Masukในตอนนี้แม้ว่าพวกเขาอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องความเป็นความตายอย่างถ่องแท้ แต่เรื่องราวของดวงดาวผู้พิทักษ์ก็ได้ปลูกฝังความรัก ความทรงจำ และความอบอุ่นไว้ในหัวใจดวงน้อยของทั้งสามคน...และสายใยของครอบครัวก็จะยังคงส่องสว่างนำทางพวกเขาต่อไป...ตราบนานเท่านาน... กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปอีกครั้ง จาก
หลายปีผ่านไปหลังจากนั้น...กาลเวลาได้ถักทอเรื่องราวบทใหม่ให้กับทุกคนในครอบครัวใหญ่ กิจการ "บ้านหลี่" เติบโตและมั่นคงอย่างถึงที่สุด หม่าหลี่หยวนได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะนักบริหารหนุ่มผู้เก่งกาจ ส่วนหลี่เมี่ยวและโจวยี่เหิงก็ได้สร้างชื่อเสียงในแวดวงวิชาการและวงการแพทย์ของตนเองจนเป็นที่ยอมรับในร
สองปีถัดมา หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวทั้งตระกูลหลี่ ตระกูลเซี่ย และตระกูลหม่า ต่างก็เร่งรัดและส่งเสริมให้หม่าหลี่หยวนรีบแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ในที่สุดวันนี้ที่ทุกคนในครอบครัวรอคอยก็มาถึง งานวิวาห์ระหว่างหม่าหลี่หยวน นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้สืบทอดกิจการของสองตระกูล และ หลินเยว่ พนักงาน
หลายปีแห่งการเติบโตและการทำงานอย่างหนักในเส้นทางของตนเองได้ผ่านพ้นไป...โจวยี่เหิงในตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแพทย์ประจำบ้านอีกต่อไปแล้ว แต่เขาได้กลายเป็นศัลยแพทย์สมองหนุ่มผู้มีชื่อเสียง และเป็นอาจารย์พิเศษที่ได้รับความเคารพอย่างสูงในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจียวทงเซี่ยงไฮ้ บุคลิก
ข่าวด่วนในเช้าวันหนึ่งของเมืองปักกิ่ง ข่าวนี้ได้สร้างความสะเทือนใจไปทั่วแวดวงวิชาการและเทคโนโลยี...ได้มีคนพบศพนักศึกษาสาวอัจฉริยะในอพาร์ตเมนต์ของเธอเอง ร่างของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด มีบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกมีดแทงที่กลางหน้าอกอย่างเหี้ยมโหด จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่
คำกระซิบที่แผ่วเบาแต่ก้องกังวานอยู่ในหัวใจของหลี่เมี่ยวทำให้เธอตัวแข็งทื่อยิ่งกว่าเดิม ใบหน้างามแดงก่ำจนลามเลียไปถึงใบหู เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกล้าที่เต็มไปด้วยความรัก ความจริงจัง และการรอคอยอย่างเปี่ยมล้นคู่นั้น...น้ำตาแห่งความตื้นตันใจค่อย ๆ เอ่อคลอขึ้นมาอย่างสุดจะกลั้น เธอไม่ได้
นางจางแม้จะเจ็บใจที่ต้องเสียเงินถึงห้าร้อยหยวน แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่อาจทำอะไรได้อีกนอกจากระบายอารมณ์ออกมา"พวกแก! ทั้งหมดรีบไสหัวไปเก็บข้าวของของแกให้หมด กันเลยนะ อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียวในบ้านนี้" นางตวาดเสียงแหลม กวาดตามองหลี่หาน เซี่ยอวิ๋นซือ และเสิ่นเมี่ยวรวมถึงเสิ่นหยวนอย่างรัง
"เสิ่นเมี่ยว! ใครสอนให้พูดจาแบบนี้" นางจางตวาดเสียงแหลม แววตาดุร้ายจ้องไปที่หลานสาวนอกไส้อย่างเอาเรื่องก่อนจะหันมาปฏิเสธกับผู้ใหญ่บ้านรวมถึงทุกคนเสียงสูง"เงินอะไรกัน! ไม่มี้!... ทุกคนอย่าไปหลงเชื่อนางเด็กบ้านี่เลยหล่อนก็พูดไปเรื่อย"ฟางหลานเองก็หน้าตึงพลางตวาดเสิ่นเมี่ยวเอ่ยสมทบกับแม่สามีออกมา "ใช่
หลี่หานมองท่าทีของทั้งสองด้วยแววตาเรียบเฉยไม่มีความหวั่นไหว เขาหันกลับไปมองผู้ใหญ่บ้านหม่าโค้งคำนับอีกครั้งอย่างสุภาพ"ผู้ใหญ่บ้านครับ" น้ำเสียงของเขายังคงมั่นคง "ผมไม่ได้เลอะเทอะหรือเสียสติ ความจริงที่ผมเพิ่งรู้เมื่อครู่จากปากของนางจางกับเสิ่นฉีคือผมมีแซ่ว่าหลี่ชื่อแท้จริงคือหลี่หานไม่ใช่แซ่เสิ่น แ
ตอนนี้บรรยากาศหน้าลานบ้านตระกูลเสิ่นราวกับมีงานเทศกาล ชาวบ้านทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ ต่างพากันกรูเข้ามามุงดูที่หน้าประตูและบริเวณลานบ้านอีกครั้ง ส่งเสียงเซ็งแซ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นบางคนถึงกับเบียดเสียดแทรกคนเข้ามาด้านหน้าเพื่อจะมองให้เห็นเหตุการณ์ข้างในได้ชัด ๆ ใบหน้าแต่ละคนฉายแววตื่นเต้นระคนสนุก






