Masukกมลาภาทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายลูกสอง สามีหนีไปมีหญิงอื่น ลูกชายคนโตหูหนวก อาชีพเดิมคือขอทาน แล้วอย่างนี้นางเอาอะไรเลี้ยงลูก
Lihat lebih banyakมือบอบบางที่กำลังถักกระเป๋าใบเล็กรูปทรงสี่เหลี่ยมฐานสอบเล็กน้อยสีม่วงอ่อน ค่อย ๆ ตกลงมาบนตักด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตากลมแหงนมองรังผึ้งตรงระเบียงบ้านอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“ฉันคงอยู่กับพวกแกได้อีกไม่นานแล้วนะ” กมลาภาเอ่ยกับผึ้งน้อยเสียงแผ่วราวกับแรงหายใจก็ยังไม่มี ผึ้งพวกนี้เกิดจากที่เธอช่วยชีวิตผึ้งไว้หนึ่งตัวให้รอดพ้นจากการจมน้ำ จากนั้นมันก็ชวนพวกพ้องมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่บ้านของเธอ และไม่เคยจากไปไหนเป็นเวลากว่าห้าปีแล้ว ซึ่งเธอไม่เคยโดนพวกมันต่อยแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนี้เธอป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย แรงจะเดินจะพูดก็ยังไม่มี แต่ยังฝืนร่างตื่นขึ้นมาถักโครเชต์เป็นครั้งสุดท้าย พ่อกับแม่ของเธอจากไปนานแล้ว ด้วยโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน เธอยังมีอาผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เพียงแต่เธอคนนั้นหลังจากมีครอบครัวแล้วก็ไม่ได้มาสนใจเธออีก อาจจะมาเยี่ยมเยียนเธอปีละครั้งเท่านั้น ตอนนี้อายังไม่รู้ว่าเธอป่วยหนักและกำลังจะจากโลกนี้ไป
กมลาภาตรวจเจอมะเร็งปอดระยะสุดท้ายเมื่อเดือนที่แล้ว หมอบอกให้ทำใจ เธอจึงขอกลับมาอยู่บ้านเพียงลำพัง หวังเอาธรรมชาติเข้าช่วย และทำงานที่เธอรัก อย่างถักโครเชต์ ยอดสั่งซื้อสินค้ามีเป็นจำนวนมาก แต่เธอทำไม่ไหวแล้ว เพราะตอนนี้เธอรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวจนแทบทนไม่ไหว
ร่างซูบผอมที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกดิ้นทุรนทุรายจนตกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ไม่กี่อึดใจต่อมา ร่างนั้นก็สงบแน่นิ่ง เป็นอันว่ากมลาภาได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว
บนถนนในตลาดประจำอำเภอแห่งหนึ่งมีสามแม่ลูกกำลังเดินจูงมือกันกลับบ้าน ทั้งสามแต่งกายด้วยชุดมอซอ เนื้อตัวดำด่าง เสื้อผ้าทั้งเก่าและขาด ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผู้เป็นแม่หยุดอยู่ริมถนนก่อนจะพาลูกข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อหาซื้อของกินก่อนกลับบ้าน สามแม่ลูกนี้คือขอทานประจำตลาดแห่งนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก
กมลาภาแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า แล้วแค่นยิ้มในใจทั้งรู้สึกสารและสมเพชตัวเองเป็นที่สุด เมื่อยี่สิบนาทีที่ป่านมานางเพิ่งเข้ามาสิงสู่ในร่างนี้ที่นอนเป็นลมหมดสติอยู่ข้างถนน พอตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นขอทาน แถมยังเป็นแม่ม่ายที่ถูกสามีทิ้งไปมีภรรยาใหม่ ซ้ำนางยังต้องดูแลลูกตั้งสองคน สำคัญกว่านั้นลูกชายคนโตที่อายุเพียงแปดขวบดันหูหนวก เพราะโดนพ่อแท้ ๆ ตบอัดกกหูทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน เพราะทะเลาะกับนางแล้วพาลลงที่ลูก
การได้เกิดใหม่อีกครั้งมันก็ดีอยู่หรอก แต่มันออกจะโหดร้ายเกินไปสำหรับผู้หญิงที่เคยโสดมานานอย่างนาง และที่นี่ก็ไม่ใช่โลกใบเดิมที่นางเคยอาศัยอยู่ เงินติดตัวตอนนี้มีเพียงยี่สิบเหรียญทองแดงเท่านั้น เทียบกับเงินบาทของไทยแล้วก็คงเท่ากับยี่สิบบาท และตอนนี้นางก็มีชื่อว่า ‘ปรารถนา’
ปรารถนากำลังจะจูงมือลูกข้ามถนน แต่ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งมาทางนางกับลูกพอดี พร้อมกับเสียงตะโกนของผู้ชายอีกคนตามหลังมา
“ช่วยด้วย! โจรวิ่งราวกระเป๋า”
ปรารถนาได้ยินดังนั้นไม่รู้จะช่วยอย่างไร จึงยื่นปลายเท้าออกไปขัดขาผู้ชายคนที่ถือกระเป๋าพกผู้ชายวิ่งมา
ชายผู้นั้นสะดุดขาเธอจนล้มกลิ้งลงไปบนถนน พอลุกขึ้นได้ก็ชักมีดสั้นออกมา ปรารถนากับลูกไม่กล้าเข้าไปใกล้ มีเพียงชายหนุ่มเจ้าของกระเป๋าเท่านั้นที่ย่างสามขุมเข้าไปหา “เข้ามาสิ ข้าจะแทงให้ไส้แตกตายไปเลย” ว่าจบคนร้ายก็พุ่งมีดเข้ามาหาเจ้าของกระเป๋าอย่างไม่เกรงกลัว ชายผู้นั้นสู้กับคนร้ายอยู่พักหนึ่ง เหมือนกำลังจะเป็นต่อ แต่สุดท้ายก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“โอ๊ย!” เสียงชายที่เป็นเจ้าของกระเป๋าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมท้องฝั่งขวาตรงจุดที่โดนแทง เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาเปื้อนเสื้อผ้า
คนร้ายกำลังจะวิ่งจากไปก็ร้องโอ๊ยขึ้นคำหนึ่ง แล้วหันซ้ายหันขวา “ตัวอะไรต่อยข้า” จากนั้นคนตัวใหญ่ก็ทรุดลงนั่งกับพื้นยกมือกุมศีรษะตัวเองร้อง โอย ๆ ด้วยความเจ็บปวด
ชายคนที่ถูกแทงเดินไปหยิบกระเป๋าตนที่ร่วงอยู่บนพื้น แล้วสั่งคนที่วิ่งตามหลังมาอีกคน “จัดการให้เรียบร้อย”
“ขอรับ… แล้วนายท่าน…”
“ข้าจะไปทำแผลสักหน่อย” ตัวเขางองุ้มเล็กน้อย มือข้างหนึ่งปิดปากแผลไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมามาก
“แต่ว่า…”
“ไม่เป็นไร ข้าไปเองได้”
ปรารถนาเห็นอาการเขาน่าเป็นห่วงจึงอาสา “ข้าจะพาท่านไปหาหมอเอง” ชายผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ท่าทางภูมิฐานผิวพรรณอิ่มเอิบอย่างคนมีอำนาจวาสนา
“เช่นนั้นก็พาข้าไปเถอะ”
ปิ่นผู้เป็นลูกสาวกระตุกแขนเสื้อแม่พร้อมกล่าวออกด้วยเสียงเล็กแหลม “ท่านแม่ข้าหิวเจ้าค่ะ”
“ประเดี๋ยวเสร็จธุระแล้วแม่จะพาเจ้าทั้งสองไปกิน” ผู้เป็นแม่พูดอย่างใจเย็น
“เจ้าค่ะ” ลูกสาววัยเจ็ดขวบขานรับ แต่ลูกชายไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ปืนรู้เพียงว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ค่อยดีนัก เขาเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
ปรารถนาพาชายคนนั้นเดินไปที่โรงหมอที่อยู่ถัดไปอีกซอย
ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ทำแผลเสร็จ เขาเดินออกมาพร้อมกล่าว “ขอบคุณเจ้ามาก”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” นางว่า “ท่านปลอดภัยดีแล้ว ข้ากับลูกขอตัว” ปรารถนากำลังจะเดินจากไป
“ช้าก่อน”
“มีอะไรอีกหรือเจ้าคะ”
เขายื่นถุงเงินให้นาง “เอาไว้ซื้อข้าวกับขนมให้ลูก ๆ ของเจ้า”
“แต่ว่าข้า…” นางลังเลเล็กน้อย ความจริงนางก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขามากนัก
“รับไว้เถอะ ข้าได้ยินว่าลูกเจ้าหิว” ดูจากท่าทางแล้วนางกับลูกคงเป็นขอทาน
“ขอบคุณนายท่านมากเจ้าค่ะ”
“ข้าก็ขอบคุณเจ้าเช่นกันที่ช่วยข้าจับโจรวันนี้”
ปรารถนารับเงินถุงนั้นมาอย่างเกรงใจแล้วจากไปอย่างเงียบ ๆ ถึงนางจะรักศักดิ์ศรีมากแค่ไหน แต่ปากท้องของลูกต้องมาก่อน
สินค้าร้านปรารถนาวราลีได้รับความนิยมไปทั้งจังหวัด ยังมีลูกค้าจากต่างจังหวัดมาอุดหนุนและสั่งสินค้าผ่านทางร้านดารันด้วย ปรารถนาจึงจำเป็นต้องรับพนักงานขายเพิ่ม ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลเป็นกระเต็นลูกศิษย์นางนั่นเอง กระเต็นทำหน้าที่เป็นพนักงานขายที่ร้านปรารถนาวราลีและยังถักเชือกมาขายให้กับนายหญิงร้านนี้อีกด้วย กลายเป็นว่ากระเต็นมีรายได้สองทาง ปรารถนาก็ได้งานและสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย กระเต็นดีใจที่ได้ทำงานแบบนี้ หากพี่ชายไม่จุดประกายให้นางในวันนั้น ถ้ามัวแต่เฝ้าอิจฉาคนอื่นจนไม่รู้จักพัฒนาตัวเองนางก็คงไม่มีโอกาสได้ทำงานแบบนี้ เมื่อรับพนักงานเข้ามาทำงานประจำที่ร้าน ความลับเรื่องที่ปรารถนาเลี้ยงผึ้งน้อยพูดได้ก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป เหตุเพราะปิ่นกับปืนเป็นคนเผยความลับครั้งนี้เอง ตามประสาเด็กย่อมปิดความลับไว้ไม่อยู่ แต่ปรารถนาก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะอย่างไรวราลีก็ไม่มีวันตายอยู่แล้ว ไม่มีใครทำร้ายมันได้ มันจะอยู่กับนางจนกว่านางจะไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ในดาวดวงนี้ได้อีกแล้ว คืนหนึ่งผึ้งน้อยกำลังนำเชือกถักออกมาจากมิติให้นายหญิง ทั้งสองกำลังคุยกันไปหัวเราะไป
แต่งงานได้สองสัปดาห์ปรารถนาก็ได้เข้าไปสอนการถักเชือกในที่ว่าการอำเภอ ซึ่งคนที่มาเรียนจ่ายเพียงค่าอุปกรณ์เท่านั้น คนที่ยินดีที่สุดเห็นจะเป็นกระเต็น นางเฝ้ารอมาตั้งหลายเดือนในที่สุดก็ได้เรียนถักเชือกสมใจ ซ้ำยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียน ปรารถนาก็ยินดีที่นางมีรายได้หลายทาง หากสอนรุ่นแรกแล้วมีคนสนใจเรียนอีก นางก็ต้องมาสอนอีก ในส่วนร้านค้าของนางก็ปิดครึ่งวันในวันที่นางมีสอน หากมียอดขายมากขึ้นนางอาจจะจ้างพนักขายเพิ่มอีกสักคน ตอนนี้ชีวิตนางค่อนข้างราบเรียบ ไม่มีญาติฝ่ายไหนมาคอยกวนใจ ทั้งผึ้งและสามีล้วนเป็นเกราะป้องกันให้นางได้เป็นอย่างดี ตอนเช้าตื่นขึ้นมาทำอาหารให้ลูกกับสามี รับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกไปทำงานพร้อมกัน นางขนอุปกรณ์ไปถักเชือกที่ร้านด้วย ร้านของนางมีชื่อว่า ‘ปรารถนาวราลี’ อย่างไรนางก็ต้องให้เกียรติผึ้งน้อยที่เป็นคนเก็บสมบัติให้นาง ตอนนี้ปรารถนาเริ่มนำเงินไปฝากธนาคารมากขึ้นแล้ว อยากกินอะไรก็ได้กิน มีเงินใช้ไม่เคยขาดมือ นั่นคือความหมายของคำว่ามั่งคั่งของนางแล้ว ส่วนเงินเดือนที่สามีให้มานางก็เก็บออมไว้ทั้งสิ้น เย็นวันนี้ปรารถนาเข้าครัวเพียงคนเดียว ส่วน
มือเขากำลังรุ่มร่ามอยู่กับหน้าอกของนาง นางรวบรวมกำลังที่ยังหลงเหลืออยู่ทั้งหมดถอนปากออกจากการดูดดึงของเขาพร้อมทั้งจับมือเขาไว้มั่น “นายท่าน” นางหายใจหอบเหนื่อย อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เขาปรือตามองนางด้วยไฟปรารถนาอันลุกโชน หากนางไม่ห้ามเขา อย่างไรวันนี้เขาก็หยุดตัวเองไม่ได้ “อีกสองอาทิตย์เราจะแต่งงานกัน” เขากล่าวออกเสียงแหบพร่า เขารู้ตัวว่าทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ถ้าไม่ติดเรื่องการเปิดร้านของนาง เขาคงรวบรัดเวลาเข้ามาใกล้กว่านี้ “นายท่าน” “ลองเรียกข้าท่านพี่สักคำ” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำวาวคู่นั้น “นายท่าน” นางร้องเสียงสูงขึ้นอีกดวงตาเบิกโต “ท่านพี่” เขากล่าวย้ำ “ถ้าไม่เรียกรู้หรือไม่ว่าข้าจะลงโทษเจ้าอย่างไร” พูดจบเขาก้มหน้าลงมาอย่างรวดเร็ว นางรีบเอ่ยทันควัน “ท่านพี่” มือสองข้างดันตัวเขาไว้เอนกายออกห่าง เขายิ้มพอใจ ดึงสายตาลงมองท่านั่งของนางอย่างแนบชิด “เจ้านั่งทับ…ข้าอยู่” ใบหน้าขาวเนียนแดงซ่าน นางก็รู้สึกถึงของแข็งบางอย่างที่ดุนดันขึ้นมาเช่นกัน ซ้ำมันยังกระดุกกระดิกได้ “ข้าต้องทำเช่นไร
ฉายสุดาทราบเรื่องว่าสามีตัวเองมาก่อความวุ่นวายที่บ้านอดีตภรรยาอีกนางก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะทำอย่างไรกับเขาดี นางขอหย่ากับเขาอย่างจริงจังในวันที่เขาถูกหัวหน้าหมู่บ้านกักขังบริเวณเป็นเวลาครึ่งเดือน ถึงเขาร้องไห้อ้อนวอนอย่างไรนางก็ไม่ยอมใจอ่อน ถึงอยู่ด้วยกันไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น หลังจากนั้นมืดจึงกลับมาอยู่กับแม่และน้องสาวที่บ้านฟ้าโปร่งอีกครั้ง และต้องไปรับจ้างทำนาเกลือเช่นเคย ถึงอยากกลับมาหาอดีตภรรยากับลูกแทบตายแต่เขาก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะนายอำเภอคนนั้นมาหานางที่บ้านทุกวัน ซ้ำที่บ้านนางยังมีผู้ชายร่างใหญ่กำยำมาเฝ้าอยู่ทุกคืนเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนดลธีจึงส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอหมั้นหมายนางไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ผู้ชายคนไหนกล้ามายุ่งกับนางอีก แม่กับพี่สาวของปรารถนามาร่วมงานแต่ไม่กล้าเรียกร้องสิ่งใดเพราะยังหวาดผวากับผึ้งที่อยู่หน้าบ้านลูกสาว ซ้ำตอนนี้มันยังทำรังใหญ่กว่าเดิม ส่วนอุไรแม้ใบหน้าไม่ได้ยิ้มแย้มแต่ก็ไม่ได้ขัดขวาง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่านางยอมรับว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้แล้วเสร็จสิ้นงานหมั้นหมายปรารถนาจึงทำบ้านหลังใหม่ เป็นบ้านปูนแกมไม้ชั้นเดียว แต่หลังใหญ่กว่าเดิม เดือนต่อมานางจึงพาลูกชายไปผ่าต











