระบี่เหล็กที่หนาและหนัก ฟาดลงไปดั่งการลงทัณฑ์ด้วยไม้บรรทัดขนาดใหญ่
กร๊อบ!
เสียงกระดูกข้อมือหักดังชัดเจน ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ไม้พลองหลุดจากมือกระเด็นไปไกล เสิ่นหลีไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย นางหมุนตัวตวัดเท้าถีบเข้ายอดอกของชายผู้นั้นจนร่างกระเด็นไปกระแทกกับฝาบ้านไม้ไผ่ที่ผุพังจนมันพังครืนลงมา
“คนหนึ่งหมอบ อีกคนพิการ... เหลือแค่แกแล้วนะ เสิ่นต้าฟู่”
นางหันมาทางเสิ่นต้าฟู่ที่บัดนี้หน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทา กลิ่นเหม็นโชยออกมาจากเป้ากางเกงของเขาเมื่อความกลัวเข้าครอบงำจนกั้นปัสสาวะไม่อยู่ เสิ่นหลีเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ ปลายกระบี่ยาวลากไปกับพื้นดินเกิดเสียงดัง ครืด... ครืด... ที่บีบคั้นหัวใจคนฟัง
“ยะ...อย่าฆ่าลุงเลย หลีเอ๋อร์ ลุงผิดไปแล้ว ลุงแค่...ลุงแค่โดนผีพนันเข้าสิง!” เสิ่นต้าฟู่ก้มหัวลงกับพื้นโขกศีรษะไม่หยุดด้วยตัวอันสั่นเทา
เสิ่นหลีหยุดยืนตรงหน้าเขา นางไม่ได้ลดอาวุธลง แต่กลับเปลี่ยนกระบี่ในมือให้กลายเป็น “ไม้บรรทัดเหล็ก” ขนาดใหญ่เท่ากระบี่เช่นเดิม แม้ว่าแสงสีเงินจากการเปลี่ยนอาวุธจะจางลง แต่ความกดดันกลับยิ่งเพิ่มขึ้น นางใช้ไม้บรรทัดเหล็กนั้นเชยคางเสิ่นต้าฟู่ขึ้นมาให้สบตา
“ผีพนันเข้าสิงงั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยฟาดไล่ผีให้แกเอง!”
เพียะ!
เสียงไม้บรรทัดเหล็กกระทบเข้ากับใบหน้ามันเยิ้มดังสนั่น... เสิ่นต้าฟู่หน้าหันไปตามแรงฟาด ฟันซี่หน้าหลุดกระเด็นออกมาพร้อมเลือดคำโต เสิ่นหลีไม่หยุดแค่นั้น นางฟาดซ้ำไปที่ไหล่ ที่แขน และที่ขาของเขาอย่างไม่ยั้งมือ ทุกครั้งที่ไม้บรรทัดเหล็กกระทบเนื้อ เสิ่นต้าฟู่ก็ร้องครวญครางราวกับหมูโดนเชือด
“นี่สำหรับที่แกแย่งที่ดินของพ่อแม่ข้า!” เพียะ! “นี่สำหรับที่แกบังคับข้าไปทำงานหนัก!” เพียะ! “และนี่... สำหรับที่แกคิดจะขายข้ากับน้องสาว!” เพียะ! เพียะ! เพียะ!
นางฟาดไม่เลี้ยง ตีไม่ยั้งจนเสิ่นต้าฟู่หมดสภาพกลาย เป็นเพียงก้อนเนื้อสั่นระริกที่นอนจมกองเลือดและปัสสาวะของตัวเอง
เสิ่นเหยามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง แม้จะดูโหดร้ายแต่นางกลับรู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พี่สาวของนาง... ไม่ใช่คนอ่อนแอที่เอาแต่ร้องไห้อีกต่อไปแล้ว
เสิ่นหลีหอบหายใจเหนื่อย ร่างกายนี้ช่างบอบบางนัก เพียงแค่ฟาดไปไม่กี่ทีก็เริ่มสั่น แต่นางจะล้มตอนนี้ไม่ได้ นักโบราณคดีสาวรู้ดีว่า ‘เงิน’ คือสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางในโลกที่นางไม่รู้จักใบนี้
“เหยาเอ๋อร์ มานี่” เสิ่นหลีเรียกน้องสาวเสียงเรียบ
เสิ่นเหยาวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เสิ่นหลีชี้ไปที่ร่างของเสิ่นต้าฟู่และชายฉกรรจ์อีกสองคนที่นอนสลบไสล
“ค้นตัวพวกมันซะ ดูว่ามีเงินหรือของมีค่าอะไรติดตัวมาบ้าง”
เสิ่นเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ เด็กน้อยเริ่มล้วงเข้าไปในอกเสื้อของเสิ่นต้าฟู่เป็นคนแรก ท่ามกลางเสียงโอดครวญที่จับใจความไม่ได้ เสิ่นเหยาหยิบถุงผ้าเล็กเก่าซีดออกมา เมื่อเปิดออกดูก็พบกับเหรียญทองแดงและเศษเงินจำนวนหนึ่ง
“อาเจี่ย มีเงินจริง ๆ ด้วย!”
“ค้นให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือแม้แต่แดงเดียว” เสิ่นหลีสั่งพลางเดินไปที่ชายฉกรรจ์อีกสองคน นางใช้เท้าเขี่ยร่างพวกมันแล้วก้มลงค้นตัวด้วยตัวเองอย่างช่ำชอง ทักษะการค้นหาวัตถุโบราณถูกนำมาใช้ในการ ‘ปล้นกลับ’ อย่างได้ผล
จากการค้นตัวทั้งสามคน เสิ่นหลีได้ถุงเงินมาทั้งหมดสามถุง เมื่อนำมารวมกันก็นับได้ประมาณสองตำลึงเงินกับอีกหลายร้อยอีแปะ สำหรับชาวบ้านทั่วไปมันอาจจะไม่มากนัก แต่สำหรับเด็กกำพร้าสองคนที่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน นี่คือเงินทุนมหาศาลในการเริ่มต้นชีวิตใหม่
นอกจากเงินแล้ว เสิ่นหลียังพบป้ายหยกราคาถูกชิ้นหนึ่งในตัวเสิ่นต้าฟู่ นางขมวดคิ้วมองมันครู่หนึ่งก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ‘ไอ้นี่อาจจะเอาไปจำนำได้บ้าง’
เมื่อได้ทุกอย่างที่ต้องการ เสิ่นหลีก็หันไปมองในกระท่อมผุพังของตัวเองอีกครั้ง นางรู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านอีกต่อไป เสิ่นต้าฟู่ต้องกลับไปพาคนมาล้างแค้นแน่ และคนในหมู่บ้านนี้ก็ใช่ว่าจะใจดีกับพวกนางนัก
“เหยาเอ๋อร์ เก็บของที่จำเป็นอย่างข้าวสารที่เหลือ ผ้าห่มเก่า และเสื้อผ้าของเจ้า พี่สาวจะพาเจ้าหนีออกจากที่นี่”
“เราจะไปไหนกันหรืออาเจี่ย?” เสิ่นเหยาถามพลางทำตามคำสั่งของพี่สาวอย่างไม่ตกหล่น ก่อนจะหอบหิ้วย่ามใบเล็กที่บรรจุข้าวของอันน้อยนิดของพวกนางสองคน
เสิ่นหลีมองไปยังทิศทางของป่าลึกที่อยู่เบื้องหลังหมู่บ้าน ป่าที่ดูเหมือนจะมีหมอกลึกลับปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
“เราจะเข้าไปในป่าหมอกลวงตา ที่นั่นคนธรรมดาไม่กล้าเข้าไป แต่มันคือทางเดียวที่จะทำให้เราหายไปจากสายตาของคนชั่วได้”
กล่าวจบนางก็จูงมือน้องสาวเดินออกจากกระท่อมที่ใกล้จะถล่ม เสิ่นหลีหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูชั่วครู่ นางมองไม้บรรทัดเหล็กในมือที่บัดนี้กลับมาหม่นหมองเหมือนเดิมราวกับสิ่งของไร้ค่า ทว่าความร้อนรุ่มที่ข้อมือซ้ายคล้ายตอกย้ำว่านางมีพลังลึกลับสถิตอยู่กับตัว
“เสิ่นต้าฟู่ ถ้าแกยังไม่อยากตายอย่าคิดจะตามข้ากับน้อง... หากแกไม่ฟัง คราวหน้าข้าจะไม่ใช่แค่ฟาด แต่ข้าจะ ‘หวด’ หัวแกให้หลุดออกจากบ่า!”
เสิ่นหลีประกาศก้องก่อนจะพาน้องสาวมุ่งหน้าเข้าสู่ชายป่า แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแสงลง หมอกสีจางเริ่มโรยตัวปกคลุมผืนป่าราวกับจะเปิดอ้าต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างโลก
ในการเดินทางครั้งนี้ เสิ่นหลีหาได้รู้ไม่ว่าเบื้องหน้าในส่วนลึกของป่าหมอกลวงตานั้น มิได้มีเพียงสัตว์อสูรที่น่าเกรงขาม แต่ยังมี ‘บุรุษ’ ผู้หนึ่งที่ชะตากรรมของเขาถูกผูกไว้กับนางตั้งแต่วินาทีที่เลือดของนางหยดลงบนเกล็ดย้อนมังกรแต่ก็ยังเป็นเรื่องอีกภายหลัง
‘เงินสองตำลึงนี่น่าจะพอให้เราซื้ออาหารและเสื้อผ้าใหม่ได้ในเมืองถัดไป แต่การจะเดินผ่านป่าหมอกลวงตาไม่ใช่เรื่องง่าย ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ข้าต้องหาวิธีดึงพลังจากไม้บรรทัดนี่ออกมาใช้ให้เสถียรมากกว่านี้ และตราประทับที่ข้อมือนี่... มันดูเหมือนจะตอบสนองต่ออารมณ์โกรธของข้า ถ้าข้าควบคุมมันได้ ข้าอาจจะใช้ชีวิตในโลกบ้า ๆ นี่ได้ง่ายขึ้น’ นางคิด
เสิ่นหลีกระชับมือน้องสาวแน่นขึ้น พร้อมกับมองไปที่ไม้บรรทัดเหล็กในมืออีกข้างที่บัดนี้ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดพิเศษ
“พี่จะฟาดทุกคนที่ขวางทางเรา เหยาเอ๋อร์ พี่สาวสัญญา”
“เจ้าค่ะ ข้าเชื่ออาเจี่ย”
สองร่างเล็ก ๆ เลือนหายเข้าไปในม่านหมอก ทิ้งไว้เพียงความโกลาหลและเสียงครวญครางของคนโฉดที่ถูกสั่งสอนจนจำฝังใจไปจนวันตาย
ม่านหมอกสีขาวนวลเข้มจัดล้อมรอบตัวเสิ่นหลีและ เสิ่นเหยา ทันทีที่พวกนางก้าวพ้นชายป่าเข้ามา กลิ่นอายรอบกายเปลี่ยนไปจากความแห้งแล้งของหมู่บ้านชิงหลาน กลายเป็นความเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยพลังงานประหลาดซึ่งคอยกระตุ้นรอยตราประทับรูปกรงเล็บมังกรบนข้อมือซ้ายของเสิ่นหลีให้เต้นตุบ ๆ เป็นจังหวะ
“อาเจี่ย... หมอกนี่หนาจังเลยนะเจ้าคะ ข้ามองไม่เห็นทางเลย” เสิ่นเหยากระซิบพลางเบียดตัวเข้าหาพี่สาว มือเล็กกำชายเสื้อผ้าป่านเก่าของเสิ่นหลีเอาไว้แน่น
“ไม่ต้องกลัว พี่สาวอยู่นี่แล้ว” เสิ่นหลีเอ่ยเสียงเรียบ แม้ร่างกายเด็กสาววัย 15 ปีนี้จะยังคงสั่นเทาจากการใช้แรงฟาดเสิ่นต้าฟู่จนหมดสภาพ แต่สมองของนักโบราณคดีจากโลกปัจจุบันกลับเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว
เธอกระชับไม้บรรทัดเหล็กสีหม่นในมือแน่น ทันใดนั้น ความรู้สึกประหลาดก็แล่นผ่านง่ามมือเข้าสู่สมอง ไม้บรรทัดที่เคยดูเหมือนเศษเหล็กกลับสั่นขึ้นมาอย่างแผ่วเบาราวกับเข็มทิศที่กำลังตรวจพบสนามแม่เหล็ก
เสิ่นหลีขมวดคิ้ว เธอจำได้ว่าในโลกเก่า ไม้บรรทัดอันนี้มีไว้เพื่อ “วัดระยะ” แต่ในโลกนี้ ดูเหมือนมันจะ “วัดค่าพลัง” ได้ด้วย! ‘แต่ก็ดีแหะ! เหมือนมีจีพีเอสอยู่กับตัว ถ้ามันไม่พาหลงละนะ’ นางคิดติดตลก
“วัดทิศทาง... ค้นหาจุดศูนย์กลาง” เสิ่นหลีพึมพำทดลองตั้งจิตสมาธิอย่างที่เธอเคยอ่านนิยายมาในหลาย ๆ เรื่อง
ทันใดนั้น อักขระสีทองบนไม้บรรทัดพลันสว่างวาบขึ้นมาหนึ่งขีด มันไม่ได้ชี้ไปทางที่พวกนางกำลังเดิน แต่มันชี้ลงไปที่ ‘ใต้ดิน’ บริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ที่ดูเหมือนต้นไม้ตายซากต้นหนึ่ง
เสิ่นหลีไม่รอช้า เธอสั่งให้น้องสาวถอยออกไปเล็กน้อย ก่อนจะใช้ไม้บรรทัดเหล็กจิ้มลงไปบนพื้นดินที่ดูแข็งกระด้างนั่น
“ขยาย!”