Compartir

เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!
เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!
Autor: เฟยเทียน / เงาจันทราสีหมึก / กัญญ์ญาภัค

บทที่ 1

ภายใต้แสงอาทิตย์แผดเผาของบ่ายวันเสาร์ เสิ่นหลียืนปัดฝุ่นออกจากกางเกงคาร์โก้สีซีดของเธอพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาเรียวคมภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำสนิทกวาดมองไปรอบบริเวณเนินเขาดินลูกรังที่ถูกล้อมด้วยแถบพลาสติกสีเหลืองสลับดำ

พื้นที่แห่งนี้เดิมทีเป็นเพียงโครงการก่อสร้างทางหลวงชนบทธรรมดา จนกระทั่งคนขับรถขุดดินบังเอิญกระแทกเข้ากับ ‘เพดานหิน’ บางอย่างที่ไม่ควรมีอยู่

“อาจารย์เสิ่นครับ! ทางนี้ครับ ทีมงานเตรียมสปอตไลท์กับเครื่องปั่นไฟพร้อมแล้วครับ” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่รุ่นน้องทำให้เธอหันไปมองพร้อมกับขยับหมวกแก๊ปให้เข้าที่

เสิ่นหลีไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้อุปกรณ์คู่ใจขึ้นมาสะพาย ภายในนั้นมีเครื่องมือที่คนทั่วไปมองว่าเป็นแค่เศษเหล็ก แต่สำหรับเธอ มันคืออาวุธที่ใช้สื่อสารกับคนตาย...

โดยเฉพาะ ‘ไม้บรรทัดเหล็กสีหม่น’ ที่เธอชอบพกติดตัวไว้เสมอ แม้มันจะดูเหมือนอุปกรณ์วัดระยะธรรมดาที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ แต่น้ำหนักและความรู้สึกยามที่มันอยู่ในมือนั้นกลับประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งที่มาของมันมาจากร้านของเก่าแห่งหนึ่งซึ่งเธอจำไม่ได้แล้ว เธอรู้แค่ว่า ‘เห็นแล้วถูกใจเท่านั้นเอง’

“ได้รับรายงานว่ายังไงบ้าง?” เธอถามขณะก้าวผ่านรอยแยกของแผ่นดินที่ถูกขุดเปิดออก

“ชาวบ้านแถวนี้ตื่นตูมกันใหญ่ครับอาจารย์” รุ่นน้องที่เดินตามหลังมาตอบขณะปาดเหงื่อไปด้วย

“พวกเขาบอกว่าที่นี่คือ ‘สุสานเทพมังกร’ บ้างละ เป็นทางเข้าดินแดนลับบ้างละ บางคนถึงขั้นกราบไหว้เพื่อขอพรที่หน้าปากหลุมกันเลยทีเดียว แต่ดูจากโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เห็นแค่ปลายยอด ผมว่ามันเก่าแก่กว่าทุกราชวงศ์ที่เราเคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เสียอีก”

เสิ่นหลีแค่นยิ้มเอ่ยอย่างดูแคลน “เทพมังกรเหรอ? หึ ถ้ามีจริงก็ดีสิ ฉันจะได้ขอให้เขาช่วยประทับตรางบประมาณการวิจัยครั้งหน้าให้ผ่านง่าย ๆ หน่อย งานโบราณคดีไม่ใช่การพิสูจน์ตำนานเพ้อเจ้อนะจำไว้ แต่มันคือการตามหาหลักฐานความจริงที่ถูกกาลเวลาฝังกลบ”

เธอเดินมาถึงทางลงที่ถูกดัดแปลงเป็นบันไดชั่วคราว กลิ่นอายของดินชื้นและอากาศเย็นเยียบที่พุ่งสวนขึ้นมาจากเบื้องล่างทำให้นิ้วมือของเสิ่นหลีเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้นตามสัญชาตญาณของนักล่าประวัติศาสตร์ที่สัมผัสได้ว่า ‘สิ่งที่รออยู่’ คือของจริง

ทางเดินใต้ดินนั้นแคบและชันกว่าที่คิด ผนังหินทั้งสองข้างไม่ได้ถูกฉาบด้วยปูน แต่เป็นหินศิลาที่ถูกสลักลายอักขระแปลกตา ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนเมฆหมอกและคลื่นน้ำที่พันเกี่ยวกันไปมา เสิ่นหลีเปิดไฟฉายแรงสูงส่องไปที่ผนัง นิ้วมือเรียวเลื่อนไปสัมผัสร่องรอยการแกะสลักอย่างแผ่วเบา

“งานประณีตระดับนี้... แถมยังไม่มีคราบเขม่าควันไฟจากตะเกียงเลยสักนิด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง “เหมือนกับว่ามันถูกสร้างขึ้นและปิดตายลงทันทีโดยไม่เคยมีใครเข้ามาใช้งาน”

“อาจารย์ครับ ดูนั่น!”

เมื่อพ้นหัวโค้งสุดท้าย พื้นที่เล็กแคบก็เปิดออกสู่โถงกว้างทรงโดมที่ดูเหมือนจะไม่สามารถมีอยู่จริงภายใต้เนินเขาเล็กแห่งนี้ได้ แสงสปอตไลท์หลายดวงที่ทีมงานติดตั้งไว้ก่อนหน้าสาดส่องไปที่กลางห้องโถง เผยให้เห็นสิ่งก่อสร้างที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นหยุดชะงัก

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนไม่ใช่หีบศพทองคำหรือกองสมบัติอย่างที่พวกลักลอบขุดสุสานฝันถึง แต่มันคือรูปปั้นมังกรทมิฬขนาดมหึมา... ไม่ใช่สิ หากจะเรียกให้ถูกมันคือประติมากรรมที่สมจริงจนน่าเกรงขามเสียมากกว่า เพราะตรงหน้าของพวกเขาราวกับมังกรตัวเป็น ๆ ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหินเนื่องจากท่าทางของมังกรตัวนี้ขดตัวเลื้อยพันรอบแท่นหินใจกลางโถงโดมอย่างดุดัน

“มังกร!” หนึ่งในทีมสำรวจอุทานอย่างลืมตัว

“นายก็รู้ว่ามังกรของจริงเป็นเพียงแค่เรื่องเล่า” ใครคนหนึ่งแย้ง ก่อนจะพูดต่อ “ฉันว่าเป็นฝีมือคนปั้นขึ้นมามากกว่า”

ทว่า...

“ผมว่าไม่น่าจะใช่นะครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งขยับแว่นสายตาของตนกวาดมองสิ่งที่เห็นตรงหน้าแย้งขึ้น

“พวกคุณลองดูผิวของมังกรตัวนี้ให้ดีสิครับ ผิวของมันเป็นสีครามเข้มเกือบดำสนิท อีกทั้งแต่ละเกล็ดยังดูแวววาวราวกับมีชีวิตอีกด้วย ผมว่าฝีมือของคนไม่น่าจะสร้างอะไรแบบนี้ออกมาได้”

ทุกคนต่างหันไปสนใจในสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นกล่าว ไม่เว้นแม้แต่เสิ่นหลีเองก็ด้วย แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ก็ตามทีถึงกระนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดอย่างเผลอไผลไปชั่วขณะ

‘มันจะเป็นมังกรจริง ๆ ได้ยังไง’ เธอสะบัดไล่ความคิดเหลวไหลออกจากหัว ‘เรื่องพวกนี้ก็มีแต่ในนิยายหรือนิทานปรัมปราเท่านั้นแหละ’

เสิ่นหลีสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดึงสติที่กำลังเตลิดกลับมาอยู่กับหลักการทางวิทยาศาสตร์ มือเรียวกระชับสายเป้ให้แน่นขึ้นขณะก้าวเข้าหาแท่นหินใจกลางห้องโถงอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินเย็นเยียบล้วนส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานไปถึงเพดาน

สิ่งที่เห็นในระยะไกลว่าน่าทึ่งแล้ว เมื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า กลับน่าตระหนกยิ่งกว่าหลายเท่า รูปปั้นมังกรทมิฬตัวนี้ไม่ได้เพียงแค่ขดตัว แต่มันถูกสร้างขึ้นในท่วงท่าที่สง่างามทว่าดุดัน ลำตัวขดเลื้อยพันรอบแท่นหินราวกับกำลังพยายามขัดขืนต่อโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ท่าทางที่มันเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องโถงนั้นแฝงไปด้วยความ ‘ไม่ยินยอม’ อย่างถึงที่สุด ราวกับมันกำลังแค่นยิ้มเยาะหยันต่ออำนาจบางอย่างที่กำลังกักขังตัวเอง

แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นหลีถึงกับต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้าง คือรายละเอียดของ ‘กรงเล็บ’ ที่ตะปบอยู่บนขอบแท่นหิน

“หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า?” เธอพึมพำ นับจำนวนเล็บมังกรที่สลักจากหินนิลดำอย่างไม่เชื่อสายตา

ในฐานะนักโบราณคดี เธอรู้ดีว่านี่คือเรื่องผิดปกติอย่างรุนแรง เพราะตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ มังกรที่มีห้าเล็บเปรียบได้กับจักรพรรดิ เป็นสัญลักษณ์สูงสุดที่สามัญชนหรือแม้แต่ขุนนางชั้นสูงไม่กล้าริอาจจะสร้างขึ้นมาได้ แต่ที่ตรงนี้คือสุสานที่ไม่มีในบันทึกถึงราชวงศ์ใด โครงสร้างสถาปัตยกรรมก็เก่าแก่เกินกว่าจะระบุยุคสมัยได้ แล้วเหตุใดที่นี่ถึงมีมังกรห้าเล็บปรากฏอยู่?

“อาจารย์ครับ มีอะไรผิดปกติเหรอครับ?” เด็กหนุ่มคนหนึ่งในทีมถามขึ้นเมื่อเห็นเธอยืนนิ่งไปนาน

“กรงเล็บห้าเล็บ...” เสิ่นหลีตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้น

“นายมาดูตรงนี้สิ กรงเล็บห้าเล็บนี่สลักอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งความโค้งมนของเล็บและความคมเข้มของกล้ามเนื้อที่ขา ดูเหมือนมันพร้อมจะตะปบทุกอย่างที่ขวางหน้าให้แหลกเป็นผุยผง ลวดลายตรงปลายนิ้วมังกรนี่... มันประณีตเกินไป... ประณีตจนดูเหมือนมันมีกระแสเลือดไหลเวียนอยู่จริง ๆ” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าในใจอยากจะปฏิเสธว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่โลกใบนี้จะมีมังกรตัวเป็น ๆ

กล่าวไปเธอก็ย่อตัวลงพินิจกรงเล็บขนาดมหึมาไปพลาง แสงไฟฉายสาดกระทบพื้นผิวสีครามเข้มจนดูคล้ายกับน้ำทะเลลึกที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยคลื่นยักษ์ ด้วยนิสัยส่วนตัวของนักโบราณคดีสายลุยที่มักจะเข้าหาอันตรายก่อนเสมอจึงทำให้หญิงสาวขยับขึ้นไปบนแท่นหินเตี้ย ๆ จนใบหน้าอยู่ห่างจากส่วนหัวของมังกรเพียงไม่กี่คืบ ยิ่งใกล้ เธอก็ยิ่งรู้สึกถึง ‘ความโกรธแค้น’

โดยที่มือขวาของเธอกำไม้บรรทัดเหล็กสีหม่นไว้แน่นเพื่อจะใช้วัดอะไรบางอย่าง แต่แล้วอุปกรณ์ชิ้นนี้ในมือกลับเริ่มสั่นสะเทือนเบา ๆ ในอุ้งมือ ราวกับมันกำลังพยายามส่งสัญญาณเตือนถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังจะปะทุ

ทว่า... เจ้าของหาได้สนใจเรื่องนี้ไม่ เพราะสายตาของเธอได้เลื่อนจากกรงเล็บขึ้นไปจนถึงใต้ลำคอ... และตรงนั้นเองที่เธอพบกับบางสิ่ง

‘เกล็ดย้อน’ เป็นเกล็ดเพียงชิ้นเดียวที่งอนขึ้นมาผิดจากชิ้นอื่น เป็นจุดที่มังกรทุกตัวจะโกรธจัดหากมีใครมาแตะต้องตามเรื่องเล่าที่เธอได้ยิน เสิ่นหลีแค่นยิ้มในใจพยายามสะบัดเรื่อง งมงายออกไปจากหัวเป็นรอบที่สอง

‘มังกรห้าเล็บในนิยายมักจะหยิ่งผยองและทรงพลังที่สุด ถ้านี่คือของจริง ฉันคงถูกฆ่าตายไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาแล้ว’

เธอไม่เชื่อ และในจังหวะที่เธอกำลังจะยื่นมือออกไปสำรวจเกล็ดย้อนนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาจากแรงขุดของเครื่องปั่นไฟด้านบนที่ส่งผ่านลงมาตามผนังหินที่เริ่มเปราะบาง แรงสั่นสะเทือนเพียงน้อยนิดนั้นกลับส่งผลให้ร่างกายของเสิ่นหลีเสียสมดุลไปชั่วขณะ

ปลายนิ้วชี้ของเธอพุ่งเข้าไปปะทะกับขอบอันคมกริบของเกล็ดย้อนมังกรเข้าอย่างจัง! ขอบเกล็ดสีนิลดำนั้นคมกริบราวกับใบมีด เพราะมันไม่ได้เพียงแค่บาดผิวหนัง แต่มันดูเหมือนจะ ‘กรีด’ ลึกลงไปจนถึงเส้นประสาทของเธอ

“โอ๊ย!”

เสิ่นหลีสะดุ้งสุดตัวพลางชักมือกลับ ความรู้สึกแสบแปลบแล่นปราดเข้าสู่หัวใจในทันที หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาจากบาดแผลที่ปลายนิ้ว เธอมองดูบาดแผลของตนด้วยความหงุดหงิด ทว่าความหงุดหงิดกลับแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวถึงขีดสุด เมื่อเห็นหยดเลือดของเธอไหลลงไปตามรอยแตกบนเกล็ดย้อนมังกรห้าเล็บนั้น... ก่อนที่มันจะถูก ‘สูบ’ หายเข้าไปด้านในทันที

เปรี้ยง!!!

เสียงดังลั่นประหนึ่งฟ้าคำรามดังลั่นจนทุกคนที่มาด้วยต่างพากันยกมือขึ้นอุดหู พร้อมกับห้องโถงที่เคยเงียบสงบพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าจะถล่มดินทลาย

แสงไฟสปอตไลท์วูบวาบและดับมืดลงในพริบตา แทนที่ด้วยแสงสีครามเจิดจ้าที่พุ่งออกมาจากดวงตามังกรที่เคยปิดสนิท! มังกรห้าเล็บที่เคยนิ่งเป็นหินเริ่มมีเสียงปริแตก ลวดลายอักขระที่ฐานแท่นบูชาเริ่มเรืองแสงสีทองสลับแดงก่อนจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ

“อาจารย์! เพดานจะถล่มแล้ว! หนีเร็ว!” เสียงของคนในทีมตะโกนก้องท่ามกลางความโกลาหล

แต่เสิ่นหลีกลับขยับร่างกายไม่ได้ เนื่องจากตอนที่เธอตกใจหญิงสาวได้เผลอยกมือกอดลำตัวของมังกรตรงหน้าเอาไว้แน่นและตอนนี้ราวกับว่ามือของเธอกำลังถูกตรึงไว้ แรงกดดันมหาศาลบดขยี้บรรยากาศรอบตัวจนเธอหายใจไม่ออก ความร้อนดุจไฟผลาญเริ่มลามจากปลายนิ้วพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณ พร้อม ๆ กับเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงสามโลกดังขึ้นในหัวของเธอเพียงคนเดียว

เสิ่นหลีเบิกตากว้างผ่านความมืด เห็นเกล็ดนิลดำเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีครามที่มีชีวิต กรงเล็บทั้งห้าที่เคยเป็นหินเริ่มจิกลึกลงไปในแท่นบูชาจนหินแตกกระจาย แสงสว่างจ้าสีครามสว่างวาบขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าล้อมรอบร่างของเธอและ ‘มังกรห้าเล็บ’คล้ายกับว่ามันกำลังจะทวงคืนเสรีภาพเอาไว้

แสงนั้นสว่างเกินไป... สว่างจนโลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน ความรู้สึกสุดท้ายของเสิ่นหลีคือความอุ่นวาบที่ข้อมือซ้าย ราวกับมีตราประทับที่มองไม่เห็นถูกทาบลง ก่อนที่สติรับรู้ทั้งหมดของหญิงสาวจะถูกกระชากจมดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งมิติที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

ท่ามกลางแสงสว่างจ้ากลืนกินทุกสรรพสิ่งไปจนสิ้น... ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงเหลือเพียงความว่างเปล่าและบัดนี้ไม่มีใครในทีมจำเรื่องราวเกี่ยวหญิงสาวนามเสิ่นหลีได้อีกต่อไป

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!    บทที่ 64

    หน้าจอระบบปรากฏขึ้นตรงหน้า [ตรวจพบจิ้งจอกมายาขั้นต่ำ ระดับพลัง: ขั้นสร้างรากฐานระดับต้น จุดอ่อน: แกนวิญญาณอยู่บริเวณกลางอก คำแนะนำ: ใช้พลังปฐมกาลโจมตีโดยตรง]“เจอแล้ว” คำพูดของเสิ่นหลีทำให้ ดวงตาของจิ้งจอกมายาเบิกกว้างเพราะมันสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิต จึงเค้นพลังรีบดีดตัวถอยหลังทันที ทว่า... กู้ช

  • เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!    บทที่ 63

    บนเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งนอนหายใจรวยริน ผิวพรรณของนางกลายเป็นสีเทาซีด คล้ายซากศพที่ยังมีลมหายใจ แขนขาผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูก กลิ่นอายเน่าเฟะสายนั้นลอยโชยมาจากจุดตันเถียนของนางอย่างชัดเจนแต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ เหนือเตียงนอนนั้นปรากฏเงาร่างของหญิงงามในชุดผ้าไหมสีช

  • เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!    บทที่ 62

    ปัง!“บัดซบ!”เสียงฝ่ามือหนาหนักกระแทกลงบนโต๊ะไม้ประดับมุกล้ำค่าในห้องโถงตระกูลหลี่ดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะอันเกิดจากโทสะของผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน ทำเอาถ้วยชาเคลือบกรงเล็บมังกรสั่นสะท้านจนน้ำชาหกกระเซ็นหลี่เทียนฉงยามนี้ใบหน้าบิดเบี้ยวเขียวคล้ำ ดวงตาสองข้างปูดโปนด้วยเส้นเลือดฝอย ทรวงอกกระเพื่อมขึ้น

  • เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!    บทที่ 61

    “ท่านพ่อ!” โม่เฉินอวี่ตะโกนเรียกเสียงเครือ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด“เฉินอวี่! เจ้าลูกเนรคุณ!” โม่เฉินหานตวาดลั่น ฝ่ามือหนาขยับรวบพลังปราณสีหมอกค่อนข้างทึมขุมหนึ่งขึ้นมาทันทีโดยไม่ฟังสิ่งใด“ข้าบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าห้ามนำคนนอกเข้ามาในจวน! ยามนี้ยังกล้าพากลุ่มคนจรจัดท่าทางสามหาวเข้ามาบุกรุกเรือน

  • เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!    บทที่ 60

    เสี่ยวเฮยที่รัดอยู่บนข้อมือของเสิ่นหลีส่งเสียงฟ่อเบา ๆ แผ่ไอสังหารตอบรับคล้ายเห็นด้วยกับคำพูดของจิ้งจอกขาว ส่วนอาจินเกาพุงตัวเองพลางค้อนขวับไปทางประตูจวนอย่างไม่สบอารมณ์เสิ่นหลีที่เห็นท่าทางของสัตว์ทั้งสามตัวก็ยกไม้บรรทัดเหล็กขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากพลางแค่นเสียงหัวเราะหยันออกมาเบา ๆ ดวงตาทอประกายเย็นเ

  • เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!    บทที่ 59

    “ถ้าไม่จ่าย ข้าคงต้องฟาดเพิ่มอีกสักสองสามที และข้าก็จะคิดค่าเหนื่อยเพิ่มด้วยนะ” เสิ่นหลีเอ่ยอย่างหน้าหนาพลางควงไม้บรรทัดเหล็กในมือไปมาอย่างช้า ๆ แววตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายเรียบเฉยทว่าพร้อมลงมือจริงทำเอาหลี่เหวินซวนถึงกับเสียวสันหลังวาบหลี่เทียนฉงที่อยู่ด้านล่างเวทีสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกแทบระเบิด แม้จ

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status